จงรักภักดี

เรื่องย่อ "จงรักภักดี"

เรื่องย่อ จงรักภักดี

 

        จงรักภักดี

 


       
       แนวละคร : เทิดพระเกียรติชุด "ใต้ร่มบารมี" เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ขององค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
       บทประพันธ์ - บทโทรทัศน์ : ศรัณยู วงษ์กระจ่าง
       กำกับการแสดง : ศรัณยู วงษ์กระจ่าง
       ผลิต : บริษัท สามัญ การละคร
       อำนวยการผลิต : คณะกรรมการพิจารณาการผลิตโทรทัศน์ สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7
       นักแสดง : ซี-ศิวัฒน์, เกรซ-กาญจน์เกล้า, ฐิสา-วริฏฐิสา, กอล์ฟ-อนุวัฒน์, จิณณ์ จิณณะ และ เจด้า-ศรัณย่า
       วันเวลาออกอากาศ : วันที่ 2-10 ธันวาคม 2559
       ระยะเวลาออกอากาศ ลำดับที่ 9 : วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม 2559

 

 

 

   เ รื่ อ ง ย่ อ

 

       

       แตง นักศึกษาสาวอายุ 22 ปี พร้อมด้วย โม่ง และ ม่อน เพื่อนสนิทตัดสินใจ ใช้เวลาหนึ่งปี ก่อนเรียนต่อปริญญาโทเพื่อทำงานบันทึกเรื่องราวของในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้ครบทุกด้าน พวกเขาออกเดินทางไปยังถิ่นธุรกันดาร เพื่อตามรอยพระเจ้าอยู่หัวและการเดินทางครั้งนี้ ทำให้พวกเขาได้พบกับหนุ่มอาข่า ที่มีชื่อว่า หล่ออูเรื่องราวทั้งหมด จึงถูกบอกเล่าและบันทึกผ่านมุมมองของสาวสวยที่ชื่อว่า แตง

       

       บันทึกของแตง เล่าเรื่องเริ่มต้นขึ้น

        ในเช้ามืด ของวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559

       ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น หล่ออู หนุ่มอาข่า วัย 24ปี ผู้มีหน้าที่สืบทอดตำแหน่งผู้นำบ้านอาข่า สืบต่อจากโป๊ะกูผู้เป็นปู่ โป๊ะกูในวัยชรา ต้องการความมั่นใจว่า เมื่อหล่ออู ขึ้นเป็นผู้นำบ้านอาข่าแล้วจะมีความรักผืนแผ่นดินไทย และจงรักภักดีต่อพ่อหลวง อย่างตน โป๊ะกูจึงสั่งให้หล่ออู เดินทางไปตามแผนที่ที่โป๊ะกูทำไว้ มันเป็นแผนที่บอกสถานที่ที่พระเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จพระราชดำเนิน และ มีโครงการในพระราชดำริ ช่วยให้สถานที่เหล่านั้น พลิกฟื้นจากความขัดสน แห้งแล้งกลายเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้พสกนิกรผู้ยากไร้ทั้งหลาย กลับมีชีวิตที่สุขสบายจนทุกวันนี้ โป๊ะกูสั่งให้หล่ออู เก็บเม็ดดินจากที่เหล่านั้น กลับมาเพื่อเก็บรักษาและระลึกถึงพระบารมีของพ่อหลวง นอกจากนั้นแล้ว ยังต้องหาเพื่อนร่วมทางที่มีความจงรักภักดีเช่นกัน เดินทางไปด้วยอีกเก้าชีวิตโดยจุดหมายปลายทาง ก่อนกลับมาบ้านอาข่า หล่ออูจะต้องพาเพื่อนร่วมทาง ไปกราบถวายพระพรพ่อหลวงให้ใกล้ที่สุด เพื่อเป็นกำลังใจให้พระองค์ท่าน ในวันที่มีข่าวลือ แพร่สะพัดเหลือเกิน

       

       ที่ดอยผาหมี จังหวัดเชียงราย เช้าตรู่วันเดียวกัน

       หล่ออู เดินทางมาถึงที่นี่ ตามแผนที่ของโป๊ะกู เขาเก็บดินจากยอดดอยนั้น พร้อมกับท่องคาถาของอาข่าและที่นั่น เขาได้พบกับ สาวใหญ่ ชื่อว่า พิม เธอมีท่าทางเหงาเศร้า คล้ายคนกำลังคิดจะฆ่าตัวตาย จากการพูดคุยกับหล่ออู จึงรู้ว่าพิมกำลังซึมเศร้าและวิตกกังวล กับข่าวลือเรื่องอาการป่วยของในหลวง หล่ออูจึงชวนพิมร่วมทางไปด้วยกัน พิมตอบตกลง โดยเสนอว่าจะเป็นคนขับรถพาหล่ออูเข้ากรุงเทพฯเอง ไม่น่าเชื่อว่า รถที่เธอขับคือ รถมินิบัส จุผู้โดยสารได้กว่า ยี่สิบที่นั่ง พิมไม่ยอมบอกว่า ทำไมเธอถึงขับรถคันใหญ่ขนาดนี้ พ้นจากดอยผาหมีไม่นานนัก

       รถมินิบัส ก็เฉี่ยวเอาเต๊นท์สองหลังที่กางอยู่บนเนินดินข้างทาง มันเป็นเต๊นท์ของ โม่ง ม่อน และ แตง หลังจากการขอโทษกัน และแนะนำตัวกันเรียบร้อย โม่ง ม่อน แตง จึงขอร่วมเดินทางไปกับหล่ออูด้วย ระหว่างการเดินทาง โม่ง ม่อน แตง จะร้องเพลงพระราชนิพนธ์ให้คนบนรถได้ฟังเป็นระยะๆ

       

       อ่างเก็บน้ำ ห้วยแม่หยวก จังหวัดแพร่ เวลา 8.30 น. วันที่ 13 ตุลาคม

       รถมินิบัสคันนี้ จอดลงที่บริเวณ อ่างเก็บน้ำห้วยแม่หยวก หล่ออูอธิบายถึงพื้นที่แห่งนี้ ตามที่โป๊ะกูเคยเล่าให้ฟังว่า พ่อหลวงเสด็จพระราชดำเนินที่นี่ ทรงปล่อยพันธุ์ปลามากมายในแอ่งน้ำนี้ และมีพระราชดำริให้สร้างแอ่งน้ำอีกหลายแห่ง เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจากความแห้งแล้ง จนไม่อาจทำการเกษตรได้

       ชายหนุ่มคนใหม่ปรากฏกายขึ้น เขาชื่อ นพ อดีตวิศวกร ผู้หันหน้ามาใช้ชีวิตเป็นชาวไร่ โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัว

       นพเล่าเรื่องราวพระราชกรณียกิจในเรื่องที่เกี่ยวกับภาคเกษตร และพระราชดำรัสของพระองค์ ให้ทุกคนฟัง สุดท้าย นพก็ร่วมเดินทางไปกับหล่ออูอีกหนึ่งคน โดยอาสาเป็นผู้ขับรถคันนี้เอง น่าจะเหมาะกว่า

       

       อุทยานประวัติศาสตร์ ศรีสัชชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เวลา 11.00 น.

       หล่ออู พาทุกคนมาที่นี่ ตามแผนที่ โป๊ะกูชี้ให้เห็นว่า พ่อหลวงให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ ความเป็นชาติไทย พระองค์เคยเสด็จมาดูโบราณสถานแห่งนี้ และทรงเยี่ยมเยียน ศูนย์สงเคราะห์ชาวเขา ที่หมู่บ้านท่าแพ นพใช้สีเขียนตัวหนังสือบนผ้า เพื่อผูกติดข้างรถ ข้อความว่า

       "รถคันนี้ มุ่งหน้า ไป กราบ พ่อ...เรา รัก พระเจ้าอยู่หัว"

       ดาว สาวสวยที่กำลังตั้งครรภ์ ขอเดินทางร่วมไปกับหล่ออูด้วย

       ลุงเสริม ชายสูงวัย เนื้อตัวรุงรัง คล้ายคนสติไม่ดี ก็ขอร่วมเดินทางด้วย

       ขณะรถกำลังเคลื่อนตัวออก หนุ่มใหญ่ ชื่อ ชาติ อดีตนักมวยดัง วิ่งกระโดดขึ้นรถมาด้วย

       เขาอ้างว่า เขาจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัว ไม่แพ้ใคร ในที่สุด หล่ออูจึงได้เพื่อนร่วมทาง แปดคน ขาดอีกเพียงหนึ่งคนเท่านั้น เมื่อผ่านด่านตำรวจ ทางหลวงกลางถนน รถมินิบัส ถูกเรียกให้จอด เพื่อตรวจหาอาวุธปืน วัตถุระเบิด และตรวจหา ผู้ต้องหาหลบหนีคดีลักขโมย และทำร้ายร่างกาย ทุกคนเพ่งเล็งไปที่ชาติ

       ตำรวจแยกตัวชาติมาคุย แล้วบอกกับชาติว่า เขารู้ดีว่า ชาติออกรับผิดแทนเด็ก ดังนั้นจึงไม่เอาผิดกับชาติ โดยกล่าวอ้างพระราชดำรัสพระเจ้าอยู่หัว เรื่องเกี่ยวกับตำรวจ และความดี

       ชาติยกมือไหว้ท่วมศีรษะและขึ้นรถมินิบัสไป

       

       สนามบินหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เวลา 13.30 น.

 

       หล่ออู พาทุกคนมาที่สนามบินหล่มสัก ตามแผนที่ที่โป๊ะกูบอก โป๊ะกูเล่าว่า เมื่อก่อนพระเจ้าอยู่หัวลงจากเครื่องบินพระที่นั่งที่นี่ บ่อยมาก ท่านเสด็จมาเยี่ยมเยียนทหารหาญ ในการสู้รบกับคอมมิวนิสต์ ในสมรภูมิเขาค้อ ท่านมาด้วยพระองค์เอง โดยไม่เกรงอันตรายใดๆ ท่านพูดคุยกับทหารและประชาชนอย่างไม่ถือพระองค์ ถือเป็นพระเมตตาอย่างใหญ่หลวง และแสดงให้เห็นว่า พระองค์ไม่เคยคิดทอดทิ้งประชาชนแม้แต่น้อย ก่อนเดินทางออกจากสนามบินหล่มสัก ปรากฏวายร้ายลึกลับสองคน เข้ามาฉุดกระชากตัวพิม ชาติช่วยเอาไว้ได้

       

       ในที่สุด ก็รอดเงื้อมมือวายร้ายมาได้

       รถมินิบัสคันนี้ หนี ลุยน้ำ เข้าไปในป่า จนเครื่องดับสนิท พิมยอมสารภาพความจริงว่า เธอขโมยรถคันนี้มาจากเสี่ยใจร้าย แต่ที่ต้องขโมยเพราะ เธอบุกเข้าไปช่วยเด็กผู้หญิงนับสิบคน ออกจากเงื้อมมือของเสี่ยคนนี้ ที่มีธุรกิจขายมนุษย์ อีกทั้งพวกมันยังเคยกระทำย่ำยีพิมมาแล้วด้วย

       

       ทุกคนจึงเห็นใจพิม นพเสนอให้ทุกคนรออยู่ในป่านี้ ส่วนตัวเขาจะเดินเลาะป่าไป จนกว่าจะเจอบ้านคน เพื่อขออุปกรณ์บางอย่างมาทำการซ่อมรถ หล่ออู และ แตง ขอเดินไปเป็นเพื่อนด้วย

       

       ชาติเล่าเรื่องราวของตนให้ทุกคนฟัง

       เขาเคยเป็นอดีตนักมวยมีชื่อ เคยฝันว่าวันหนึ่งจะได้มีโอกาสเข้าเฝ้าในหลวงอย่างนักมวยรุ่นพี่คนอื่นๆ แต่ ถูกนักเลงชังจูงเข้าไปในวังวนของอันธพาล ค้ายา และล้มมวย ความฝันของเขาจึงมลายหายไป จนได้เห็นพระบรมราโชวาทของในหลวงเรื่องเกี่ยวกับความเพียร จึงได้สติ หนีออกจากวังวนนั้น

       

       ดาวเล่าเรื่องราวของเธอว่า

       สามีของเธอเป็นอาสาสมัครทหารพรานตายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ในหลวงพระราชทานความช่วยเหลือให้กับเธอและครอบครัวเป็นอย่างมาก แต่เธอก็อดตั้งตำถามไม่ได้ว่า ทำไมสามีเธอต้องตาย ตายเพื่ออะไร ทำไมเขาไม่มีโอกาสอยู่จนได้เห็นหน้าลูกที่อยู่ในท้องของเธอ ทำไมต้องเป็นคนดี เพื่ออะไร แต่เมื่อได้เห็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ เห็นเหงื่อเม็ดนั้นของพระองค์ จึงคิดได้ว่า พระองค์ท่านไม่เคยตั้งคำถามเลยว่า ท่านทรงเหนื่อยทำไม ท่านไม่เคยสงสัยเลยว่าทำไมท่านต้องทำเพื่อประชาชนขนาดนี้ เพราะท่านรักพสกนิกรทุกคนนั่นเอง

       

       ดาวจึงตั้งใจว่า ในยามที่มีข่าวลือมากมายเช่นนี้ เธออยากไปกราบถวายพระพร ให้กำลังใจพระองค์ท่านให้ใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเธอเชื่อว่า สามีเธอจะดีใจ และอยากให้เธอทำเช่นนี้

       

       เวลา19.30 น. วันที่ 13 ตุลาคม 2559

       หล่ออู นพ และ แตงเดินไปจนเจอบ้านคนที่อยู่ติดแนวชายป่า เขาได้เห็น แถลงการณ์ทางโทรทัศน์เรื่องการสวรรคตของในหลวง ทั้งหมดทรุดตัวลงร้องไห้ ส่วนกลุ่มที่รออยู่ที่รถ ได้ฟังข่าวผ่านทางวิทยุในรถ ต่างพากันร้องไห้เศร้าโศกเช่นกัน

       

       เมื่อหล่ออู นพ และแตง กลับมายังที่จอดรถ ทุกคนอยู่ในสภาพ ซึมเศร้า หมดสิ้นความหวัง แม้นพจะได้อุปกรณ์การซ่อมรถกลับมา แต่ทุกคนเอาแต่ร้องไห้ อยากตาย

       ลุงเสริมจึงให้สติว่า เราทุกคนควรจะหยุดเศร้าโศกเพียงเท่านี้ แล้วทำหน้าที่ของพลเมืองที่ดีต่อไป

       พระเจ้าอยู่หัว คงไม่อยากเห็นประชาชนของท่าน หมองเศร้าจนทำอะไรไม่ได้ เราต้องเดินหน้าต่อไป เป็นพลเมืองที่ดี ตามแนวทางคำสอนของพ่อนั่นหละ ท่านคงจะเป็นสุข

       ทุกคนจึงลุกขึ้นมีกำลังใจ เดินหน้าต่อ

       นพซ่อมรถ พิม ดาว แตง ช่วยกันย้อมสีเสื้อที่ใส่ให้เป็นสีดำ เพื่อเช้าวันรุ่งขึ้น เราจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปถวายความอาลัยพระบรมศพร่วมกัน

       

       วนอุทยาน เขาใหญ่ เวลา 13.00 น. วันที่ 14 ตุลาคม 2559

       หล่ออู พาเพื่อนร่วมทางมายังจุดสุดท้ายของแผนที่โป๊ะกู ฝนหลวงพระราชทาน เม็ดแรกตกลงที่นี่ ทุกคนยืนมองฟ้า และระลึกถึงพระเจ้าอยู่หัว จากนั้นจึงเดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร

       

       ระหว่างเดินทาง บนรถ นพได้เล่าถึงชีวิตของเขา ที่เคยเป็นหนี้เป็นสินจากการลงทุนทำธุรกิจหลายสิบล้าน แต่ด้วยแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัว ทำให้เขาสามารถมีอาชีพที่เป็นสุข ไม่กระวนกระวาย และใช้หนี้ได้จนเกือบหมด

       

       ส่วนลุงเสริมก็เล่าเรื่องการเป็นแพทย์อาสาของตนให้ทุกคนฟัง

       ทุกคนบนรถต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงเป็นที่ยิ่ง หล่ออูขอบคุณทุกคนที่ร่วมเดินทางมากับเขา แม้จะหาเพื่อนร่วมทางได้เพียงแปดคน ไม่ครบตามที่โป๊ะกูต้องการก็ตาม

       ดาวชี้ที่ท้องของเธอ และบอกว่า หล่ออูคงลืมนับคนในนี้อีกคน เป็นอันว่าเขาทำได้ตามที่โป๊ะกูต้องการ เพื่อนร่วมทางเก้าคน รวมกับหล่ออู เป็นสิบคน ก็เปรียบได้กับสิบปัญหาที่อาจจะต้องเจอในการอยู่ร่วมกัน

       ดังนั้น การจะอยู่ร่วมกันได้โดยไร้ปัญหาทะเลาะเบาะแว้ง หล่ออูจึงต้องยึดเอาทศพิธราชธรรม เป็นธงนำ เช่นเดียวกับพ่อหลวง นั่นคืออุบายที่โป๊ะกูต้องการสอนหลานชายของเขา

       

       สนามหลวง เวลา 22.00 น. วันที่14 ตุลาคม 2559

       หล่ออูและเพื่อนร่วมทาง นั่งลงหน้ากำแพงพระบรมมหาราชวัง ทุกคนก้มลงกราบ พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัยพร้อมๆกั

       

โป๊ะกู ได้เห็นภาพนี้ผ่านทางโทรศัพท์มือถือที่หล่ออูส่งไปให้

       เขานอนกราบพ่อหลวงที่รักยิ่งของพี่น้องชาวอาข่า เช่นเดียวกับคนไทยทุกคน

       

       หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา

       ชาติกับพิม อาสาเป็นครูสอนหนังสือและกีฬาให้กับเด็กด้อยโอกาส

       ลุงเสริม เป็นแพทย์อาสา ออกให้ความรู้เรื่องสุขภาพแก่ผู้ยากไร้ในถิ่นธุรกันดาร

       นพกับดาว ช่วยกันทำไร่ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง และเลี้ยงดูทารกน้อยให้เป็นเด็กดี

       โม่งและม่อน เดินสาย ร้องเพลงเพื่อพ่อ ตามโรงเรียนระดับประถมและมัธยม ทั่วประเทศ

       หล่ออูได้ขึ้นเป็นผู้นำเผ่าอาข่า โดยมีแตง เป็นเพื่อนสนิท ที่แวะเวียนไปหาอย่างสม่ำเสมอ

       ทั้งเก้าชีวิต ตั้งปณิธาน และสัญญาว่า จะเป็นคนดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสืบไปนานทั่วกาลนาน 

 

 

เรื่องย่อ จงรักภักดี

 

เรื่องย่อ จงรักภักดี

 

เรื่องย่อ จงรักภักดี

 

เรื่องย่อ จงรักภักดี

 

เรื่องย่อ จงรักภักดี

 

เรื่องย่อ จงรักภักดี

 

เรื่องย่อ จงรักภักดี

 

เรื่องย่อ จงรักภักดี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จาก  ละครออนไลน์

 


แสดงความคิดเห็น

emotion