สายโลหิต
ชื่อตอน
สายโลหิต ตอนที่ 14 [ตอนล่าสุด]
2    0   

เรื่องย่อ สายโลหิต 

พุทธศักราช 2301  กรุงเทพมหานครบวรทราวดีศรีอยุธยา ราชธานีของอาณาจักรสยาม ตั้งบนเกาะหนองโสน  มีแม่น้ำล้อมรอบเกาะที่รูปพรรณสัณฐานคล้ายสำเภานาวา  บ้านเมืองสงบร่มเย็นไพร่ฟ้าหน้าใสด้วยว่างเว้นการศึกเป็นเวลาถึงร้อยกว่าปี เมื่อปลอดศึกจึงมีเวลาทะนุบำรุงบูรณะพระบรมมหาราชวังทั้งพระที่นั่งในกรุงและพระที่นั่งนอกกรุง รวมทั้งวัดวาอารามที่ลาดหลังคาโบสถ์วิหารและพระปรางค์เจดีย์ด้วยแผ่นทองคำ  

กรุงศรีอยุธยาจึงเป็นราชธานีที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในภูมิภาคอุษาคเนย์  ณ  เวลานั้น

สามครอบครัวขุนนางของอยุธยา ที่คนในครอบครัวมีชีวิตเกี่ยวพันกันทั้งรักทั้งแค้นจนกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันจนวาระสุดท้ายของชีวิต  คือครอบครัวของพระสุวรรณราชา (ศรุต วิจิตรานนท์) เป็นช่างทองหลวง  พระสุวรรณ มีบุตรชายหญิง 3 คน   คือ  พ่อเดือน  รับราชการเป็นหลวงเสนาสุรภาค (นนทพันธ์ ใจกันทา)   ลำดวน (กวิตา จินดาวัฒน์) บุตรีคนต่อมา  และ ดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์)  บุตรีคนสุดท้องอายุ10ขวบ  แม่ของลูกสามคนเสียชีวิตแล้วลูกๆ จึงมี ย่านิ่ม (ดวงดาว จารุจินดา) เป็นผู้เลี้ยงดู อีกครอบครัวคือ พระยาพิริยะแสนพลพ่าย (อธิวัฒน์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา) และคุณหญิงศรีนวล (ขวัญฤดี กลมกล่อม) มีบุตรชายหญิงสามคนเช่นกัน  คือ  หลวงเทพฤทธิ์อริศัตรูพ่าย (อนุวัฒน์ ชูเชิดรัตนา) รับราชการเป็นทหาร  และเพิ่งแต่งงานกับลำดวน (กวิตา จินดาวัฒน์)  ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) วัยยี่สิบปีเป็นบุตรคนที่สองรับราชการทหารเช่นกัน  และ แม่เยื้อน (ณัฐชา นวลแจ่ม) บุตรีคนสุดท้องอายุเพิ่งย่างรุ่นสาว  ครอบครัวที่สามคือ  พระวิชิตปรีชา (ขจรศักดิ์ รัตนนิสสัย) และคุณหญิงปริก (รชนีกร พันธุ์มณี)  ทั้งสองมีบุตรชายเพียงคนเดียวคือ หมื่นทิพเทศา (ชนะพล สัตยา) เป็นลูกทูนหัวทูนเกล้าของคุณหญิงปริก (รชนีกร พันธุ์มณี) ทั้งรักและตามใจจนหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) หยิ่งผยอง  สามหาวและเจ้าเล่ห์แสนกล  หมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) เข้ามาเกี่ยวดองกับครอบครัวของพระยาพิริยะแสนพลพ่าย (อธิวัฒน์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา) เพราะเจ้าเล่ห์ล่อหลอกจนแม่หญิงเยื้อน (ณัฐชา นวลแจ่ม) ตกหลุมรัก  แม้ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) พี่ชายที่รู้เช่นเห็นชาติหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) ดี จะทักท้วงอย่างแรงด้วยรู้นิสัยชั่วร้ายของหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา)  แต่แม่เยื้อน (ณัฐชา นวลแจ่ม) ไม่เกรงกลัวใดๆ  ยืนยันจะแต่งงานกับหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) ให้จงได้  คุณหญิงศรีนวล (ขวัญฤดี กลมกล่อม) สนับสนุนหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) เต็มที่เพราะอยากได้ของกำนัลที่หมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) นำมาให้มิได้ขาด  ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) กับหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) จึงเป็นไม้เบื่อไม้เมากันเรื่อยมา

คุณย่าเลี้ยงดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์) ให้โตขึ้นมาอย่างไม่เหมือนเด็กหญิงคนใดในอยุธยา  ดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์) เรียนหนังสือจนอ่านออกเขียนได้  เรื่องงานฝีมือร้อยดอกไม้ปักสะดึงไปจนถึงเย็บที่นอน หัดดูแลพยาบาลคนป่วยไข้  หัดทำอาหารการครัวรวมทั้งดูแลกิจการในบ้าน  ทุกอย่างที่เป็นหน้าที่ลูกผู้หญิงแม้แต่การสืบทอดวิธีการทำทองก็ตกทอดถึงดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์) นอกจากนี้คุณย่าให้ดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์) เรียนหนังสือ  และการเรียนนี่เองทำให้ดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์) ไม่อยากอยู่ในโลกแคบคือบริเวณบ้าน แต่อยากออกไปเห็นโลกภายนอกที่กว้างใหญ่กว่าจึงเป็นต้นเรื่องวุ่นวายทั้งหลายเพราะวันหนึ่ง ดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์) หนีคุณย่าและหนีนางเยื้อน (อินทิรา เจริญปุระ)  บ่าวพี่เลี้ยงที่รักดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์) ทูนหัวทูนเกล้า  ออกไปเที่ยวกับยายชดแม่ครัว  ยายชดพาดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์) ไปเที่ยว  “ป่า”  ซึ่งหมายถึง  “ตลาด”  ที่มีทั่วอยุธยาขายของนานาชนิด  ดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์) สนุกสนานเป็นที่สุดเพราะตรงกับนิสัยที่อยากรู้อยากเห็น  จนสุดท้ายยายชดพาไปเที่ยวถึงในคุกหน้าวัดเกศ ดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์) ก็ไปทั้งๆ ที่เป็นที่ต้องห้ามสำหรับผู้หญิง  หารู้ไม่ว่าหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) อยู่แถวนั้นเห็นทุกอย่าง

หมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) ถือเป็นโอกาสขู่เข็ญดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์) ให้นำเพลงยาวไปส่งให้แม่หญิงเยื้อน (ณัฐชา นวลแจ่ม)  มิฉะนั้นจะฟ้องคุณย่า  ดาวเรืองทั้งโกรธทั้งเกลียดหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) แต่จำใจต้องทำ การไปบ้านแม่เยื้อน (ณัฐชา นวลแจ่ม) ก็ต้องออกอุบายหลายอย่าง  แม่เยื้อน (ณัฐชา นวลแจ่ม) รับเพลงยาวที่ส่งมาเรื่อยๆ  และดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์) เพิ่มความเกลียดหมื่นทิพ  ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) เห็นความผิดปกติและในที่สุดก็จับได้  

ดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์) สารภาพทั้งน้ำตาว่าอัดอั้นตันใจมานานแล้ว  ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) มองใบหน้าอ่อนสะอาดชุ่มด้วยน้ำตาใจอ่อนยวบเพราะสงสาร  วันต่อมา ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) บุกถึงบ้านหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) จับตัวให้ดวลดาบกันแต่หมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) คนขี้ขลาดไม่กล้า  ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) จึงขู่ว่าอย่าได้บังคับดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์) อีก  และอีกอย่างอย่าบังอาจส่งเพลงยาวให้น้องสาวของตนอีก  เพราะแม่หญิงเยื้อน (ณัฐชา นวลแจ่ม) ไม่มีวันยอมเข้าหอกับคนขี้ขลาดอย่างหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) เป็นเด็ดขาด  ถ้ารู้ว่าทำทั้งสองอย่างอีกหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) ได้ตายโหงแน่  หมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) แค้นแทบกระอักจึงไปบีบคั้นนางปริก (รชนีกร พันธุ์มณี)ให้จัดการสู่ขอแม่หญิงเยื้อน (ณัฐชา นวลแจ่ม)ให้ได้

นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นความผูกพันของเด็กหญิงกับ ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) สำหรับดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์) พี่ไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) คือพี่ชายที่ใจดี  อ่อนโยนสุภาพและเก่งกาจไปเสียทุกอย่าง   เห็นใครถูกรังแกพี่ไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ก็จัดการคนพาลสันดานหยาบจนหมอบ  เห็นคนแก่ไม่สบายพี่ไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ก็ช่วยปฐมพยาบาลจนหาย  เห็นแม่ค้าขายของไม่ดีพี่ไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ก็ช่วยขายจนของหมด พี่ไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) สามารถสานกระบุงตะกร้าทำตุ๊กตาให้เด็กผู้หญิงและสอนมวยฟันดาบให้เด็กผู้ชาย พี่ไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ช่วยหลวงพ่อซ่อมแซมศาลาวัด บันไดท่าน้ำและหลังคาโบสถ์ที่ชำรุดเสียหาย  ดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์) เห็นภาพพี่ไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ทั้งอ่อนโยนทั้งเข็มแข็ง  ทั้งใจดีขี้เล่นหัวเราะง่ายและบางครั้งก็ดุดันสมเป็นชายชาติทหาร  ดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์) จึง  “ติด”  พี่ไกร เช่นเด็กๆ ทั่วไปที่ติดคนที่รักและตามใจ

เหนือสิ่งอื่นใด  ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) รู้จักอยุธยาทุกซอกทุกมุม   ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) พาดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์) ไปทุกตารางนิ้วของสำเภานาวาลำนี้ พร้อมคำบอกเล่าทั้งประวัติความเป็นมา  ไม่ว่าจะเป็นวัดวาอารามต่างๆ ทั่วอยุธยาตั้งแต่วัดประจำเมืองเช่นวัดมหาธาตุ  วัดราชบูรณะ  หรือวัดพระศรีสรรเพชญ์ จนถึงวัดเล็กวัดน้อยที่เก่าแก่  ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) พาดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์) ซอกซอนไปพร้อม ยายชดและนางเยื้อน (อินทิรา เจริญปุระ) พี่เลี้ยง ที่ต้องติดสอยห้อยตามไปด้วย  ตลาดทั้งในกรุง  รอบกรุง  ป้อมปราการสำคัญ  เช่นป้อมเพชร  แม้แต่วังหลวง ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ก็พาดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์) ไปเดินชมพระราชวังและหมู่มณเฑียรมหาปราสาททั้งปวง  แม้แต่โรงช้างหลวงก็ตาม  หลายครั้งที่ ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) อุ้มดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์) ที่หลับคอพับคออ่อนกลับมาส่งที่บ้านในช่วงเย็น  

ไม่เพียงแต่ดาวเรืองที่สนุกเต็มที่กับการเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วอยุธยา   ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) เองก็เอ็นดูดาวเรืองในความฉลาด  ช่างซักถามและสนใจใคร่รู้ต่อสรรพสิ่งทั้งปวง ทั้งยังช่างจดช่างจำเป็นที่พอใจกับคนเล่ายิ่งนัก

วันหนึ่งดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์) ขออนุญาตคุณย่าไปบ้านเจ้าคุณพิริยะ เพื่อเอาขนมไปให้ ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ไปถึงต้องตกใจมากเพราะ ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) และหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) กำลังประดาบกันอยู่  หมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) ผู้ซึ่งบัดนี้เข้านอกออกในบ้านนี้ได้แล้วเยาะหยัน ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ในทีว่าตนจะมาเป็นลูกเขยบ้านนี้อยู่แล้ว ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) โกรธจัดเข้าฟาดฟันสุดแรงเกิด  หมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) ถอยร่นเพลี่ยงพล้ำจนน่าจะเจ็บตัวอย่างหนัก  ถ้าแม่หญิงเยื้อน (ณัฐชา นวลแจ่ม) ไม่ลงมาห้ามด้วยตัวเอง  แต่กระนั้นหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) ก็ได้แผลกลับไป ความแค้นมีมากขึ้นเป็นทวีคูณ

 ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) แค้นจนพูดไม่ออก  ดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์) รับฟังคำบอกเล่าถึงความเลวของหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) พร้อมคำปรามาสว่าถ้าไปทัพเห็นทีจะหาที่แอบซ่อนตัวแทบไม่ทัน  นี่ดีว่าการศึกสงบเงียบไม่มีวี่แวว ดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์) เล่าว่าคุณย่าดูชะตาบ้านเมืองและว่าจะมีศึกในไม่ช้า ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) แย้งว่ากรุงศรีอยุธยาว่างศึกมาเกือบสองร้อยปี  ประจวบเหมาะเหลือเกินที่ขณะนั้นเป็นเวลาเดียวกับม้าเร็วจากทิศตะวันตกพุ่งตรงมาอย่างพายุ เพื่อแจ้งข่าวว่าพม่ายกทัพมาใกล้จะถึงมะริดและตะนาวศรีอยู่แล้ว

ชาวเมืองโจษขานหวั่นไหวเรื่องศึก  พรุ่งนี้เช้ากองทัพหลวงจะออกเดินทาง  แม่ทัพคือ เจ้าคุณรัตนาธิเบศร์  พระยาพิริยะหลวงเสนา  หลวงเทพหรือพ่อเทพ (อนุวัฒน์ ชูเชิดรัตนา)  และตัว ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) เอง รวมทั้งหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) ล้วนต้องไปทัพครั้งนี้ทั้งสิ้น

ดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์) ปลุกนางเยื้อน (อินทิรา เจริญปุระ) ตั้งแต่ยังไม่สว่าง  ชวนไปประตูไชยเพื่อเอาพระห้อยคอไปให้พี่ไกร   ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ซาบซึ้งรับรู้ความห่วงใยที่ส่งผ่านสายตาเด็กหญิงที่จ้องจับใบหน้าตน  กองทัพเคลื่อนพล   ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) บนหลังม้าสายตามองนิ่งที่ร่างเด็กหญิงที่ยืนโบกมือส่ง  แสงใต้จับหยาดน้ำตาที่คลอตาเป็นเงาวับ  ภาพนั้นติดตา ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี  รู้ซึ้งถึงความผูกพันที่ก่อเกิดขึ้นในใจ

ขณะที่ทุกคนไปทัพ ไม่มีใครอยู่ทางกรุงศรีอยุธยา คุณหญิงปริกแม่ของหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) เห็นเป็นโอกาสจึงเข้าหาทางพระสนมเอกของพระเจ้าอยู่หัวให้ไปสู่ขอแม่หญิงเยื้อน (ณัฐชา นวลแจ่ม)   แม่หญิงเยื้อน (ณัฐชา นวลแจ่ม) ยินดีด้วยหลงใหลคำป้อยอและของกำนัลของหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) เข้าไปเต็มเปา

เวลาผ่านไปเป็นเดือน วันหนึ่งหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) กลับมาจากทัพมาบอกว่าเสียมะริด และตะนาวศรีให้กับพม่าแล้ว ดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์) เสียใจมาก  นอกจากนั้นได้รับข่าวร้ายว่าพี่ชายคือหลวงเสนาสุรภาค (นนทพันธ์ ใจกันทา) กับ ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) เสียชีวิตไปด้วย  ทุกคนช็อคกับข่าวร้ายรุนแรงนี้ แต่แล้ววันหนึ่ง ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมหลวงเทพ (อนุวัฒน์ ชูเชิดรัตนา) และบอกความจริงว่า หมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) เป็นคนโกหกมดเท็จ ความจริงคือหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) ควรจะไปช่วยกองหน้าคือหลวงเสนาสุรภาค (นนทพันธ์ ใจกันทา) และ ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) รบที่อ่าวหว้าขาวบริเวณที่จะสกัดพม่า  ที่นั่นขุนรองปลัดชูและชาววิเศษไชยชาญอาสาสมัคร รวมทั้ง ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) และหลวงเสนาได้สู้รบกับพม่าอย่างกล้าหาญ แต่ด้วยกำลังพลน้อยกว่าจึงเพลี่ยงพล้ำ  หมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) ไปถึงพอดีเห็นฝ่ายเราเพลี่ยงพล้ำแทนที่จะช่วยแต่หนีกลับก่อน แต่การณ์ครั้งนี้ไม่สามารถเอาโทษกับหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) ได้  เพราะไม่มีพยานหลักฐานอีกทั้งหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) ก็เป็นคนโปรดของเจ้าคุณรัตนาธิเบศร์ ผู้ซึ่งเป็นแม่ทัพนายกองด้วย  แต่โชคร้ายที่พระยาพิริยะพ่อของ ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) และหลวงเสนาสุรภาค (นนทพันธ์ ใจกันทา) พี่ชายของดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์) ที่ไปร่วมสู้รบถูกทหารพม่าฟันเสียชีวิต  ซึ่งเป็นไปตามคำทำนายมหาทักษาซึ่งมีย่านิ่ม (ดวงดาว จารุจินดา) เท่านั้นที่ล่วงรู้ ยิ่งทำให้ย่านิ่ม (ดวงดาว จารุจินดา) ใจเสียว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายๆ ยิ่งขึ้นอีก  ตามคำทำนายที่ย่านิ่ม (ดวงดาว จารุจินดา) รู้คนเดียว

ต่อมา พระเจ้าอลองพญา (อรุชา โตสวัสดิ์) กษัตริย์พม่ายกทัพเข้าตีกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง  สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร หรือ ขุนหลวงหาวัด ได้ลาผนวชออกมาช่วยปกป้องพระนคร จัดกองทัพใหม่สั่งให้เจ้าคุณรัตนาธิเบศร์และพระยาราชบังสัน เป็นนายกองออกไปตั้งรับข้าศึกที่ชายแดนเมืองสุพรรณ เจ้าคุณรัตนาธิเบศร์เกณฑ์ ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ให้ไปด้วย เพราะ คุณหญิงปริกที่คิดกำจัดให้ขุนไกรไปทัพเพื่อจะได้ไม่ขัดขวางการสู่ขอแม่หญิงเยื้อน (ณัฐชา นวลแจ่ม) ได้ไปขอจากเจ้าคุณรัตนาธิเบศร์พร้อมของกำนัลมากมาย ในสมรภูมิการสู้รบดำเนินไปจนวันหนึ่งทหารคนสนิทของ ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ชื่อ  นายพันสิงห์ (สุรศักดิ์ โชติทินวัฒน์) หนีทัพมาที่บ้าน นำข่าวมาบอกว่า ไพร่พลจากพระนครฝีมืออ่อนสู้พม่าไม่ได้ หนีกันหมดทิ้งค่ายร้างทุกค่าย เจ้าคุณรัตนาธิเบศร์ลอบหนีเข้าพระนครแล้วกราบทูลกล่าวโทษพระยาราชบังสันว่าเป็นกบฎตนเองก็ถูกยิงค่ายจนแตก  

คุณย่านิ่ม (ดวงดาว จารุจินดา) ทอดถอนใจ ในชะตากรรมของบ้านเมืองที่มีแม่ทัพที่ขลาดเขลา ไม่ต่อสู้เพื่อประเทศชาติ  ก็เหลือแต่ ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ที่ว่าจะสู้ตาย  และก็สู้จนถูกฟันหลายแห่งจนจมน้ำไป   ก่อน ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) จะจมหายไปได้สั่งให้พันสิงห์ (สุรศักดิ์ โชติทินวัฒน์) นำดาบบรรพบุรุษที่ตนได้นำไปร่วมสู้รบกลับคืนยังบ้านของ ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ให้จงได้   ครานี้กองทัพพม่ามีชัยเหนือกองทัพกรุงศรีฯ กำลังเดินทัพมุ่งหน้ามาตีพระนคร   ทุกคนต่างตื่นตระหนกหวาดกลัวยิ่งนัก พันสิงห์ (สุรศักดิ์ โชติทินวัฒน์) มาพักรักษาตัวให้นางเยื้อน (อินทิรา เจริญปุระ) เป็นผู้ดูแล และรักกันในที่สุด ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) นั้นรอดกลับมาได้แต่บาดเจ็บสาหัสจนต้องพักรบ ส่วนหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) ก็ไปประจำอยู่กับปลัดกรมพระตำรวจในขวา หวังใจว่าจะไม่ต้องไปออกร่วมทัพจับศึกอีก แต่ไม่วายต้องไปร่วมเป็นกองหนุนทัพของ หลวงอภัยพิพัฒน์ หัวหน้าเหล่าคนจีนที่เข้ามาตั้งรกรากอาศัยในพระนคร  กะเกณฑ์ ชาวจีนออกไปช่วยรบด้วยเห็นแก่คุณของแผ่นดินไทย

สุดท้ายทัพจีนแตกต้องถอยทัพกลับ นายนายพันสิงห์ (สุรศักดิ์ โชติทินวัฒน์) ส่งข่าวกลับมาว่า กองหนุนของหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) ไม่ทันได้เข้าช่วยก็หนีกลับตามเคย เห็นว่าเพลี่ยงพล้ำบาดเจ็บถูกหอกแทงเข้าที่ขาขณะกำลังหนี  ทุกคนได้ฟังก็ให้รู้สึกสมเพชในความขี้ขลาดของหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) เป็นกำลัง ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) คลุ้มคลั่งเต็มที่ต้องการออกไปรบทั้งที่ร่างกายยังไม่หายจากบาดเจ็บ  เนื่องจากตนฝันเป็นลางบอกเหตุร้าย   เห็นแสงเพลิงลุกโชติช่วงข้างใต้กรุง  ให้รุ่มร้อนใจห่วงกรุงศรีฯ เป็นกำลัง ดาวเรือง (ด.ญ.สุภาภัสสร์ ผลเจริญรัตน์) ต้องคอยไปชวนพูดคุยเรื่องต่างๆ ให้ ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) คลายความกังวลลง

แต่แล้ววันหนึ่ง พันสิงห์ (สุรศักดิ์ โชติทินวัฒน์) ก็มาบอกว่าข้าศึกที่มาตั้งค่ายอยู่ที่วัดหน้าพระเมรุส่งคนเข้าตีท้ายคูด้านใต้ของกรุงศรี  ทั้งเรือหลวง เรือราษฎรถูกพม่าเผา ราษฎรซึ่งเป็นชาวเรือไม่มีอาวุธก็ถูกฆ่าตายเกลื่อนแม่น้ำ รวมถึงพ่อแม่พี่น้องของพันสิงห์ (สุรศักดิ์ โชติทินวัฒน์) ด้วย   ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ได้ทราบเช่นนั้นก็โลดแล่นออกไปทัพทั้งๆ ที่ยังเจ็บอยู่ โชคดีที่เวลาต่อมาปืนใหญ่บนเชิงเทินยิงถูกพระเจ้าอลองพญา (อรุชา โตสวัสดิ์) แม่ทัพบาดเจ็บสาหัส  พม่าจึงต้องถอยทัพกลับกรุงหงสาวดีไปและสุดท้ายกษัตริย์พม่าสวรรคต ณ ชายแดนระหว่างไทยและพม่า

หมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) แต่งงานกับแม่หญิงเยื้อน (ณัฐชา นวลแจ่ม)  ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) เจ็บแค้นนักหนารู้ดีว่า หมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) ไม่รักแม่หญิงเยื้อน (ณัฐชา นวลแจ่ม) เท่าใดนักแต่อยากเอาชนะตนมากกว่า   หมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) ตามมาหาเรื่องเย้ยหยัน ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์)  ทาง ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ที่ยังฝังใจเรื่องที่หมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) หนีทัพก็ยกออกมาพูดจนหมดสิ้น  หมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) หน้าชาเต้นเร่าๆ  ปราดเข้าชกต่อย ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) วิวาทกันจนเจ็บตัวไปทั้งสองฝ่าย   ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ไม่สามารถอยู่ร่วมชายคาเดียวกับหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) ได้ จึงขอไปรับราชการเมืองเหนือ  

เวลาผ่านไปดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก) เติบโตขึ้น อายุได้ 15 ปี  เป็นสาวสดสวย  หน้าตาผิวพรรณผุดผ่อง  หมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) มาเกะกะระรานเพราะดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก) สวยจัด   แม่หญิงเยื้อน (ณัฐชา นวลแจ่ม) ซึ่งร่างกายไม่สู้แข็งแรงนักจึงไม่สามารถมีลูกกับหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) ได้ ไม่นานหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) ก็หมดรสสวาทกับแม่หญิงเยื้อน (ณัฐชา นวลแจ่ม) ไล่เอาบ่าวไพร่สาวๆ ในบ้านเป็นเมียแม้แต่คนที่ยังเพิ่งแตกเนื้อสาว อีกทั้งยังได้ไปสมาคมกับ พระยาพลเทพ (สุเมธ องอาจ) ที่มักมากในเหล้ายาและนารีเช่นกัน  แม่หญิงเยื้อน (ณัฐชา นวลแจ่ม) ชอกช้ำจากการกระทำของหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) ถึงกับล้มป่วย และในที่สุดก็ตรอมใจตาย ดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก) หวาดหวั่นไปถึงว่า ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) กลับจากราชการจะโกรธแค้นที่แม่หญิงเยื้อน (ณัฐชา นวลแจ่ม) ตายจนถึงทำร้ายหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) หรือไม่  วันงานศพแม่หญิงเยื้อน (ณัฐชา นวลแจ่ม) คุณหญิงศรีนวล (ขวัญฤดี กลมกล่อม) นัยน์ตาฝาดไปเห็นว่าแม่หญิงเยื้อน (ณัฐชา นวลแจ่ม) มากวักมือเรียก  จึงก้าวถลำพลาดตกบันไดเรือนถึงแก่ชีวิตไปอีกคน

และวันหนึ่ง  ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ก็กลับมาด้วยร่างบึกบึนแข็งแกร่ง  ผิวกร้านแดดลมจนดูคล้ำเกรียม ท่าทีองอาจเข้มแข็ง  แต่ดูครุ่นคิดเงียบขรึมขึ้น   ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) จำดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก) ไม่ได้ ด้วยว่าโตเป็นสาวเต็มตัว   ความหลังระหว่างสองคนถูกรื้อฟื้น  ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ซาบซึ้งความห่วงใยที่ดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก) มีให้  ส่วนดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก) ความประทับใจที่มีต่อชายคนเดียวที่รักและเอื้อเอ็นดูต่อตนตลอดมา  ความผูกพันแปรเปลี่ยนเป็นความรัก  ขุนไกรให้แหวนแทนหัวใจไว้กับดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก) ก่อนกลับไปราชการอีกครั้ง  พลางบอกว่าจะขอย้ายกลับพระนครเพราะเป็นห่วงดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก)  กลัวว่าหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) จะมาราวีดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก)  ก่อนที่ ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) จะกลับไปมีพระบรมราชโองการให้เลื่อนยศ ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) เป็น หลวงไกรสรเดช (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) และหมื่นทิพ (ชนะพล สัตยา) เป็นขุนทิพเทวา  (ชนะพล สัตยา) ขณะนั้นมีข่าวว่า พม่ายกทัพมาอีกเพื่อจะมาปราบเมืองทวายที่มาเข้ากับฝ่ายไทย  ศึกครั้งนี้เป็นศึกใหญ่เพราะ พม่ายกทัพมาหลายทาง ทั้งหลวงไกร และคนอื่นๆ อีกมากถูกเกณฑ์ไปรบทั้งหมดรวมทั้งขุนทิพ (ชนะพล สัตยา) ด้วย

ก่อนไปหลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์)ได้ฝากฝัง ให้คุณย่าดูแลของรักคือดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก)  คุณย่ารับปากและให้กำลังใจแก่หลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ว่าอย่าได้เป็นห่วง  ให้รบอย่างเต็มกำลังก่อนไปขุนทิพ (ชนะพล สัตยา) สร้างวีรกรรมชั่วอีกคือให้ ไอ้มิ่ง กับ ไอ้มา  ไปล่มเรือดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก) แล้วถือโอกาสล่วงเกินดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก) ในน้ำ   เหตุการณ์ล่มเรือเป็นเหตุให้นางตาดพี่เลี้ยงของดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก) ตาย พระสุวรรณราชา (ศรุต วิจิตรานนท์) แค้นใจประกาศจะจัดการกับคนล่มเรือให้ได้

ลำดวน (กวิตา จินดาวัฒน์) รู้ตัวเองว่าตั้งครรภ์ ในวันที่หลวงเทพ (อนุวัฒน์ ชูเชิดรัตนา) สามีเดินทางไปทัพ เมื่อกองทัพจากไปไม่นานคนแจ้งเหตุมาบอกว่า หลวงเทพ (อนุวัฒน์ ชูเชิดรัตนา) บาดเจ็บหนัก  ลำดวน (กวิตา จินดาวัฒน์) รุ่มร้อนใจเพราะเป็นห่วงยิ่งนัก  ส่วนขุนทิพ (ชนะพล สัตยา) ได้กลับเข้ามาประจำปืนใหญ่รักษาวัง เพราะนางปริก (รชนีกร พันธุ์มณี) ผู้เป็นแม่เข้าทางพระสนมเอกขอตัวกลับมา เมื่อกลับมาพบกับดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก) ที่ใดก็ตามขุนทิพ (ชนะพล สัตยา) เทวาจะพยายามเกี้ยวพาราสีทั้งวาจาและกายไม่ขาด   ทำให้ดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก) หวาดหวั่นทั้งยังทวีความเกลียดชังยิ่งขึ้น

ลำดวน (กวิตา จินดาวัฒน์) ได้ลูกชายตั้งชื่อให้ว่า  ทอง  หลวงเทพ (อนุวัฒน์ ชูเชิดรัตนา) กลับมาเห็นหน้าลูกเพียงวันเดียว ต้องไปราชการต่อที่เมืองราชบุรี  ระหว่างนี้คุณย่านิ่ม (ดวงดาว จารุจินดา) ผู้มีความรู้ทางโหราศาสตร์เห็นดวงเมืองของกรุงศรีอยุธยาด้วยความหวาดหวั่น เพราะตามดวงเมืองนั้น กรุงศรีอยุธยาจะต้องถึงคราพินาศด้วยน้ำมือข้าศึก แต่คุณย่าก็ไม่ได้ปริปากพูดกับใคร วันหนึ่ง ดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก) กำลังนั่งร้อยมาลัยอยู่ที่ลานบ้าน ตกใจเพราะมีเสียงแกรกกรากด้านหลัง    แต่แล้วก็ต้องผวาขึ้นเต็มตัวเมื่อปรากฎว่าคือหลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ผู้ซึ่งขอเจ้าเมืองสุโขทัยมาช่วยป้องกันกรุงศรีอยุธยาเพราะทางกรุงกำลังคับขันเนื่องจากพม่ารุกใกล้เข้ามาทุกที  หลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) เผชิญหน้ากับขุนทิพ (ชนะพล สัตยา) ที่เมาสุราและพลั้งปากพูดเรื่องล่มเรือดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก)  หลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) โกรธแค้นมากเข้าชกต่อยขุนทิพ (ชนะพล สัตยา) ไม่ยั้ง น่วมทั้งไปหมดทั้งขุนทิพ (ชนะพล สัตยา) ทั้งไอ้มิ่ง ไอ้มา แต่พระสุวรรณราชา (ศรุต วิจิตรานนท์) เข้ามาห้ามทัพไว้เตือนสติหลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ให้คิดถึงศึกบ้านเมืองดีกว่ามาฆ่ากันเอง  ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ถือโอกาสสู่ขอดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก) กับพระสุวรรณราชา (ศรุต วิจิตรานนท์) และจัดการตบแต่งไว้เพื่อให้ขุนทิพ (ชนะพล สัตยา) เกรงกลัวไม่กล้ามาเกาะแกะกับดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก) อีก

วันแต่งงานหลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) กับดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก)  หมายเกณฑ์ก็มาถึงให้หลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ไปเป็นกองหน้าทัพที่จะเดินทางไปรักษากรุงธนบุรี เป็นแผนการณ์ชั่วของหมื่นทิพเพราะความริษยาที่หลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) แต่งงานและยังไม่ต้องไปรบไกลบ้าน จึงเข้าทางผู้มีอำนาจคือเจ้าคุณรัตนาธิเบศร์ให้สับเปลี่ยนตัวหลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ต้องไปในทันทีทั้งๆ ที่เข้าหอเพียงอึดใจเดียวยังไม่ได้ฤกษ์ส่งตัวด้วยซ้ำ หลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ไปไม่นานความทุกข์ก็ถาโถมเข้ามาอีกครั้ง เมื่อคุณย่าสิ้นลมด้วยอาการสงบในเช้าวันหนึ่ง  คำสั่งเสียสุดท้ายคือให้เก็บงำข้าวของฝังดินและพูดถึงหลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ว่าเคราะห์ร้ายนัก

การณ์เป็นจริง  กรุงธนบุรีทานกำลังพม่าไม่ได้  หลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) บาดเจ็บ  สาเหตุเป็นเพราะว่าพระยารัตนาธิเบศร์หนีทัพกลับกรุงศรีอยุธยา หลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ยิ่งเจ็บแค้นขึ้น และยิ่งได้พบกับพันสิงห์ (สุรศักดิ์ โชติทินวัฒน์) ผู้ถูกส่งไปรักษาเมืองนนทบุรี และด้วยเหตุผลเดียวกันคือพระยายมราชแม่ทัพหนีกลับเมืองหลวงเช่นกัน  หลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ยิ่งทวีความแค้นจึงตัดสินใจไปเข้ากับค่ายบางระจัน   ช่วยฝึกปรือวิชาอาวุธให้กับชาวบ้านที่มารวมตัวสู้พม่า  จนเห็นที่เลื่องลือว่าชาวบ้านบางระจันกล้าหาญรบชนะพม่าหลายครั้งหลายหน   ค่ายบางระจันเป็นที่ยึดมั่นที่ใครๆ ที่เลือดรักชาติเข้มข้นไปเข้าด้วยเพื่อช่วยป้องกันแผ่นดิน  หลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) มาจากบางระจันเข้ากรุงศรีเพื่อมาขอปืนใหญ่ไปให้พวกบางระจัน ขุนทิพ (ชนะพล สัตยา) ใช้กลอุบายจนมีคำสั่งไม่ให้หลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) กลับไปบางระจันอีกแต่ให้อยู่รักษากรุง  แล้ววันหนึ่งบางระจันก็แตกเพราะไม่มีปืนใหญ่จะยิงต่อสู้กับข้าศึก

หลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) สงสัยว่าจะมีไส้ศึก เพราะสังเกตุเห็นมอญแปลกหน้าคนหนึ่ง ป้วนเปี้ยนอยู่กับขุนทิพ (ชนะพล สัตยา) อย่างผิดปกติ   และในที่สุดก็รู้ว่ามอญผู้นั้นเองที่อาสาพม่าไปตีค่ายบางระจันจนแตก จนได้รับยศเป็นสุกี้พระนายกอง และต่อมานั้นทุกค่ายของไทยก็ถูกตีแตกหมด  พม่าเคลื่อนกำลังใกล้เข้ามาทุกที เหลือแต่กรุงศรีอยุธยาเป็นที่มั่นสุดท้ายก็ถูกพม่าวางเพลิงที่โน่นที่นี่หลายแห่ง จนพระเจ้าอยู่หัวต้องเจรจาขอเลิกรบยอมเป็นเมืองขึ้นแต่พม่าไม่ยอม  ฝ่ายไทยพยายามต่อสู่ป้องกันพระนครกันอย่างเต็มที่ พระสุวรรณราชา (ศรุต วิจิตรานนท์) ซึ่งเข้าช่วยปกป้องบ้านเมืองถูกปืนของข้าศึกยิงเสียชีวิต ณ ที่ป้อมเชิงเทิน

ไอ้มิ่งบ่าวของขุนทิพ (ชนะพล สัตยา) รู้ความลับว่าหลวงทิพกับพระยาพลเทพ (สุเมธ องอาจ) เป็นไส้ศึกส่งเสบียงกรังให้พม่า ไอ้มิ่งทนต่อความทรยศนี้ไม่ได้จึงมาบอกหลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์)  หลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์)ให้ไอ้มิ่งนำไปหาขุนทิพ (ชนะพล สัตยา) ด้วยยังไม่เชื่อสนิทใจนักว่ามิ่งจะทรยศนายนำเรื่องใหญ่โตเช่นนี้มาบอก  ต่อหน้าขุนทิพ (ชนะพล สัตยา) ไอ้มิ่งบอกความจริงว่ารู้เรื่องขุนทิพ (ชนะพล สัตยา) ส่งเสบียงให้พม่า ขุนทิพฟาดดาบลงที่ตัวไอ้มิ่ง เป็นเวลาเดียวที่ไอ้มิ่งเสียบดาบเข้าที่ชายโครงของขุนทิพ (ชนะพล สัตยา) ที่กระเสือกกระสนจะเข้าไปทำร้ายหลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ด้วยความอาฆาตแต่ทนบาดแผลไม่ได้จึงตายแทบเท้าหลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) อย่างน่าอเน็จอนาถ

ในที่สุดไทยก็เสียกรุงให้แก่พม่า  พม่าเผาทุกอย่างจนราบเรียบ หลังจากเก็บทรัพย์สมบัติขนกลับไปพม่า ผู้คนแตกฉานซ่านเซ็น ลำดวน (กวิตา จินดาวัฒน์) หลวงเทพ (อนุวัฒน์ ชูเชิดรัตนา) และทอง ลูกชายถูกกวาดต้อนพร้อมกับข้าราชการมหาดเล็ก  แม้แต่องศ์ขุนหลวงหาวัดเองไปเป็นเชลย ณ กรุงอังวะ พม่าทั้งปล้น ทั้งฆ่า แย่งชิงสมบัติและฆ่าข่มขืนชาวบ้านผู้หญิง ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) พาดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก) นางเยื้อน (อินทิรา เจริญปุระ) พี่เลี้ยงและพันสิงห์ (สุรศักดิ์ โชติทินวัฒน์) สามีหนีออกจากกรุงศรีอยุธยา  หนีไปไม่ได้เท่าไหร่ก็ถูกจับได้ ทั้งหมดถูกพาไปกักขังที่ค่ายโพธิ์สามต้น  แยกระหว่างค่ายหญิงและค่ายชาย หลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) เป็นผู้สอนเชลยคนอื่นๆให้สานกระบุงตะกร้า ส่วนดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก) เป็นคนเย็บที่นอน

ดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก) รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ แต่ไม่บอกให้หลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) รู้เพราะเกรงว่าจะเป็นห่วงจนไม่มีแก่ใจไปทำศึก  หลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ทำความดีให้พม่าตายใจ  ได้ออกมายังชายป่าเพื่อตัดไม้ไผ่ พบเรือรั่วลำหนึ่งจึงเพียรไปอุดรอยรั่วทุกวัน จนเรือใช้การได้  ต่อจากนั้นหลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) จึงนัดแนะดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก) และพันสิงห์ (สุรศักดิ์ โชติทินวัฒน์) และนางเยื้อน (อินทิรา เจริญปุระ) หลบหนีจากค่ายโพธิ์สามต้น  จุดมุ่งหมายคือไปสมทบกับพระยากำแพงเพชร หรือที่ผู้คนเรียกว่า เจ้าตาก ที่เมืองจันทบุรี เมื่อไปถึงหลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) เข้าสบทบกับพระยากำแพงเพชรยกขึ้นไปกรุงธนบุรี ดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก) อยู่ในค่าย  ลูกในครรภ์โตขึ้นตามลำดับ  แต่ก็ได้ยายเผื่อนหมอตำแยใจดีที่คอยช่วยดูแล  จนวันหนึ่งหลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) กลับมาพร้อมกับข่าวดีว่าตนเองจะได้เป็นพ่อ แต่ก็ต้องสูญเสียพันสิงห์ (สุรศักดิ์ โชติทินวัฒน์) นายทหารคนสนิทไปในการรบครั้งนี้ด้วย  

 ขุนไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) กลับไปทัพ เจ้าตากตีพม่าค่ายโพธิ์สามต้นได้แล้วเลยไปตีพม่าที่รักษากรุงแตกพ่ายกระเจิง และดำรัสสถาปนากรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวงต่อไป เจ้าตากขึ้นเสวยราชสมบัติ ทรงพระนามสมเด็จพระบรมราชาที่ 4  

บ้านใหม่ริมคลองบางหลวงของหลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) กับดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก)  เหมือนบ้านเก่าที่กรุงศรีอยุธยาทุกอย่าง หลวงไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ได้เลื่อนยศเป็น พระสีหราชฤทธิไกร (ศรัณย์ ศิริลักษณ์)  และพระยาไกรสีห์ราชภักดี (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ตามลำดับ  ทั้งสองมีบุตร 5 คน เป็นชาย 3 คน  หญิง 2 คน คือ จันทร์ กลด กล้า บัวผัน และ พลับพลึง ดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก) สืบทอดความรู้ด้านโหราศาสตร์จากคุณย่าพยากรณ์และตรวจสอบดวงชะตาให้แก่คนคุ้นเคยและคนทั่วไป เวลาล่วงเลยไปหลายปี วันหนึ่งพระยาไกรสีห์ (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ก็ลาดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก) เพื่อไปรบพม่าที่ยกทัพเข้ามาที่เมืองพิษณุโลก  เจ้าพระยาจักรี (ภูธฤทธิ์ พรหมบันดาล) เป็นแม่ทัพคุมไป ดาวเรืองใจหาย แต่พระยาไกรสีห์ (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ปลอบว่าไม่ไปนานก็จะกลับมา

และวันนั้นก็มาถึง  มีแต่ดาบโบราณของบรรพบุรุษที่กลับมาพร้อมข่าวร้าย  พระยาไกรสีห์ (ศรัณย์ ศิริลักษณ์) ต่อสู้จนเสียชีวิตในการรบ เจ้าพระยาจักรี (ภูธฤทธิ์ พรหมบันดาล) มาหาดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก) ถึงบ้าน  มาปลอบโยนพร้อมรับพ่อจันทร์ลูกชายคนโตไปอยู่ด้วย ต่อมาพระเจ้ากรุงธนบุรีประชวร เจ้าพระยาจักรี (ภูธฤทธิ์ พรหมบันดาล) ขึ้นครองราชสมบัติ ทรงพระนามพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และย้ายราชธานีมาตั้งที่พระนคร

ดาวเรือง (ทิสานาฏ ศรศึก) มอบดาบของบรรพบุรุษให้กับพ่อจันทร์ลูกชาย  บอกว่าดาบบรรพบุรุษมีสองเล่ม คู่ดาบอีกหนึ่งเล่มคือดาบของหลวงเทพ (อนุวัฒน์ ชูเชิดรัตนา) ผู้เป็นลุงผู้ซึ่งถูกกวาดต้อนไปอยู่กรุงอังวะ คำสาบานของสองพี่น้องก่อนกรุงศรีอยุธยาถึงกาลพินาศว่าสักวันหนึ่ง ดาบคู่ของบรรพบุรุษจะต้องกลับมาอยู่รวมกัน... วันนั้นจะมาถึงหรือไม่... 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จาก  ไทยรัฐ


ชื่อตอน
สายโลหิต ตอนที่ 1
5    0   
สายโลหิต ตอนที่ 2
5    0   
สายโลหิต ตอนที่ 3
4    0   
สายโลหิต ตอนที่ 4
7    0   
สายโลหิต ตอนที่ 5
7    0   
สายโลหิต ตอนที่ 6
11    0   
สายโลหิต ตอนที่ 7
11    0   
สายโลหิต ตอนที่ 8
9    0   
สายโลหิต ตอนที่ 9
10    0   
สายโลหิต ตอนที่ 10
12    0   
สายโลหิต ตอนที่ 11
10    0   
สายโลหิต ตอนที่ 12
8    0   
สายโลหิต ตอนที่ 13
2    0   
สายโลหิต ตอนที่ 14
2    0   

แสดงความคิดเห็น

emotion