บทที่ 7 ข้อเสนอของเจ้านาย (50%)

บทที่ 7 ข้อเสนอของเจ้านาย (50%)

31 / 76    0
coin × 0  coin × 0
ขนาดฟ้อนต์ 
ก+
ก-
โหมดกลางวัน
โหมดกลางคืน

 

 

บทที่ 7 ข้อเสนอของเจ้านาย

 

คุณหมอหมายความว่ายังไงครับ? เสียงของปรัชญ์ขาดห้วงจนเกือบขาดหายไปในช่วงท้าย คำพูดของคุณหมอเจ้าของไข้ตัดรอนกำลังใจที่เขาพยายามเฝ้าควานหามาตลอดร่วมสัปดาห์จนขาดสะบั้น

หมอเสียใจด้วยจริงๆ แต่คนไข้ยืนยันปฏิเสธการรักษาจากทางเรา

บิดาเคยเปรยเสมอว่าเมื่อป่วยไข้ขอให้ทุกคนปล่อยวาง นั่นหมายความว่าตลอดมาบิดาของเขารับรู้มาตลอดถึงอาการป่วยที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

หมอเคยแจ้งคนไข้ให้บอกญาติแล้ว แต่ดูเหมือนคุณธนาจะไม่ประสงค์ให้ครอบครัวทราบจนกระทั่ง…” ใบหน้าของคุณหมอชราจืดเจื่อนลง ยามต้องกล่าวสิ่งที่คนไข้ของเขาพร่ำพูดยามมีสติก่อนหน้า

คนไข้ขอร้องให้หมอมาพูดกับคุณ เรื่องการหยุดรักษา และกลับไปดูแลตัวเองที่บ้าน

ไม่ครับ!” ชายหนุ่มตอบกลับในทันที น้ำเสียงสั่นพร่าเพราะขอบตาเริ่มร้อนผ่าว ที่ผ่านมาเขารับรู้เพียงว่าบิดาป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง การรักษากินเวลามายาวนานอย่างที่ไม่ควรจะเป็น ทว่าเพราะเขาเอาแต่ทำงานจนหลงลืมเรื่องสำคัญ ตอนเช้าก็เพียงมาส่งบิดาเมื่อถึงวันเวลาที่หมอนัด สอบถามเรื่องอาการเล็กน้อย โดยไม่ใส่ใจสอบถามให้ละเอียดรอบคอบ ไม่เคยหยิบจับถุงยาที่บิดาหอบหิ้วกลับบ้านในแต่ละครั้งที่มาพบคุณหมอเลย

พ่อ ฮึก ชายหนุ่มปล่อยโฮออกมาในที่สุดก่อนทรุดกายลงบนพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง หมอต้องช่วยรักษาพ่อผมนะครับ เสียเงินเท่าไหร่ผมไม่ว่า ต่อให้ต้องขายตับขายหัวใจมารักษา ผมก็จะหาเงินมาให้ได้ ขอแค่ ฮึก แค่หมอรักษาพ่อผมให้หาย นะครับหมอ ฮือ

หมอชราถอนหายใจด้วยความลำบากใจ การรักษาในช่วงเวลาที่ทุกอย่างสายเกินไปคงเป็นเพียงการประคองอาการ และรักษาตามอาการเท่านั้น หากจะให้หายสนิทคงต้องใช้สิ่งที่เรียกว่า ปาฏิหาริย์

เราจะทำสุดความสามารถครับ และจะพยายามอย่างถึงที่สุด ขอให้คุณวางใจ

คำปลอบโยนแก่ญาติผู้ป่วยเหล่านี้เป็นความเคยชินที่เขามักเอ่ย ทว่าในคำปลอบโยนเหล่านั้น ตัวเขา และคนไข้รับรู้ดีว่ามันเป็นเพียงแค่คำพูดเพ้อฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง

โรคมะเร็งกระเพาะอาหารระยะสุดท้าย!

ต่อให้มีปาฏิหาริย์จริงๆ เขาก็ไม่แน่ใจว่ามันจะช่วยอะไรได้ในยามที่ทุกอย่างสายเกินไปแล้ว

แต่หมออยากให้ญาติทำใจไว้ด้วยนะครับ

ทำใจหรือ ปรัชญ์ทรุดกายลงบนพื้นพร้อมทิ้งร่างทั้งร่างพิงผนังของทางเดินโดยไม่สนใจสายตาของใครต่อใคร ชายหนุ่มซบหน้าลงบนเข่าร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น

ที่ผ่านมาเขามันเป็นลูกที่ไม่ได้เรื่อง บิดาป่วยด้วยโรคร้ายแรงแต่กลับรับรู้ทุกอย่างในวันที่สายเกินไป ทั้งๆ ที่ตลอดมาเขาคือคนพาบิดามาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง และรับกลับด้วยตัวเองเพียงคนเดียว คนที่บิดาใกล้ชิดมากที่สุดคือเขา บุตรชายคนโตที่ถูกเลี้ยงดูมาด้วยสองมือของพ่อ ในขณะที่น้องสาวสนิทสนมกับมารดามากกว่า

พ่อ ฮึก ผมขอโทษ

ขอโทษที่เขาไม่เคยทำตัวเป็นลูกจริงๆ สักครั้ง เอาแต่พร่ำบอกว่าทำงานเพื่อสร้างรากฐานให้ครอบครัว และลบคำสบประมาทของญาติ ทว่าสิ่งที่สำคัญกว่าสิ่งเหล่านั้นย่อมเป็นครอบครัว พ่อ แม่ และน้องสาวของเขา

สามปีแล้วตั้งแต่เรียนจบมา เขาทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อตเก็บกำเงินทองเพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่าความมั่นคงให้ครอบครัว แต่ความมั่นคงที่แท้จริงคือคนในครอบครัว ไม่ใช่เงินทองที่เขาเก็บกำมาทั้งหมด เพราะสุดท้ายแล้วเงินทองเหล่านั้นก็แค่เศษกระดาษที่ไม่อาจแลกกับชีวิตของใครได้

พ่อ!” เสียงของปรัชญ์พร่าแหบ ร่างกายสั่นไหวยามหลับตาลงแล้วเห็นภาพครอบครัวของตน เขาเคยเชื่อมั่นว่าตนเองจะต้องพาครอบครัวก้าวขึ้นไปอยู่ในจุดที่เคยยืนได้อีกครั้ง นามสกุลที่บิดา และคุณปู่ภาคภูมิใจจะต้องเป็นที่ยอมรับอีกครั้ง ทว่าในวันที่เขาทุ่มเททุกสิ่งเพื่อสิ่งที่เป็นเพียงนามธรรมกลับต้องเสียสิ่งที่เป็นรูปธรรมไป

ผมขอโทษ ฮึก ขอโทษ ฮือ

 

ปาริมาเดินชะเง้อคอมองหาพี่ชายของตนเองด้วยความเป็นห่วง ร่วมชั่วโมงแล้วที่ปรัชญ์ออกไปพูดคุยกับคุณหมอเจ้าของไข้ แต่ก็ยังไม่กลับเข้ามาในห้องเลย มารดานึกเป็นห่วงกลัวพี่ชายจะไปเป็นลมล้มพับที่ไหน เพราะอีกฝ่ายหักโหมทำงานอย่างหนักมาตั้งแต่ทราบอาการป่วยของบิดา

พี่ปรัชญ์ หญิงสาวป้องปากร้องเรียกชื่อพี่ชายด้วยเสียงเบาๆ แต่ก็ให้ได้ยินเมื่ออีกฝ่ายอยู่ใกล้ๆ

ไปไหนของเขานะ

ฝีเท้าของปาริมาเบาลง ก่อนหยุดนิ่งในที่สุด หญิงสาวเอียงศีรษะจดจ้องมองแผ่นหลังของพี่ชายที่กำลังก้มๆ เงยๆ กับอะไรสักอย่างแถวๆ หน้าเคาน์เตอร์ชำระเงิน

พี่ปรัชญ์ หญิงสาวเร่งฝีเท้าเข้าไปใกล้ ทว่าเมื่อเข้าไปถึงตัว พี่ชายกลับมีที่ท่าแปลกประหลาดสีหน้าจืดเจื่อน แววตาหลุกหลิกมีพิรุธก่อนเร่งรีบเก็บกระดาษสองสามแผ่นที่ก้มอ่านเข้ากระเป๋ากางเกงทันที

ว่าไง

แม่ให้มาตาม

อ่อ ใบหน้าหล่อเหลาเริ่มชื้อเหงื่อ ริมฝีปากหนาฝืนคลี่ยิ้มอ่อนโยนเช่นเคย ก่อนพยักหน้ารับเหมือนเข้าใจ งั้นก็กลับห้องกันเถอะ ได้เวลาพ่อทานข้าวเย็นแล้ว

ปรัชญ์โอบไหล่น้องสาวดันร่างบอบบางออกเดินเพื่อกลับไปยังห้องพักของบิดา ทว่าร่างกายของปาริมากลับไม่ขยับตาม แววตายังคงจ้องมองเคาน์เตอร์แผนกการเงินของโรงพยาบาลนิ่ง ครุ่นคิดถึงที่มาของสีหน้า และแววตาวิตกกังวลของพี่ชาย

หรือจะเป็นเรื่องค่ารักษาของพ่อ

หลังจากกลับมาที่ห้องพักรักษาตัวของบิดา ปรัชญ์ก็เงียบขรึมผิดปกติ แววตามีความโศกเศร้าชัดเจนจนน้องสาวผู้รู้จักพี่ชายเพียงคนเดียวดีเริ่มวิตกกังวล

หรือว่า พี่ชายจะมีปัญหาเรื่องเงินค่ารักษาพยาบาลของบิดาจริงๆ

พี่ปรัชญ์

ปรัชญ์เงยหน้ามองน้องสาวที่กำลังทอดสายตามองด้วยแววตาห่วงใย แล้วยิ้มตอบ ว่าไง

ปาริมาเดินมานั่งลงข้างกายพี่ชาย สายตามองเลยไปยังมารดาที่นั่งจับมือของบิดาอยู่ข้างเตียงด้วยความรู้สึกหลากหลาย หัวใจดวงน้อยหวั่นวิตก

พี่ปรัชญ์มีเรื่องอะไรปิดบังปริมไหม?

ใบหน้ายามทวงถามไม่ได้คาดคั้น หากแต่เว้าวอนร้องขออย่างน่าสงสาร ทว่าปรัชญ์เลือกจส่ายหน้าแทนคำตอบ หน้าที่ของ หัวหน้าครอบครัว คนต่อไปคือเขา เมื่อบิดาล้มป่วย คนที่จะเป็นผู้นำพึ่งพิงได้ย่อมมีเพียงเขา หากต้องเสียสละอะไรสักอย่างก็ย่อมต้องเป็นเขาอีกเช่นกัน ปาริมา และมารดาไม่ควรต้องมารับรู้เรื่องราวเหล่านี้ แม้จะเหมือนว่าเขามีความลับกับคนในครอบครัว แต่เมื่อมันเป็นทางออกที่ดี เขาก็จำเป็นต้องทำ

ไม่มี

ปาริมาเม้มปากแน่นละสายตาจากบิดา และมารดากลับมาที่พี่ชายเพียงคนเดียว ดวงตากลมมนอ่อนแสงลงยามทอดสายตามองใบหน้าหล่อเหลาที่ดูทุกข์ตรม และมีร่องรอยความหวั่นวิตกแล้วถอนหายใจ

พี่ปรัชญ์ เรามีกันแค่นี้มีอะไรก็ไม่ควรปิดบังกันนะคะ

ปรัชญ์ชะงัก ดวงตาคู่คมไหววูบก่อนหลับแน่น ชายหนุ่มเอื้อมถึงมือเรียวเล็กของน้องสาวมากอบกุมเอาไว้ ตั้งแต่เล็กจนโต เขาคือพี่ชายที่ปาริมารัก และเชื่อฟัง หน้าที่ของเขาคือการปกป้องดูแลน้องสาว และแม่ตามคำสั่งของบิดา

เขาไม่อาจตัดสินใจบอกเล่าความหนักใจที่ตนเองกำลังเผชิญให้แก้คนทั้งคู่รับรู้ เพราะเมื่อใดที่เรื่องเหล่านั้นถึงหูผู้หญิงสองคนที่เขาคงทุกข์ตรมไม่ต่างจากเขา

ปริม น้ำเสียงที่ขานเรียกน้องสาวเบาหวิว ดวงตาคู่คมไหววูบทอดมองร่างเล็กบางเนินนาน ก่อนรวบรั้งร่างนั้นเข้ามากอดเอาไว้แน่น พี่สัญญากับพ่อแล้วว่าจะปกป้องดูแลปริมกับแม่ เชื่อในตัวพี่นะ พี่จะไม่ทำให้เรา และแม่ต้องผิดหวัง

พี่ปรัชญ์ ปาริมาครางรับเสียงแผ่ว ก้มหน้าซบลงที่บ่าแข็งแรงก่อนปล่อยน้ำตาให้หลั่งไหลด่งที่หัวใจเรียกหา

อาการป่วยของบิดาไม่ใช่เรื่องคาดเดายากเลย ร่างกายซูบผอม ใบหน้าอิดโรย และซีดเซียวลงทุกๆ วัน แค่นั้นก็มากพอจะบ่งบอกได้ว่ามันหนักหนามากเพียงใด

พ่อจะอยู่กับเราใช่ไหม

ปรัชญ์ยกมือขึ้นลูบไล้เส้นผมดกดำที่กำลังซุกใบหน้าลงมาหาอกแกร่ง ชายหนุ่มหลับตาลงบ้าง ปลดปล่อยความทุกข์ใจ และความหวั่นวิตกที่สั่งสมมายาวนานไปกับอ้อมกอดของ ครอบครัว

ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเดินไปในเส้นทางแบบไหน พบเจอสิ่งใด เขาเชื่อว่าตนเองจะยังมีกำลังใจจากครอบครัวเสมอ

ถ้าพ่อไม่อยู่ แกต้องดูแลแม่กับน้องให้ดีนะปรัชญ์

คำพูดของบิดาวนเวียนในห้วงจิตสำนึกของเขาเสมอมา มันไม่ใช่การสั่งเสีย ตั้งแต่เล็กจนโตบิดาจะพร่ำสอนเขาเสมอว่าลูกผู้ชายต้องอดทน เสียสละ และเข้มแข็งให้มาก เมื่อใดที่บิดาจากไปเขาจะต้องเป็นผู้นำของครอบครัวทดแทน อย่าร้องไห้ หรือเสียใจจนไม่สามารถดึงตนเองกลับมายังโลกแห่งความเป็นจริงได้ เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่มีใครหนีพ้น เขาพยายามพร่ำบอกตนเองให้เชื่อมั่น ทว่าก็รู้ดีว่าตนเองไม่ได้เข้มแข็งเช่นบิดา

พ่อจะต้องอยู่กับเรา

แม้จะอยู่ได้เพียงในหัวใจ และความทรงจำก็ตาม

 

*********************************************

 

#นายหัวมันร้าย

ฝากคุณครามกับยัยปริมด้วยนะคะ


แสดงความคิดเห็น

emotion