นายฮ้อยทมิฬ  ตอนที่ 4

นายฮ้อยทมิฬ ตอนที่ 4

7 / 39    0
coin × 0  coin × 0
ขนาดฟ้อนต์ 
ก+
ก-
โหมดกลางวัน
โหมดกลางคืน

นายฮ้อยทมิฬ  ตอนที่ 4

นายฮ้อยเคนไล่ตามจันดีจนทัน ทั้งคู่เปิดฉากต่อสู้กันไม่มีใครยอมใคร แต่เนื่องจากยังมีอาการบาดเจ็บ จันดีจึงเป็นฝ่ายเสียเปรียบและพ่ายแพ้ถูกอัดสลบเหมือด นายฮ้อยเคนตัดเถาวัลย์จะมามัดตัวเขาเพื่อเอากลับ พลันเกิดลมพัดแรงราวกับจะมีพายุ นายฮ้อยเคนรับรู้ได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ

นายฮ้อยผีในชุดสีดำทะมึนสวมหมวกปีกกว้างสีเดียวกับเสื้อ มีผ้าโพกหน้าเห็นเพียงลูกตาน่ากลัวก้าวมายืนท่ามกลางลมกระโชก นายฮ้อยเคนเห็นท่าไม่ดีหยิบมีดอาคมขึ้นมา ยังไม่ทันได้ใช้นายฮ้อยผีสะบัดมือดันอากาศกระแทกใส่ เขากระเด็นราวกับถูกมือยักษ์จับเหวี่ยง แล้วลากขาจันดีออกไป นายฮ้อยเคนมองเห็นด้านหลังของอีกฝ่ายก็ฉุกคิดถึงนายฮ้อยผีที่ฆ่าพ่อของตนเอง

ตอนนั้นนายฮ้อยเคนเห็นกับตาตัวเองว่าพ่อยิงนายฮ้อยผีถูกอกอย่างจัง แต่มันกลับไม่สะทกสะท้าน ปล่อยหมอกสีดำจากฝ่ามือใส่ ทำให้เห็นถึงอิทธิฤทธิ์อันน่ากลัว

นายฮ้อยหนุ่มมั่นใจว่าเขาต้องใช่นายฮ้อยผีที่ฆ่าพ่อกัดฟันฝืนความเจ็บปวดจากถูกกระแทกเมื่อครู่วิ่งตามจนทัน ร้องถามว่าเขาคือนายฮ้อยผีที่ฆ่าพ่อของตนใช่ไหม ตนจำเขาได้ ไม่มีทางปล่อยเขาลอยนวลเด็ดขาด แล้วหยิบมีดอาคมขึ้นมาบริกรรมคาถา รอยสักอักขระโบราณเริ่มเรืองแสงออกมา สองฝ่ายต่อสู้กันด้วยคาถาอาคม นายฮ้อยเคนสู้ไม่ได้ถูกเล่นงานจนทรุด อึดใจก็หมดสติไปตรงนั้น...

ในเวลาต่อมา นายฮ้อยผีพาจันดีในสภาพอ่อนแรงมาถึงจุดนัดพบกับเสือคำแสน กะปอมกับกาเหว่ารับตัวจันดีไปดูแลต่อ ขณะที่คำแสนเข้ามาทวงถามถึงศพของนายฮ้อยเคนอยู่ไหน ตนจะได้เอามีดอาคมของพ่อควักหัวใจมันออกมา นายฮ้อยผีล้างหนี้ที่ติดค้างกับพ่อของคำแสนด้วยการนำตัวจันดีมาส่งให้เท่านั้น

“จังซั่นนายฮ้อยผีอยากได้ค่าจ้างเถาะได๋ สิให้ข้อยจ่ายล่วงหน้าก็ได้ ข้อยเพิ่งปล้นได้มาหลาย นายฮ้อยผีเอาไปเบิ่ดเลยก็ได้” เสือคำแสนล้วงเอาเงินในย่ามส่งให้ นายฮ้อยผีสะบัดทีเดียวร่างเสือคำแสนกระเด็น รวมทั้งทองหยองในถุงกระจัดกระจาย กาเหว่ากับกะปอมซึ่งดูแลจันดี ชักปืนจะเข้ามาช่วยลูกพี่

นายฮ้อยผีร่ายมนตร์ปืนยิงไม่ออก เสือคำแสนไม่พอใจชักดาบจะฟัน นายฮ้อยผียกมือขึ้นทำท่าบีบคอ เสือคำแสนชะงักหายใจไม่ออก สองสมุนได้แต่ยืนมองไม่กล้าเข้าไปช่วย เกรงอาคมของอีกฝ่าย

“นายฮ้อยเคนบ่แม่นคู่ต่อสู้ของเจ้า ผู้ที่จะฆ่ามันได้มีก็แต่ข้อยเท่านั้นจำไว้” พูดจบนายฮ้อยผีเอามือลง เสือคำแสนทรุดฮวบรีบหายใจเข้าปอด กะปอมกับกาเหว่าเข้ามาประคองลูกพี่ไว้ เสือคำแสนมองตามนายฮ้อยผีที่เดินจากไปอย่างแค้นใจ หมายมั่นปั้นมือจะต้องเก่งกว่านายฮ้อยผีให้ได้

ooooooo

ผู้ช่วยโทนรินยาร้อนๆใส่ถ้วยยกขึ้นไปที่ห้องของคำแก้วตามที่นายฮ้อยกำชับไว้ กลับเจอเธอนุ่งกระโจมอกกำลังจะเปลี่ยนเสื้อผ้า เขาถึงกับมองตะลึง คำแก้วหันมาเห็น คิดว่าเขามาแอบดู ปล่อยหมัดตรงเข้าเต็มหน้าเลือดกำเดาทะลัก หมัดเดียวไม่สาแก่ใจ เธอไล่ต่อยเขากลิ้งตกบันไดลงมากองกับพื้นในสภาพดูไม่จืด

“เซาๆๆคำแก้ว ข้อยบ่ได้จอบเบิ่งเจ้าเปลี่ยนเสื้อผ้าอีหลี ข้อยสาบานได้”

คำแก้วไม่เชื่อถ้าไม่ได้คิดจะแอบดูแล้วไปห้องตนทำไม ผู้ช่วยโทนอ้างว่าทำตามคำสั่งของนายฮ้อยเคนที่ฝากให้เขาเอายาให้เธอเพราะเธอยังมีไข้อยู่ ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไร คำแก้วก็ไม่ฟังจะเอาเรื่องให้ได้ ก่อนที่เขาจะเจ็บตัวมากไปกว่านี้ ผู้ช่วยถึกประคองนายฮ้อยเคนในสภาพหมดสติเข้ามา ทั้งสองคนต่างตกใจ ลืมเรื่องที่เถียงกันเสียสิ้น รีบเข้าไปช่วย...

ไม่นานนักนายฮ้อยเคนก็ฟื้นคืนสติ ไม่ได้บาดเจ็บสาหัสแค่ปวดระบมตามเนื้อตัวกับมีรอยฟกช้ำ ผู้ช่วยโทนอดถามไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ตนไม่เคยเห็นเขาโดนเล่นงานหมดสภาพแบบนี้มาก่อน ผู้ช่วยถึกตั้งข้อสังเกตเป็นฝีมือจันดีลอบเล่นงานใช่ไหม นายฮ้อยนิ่งอึ้งไปก่อนจะพยักหน้ารับคำเพราะตั้งใจจะปิดเรื่องนายฮ้อยผี

“บักจันดีมันมีพวกมาซอย ข้อยประมาทฝีมือมันเกินไป พวกมันเลยพากันหนีรอดไปได้ แล้วคำสร้อยล่ะเป็นจังได๋แน”

ผู้ช่วยถึกแจ้งว่าเธอตายแล้ว ที่ไม่ได้เอาศพกลับมาด้วยเพราะเป็นห่วงนายฮ้อยเคน คำแก้วเข้ามาพร้อมกับอ่างดินเผาใส่น้ำกับผ้าผืนเล็กทันได้ยินผู้ช่วยโทนถามถึงจันดี ชิงตอบคำถามแทน

“ฆาตกรฆ่าผู้สาวถึงสองคนหนีไปได้ก็บ่ไกลดอก คั่นตำรวจพ้อมันมื้อได๋มันกะสิถืกจับตายมื้อนั่น พวกเจ้ากลับไปได้แล้วข้อยสิเบิ่งอ้ายเอง...ไปโลด” คำแก้วรอจนสองผู้ช่วยไปแล้ว จึงหันมาคาดคั้นผู้เป็นพี่เขย “เว้าความจริงมาได้แล้วอ้าย ไผเล่นงานอ้ายจนเกือบตายกลับมา”

นายฮ้อยเคนไม่ยอมตอบคำถาม เดินหนีไปหน้าตาเฉย คำแก้วตามติดเพื่อเค้นความจริงให้ได้ เขากลับเลี่ยงที่จะไม่ตอบคำถาม ไล่ให้เธอไปนอนพักผ่อน ตัวเองไม่ทันจะหายดียังมายุ่งเรื่องคนอื่นอีก

“ข้อยหายดีแล้ว อ้ายนั่นแหละที่บ่อยากเว่าให้ไผฟัง ข้อยสิได้หาทางซอยกันลากคอบักจันดีกลับมาแก้แค้นให้น้อย...ว่าจังได๋ ไผมันเล่นงานอ้าย” คำพูดของคำแก้วทำให้นายฮ้อยเคนไม่พอใจจับข้อมือเธอบีบ

“เซาสันดานดื้อบ่ฟังไผของเจ้าได้แล้วคำแก้วกะหย่อนเจ้าเป็นจังซี้ อวดเก่งทั้งๆที่ยังเอาโตบ่รอด ถ้าฟังคำอ้ายแต่แรก อีน้อยก็บ่ต้องตายย่อนเจ้า” คำพูดแทงใจดำของนายฮ้อยเคนทำให้คำแก้วปวดใจมาก แกะมือเขาออกผลักอกเต็มแรง ตัดพ้อว่าพูดเหมือนบักมืดไม่มีผิดเพี้ยน โทษว่าเธอเป็นต้นเหตุให้น้อยต้องตาย

“ขอบใจอ้ายที่ซอยย้ำให้ข้อยฮู้โต แม่นแล้ว น้อยตายย่อนข้อย” พูดจบคำแก้ววิ่งหนีไปทั้งน้ำตา นายฮ้อยเคนจะไล่ตามแต่แผลที่โดนนายฮ้อยผีเล่นงานยังเจ็บไม่หายทำให้ต้องยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ระหว่างนั้นอาจารย์เม้าเข้ามาตามให้ช่วยไประงับเหตุทะเลาะวิวาท

ooooooo

ที่ทุ่งนาแห้งแล้ง สีโหเล็งปืนไปที่ควายตัวหนึ่ง มีทิดแสงกับบุญเพ็งคอยคุมเชิงอยู่ ขณะที่สุบินกับจันทาพยายามขัดขวางเต็มที่พร้อมกับขู่ลั่น ถ้าสีโหฆ่าควายของตน ตนก็จะเอาชีวิตเขาแลกเปลี่ยน

“มึงหลบไปดีกว่าบักสุบิน ควายมึงโตนั่นมันติดโรคระบาดแล้ว ถ้าปล่อยไว้มันสิลามไปให้ควายโตอื่นๆในหมู่บ้านตายเบิ่ด” ไม่พูดเปล่าสีโหง้างนกปืนจะยิง สุบินชักปืนขึ้นมาเล็งเขา ยืนกรานควายของตนไม่ได้ป่วย เถียงกันไปเถียงกันมา ต่างไม่พอใจเหนี่ยวไกยิง แต่ปืนยิงไม่ออกเพราะนายฮ้อยเคนใช้อาคมยับยั้งไว้...

หลังตรวจอาการควายของสุบินอย่างละเอียด นายฮ้อยเคนกลับมาบอกเจ้าของควายว่ามันติดโรคระบาดเก็บไว้อีกไม่ได้ต้องฆ่าทิ้ง และตนจะมอบหน้าที่นี้ให้สุบินเป็นคนจัดการ สีโหเห็นสุบินลังเลอาสาจะทำแทน

“เจ้าบ่ต้องยุ่งบักสีโห เฮาคนบ้านเดียวกัน ยามทุกข์ยากก็ต้องซอยเหลือกัน บ่แม่นมาสมน้ำหน้ากัน บักสุบินเจ้าจำเป็นต้องฆ่าควายโตนี้เพื่อรักษาควายที่เหลือเอาไว้ บ่จังซั่นเจ้านั่นล่ะจะบ่เหลือควายจั๊กโต”

สุบินไม่มีทางเลือกจำต้องตัดใจฆ่าควายตัวเองตามคำแนะนำของนายฮ้อยเคน...

ด้านคำแก้วหนีมานั่งร้องไห้อยู่คนเดียว เสียใจที่ทั้งบักมืดและนายฮ้อยเคนพูดเป็นทำนองเดียวกันว่าการตายของน้อยเป็นความรับผิดชอบของเธอ บัวเขียวซึ่งออกตามหาเธอตั้งแต่ตอนสายเห็นเธอน้ำตาเล็ดน้ำตาร่วงเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น เธอปล่อยโฮทันทีคร่ำครวญว่าอ้ายเคนกับอ้ายมืดพูดถูกว่าเธอเป็นต้นเหตุให้น้อยต้องตาย บัวเขียวขอให้คิดเสียว่าน้อยไปดี หมดเวรหมดกรรม วิญญาณของเธอจะได้หมดห่วง

คำพูดปลอบใจของบัวเขียวทำให้คำแก้วอดนึกถึงพี่สาวไม่ได้ ถ้าพี่ยังอยู่คงจะปลอบตนแบบนี้เหมือนกัน บัวเขียวดึงคำแก้วมากอด ชมเธอว่าเป็นคนดี ใครอยู่ใกล้ก็ต้องรักต้องเอ็นดูเป็นธรรมดา

“ต่อจากนี้ไป ข้อยสิเป็นเอื้อยเจ้าให้ก็ได้”

“ขอบใจเอื้อยหลาย ข้อยสิได้บ่ต้องรู้สึกโดดเดี่ยวบ่เหลือไผอีกแล้ว” คำแก้วกอดบัวเขียวตอบซาบซึ้งใจ จังหวะนั้นมีเสียงเอะอะของเฒ่าอ่ำดังขึ้น

“จับมันกลับมาให้ได้ อย่าให้อีคำม่วนหนีไปได้เด็ดขาด เอ้า...ไปตามจับมันโลด”

คำแก้วกับบัวเขียวตามเสียงโห่ร้องของชาวบ้านไปจนถึงลานวัด เห็นคำม่วนที่สภาพเหมือนคนเสียสติถือไม้ไล่ฟาดไปทั่ว ชาวบ้านช่วยกันเอาแหโยนใส่แล้วตามเข้าไปทุบตี คำแก้วทนดูไม่ได้เข้าไปห้ามแต่ไม่มีใครฟัง โดยเฉพาะเฒ่าอ่ำที่สั่งให้ชาวบ้านเล่นงานให้ตายคามือไปเลย คำแก้วเห็นท่าไม่ดีรีบวิ่งไปตามหลวงพ่อให้มาช่วยห้ามปราม

ooooooo

หลวงพ่อมาเห็นชาวบ้านพากันไล่ตีคำม่วนก็ขอบิณฑบาตชีวิตเอาไว้ เฒ่าอ่ำโวยวายจะขอไปทำไม คนชั่วๆแบบนี้อยู่ไปก็เปลืองเปล่า ปล่อยให้ตายไปดีกว่าไม่เบียดเบียนคนอื่น

“คิดแบบเจ้ามันบ่ถูกดอกเฒ่าอ่ำ ยิ่งบ้านเฮาแร้นแค้นหลายเถาะได๋ เฮาก็ควรซอยเหลือกัน อย่าให้น้ำใจมันแห้งนำ เฮาถึงสิผ่านความยากแค้นนี้ไปได้”

“ข้อยเห็นนำกับหลวงพ่อ คั่นมื้อนี่เฮาใจดำกับอีคำม่วนผู้หนึ่ง มื้ออื่นเฮาก็สิใจดำกับผู้อื่นได้อีก แล้วมื้อต่อๆไปเฮาสิใจดำจนเป็นสันดาน”

“อีคำแก้ว ผู้ที่ใจดำบ่แม่นซุมข้อยดอก แต่เป็นอ้ายเขยเจ้าต่างหาก คั่นอยากให้เฮาซอยกันรอดตายจากยามแล้งนี้ เจ้าฟ้าวกลับไปบอกนายฮ้อยดีกว่า สิผิดสัญญาเมียหรือสิพาพวกข้อยไปค้าควายให้บ่ต้องอดตาย”

ชาวบ้านพยักหน้าให้กันเป็นทำนองเห็นด้วยกับเฒ่าอ่ำ ทำเอาคำแก้วพูดไม่ออก ในเมื่อหลวงพ่อขอบิณฑบาตชีวิตคำม่วน เฒ่าอ่ำไม่ขัดข้อง แต่อย่าให้มันมาเบียดเบียนพวกตนเป็นใช้ได้แล้วผลักเธอลงไปกองแทบเท้าคำแก้วกับบัวเขียวซึ่งช่วยกันประคองเธอลุกขึ้น หลวงพ่อกับคำแก้วมองพวกชาวบ้านที่พากันยกโขยงกลับไปพลางถอนใจหนักใจ ดูท่าว่าความอดอยากครั้งนี้จะยิ่งทำให้เกิดความแตกแยกมากขึ้นทุกที

“คำแก้ว คงมีแต่เจ้าแล้วล่ะที่ต้องเว้าเรื่องนี้กับนายฮ้อย บ่จังซั่นจักมื้อชาวบ้านต้องฆ่ากันเอง ย่อนความ อดอยาก” คำพูดของบัวเขียวทำเอาคำแก้วถึงกับหน้าเครียด...

ค่ำวันเดียวกัน ขณะนายฮ้อยเคนนั่งทำสมาธิถอดจิตอยู่ภายในโบสถ์ต่อหน้าองค์พระประทานและหลวงพ่อ นายฮ้อยผีมาปรากฏตัวให้เห็นในภาพนิมิต พูดจายั่วยุให้เขาใช้วิชาอาคมด้านมืดมาต่อสู้กับตนเองเพื่อแก้แค้นให้พ่อ พยายามให้คุณไสยครอบงำจิตใจเพื่อให้นายฮ้อยเคนกลายเป็นนายฮ้อยผีอย่างที่ตนเองเป็น

ระหว่างที่นายฮ้อยเคนพนมมือท่องคาถาปล่อยให้คุณไสยครอบงำจิตใจตามแรงยุของนายฮ้อยผี วิญญาณคำแพงก็ปรากฏตัวขึ้น ขอร้องให้เขาเลิกทำอย่างนี้ อย่าให้ความแค้นทำให้เขาทิ้งความดีงามที่เพียรทำมาตลอดแล้วทวงถามสัญญาที่เขาเคยให้ไว้ว่าจะไม่ให้ความแค้นเผาไหม้จิตใจ

“คำแพง...อ้าย...อ้ายขอโทษ เบิ่ดเจ้าแล้วอ้ายก็บ่เคยรักษาสัญญาของเฮาไว้ได้เลย” นายฮ้อยเคนว่าแล้วดึงคำแพงมากอด ความรู้สึกผิดท่วมท้นหัวใจจนน้ำตาลูกผู้ชายไหลริน คำแพงกอดเขาตอบ แล้วหอมแก้มเบาๆอย่างเป็นกำลังใจให้ เธอเข้าใจดีว่าคำสัญญาที่ให้เลิกค้าควายทำให้เขาต้องลำบากใจ

“หมู่เฮากำลังแย่ ทุกคนกำลังรอให้อ้ายซอยถ้าอ้ายบ่ซอย...ก็คง...”

“อ้ายสัญญากะย่อนว่าฮักข้อย แต่เวลานี้ข้อยบ่อยู่แล้ว อ้ายต้องเลือกเฮ็ดความถูกต้อง” คำแพงยิ้มอ่อนโยนให้แล้วแตะอกข้างซ้ายของเขา “ใช้หัวใจของอ้ายหามันให้พ้อ อย่าให้ข้อยรั้งไว้อีกเลย”

ooooooo

นายฮ้อยเคนลืมตาตื่นขึ้นจากนั่งสมาธิ หลวงพ่อซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถามว่าได้คำตอบที่หาเจอหรือเปล่า

“ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเจ้า ถ้าเลือกทางได๋ก็ต้องไปตามทางนั้น สิออกเดินทางพาทัพควายไปเมืองล่างก็ต้องเจอความยากลำบากกว่าทุกเถื่อ สิอยู่หม่องนี้ก็ต้องรับมือกับความแตกแยก”

“ครับหลวงพ่อ ข้อยว่าข้อยได้คำตอบแล้ว แต่คงต้องให้หลวงพ่อซอยนำ”

หลวงพ่อยินดีช่วยจะให้ทำอะไรก็บอกมาได้เลย จังหวะนั้นคำแก้วพรวดพราดเข้ามาในโบสถ์ขอคุยกับนายฮ้อยเคน หลวงพ่อชิงพูดขึ้นเสียก่อน “บักเคนมันฮู้แล้ว มันมีคำตอบให้เจ้า ให้ชาวบ้านนำ”...

ครู่ต่อมาคำแก้วเดินตามหลังนายฮ้อยเคนที่กำลังมุ่งหน้ากลับเรือนพลางโวยวายที่เขามัวแต่อมพะนำไม่ยอมบอกสักทีว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ จะกลับไปค้าควายอีกใช่ไหม เขาอึ้งไปอึดใจก่อนจะยอมรับว่าใช่

“อ้ายต้องผิดคำสัญญากับคำแพง ถ้าเจ้าสิอยากด่าก็ด่ามาโลด อ้ายยอมรับผิด แต่ขอให้ฮู้ไว้ อ้ายจำเป็นต้องเฮ็ดเพื่อซาวบ้าน...ว่าจังได๋ล่ะ เป็นหยังถึงบ่ด่าอ้าย”

คำแก้วเห็นด้วยกับเขาเพราะเห็นกับตาตัวเองแล้วว่าความยากแค้นทำให้คนเราปฏิบัติต่อคนที่อ่อนแอกว่าไม่ต่างจากสัตว์ทำต่อกัน และในเมื่อเขาเลือกเดินทางไปค้าควาย เธอก็จะไปตามทางของเธอ หวังว่าเขาคงจะไม่ห้าม นายฮ้อยเคนถึงกับพูดอะไรไม่ออก...

ตกค่ำนายฮ้อยเคนนั่งสุมไฟก่อควันไล่ยุงอยู่ใต้ถุนเรือนสีหน้าครุ่นคิดหนัก มีเสียงคำแก้วกับบัวเขียวคุยกันดังแว่วมาจากบนเรือนให้ได้ยิน บัวเขียวสงสัยครั้งนี้นายฮ้อยเคนไม่ถามอะไรคำแก้วเลยหรือ

“มีเบาะจะบ่ถามล่ะเอื้อย แต่ข้อยบ่บอกดอกว่าข้อยสิไปไส”

“จังซั่นนายฮ้อยก็คงบ่ปล่อยเจ้าไปแน่”

คำแก้วมั่นใจว่าครั้งนี้อ้ายเคนคงห้ามเธอไม่ได้เพราะเขาเองก็ต้องพาทัพควายไปเมืองล่าง ถึงอย่างไรก็ต้องทิ้งเธอไว้ที่นี่อยู่ดี กว่าจะกลับเธอคงไปไกลแล้ว เป็นจังหวะที่คำแก้วเดินมาถึงจุดที่พี่เขยนั่งอยู่ ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันนิ่งงัน เธอเจตนาพูดเสียงดังให้เขาได้ยิน

“เอื้อยข้อยกะตายไปแล้ว พี่น้องแท้ๆกันก็บ่แม่น อยู่นำกันไปก็มีแต่สิเป็นขี้ปากซาวบ้าน ข้อยเสียหายหลาย ต่างคนต่างไปก็ดีแล้ว” คำแก้วมองพี่เขยตัวเองเขม็ง เขาลุกพรวดสีหน้าดุดัน เธอสะดุ้งโหยงวิ่งไปหลบหลังบัวเขียว “อ้ายสิเฮ็ดหยัง ถ้าสิบังคับข้อยข้อยสู้ตายเด้ออ้าย”

นายฮ้อยเคนไม่ตอบโต้สักคำเดินลิ่วออกไปเลย คำแก้วมองตามแปลกใจทำไมถึงไม่โวยวายเหมือนเคย บัวเขียวตั้งข้อสังเกต ไม่พูดไม่จาแบบนี้น่ากลัวกว่าโวยวายออกมา คำแก้วรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างบอกไม่ถูก

ooooooo

เป็นอย่างที่คำแก้วหวั่นใจ ไม่รู้นายฮ้อยเคน ไปพูดท่าไหน ผู้ช่วยโทนถึงได้ยกขบวนขันหมากขบวนใหญ่มาสู่ขอคำแก้วโดยมีสามผู้เฒ่า คือเฒ่าอ่วม เฒ่าแต้มและเฒ่าเข่งเป็นเถ้าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าว อาจารย์เม้าอดถามด้วยสีหน้าหวาดหวั่นไม่ได้ว่าคำแก้วยอมให้ผู้ช่วยโทนสู่ขอไปเป็นเมียจริงหรือ

“บ่ต้องห่วงจารย์เม้า คำแพงสั่งให้ข้อยดูแลมัน มันต้องยอมฟัง”

ระหว่างนั้นคำแก้วเดินหน้าบอกบุญไม่รับเข้ามาพร้อมกับซ่อนบางอย่างไว้ด้านหลัง “อ้ายมั่นใจเกินไปแล้ว ข้อยได้ยินเบิ่ดแล้ว ข้อยบ่แม่นวัวควายที่สิได้ลากให้ไปมีผัวกับควายโตไหนก็ได้”

ผู้ช่วยโทนขอร้องให้คำแก้วใจเย็นๆค่อยพูดค่อยจากันก็ได้ เธอไม่ฟังเอาปืนที่ซ่อนไว้ด้านหลังชี้ไปที่เขา ทำเอาขบวนขันหมากแตกฮือ เธอสั่งให้เขาหุบปาก เธอไม่รู้ว่าพี่เขยของเธอไปพูดอะไรกับเขาไว้แต่ขอให้รู้เอาไว้เลยว่าเธอไม่มีทางแต่งงานกับเขาเด็ดขาด ให้ตายก็อย่าหวัง

“คำแก้ว เก็บปืนไปเดี๋ยวนี้ อย่าให้อ้ายต้องลงมือกับเจ้า”

คำขู่ของนายฮ้อยเคนไม่ได้ผล คำแก้วไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย แถมยังหันปากกระบอกปืนเล็งเขาอีกต่างหาก ขู่กลับถ้าคิดจะอ้างคำสั่งเสียของคำแพงเที่ยวยกเธอให้ใครตามใจตัวเองเป็นได้เห็นดีกัน นายฮ้อยเคนเดินเข้าหาไม่ได้เกรงกลัวเช่นกัน ยืนยันจะให้เธอร่วมหอลงโลงกับผู้ช่วยโทน คำแก้วเหนี่ยวไกเปรี้ยงแต่หันปากกระบอกปืนไปทางอื่นก่อนแล้ว

“พอกันทีอ้าย เฮาบ่แม่นคนฮู้จักกันอีกแล้ว เฮาต่างคนต่างไป ทางไผทางมัน” คำแก้วยังคงเล็งปืนไปที่ นายฮ้อยเคนอย่างตัดสินใจเด็ดเดี่ยวพลางถอยไปที่คอกม้าคว้าห่อสัมภาระที่เตรียมไว้สะพายไหล่แล้วควบม้าออกไป นายฮ้อยเคนโดดขึ้นม้าอีกตัวตามไปทันที...

ด้วยความเจ็บใจที่ถูกพี่เขยทำร้ายจิตใจทำให้คำแก้วยิ่งฟาดหลังม้าให้เร่งควบไปราวกับจะแข่งกับพายุ ครั้นลับสายตาไปสักครู่ นายฮ้อยเคนควบม้าตามมาพยายามกวาดตามองหาแต่ไม่เจอเธอแม้แต่เงา...

ฝ่ายผู้ช่วยโทนเจ็บปวดใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องดื่มเหล้าเพื่อดับอารมณ์ ยิ่งดื่มยิ่งเมาก็ยิ่งขาดสติร้องไห้ฟูมฟายเสียใจ ทำไมคำแก้วถึงไม่เคยรักไม่เคยแล ผู้ช่วยถึกพยายามห้ามดื่มแต่ไม่สำเร็จ ต้องไปตามอาจารย์ เม้ามาช่วยอีกแรงหนึ่งแต่ก็ไร้ประโยชน์ เขาไม่ยอมฟังแถมโทษว่าเป็นความผิดของนายฮ้อยเคน

“ขี้ตั๊วข้อยทั้งๆที่รู้ว่าคำแก้วมันบ่พร้อม มันเลยซังข้อยนำ ข้อยซังนายฮ้อยๆ”

“นายฮ้อยหวังดีกับผู้ซอยกับคำแก้วต่างหาก”

ผู้ช่วยโทนไม่เชื่อว่านายฮ้อยเคนหวังดีอย่างที่ผู้ช่วยถึกว่า คว้าไหเหล้าขึ้นมาดื่มอีกแต่เหล้าหมดก็โมโหทุ่มไหลงพื้น จะเดินไปหยิบไหเหล้าใบใหม่แต่ล้มฟุบหมดสติเพราะเมามากเสียก่อน...

ตกค่ำคำแก้วก่อกองไฟท่ามกลางป่าที่เงียบสงัดและวังเวง มีเพียงม้าที่ขี่มาเท่านั้นที่เป็นเพื่อน เธอจึงชวนมันคุยแก้เหงา พลันมีเสียงบางอย่างดังขึ้น คำแก้วตะโกนขู่ใครอยู่ตรงนั้น ถึงตนจะเป็นผู้หญิงแต่ก็ไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น ถ้าคิดร้ายกับตนโดนยิงไส้แตกแน่ เสียงสวบสาบเมื่อครู่เงียบหายไป แต่เธอก็ยังไม่วางใจ ลูบหัวม้าพลางกวาดกระบอกปืนไปรอบๆ

“แถวนี้ยังไว้ใจบ่ได้ คืนนี้ข้อยคงบ่ได้นอน เตรียมตัวไว้ให้พร้อมแล้วกันเด้อ”

ใครบางคนแอบอยู่หลังพุ่มไม้จับตามองคำแก้วด้วยสายตาไม่เป็นมิตร...

ด้านบัวเขียวเห็นนายฮ้อยเคนกลับมาเพียงลำพังก็ไม่สบายใจ ตัดสินใจบอกเขาว่าคำแก้วกำลังเดินทางไปที่บ้านเสือโฮก เขาถึงกับร้องเอะอะที่นั่นไม่ต่างจากชุมโจร ตำรวจเก่งๆยังไม่กล้าย่างกรายเข้าไปใกล้ คำแก้วคิดอย่างไรถึงได้ไปที่นั่น บัวเขียว เองก็ไม่รู้เหมือนกันเพราะเธอไม่ได้บอก ยิ่งทำให้นายฮ้อยเคนเป็นกังวล

ooooooo

รุ่งขึ้นหลวงพ่อกับนายฮ้อยเคนเรียกคนสำคัญในทัพควายมารวมตัวกันที่ลานวัด บรรยากาศ ดูไม่ค่อยจะราบรื่นนัก พวกที่มีปัญหากันก่อนหน้า ต่างเขม่นใส่กัน บางคู่หวิดจะวางมวยกัน ผู้ช่วยถึกต้องเข้าไปขวางไว้

“เซาๆ หลวงพ่อกับนายฮ้อยเคนตามพวกเจ้ามาบ่ได้ให้มาตีกัน คั่นไผอยากกัดกันคือหมาบ้าก็ไปโลด บ่ต้องไปค้าควายกับนายฮ้อย”

เฒ่าอ่ำตื่นเต้นดีใจ นี่หมายความว่านายฮ้อยเคนตัดสินใจไปค้าควายแล้วใช่ไหม ผู้ช่วยถึกไม่ทันจะพูดอะไร นายฮ้อยเคนเดินเข้ามากับหลวงพ่อเสียก่อน เขารีบรายงานว่าทุกคนมากันพร้อมหน้าแล้ว นายฮ้อยเคนไม่เห็นผู้ช่วยโทนอยู่ด้วยก็ถามหา ได้ความว่ายังไม่สร่าง เมาก็เลยไม่ได้ตามตัวมาด้วย อาจารย์เม้าขอร้องนายฮ้อยเคนให้เวลาผู้ช่วยโทนทำใจอีกสักหน่อย เขาพยักหน้ารับคำแล้วก้าวไปยืนตรงหน้าทุกคน

“ตอนนี้ซุมเจ้าคงฮู้แล้วว่าข้อยตัดสินใจไปค้าควายอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันสิยากแค้นกว่า บ่แม่นแค่เพราะข้าวหนีนาปลาหนีน้ำคือที่ผ่านมา แต่กะย่อนว่าความแตกแยกของพวกเจ้าสิพาให้เดินทางไปพ้อแต่ความตาย ต่อให้ข้อยเป็นนายฮ้อยที่เก่งกาจปานได๋ก็ซอยปกป้องพวกเจ้าบ่ได้ คั่นพวกเจ้ายังบ่ฮู้จักความสามัคคี”

หลวงพ่อช่วยพูดเสริมว่านี่คือเหตุผลที่นาย–ฮ้อยเคนขอให้ท่านตามทุกคนมาร่วมดื่มน้ำสาบานว่าการเดินทางครั้งนี้ทุกคนต้องไม่พกความเกลียดชังไปค้าควายด้วย เพราะถ้าเอาไปก็จะพากันตายหมดก่อนถึงเมืองล่าง แล้วหันไปหาอาจารย์เม้าซึ่งถือขันใส่น้ำใบใหญ่เข้ามา นายฮ้อยเคนเอาลูกปืนขึ้นมาบริกรรมคาถาก่อนจะใส่ลงในขัน ยื่นให้หลวงพ่อทำพิธีสวดมนต์เชิญเทวดา พร้อมกับหยดน้ำตาเทียนตามลงไป

“ขอให้เทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตลอดจนเทพารักษ์จงเป็นพยานด้วยว่าหมู่เฮาทุกคนในทัพควายมีความเต็มใจฮวมเดินทางไปกับนายฮ้อยเคนด้วยใจบริสุทธิ์ ถ้าผู้ใดคิดมุ่งร้ายต่อนายฮ้อยเคนและขบวนทัพควาย ก็จง ดลบันดาลให้มันผู้นั้นถึงซึ่งความพินาศทันตาเห็นด้วยเถิด” ว่าแล้วหลวงพ่อเป่าคาถาลงในขันน้ำ ยื่นให้นายฮ้อยเคนดื่มเป็นคนแรก จากนั้นทุกคนต่างร่วมดื่มน้ำสาบานกันถ้วนหน้า...

ในเวลาไล่เลี่ยกัน คำแก้วเผลอหลับไปทั้งที่มือยังกำปืนไว้ มีเสียงกิ่งไม้แห้งตกลงมาใกล้ตัว เธอสะดุ้งโหยงลุกพรวดขึ้นกวาดตามองไปรอบๆ พลางโวยวายใครกล้าลองดี อยากโดนยิงไส้แตกหรือ เงียบไม่มีเสียงใดๆ เธอเหลือบไปเห็นกิ่งไม้แห้งที่พื้น ยิ้มให้กับความเข้าใจผิดของตัวเอง

แต่พอกวาดตามองไปรอบๆอีกทีพบว่าม้ากับข้าวของหายไปก็ตกใจ พลันมีเสียงลูกดอกจากหน้าไม้แหวกอากาศเข้ามาเฉี่ยวเธอไปปักต้นไม้ด้านหลัง คำแก้วหลับหูหลับตายิงไปยังทิศทางที่ลูกดอกพุ่งมา แต่มันยังคงพุ่งมาจากทางอื่น หญิงสาวเห็นท่าไม่ดีกราดยิงไปทั่ว จนกระสุนหมด ก่อนจะวิ่งหนีเอาตัวรอด

มีเสียงฝีเท้าวิ่งไล่หลังมาไกลๆ อารามรีบร้อนคำแก้วสะดุดรากต้นไม้ล้ม พอลุกได้ก็วิ่งไปแอบหลังต้นไม้ หยิบกระสุนที่ยังเหลืออยู่สี่นัดขึ้นมาบรรจุในรังเพลิงมือไม้สั่น แล้วยกปืนรอ พุ่มไม้ตรงหน้าสั่นเหมือนมีคนแหวก เธอเอานิ้วแตะที่โกร่งไกเตรียมจะยิง แต่คนที่แหวกพุ่มไม้เข้ามากลับเป็นหญิงสาวหน้าตาดีแต่งตัวทะมัดทะแมง ครั้นเห็นคำแก้วเล็งปืนใส่ก็ชะงักพลางร้องห้ามเสียงหลงว่าอย่ายิง ตนเป็นแค่หญิงชาวบ้านไม่ใช่โจร

“ข้อยบ่เชื่อ...คุกเข่าลง บ่จังซั่นข้อยยิงไส้แตกอีหลี”

หญิงสาวแปลกหน้าทำตามอย่างว่าง่ายพร้อมกับยืนยันว่าตนเองไม่ใช่โจร เป็นชาวบ้านมาหาของป่าแถวนี้ได้ยินเสียงปืนก็เลยตามมาดู คำแก้วไม่เชื่อยังคงเล็งปืนใส่ หญิงสาวพยายามขยับเสื้อ ยิ่งทำให้คำแก้วไม่ไว้ใจสั่งให้อยู่นิ่งๆ เธออ้างแค่จะให้คำแก้วดูว่าไม่มีอาวุธ มีแต่เห็ดป่าในย่ามที่เพิ่งเก็บมา แล้วเปิดเสื้อให้ดูว่าไม่มีอาวุธจริงๆ จากนั้นก็เทเห็ดออกจากย่าม คำแก้วเริ่มไว้ใจ

แต่ไม่วายถามย้ำว่าไม่ได้เป็นโจรที่ไล่ตามตนใช่ไหม

“อีหลี ข้อยเป็นซาวบ้านแถวนี้ คั่นเอื้อยถึกโจรไล่ตามมาจังซี้ ข้อยซอยเอื้อยได้”

ooooooo

หลังจากสั่งให้แบ่งทัพควายเป็นหมู่ๆมีหัวหน้าดูแลเหมือนครั้งก่อน นายฮ้อยเคนหันไปถามผู้ช่วยถึกว่าผู้ช่วยโทนดีขึ้นหรือยัง ถ้าดีขึ้นแล้วให้ไปบอกด้วยว่าถ้ายังอยากทำหน้าที่ช่วยตนไปค้าควายเที่ยวนี้ก็ช่วยตรวจนับอาวุธให้ด้วย แล้วตนจะตามไปดูอีกทีจากนั้นก็หันไปกำชับกองทัพควาย

“เอ้า เร็วเข้า หัวหน้าพาข้าว ถ้าลูกหมู่มารายงานโตครบแล้ว ให้รีบมารายงาน ข้อยสิได้ตั้งขบวนออกเดินทางกันโลด”...

ขณะที่จ่อยเตรียมอุปกรณ์จะไปจับกะปอมหรือกิ้งก่า ยายเฒ่าเดินเข้ามากับจ้อนเห็นเขาจะออกไปข้างนอกคิดว่าจะแอบหนีไปกับทัพควายก็โวยวายเสียงลั่น เขาปฏิเสธทันทีว่าไม่ได้ไปกับทัพควาย เขาชังนายฮ้อยเคนที่ชอบดูถูกดูแคลนเขา ดังนั้นเขาจะฝึกเป็นนายฮ้อยด้วยตัวเองไม่ต้องพึ่งนายฮ้อยเคนอีกต่อไป แล้วขอตัวไปจับกะปอมก่อน จ้อนจะตามไปด้วย เขาไม่ให้ไป สั่งให้อยู่ดูแลยายเฒ่าแทนเขาด้วย แล้วเข้าไปกอดท่าน

“แค่ไปใต้กะปอมเฮ็ดอย่างกับไปหลายมื้อ...ฮ่วย” จ้อนไม่วายกระเซ้า...

ด้านผู้ช่วยโทนทิ้งความบาดหมางใจไว้เบื้องหลัง กลับไปทำหน้าที่ผู้ช่วยนายฮ้อยเคนเหมือนที่เคยทำ...

ไม่นานนัก หญิงสาวชาวบ้านพาคำแก้วมาถึงเพิงพักกลางป่า พร้อมกับแนะนำตัวเองชื่อแสงโสมพักอยู่ที่นี่ คำแก้วนิ่วหน้าสงสัยกลางป่าแบบนี้เธออยู่คนเดียวได้อย่างไรไม่กลัวโจรหรือพวกสัตว์ป่าทำร้ายเอา หรือเธอไม่กลัว พวกนั้นต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายกลัวเธอ พ่อของเธอสอนให้เธอยิงปืนและฝึกการต่อสู้มาตั้งแต่เป็นเด็ก

“แล้วพ่อเจ้าอยู่ไสล่ะ เป็นหยังถึงปล่อยให้เจ้ามาอยู่กลางป่าคนเดียว”

“ข้อยผิดกับพ่อก็เลยหนีออกมาใช้ชีวิตคนเดียว ถ้าข้อยอยู่รอดได้ พ่อสิได้ฮู้ว่าข้อยเก่งได้คือพ่อ บ่แม่นผู้สาวที่ต้องถ่าถูกจับแต่งงานออกเรือนอย่างเดียว” แสงโสมหน้าหม่นหมองลงทันที คำแก้วดีใจที่ได้เจอคนหัวอกเดียวกัน แล้วถามเธอว่ารู้จักบ้านเสือโฮกไหม ตนกำลังจะไปที่นั่น...

เสร็จจากพิธีบายศรีสู่ขวัญ ทัพควายทั้งหมดก็ออกเดินทางผ่านหน้าหลวงพ่อที่ประพรมน้ำมนต์เพื่อเป็นสิริมงคลให้ทั้งควายทั้งคน แต่ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้รับน้ำมนต์ครบเกิดลมหัวกุดพัดกระโชกเข้ามาโดยไม่มีเค้ามาก่อน ทั้งฝุ่นทั้งใบไม้ปลิวว่อน เครื่องบายศรีที่ตั้งอยู่บนแท่นกลางทุ่งถูกลมพัดล้มระเนระนาด

“ผู้ซอย พาคนไปต้อนควายรวมกันไว้ เดี๋ยวมันสิตกใจหนีเตลิดไปเบิ่ด” นายฮ้อยเคนสั่งการแล้วอดนึกถึงนายฮ้อยผีที่ตนเห็นในภาพนิมิตไม่ได้ รู้สึกหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก...

ขณะที่เกิดเหตุการณ์ประหลาดกับทัพควายแสงโสมเตือนคำแก้วอย่าเดินทางไปบ้านเสือโฮกจะดีกว่า ที่นั่นเป็นชุมโจรดีๆนี่เอง หน้าตาสะสวยอย่างคำแก้วแค่เดินเฉียดก็ไม่รอดแล้ว เธอจำเป็นต้องไปพบกับเฒ่าโสมที่นั่น แสงโสมว่าไปก็เสียเที่ยวเปล่า เฒ่าโสมตายไปนานแล้ว คำแก้วใจเสียพึมพำว่าตายไปแล้วจริงหรือ

“แม่นแล้ว ข้อยเสียใจนำเด้อ เอาล่ะ เอื้อยกินน้ำกินข้าวก่อน แล้วค่อยว่ากันทีหลัง” แสงโสมส่งใบตองใส่ข้าวกับกระบอกไม้ไผ่ใส่น้ำให้คำแก้ว แล้วลุกออกไป ฝ่ายหลังรู้สึกผิดหวังที่รู้ข่าวการตายของเฒ่าโสม เพราะนั่นเท่ากับเธอมาถึงทางตันไม่มีวันได้รู้ประวัติความเป็นมาของตัวเอง ระหว่างนั้นมีเสียงม้าร้องดังขึ้น เธอลุกพรวดขึ้นมองไปรอบๆแต่ไม่เจอม้าสักตัว แถมเสียงนั่นก็เงียบหายไป รู้สึกได้ถึงบางอย่างไม่ปกติ...

ครู่ต่อมาคำแก้วเดินสำรวจมาถึงด้านหลังเพิงพักเห็นแสงโสมกำลังเอาผ้าชุบน้ำเช็ดตามเนื้อตัวหน้าตาชำระล้างคราบสกปรก เมื่อไม่เห็นอะไรผิดปกติ ขยับจะไปแต่ต้องชะงักเมื่อเห็นแสงโสมล้วงไปในย่ามคู่กาย หยิบปิ่นปักผมอันหนึ่งขึ้นมาเสียบผม เธอจำได้แม่นว่าเป็นปิ่นปักผมของคำแพงที่เอามาจากห้องนอนของนายฮ้อยเคน ก็รู้ทันทีว่าแสงโสมคือโจรขโมยม้ากับข้าวของของตัวเองมองเจ็บใจ

ooooooo

พวกชาวบ้านที่เป็นลูกหมู่ของขบวนทัพควายต่างมีสีหน้าไม่สบายใจที่เห็นเครื่องบายศรีถูกลมพัดล้มกระจัดกระจายคล้ายกับเป็นลางร้าย นายฮ้อยเคนต้องปลอบว่าไม่มีลางร้ายอะไรก็แค่ลมหัวกุดที่เคยพัดเข้ามาแถวนี้เป็นประจำ หลวงพ่อช่วยย้ำอีกแรงหนึ่ง

“บ่ต้องห่วงไปดอก ซุมเจ้ามีนายฮ้อยเป็นหัวหน้าการเดินทาง ขอแค่พวกเจ้าเฮ็ดตามคำสาบานกับน้ำในขันนั่นแล้ว อันตรายใดๆมาตรงหน้าซุมเจ้าสิฝ่ามันไปได้เบิ่ด”

ผู้ช่วยถึกช่วยพูดเสริมว่าหลวงพ่อพูดถูกแล้ว

โจรต้องกลัวนายฮ้อยทมิฬของเรา ผีสางสัตว์ร้ายก็ไม่กล้าต่อกรกับเขาเช่นกัน คำพูดนี้ทำให้ลูกหมู่รู้สึกฮึกเหิมส่งเสียงเรียกนายฮ้อยทมิฬเสียงลั่น ทั้งนายฮ้อยเคน หลวงพ่อและผู้ช่วยถึกต่างยิ้มพอใจ ระหว่างนั้นผู้ช่วยโทนขี่ม้าพาบัวเขียวเข้ามาสมทบ

นายฮ้อยเคนสั่งให้ผู้ช่วยถึกดูแลทัพควายไปเจอกันตามที่นัดเอาไว้ แล้วจึงหันไปชวนผู้ช่วยโทนออกเดินทาง ก่อนจะพากันควบม้าแยกไปอีกทางหนึ่ง ทิดแสงที่อยู่ใกล้ๆบ่นกับผู้ช่วยถึกว่านายฮ้อยเคนให้บัวเขียวเดินทางไปกับทัพควายได้อย่างไร บุญเพ็งเห็นด้วยกับทิดแสง

“กฎของทัพควายบ่อนุญาตให้ผู้สาวเดินทางไปนำนิ”

“บัวเขียวบ่ได้เดินทางไปค้าควายกับเฮาดอกแต่ตามนายฮ้อยไปบ้านเสือโฮกซอยพาคำแก้วกลับมาต่างหาก เสร็จธุระแล้วนายฮ้อยสิไปสมทบเฮา เอ้าเดินทางกันต่อโลด”...

ทางฝ่ายคำแก้วกลับมาที่เพิงพักด้วยสีหน้า เคร่งเครียด มองน้ำในกระบอกไม้ไผ่รวมทั้งข้าวที่ห่ออยู่ในใบตองซึ่งแสงโสมเอามาให้กินก็ไม่ไว้ใจเลยยกขึ้นดม ได้กลิ่นแปลกๆ

“ว่าแล้ว มันแอบวางยาไว้นี่เอง” พูดจบคำแก้วเอาน้ำและข้าวไปเททิ้งหลังต้นไม้ แล้วกลับมาที่เพิงพักทำเป็นนอนหมดสติอยู่ที่พื้น ไม่กี่อึดใจ แสงโสมเดินเข้ามาเห็นก็เขย่าตัวเรียก อีกฝ่ายไม่ขยับเขยื้อนก็ยิ้มพอใจ

“ส่ำนี่ก็เรียบร้อย พ้อยานอนหลับเข้าไปหลับเป็นตายล่ะ” แสงโสมค้นตัวคำแก้วเพื่อหาของมีค่า “ขอขมาเด้อเอื้อย ข้อยบ่อยากเลือกเอื้อยเป็นเหยื่อคนแรกของข้อยดอก แต่เทิ้งม้าเทิ้งสมบัติมีค่าของเอื้อยสิซอยเฮ็ดกลับไปอวดซุมข้อยได้ว่า ฝีมือข้อยบ่ได้เป็นรองพ่อแม้แต่น้อย” ในที่สุดโจรสาวก็เจอปืนในกระเป๋าเสื้อ ขณะกำลังชื่นชมปืนกระบอกสวย คำแก้วฉวยมีดที่เหน็บเอวเธอมาจี้คอ

“เจ้าเลือกเหยื่อผิดคนแล้วอีโจรสาวหน้าโง่”

แสงโสมผงะหนีพร้อมกับยิงปืนใส่แต่ปืนไม่มีลูก คำแก้วแบมือให้ดูลูกกระสุนที่ตัวเองเอาออกไว้ก่อนหน้า พลางเย้ยหยันปืนไม่มีลูกยิงถูกก็ไม่ตาย แล้วเอาด้ามมีดกระแทกหน้าแสงโสมหงายหลังตึง จากนั้นจับมัดไว้

โจรสาวแปลกใจรู้ได้อย่างไรว่าถูกหลอก คำแก้วหยิบปิ่นปักผมออกมาให้ดู ไม่วายเย้ยหยันอีกว่าโง่อย่างเธอไม่น่าริอ่านเป็นโจร แสงโสมเจ็บใจแม้คราวนี้จะพลาดท่าเสียทีให้ แต่อย่าคิดว่าตนจะปล่อยให้เธอรอดง่ายๆ

ถึงจะเสียทีให้คำแก้ว แต่แสงโสมไม่วายเตือนเรื่องบ้านเสือโฮก ขืนยังดื้อดึงจะไปที่นั่นได้ถูกรุมโทรมแน่ คำแก้วไม่กลัว ยืนกรานจะไปที่นั่นให้ได้ แล้วถามถึงม้าของตัวเองว่าอยู่ที่ไหน

ooooooo

ได้ม้าคืนเรียบร้อย คำแก้วจับแสงโสมมัดติดกับต้นไม้แน่นหนา เตรียมเดินทางต่อไป คนถูกมัดพยายามต่อรองให้ปล่อย ขืนมัดไว้อย่างนี้มีหวังถูกพวกสัตว์กัดกินแน่ๆ คำแก้วไม่สงสารหรือเห็นใจแม้แต่น้อยถึงเธอจะเป็นมือใหม่หัดปล้น โดนแบบนี้เสียบ้างจะได้หลาบจำไม่คิดเป็นโจรอีก

“แต่ข้อยซอยเจ้าได้ เจ้าเข้าไปในบ้านเสือโฮกผู้เดียวบ่รอดดอก ให้ข้อยพาไปข้อยฮู้จักพวกโจรในหมู่บ้านนั่นเบิ่ด รับรองว่าเจ้าสิปลอดภัยแน่นอน”

คำแก้วหมั่นไส้ในเมื่อแสงโสมเก่งนักก็เอาตัวให้รอดจากพวกสัตว์ร้ายแถวนี้ให้ได้ก็แล้วกัน จากนั้นเอาใบไม้แห้งยัดปาก แล้วขี่ม้าจากไปไม่สนใจเสียงร้องโวยวายให้ปล่อยของเธอ...

แสงโสมถูกมัดทิ้งไว้อย่างนั้นได้ไม่นาน กะปอมกับกาเหว่าก็มาพบ เธอส่งเสียงอู้อี้เพราะมีใบไม้อยู่เต็มปากให้แก้มัดให้ สองคนนั่นมัวแต่ถามโน่นซักนี่ไม่แก้มัดให้สักทีจนเธอเริ่มโกรธ ด่าทั้งคู่ทั้งที่มีใบไม้ยัดปาก กะปอมเห็นไม่เข้าที ช่วยดึงใบไม้ออกจากปาก

“รีบซอยแก้มัดให้ข้อยเดี๋ยวนี้ ข้อยต้องฟ้าวตามเหยื่อข้อยไป ข้อยปล้นมันมาได้แล้ว เทิ้งม้าเทิ้งปืนงามๆแล้วยังเงินอีกเติบนึง แต่ข้อยเสียฮู้มัน คิดบ่ฮอดว่าผู้สาวโตคนเดียวสิฉลาดเอาเรื่อง”

กาเหว่ากับกะปอมหูผึ่งทันทีมองหน้าอย่างรู้กันคิดจะตามไปปล้นเสียเอง แสงโสมเห็นยิ้มเจ้าเล่ห์ของทั้งคู่ก็พอจะเดาออกพูดดักคอว่านั่นเป็นเหยื่อของตน

ไม่ใช่ของทั้งคู่ กาเหว่าเย้ยหยันถูกมัดแบบนี้จะไปปล้นใครได้ พวกตนจะจัดการให้เอง แล้วเอาใบไม้แห้งยัดปากแสงโสมก่อนจะพากันออกไป

สองโจรหางแถวรีบขี่ม้าไปดักหน้าคำแก้วซึ่งใช้ผ้าโพกหน้าตากันแดดกันลม โดยกะปอมเอาเลือดไก่ทาตัวแกล้งนอนคว่ำหน้าเหมือนถูกทำร้ายมา คำแก้วหลงกลเข้าไปช่วยประคอง จึงถูกโจรชั่วจับตัวไว้ เธอพยายามดิ้นหนีแต่เขาล็อกแขนไม่ยอมปล่อย คำแก้วทั้งดิ้น

ทั้งกรีดร้องขอความช่วยเหลือ กาเหว่าที่เพิ่งตามเข้ามาขู่ฟ่อ ร้องไปก็เท่านั้นไม่มีใครได้ยิน แถวนี้มีแต่ชุมโจร

“เป็นผู้สาวโตคนเดียวแต่ยังกล้าย่างผ่าน แสดงว่าเจ้าอยากเอาผัวเป็นโจร”

“อย่ามายุ่งกับข้อย ไปให้พ้น อย่าหาว่าข้อยบ่เตือนเจ้า บักห่า”

กาเหว่าชักอยากเห็นหน้าตาเหยื่อจะงามแค่ไหนถึงได้ฤทธิ์มากนักจึงเข้าไปดึงผ้าโพกหน้าออก เผยให้เห็นหน้าตาคำแก้วชัดเจนถึงกับออกปากชมว่างามแท้ๆ นับเป็นโชคดีของพวกเราที่ได้ทั้งของได้ทั้งคน กาเหว่ามัวแต่ชื่นชมในความงาม คำแก้วสบช่องขึ้นเข่าใส่กล่องดวงใจลงไปจุกแทบอ้วก

กะปอมตกใจปล่อยมือจากแขนเธอก็เลยถูกเล่นงานกล่องดวงใจลงไปจุกเช่นกัน คำแก้วรีบวิ่งไปที่ม้าจะควบหนี กาเหว่าชักปืนออกมายิงขู่ เธอหยุดกึกแต่ม้าตกใจเสียงปืนวิ่งหนีเตลิด

ooooooo

นายฮ้อยเคน บัวเขียวและผู้ช่วยโทนแกะรอยตามคำแก้วมาถึงเพิงพักกลางป่าแต่ไม่เจอใคร จึงแยกกันสำรวจ นายฮ้อยเคนไปกับบัวเขียว ส่วนผู้ช่วยโทนเดินแยกไปด้านหลัง เจอแสงโสมถูกมัดติดกับต้นไม้มีใบไม้ยัดเต็มปาก กวาดตามองโดยรอบไม่มีใครดักรอทำร้ายเขาจึงเข้าไปช่วยเอาใบไม้ออกจากปาก

“เจ้าเป็นไผมาถูกมัดไว้ที่นี่ได้จังได๋ เว้าความจริงมา ถ้าขี้ตั๊วะให้ข้อยจับได้ว่าเจ้าเป็นพวกโจรวางแผนหลอกข้อยล่ะก็ เป็นผู้สาวข้อยก็บ่เว้น” ไม่พูดเปล่าผู้ช่วยโทนเอาหน้าไม้เล็งใส่ แสงโสมแก้ตัวเป็นพัลวันว่าไม่ใช่โจรเป็นแค่สาวชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งแต่โดนพวกโจรบุกปล้นแล้วก็จับเอามามัดไว้อย่างนี้

ผู้ช่วยโทนไม่เชื่อ หน้าตาสะสวยอย่างเธอขืนโดนปล้นโจรไม่จับมามัดแบบนี้แน่ คงพาไปรุมโทรมแล้ว แสงโสมบีบน้ำตา สาบานว่าเป็นชาวบ้านจริงๆ พ่อแม่ถูกฆ่าตาย ตัวเองจะถูกจับไปขายซ่องแต่หนีมาได้ โจรตามมาเจอก็เลยจับมัดไว้ก่อนเพื่อไปตามเพื่อนๆมารุมโทรม

“คั่นอ้ายบ่เชื่อข้อย ถิ่มข้อยไว้จังซี้ ข้อยต้องตายคั่กๆ ซอยแก้มัดให้ข้อยเด้ออ้าย” แสงโสมคร่ำครวญ ผู้ช่วยโทนหลงเชื่อยอมแก้มัดให้และพาไปพบกับนายฮ้อยเคนที่กำลังสำรวจเพิงพักอยู่กับบัวเขียว พอรู้ว่าคนที่มากับผู้ช่วยโทนมาตามหาน้องเมียคือนายฮ้อยเคน นายฮ้อยทมิฬคนนั้นก็มองอย่างสนใจ ผู้ช่วยโทนแปลกใจที่เธอรู้จักนายฮ้อยทมิฬ เธอรู้เพราะพ่อพูดเรื่องเขาให้ฟังบ่อยๆตั้งแต่เป็นเด็กน้อย

“พ่อเจ้าเว่าถึงนายฮ้อยเคนว่าจังได๋ล่ะ”

นายฮ้อยเคนไม่อยากให้ผู้ช่วยโทนพูดเรื่องไม่เป็นเรื่อง สั่งให้พอได้แล้ว แสงโสมเข้ามาจับไม้จับมือพลางพูดชื่นชมนายฮ้อยเคนไม่หยุดปาก เขาแกะมือเธอออก ก่อนจะตัดบทถามว่าเจอคำแก้วบ้างไหม แสงโสมกลัวเขาจะรู้ว่าเธอทำอะไรไม่ดีไว้กับคำแก้ว ก็เลยโกหกว่าเจอผู้หญิงคนนั้นในป่าเมื่อเช้านี้

“แต่ว่า...ผู้สาวผู้นั้นกำลังหนีพวกเสือปล้นควายไปทางพู้น”

นายฮ้อยเคนกับพวกไม่รอช้ารีบขึ้นมาควบตามไปทันที แสงโสมมองตามหน้าเครียด พึมพำว่าช่างซวยแท้ๆ ดันไปปล้นน้องเมียนายฮ้อยทมิฬ ถ้าเขารู้ความจริงแล้วกลับมาที่นี่ ตนคงตายแน่

“อยู่บ่ได้แล้ว ต้องฟ้าวหนี”...

อีกมุมหนึ่งของป่า ครั้นคำแก้วรู้ว่าลูกพี่ของสองโจรหางแถวคือเสือคำแสนก็เลิกขัดขืน ปล่อยให้พาไปหาไอ้เสือชั่วที่ฆ่าพี่สาวตัวเอง

ooooooo

ระหว่างที่กาเหว่าพาคำแก้วที่ถูกมัดมือไปหาเสือคำแสน เห็นสายตาอาฆาตแค้นของเธอที่มองมาก็ไม่พอใจ คิดจะข่มขืนแล้วฆ่าทิ้ง ไม่เอาไปฝากลูกพี่ให้เสียเวลา แต่กลับถูกเธอเตะผ่าหมากลงไปนอนจุก กะปอมเห็นเธอฤทธิ์มากนักเข้าไปกระชากมาตบหน้าหัน แทนที่จะกลัวเธอกลับแสยะยิ้มใส่

“แค่นี้บ่เฮ็ดให้กูรู้สึกเจ็บเท่ากับที่มันเฮ็ดกับเอื้อยกูดอก”

“เอื้อยมึง...หมายความว่าจังได๋” กะปอมจิกผมคำแก้วขึ้นตะคอกถาม จังหวะนั้นมีเสียงตะโกนสั่งให้ปล่อยเธอเดี๋ยวนี้ กะปอมกับกาเหว่าหันมองตามเสียงเห็นนายฮ้อยเคนนั่งอยู่บนหลังม้าพร้อมกับเล็งปืนลูกซองมาทางที่ตนอยู่ถึงกับหน้าเสีย กาเหว่ากลัวสุดชีวิตวิ่งหนีเอาตัวรอดไปหน้าตาเฉย แม้จะกลัวหัวหดแต่กะปอมดึงตัวคำแก้วมาเป็นโล่กำบังพร้อมกับเอาปืนจี้หัวพลางขู่เสียงสั่น

“ซะ...เซา มึงนั่นแหละที่ต้องถิ่มปืนบักนายฮ้อย ทะ...ทมิฬ บ่จังซั่นกู ยิงอีนางนี่แน่”

นายฮ้อยเคนยังคงถือปืนเล็งมาที่กะปอมพร้อมกับสั่งให้วางปืนและปล่อยคำแก้วเป็นอิสระ กะปอมคิดว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่าจึงดึงดันไม่ยอมทำตาม พร้อมขู่จะยิงเธอทิ้ง เขาท้าให้ยิงได้เลย กะปอมเหนี่ยวไกแต่กระสุนด้านยิงไม่ออก รู้ทันทีว่านี่เป็นเพราะอาคมของนายฮ้อยทมิฬ ก็กลัวจนฉี่ราด นายฮ้อยเคนแกล้งยิงปืนขู่ขึ้นฟ้า คราวนี้กะปอมตกใจทิ้งปืนวิ่งหนีป่าราบ คำแก้วไม่พอใจที่พี่เขยท้าให้กะปอมยิงตนเองก็ต่อว่ายกใหญ่

“อย่าฟ้าวโวยวายตอนนี้ อ้ายต้องฟ้าวตามมันไป ผู้ช่วยโทนกับบัวเขียวกำลังตามมา เจ้าถ่าอยู่หม่องนี้ล่ะ” สั่งเสร็จนายฮ้อยเคนควบม้าไล่ตาม

กะปอมหนีไปซ่อนตัวอยู่กับกาเหว่าที่ผาหิน นายฮ้อยเคนตามมาเกือบจะเจอ แต่มีเสียงปืนดังมาจากทิศทางที่คำแก้วอยู่ เขารีบควบม้ากลับไป กะปอมกับกาเหว่าพากันถอนใจโล่งอกที่รอดมาได้...

เสียงปืนที่ดังลั่นป่าเป็นเสียงปืนจากกุลาที่ยิงขู่ให้ผู้ช่วยโทนทิ้งหน้าไม้ แต่เขาไม่ยอมทิ้ง ยืนกรานจะสู้ตายถ้าเข้ามาใกล้ แล้วหันไปกระซิบกับคำแก้วและบัวเขียวว่าไม่ต้องห่วง ตนจะยิงเปิดทางให้ทั้งคู่หนีไปก่อน เดี๋ยวนายฮ้อยเคนก็จะตามมาช่วยเธอเอง คำแก้วไม่ยอมหนี ขืนทำอย่างนั้นเขาก็คงไม่รอด ผู้ช่วยโทนไม่สนใจขอเพียงสองสาวรอดพ้นเป็นพอ แล้วเล็งหน้าไม้ไปยังเฒ่าโสมที่มีผ้าโพกอำพรางใบหน้าอยู่บนหลังม้า

คำแก้วตัดสินใจปัดหน้าไม้ในมือผู้ช่วยโทนทิ้งขอร้องให้เลิกคิดจะเอาชีวิตเขามาแลกกับชีวิตเธออีก เฒ่าโสมถูกใจเธอมากที่ทั้งฉลาดทั้งไม่กลัวใคร กุลาอยากรู้ว่าเฒ่าโสมจะให้ทำอย่างไรต่อไปดี

“เอาโตกลับไปให้เบิ่ด” ขาดคำ กุลาเอาพานท้ายปืนฟาดหน้าผู้ช่วยโทนทีเดียวสลบเหมือด...

ไม่นานนักนายฮ้อยเคนกลับมายังจุดที่ทิ้งคำแก้วไว้ พบเพียงเชือกที่มัดกับหน้าไม้ของผู้ช่วยโทน เจ็บใจตัวเองที่ไม่น่าทิ้งเธอไปแบบนี้

ooooooo

ใช้เวลาไม่นาน เฒ่าโสมกับเหล่าสมุนก็พาคำแก้ว บัวเขียวและผู้ช่วยโทนที่หมดสติมาถึงบ้านเสือโฮก กลุ่มชาวบ้านต่างมารุมล้อมตามรายทางเพื่อดูเหยื่อรายใหม่ที่ถูกพามา

นอกจากกลุ่มชายฉกรรจ์ท่าทางเอาเรื่องแล้วยังมีชาวบ้านอีกกลุ่มที่ดูต่างจากคนอื่นเพราะเป็นชาวบ้านที่รอดตายจากโรคเรื้อน ตามใบหน้าและเนื้อตัวจึงมีแต่รอยแผลชวนขนลุกขนพอง โดยมีจันแดงซึ่งมีผ้าคลุมหน้าสวมเสื้อแขนยาวปะปนอยู่ในชาวบ้านกลุ่มนี้ ชายฉกรรจ์หน้าตาน่ากลัวที่จ้องมองมาทำให้บัวเขียวกลัวจับมือคำแก้วไว้แน่นถามเสียงสั่นว่าที่นี่ที่ไหนทำไมมีแต่พวกโจร

“บ้านเสือโฮก ชุมโจรของพวกมัน...ข้อยขอขมาเป็นเพราะข้อยเฮ็ดให้เอื้อยต้องมาพ้อจังซี้ แต่ข้อยสาบาน ข้อยสิแลกชีวิตปกป้องเอื้อยให้ได้” พูดพลางคำแก้วปรายตามองเฒ่าโสมที่ขี่ม้าตามมาด้านหลังไปด้วย

“แยกพวกมันอย่าให้อยู่รวมกัน เอาอีนางนี่ไปไว้ที่กระท่อมกู” เฒ่าโสมสั่งการ กุลาเร่งให้สมุนรีบทำตามที่ท่านสั่ง บัวเขียวถูกเอาตัวออกไปก็ร้องลั่นด้วยความตกใจ คำแก้วโวยวายไม่ยอมให้ถูกแยก จะเข้าไปช่วยก็ถูกกุลากับสมุนมาลากตัวออกไปอีกทางหนึ่ง...

ฝ่ายแสงโสมเร่งฝีเท้าหนีมาตามทางในป่าละเมาะ แต่นายฮ้อยเคนแกะรอยตามมาทัน คาดคั้นให้บอกความจริง ทีแรกเธอทำไก๋ไม่รู้ว่าพูดอะไร แต่พอเห็นท่าทางเอาเรื่องของเขาถึงได้ยอมรับว่าตัวเองเป็นโจรหัดปล้นเป็นครั้งแรก โดยมีคำแก้วเป็นเหยื่อ เธอประมาทไปหน่อยก็เลยเป็นฝ่ายโดนเล่นงานเสียเอง

“หัดปล้นผู้เดียวเถื่อแรก แสดงว่าเจ้ามาจากชุมโจร หัวหน้าเจ้าเป็นไผ เว่ามา”

แสงโสมสารภาพสิ้นไส้ว่าไม่มีหัวหน้า มีก็แต่พ่อของตัวเองที่คุมชุมโจรบ้านเสือโฮก คำแก้วกับพวกถูกจับตัวไปก็น่าจะเป็นฝีมือพ่อของตน นายฮ้อยเคน ซักเสียงเครียดว่าพ่อของเธอเป็นใครชื่ออะไร พอรู้ว่าชื่อเฒ่าโสม อดีตนายฮ้อยโสมบ้านเสือโฮกถึงกับอึ้ง แสงโสมเห็นท่าทางของเขาก็แปลกใจ

“นายฮ้อยรู้จักพ่อข้อยนำ”

นายฮ้อยเคนยังไม่ทันตอบ สมุนของเฒ่าโสมซึ่งแอบซุ่มดูอยู่ยิงลูกดอกหน้าไม้ใส่ เขาใช้ปืนปัดลูกดอกไปได้อย่างง่ายดายก่อนจะลั่นกระสุนสวนไปยังจุดนั้น แต่พอวิ่งไปดูเจอแต่รอยเลือดหยดเป็นทาง แสงโสมฉวยโอกาสวิ่งหนี นายฮ้อยเคนมองตามตาวาวโรจน์...

ด้านคำแก้วถูกเอาตัวไปขังไว้ในกระท่อมเฒ่าโสมแถมยังถูกล่ามโซ่อีกต่างหาก เฒ่าโสมตามเข้ามาก็ถูกเธอแผลงฤทธิ์ไม่ให้เข้าใกล้ทั้งเตะทั้งถีบด่าทอเสียงลั่น แทนที่จะโกรธเขากลับหัวเราะชอบใจที่เธอฤทธิ์เยอะ

“ปากคอเจ้านี่มันคือกันกับลูกสาวข้อยหลาย จังซี้นี่ล่ะข้อยถึงมักเจ้าจนต้องพากลับมานำ คั่นเป็นผู้อื่นแปลกหน้าย่างเข้ามาใกล้บ้านเสือโฮก ข้อยสั่งให้ลูกน้องฆ่าตายเบิ่ดแล้ว”

ระหว่างนั้นจันแดงลูกสาวอีกคนหนึ่งของเฒ่าโสมซึ่งมีผ้าโพกหน้าเหลือเพียงลูกตาเข้ามารายงานว่าคนที่พ่อส่งไปตามหาแสงโสมกลับมาแล้ว เห็นว่าเธอถูกใครก็ไม่รู้จับตัวเอาไว้

“เจ้าเบิ่งอีนางนี่ไว้ให้พ่อ เดี๋ยวพ่อสิกลับมาจัดการมันต่อเอง” พูดจบเฒ่าโสมส่งกุญแจสำหรับปลดล็อกโซ่ล่ามคำแก้วให้จันแดง แล้วผลุนผลันออกไป คำแก้วคิดหาทางเอาตัวรอด แต่อดสงสัยไม่ได้ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงต้องสวมเสื้อผ้าที่ปิดมิดชิดทั้งตัวเหลือแค่ลูกตาเท่านั้น...

ครู่ต่อมา เฒ่าโสมมายืนอยู่ตรงหน้าสมุนที่ส่งไปตามหาแสงโสม เห็นสภาพเขาที่มีเลือดไหลเต็มแขนก็ซักว่านี่ฝีมือคนที่จับตัวลูกสาวตนไปหรือ สมุนพยักหน้ารับคำ และยังเล่าให้ฟังอีกว่าคนที่จับเธอไปมีฝีมือเก่งกาจขนาดเขาลอบยิงลูกดอกใส่ยังทำอะไรไม่ได้ แต่เนื่องจากเห็นหน้าไม่ชัดก็เลยไม่รู้ว่าเป็นใครแต่มันต้องเป็นคนที่มีอาคมติดตัวแน่ เฒ่าโสมอยากเจอมันนักจะได้รู้ว่าอาคมของใครน่ากลัวกว่ากัน...

แสงโสมพยายามหนีสุดชีวิต แต่ก็หนีไม่พ้น นายฮ้อยเคนตามมาทัน เธอล้วงเข้าไปในย่ามหยิบปอยผมขึ้นมากระจุกหนึ่งอ้างว่านี่เป็นผมของผีพรายแล้วร่ายคาถาเรียกผีให้มาเล่นงานเขา ทีแรกท่องคาถาผิดไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอลองท่องใหม่ ครั้งนี้ตั้งใจมากขึ้น อยู่ๆมีลมกระโชกเข้ามา ปรากฏเงาดำเคลื่อนเข้าหาแสงโสมที่ไม่รู้ตัว นายฮ้อยเคนเห็นท่าไม่ดี ร้องเตือนให้ระวัง ท่องคาถาไม่ถูก ผีพรายอาจเข้าสิงตัวได้

ไม่ทันขาดคำร่างของหญิงสาวสั่นเทิ้มถูกผีสิงเรียบร้อย นายฮ้อยเคนต้องร่ายมนต์ไล่ ผีพรายกรีดร้องลั่นป่าก่อนจะหายวับไป พร้อมกับร่างของแสงโสมทรุดลงหมดสติ

ooooooo

 

 

โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จาก  ไทยรัฐ

#นายฮ้อยทมิฬ

 

 

 


แสดงความคิดเห็น

emotion