บทที่11(2/2)แค่ชดใช้

บทที่11(2/2)แค่ชดใช้

4 / 169    0
coin × 0  coin × 0
ขนาดฟ้อนต์ 
ก+
ก-
โหมดกลางวัน
โหมดกลางคืน

เทียนหยาจ้องนางอยู่อึดใจ เป็นยุ่นฉานที่จะอดใจถามก่อนมิได้ “ท่านช่วยข้าหรือ”

“เปล่า…” จากนั้นก็ก้มหน้าลงไปเขียนอะไรบางอย่างต่อ ไม่นานก็พูดกลับ “เจ้าทำผ้าข้าเลอะเลือด แค่เก็บเจ้ามาเผื่อเอาไปขายแลกผ้าผืนใหม่”

ใต้ตานางพลันกระตุก เส้นเลือดปูดขึ้นขมับ ลามไปทั้งหน้าผาก

ปากหรือนั่น! ....

ช่วยนางมาบอกว่าจะเอาไว้ขาย ต่อให้มีไฟโทสะผุดขึ้นเป็นดวงเล็กๆ ก็มิอาจจุดชนวนให้มันโหมกระหนํ่าได้ หาใช่ว่าตอนนี้ป่วยหมดเรี่ยวแรงจะเล่นละครปัญหากับใคร แต่ยุ่นฉานจำต้องออมแรงไว้ไปจัดการตัวต้นเรื่อง ที่ทำให้นางมาอยู่ในสภาพอย่างนี้ต่างหาก

ทบทวนดูอีกครั้งฝ่ามือในวันนั้นเปื้อนเลือดจริง แต่จะชดใช้ด้วยการเอาไปขายแลกผ้ามันใช่รึ

นางพูดตอบกลับไป “น่าซาบซึ้งใจยิ่งนัก” ใช่นางควรจะซาบซึ้งปลาบปลื้มปีติ “ในเมื่อลงทุนลงแรงช่วยเก็บมาไว้ขายถึงเพียงนี้มีหรือจะไม่ตอบแทน”

เทียนหยาก้มหน้าเขียนพู่กันต่อมิได้ความกับนาง

“ท่านจะขายข้าเมื่อไหร่”

ชายหนุ่มหน้านิ่งชะงักปลายไม้จุ่มหมึก เขาวางมันลงก่อนจะเดินเข้าหายุ่นฉานอย่างเชื่องช้า สองมือไพล่หลังตัวสูงตรงตระหง่านดุจภูเขาอันแข็งแกร่ง มาหยุดตรงหน้าแลมองคนตั้งถามสูงไม่ถึงคิ้วเขาเสียด้วยซํ้า

“อยากให้ข้าขายหรือ?” สุรเสียงเย็นดุจสายนํ้าเอ่ยถาม แววตาลึกลํ้าสีดำอำพันคู่นี้ราวกับเป็นหลุมขนาดหนึ่งที่จะฉุดร่างนางให้จมดิ่ง

นี่เขาจะให้นางเป็นให้คนตอบหรือ คำถามนี้หมายถึงสิ่งใด?

บนริมฝีปากซีดเผือด เริ่มมีสีสันขึ้นมาบ้างขยับมุมปากเป็นรูปโค้ง ยุ่นฉานยิ้มไม่เชิงยิ้ม เผยประกายตาสดใสขึ้นกว่าเดิมถามกลับว่า “ถามอย่างนี้ กลัวผ้าท่วมจวนท่านหรือ?”

คิ้วเทียนหยาขมวดเล็กน้อยพร้อมหรี่ตาลง “ล้นจวนก็เผาทิ้ง จะกลัวอะไร ใจหนึ่งก็เกรงว่าผ้าต่วนจากเมืองเหิงซานกับเจ้าจะได้สักเท่าไหร่กัน”

อดทนไว้.. ต้องอดทนไว้ ถือเสียว่าพบคนหว่านพืชหวังผล!

แต่กลับดูแคลนผลจากนาง!

“อีกอย่าง” เทียนหยามิได้ละสายตาจากนาง ยุ่นฉานเองมองกลับ เขายกมือพลันแตะลงศีรษะฝ่ายตรงข้าม กดให้นางก้มหน้า “อิสตรีมิกลัวเกรงสิ่งใดอย่างเจ้ารังแต่จะสร้างปัญหาให้พ่อค้าอย่างข้า แม้แต่หัวก็มิก้ม หวังหรือว่าจะได้ผ้าท่วมจวน”

เจ็บแผลมิเท่าใด เจ็บใจมากดขี่ นางถอยหลังหนึ่งก้าว กลับมาเผชิญหน้าจ้องมองเขาต่อ เทียนหยาค้างมือที่กดศีรษะนางไว้กลางอากาศ ครู่เดียวก็ถอนกลับไปไพล่หลัง เบนสายตาออกไปดูชมสิ่งอื่น ถอนใจเบาๆ ไม่นานก็เดินออกไปจากตรงนั้น

เดินยังไม่พ้นประตู เหลียนหยางถือกรงนกมาถึง ลืมดูผู้เป็นนายถามไถ่หญิงสาวก่อน “หายดีแล้วหรือถึงออกมาเดินเล่นได้”

ถึงตอนนี้นางไม่ทราบชัดว่าพวกเขาเป็นใคร แม้คุยกันไม่กี่ประโยคแล้วชวนขุ่นเคือง เปรียบกับชายผู้นี้ถือว่ามีไมตรีกว่านัก นางมิตอบคงจะไม่ได้ “ไม่เท่าไหร่ แต่พอเดินได้แล้วเจ็บอยู่นิดหน่อย ถือว่าหายดี”

“หญิงแกร่งในแคว้นฉี จะมีชีวิตอยู่ได้นานเท่าไหร่กัน” เหน็บแนมจบเทียนหยาไม่รอให้นางสวนคืน ก้าวเท้าออกไม่แลหลัง

ยุ่นฉานมีไฟโทสะขึ้นอีกรอบ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน อยากกัดกระชากปากชายคนนี้นัก นางไม่เกรงใจชี้นิ้วไปยังเขา “ข้าจะอยู่ดูท่านตายให้ได้คอยดู”

ด่าไปก็ไม่ได้ยิน กลับมาถอนหายใจแรง ยืนเท้าเอว

บนโลกใบนี้มีคนแบบนี้ด้วย ไม่น่าเชื่อ!

เหลียนหยางยิ้มแหย ขบคิดถึงหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า สมกับที่เทียนหยาบอกเอาไว้

สมัยนี้มิมีหญิงใดจะอาจหาญเกินชาย ยิ่งนางยังสืบฐานะไม่พบ นับว่าเป็นคนระดับล่าง ถือว่าไม่ควรทะเยอทะยานตนขึ้นมาเทียบเทียมคำพูดคำจา แต่นางต่อคำกลับฉะฉานใช้ดรรชนีชี้ราวกับสั่ง จะอยู่ได้นานเท่าใดก่อนจะถูกฆ่าตาย

เหลียนหยางคิดพลางจ้องหน้า นึกถึงไหนต่อไหน นางรับรู้ถึงรอยยิ้มนั้นพลอยสงสัย “คิดว่าข้าจะตายจริงหรือ”

องครักษ์ของเทียนหยาพยักหน้าเบาๆ ยิ้มแหยยังค้างแข็งอยู่อย่างนั้น “อย่างที่คุณชายเทียนหยาบอก” เหลียนหยางว่า “เหมือนกับเจ้าฝืนธรรมเนียม หรือไม่รู้?”

“รู้มาบ้าง” นางตอบ นึกถึงความทรงจำในหัวของร่างนี้ ทุกอย่างสลักลงจิตเอาไว้แล้ว แต่กระนั้นก็เปลี่ยนปณิธานตัวนางมิได้ “ข้าคือข้า ต่อให้มีกฎอะไรมา ต้องคำนวณว่ามันสมเหตุสมผลหรือไม่ แล้วเจ้าเล่า คิดว่าลำดับชนชั้นมันดีแล้วหรือ เกิดมาก็มีความคิดไม่เหมือนกัน ก็ไม่ได้แปลว่าเกิดมารวยแล้วคิดดีเสมอไป ยกตัวอย่างนายเจ้าสิ” ทิ้งท้ายไว้เท่านั้นก็พยุงร่างตนเองเข้าห้องไป

เหลียนหยางเหมือนพบโลกอีกใบหนึ่งจากความคิดหญิงสาว ถึงกับสับสนจนบอกไม่ถูก ที่นางบอกใช่ว่าจะผิด แต่ใช่ว่าจะดี อย่างนั้นเหลียนหยางควรจะเป็นผู้ปฏิวัติรึ

ไม่..ไม่ ไม่มีทาง

สาวใช้สองคนถือถาดยามาส่งถึงห้อง แต่ไม่ว่าจะกินจะทา ยุ่นฉานมิยอมให้มาจับหรือสัมผัส ทุกอย่างล้วนทำเองทั้งสิ้น

เสร็จสรรพจากบำรุงรักษาตัว นางอยู่ในห้องลำพังมาตลอดหลายวัน เดิน กิน ไม่ว่าจะสิ่งใดนางไม่ยอมก้าวออกจากห้องอีก

ครุ่นคิดถึงชายชุดสีฟ้าอ่อนคนนั้น ไม่รู้นรกเมตตาหรือว่าสวรรค์แกล้ง ถึงได้มาพบคนที่มีความละม้ายคล้ายคลึงกับต้าจุน เขาเหมือนทุกส่วน ต่างกันเพียงนิสัย ในใจย่อมรู้ดีว่าเทียนหยาไม่ใช่ แต่นางก็ไม่เข้าใจอยู่ดี

นางคิดไม่ตก

ใบหน้าอ่อนเพลียเริ่มมีเลือดฝาด กำลังผุดผาดขึ้นเรื่อยๆ แต่แววตานางดูอ่อนล้า นัยน์ตาแสดงถึงความหมดอาลัย จากนั้นก็ซุกหน้าลงหัวเข่า

ที่แห่งนี้คือที่ใด ถูกระเบิดตายไปแล้วกลับมาอยู่ในร่างคนอื่น และเจอกับคนรักที่ไม่ใช่คนรัก ต้าจุนผู้อ่อนโยนทุกอย่าง ไม่ว่าจะสิ่งใดเขายอมให้มาพร้อมยิ้มเสมอ แต่อู๋เทียนหยาคนนี้กับเย็นชา ไร้ชีวาดุจนํ้าแข็ง ปากคอเราะร้าย มิมีหัวใจ!

นางรู้สึกหงุดหงิด ทั้งให้ตัวเองและอู๋เทียนหยา เงยหน้าจากหัวเข่าขึ้นมาถอนหายใจ

เทียนหยาคือเทียน ต้าจุนก็เป็นต้าจุน ใช่ว่าจะเป็นเงาของกันเสียหน่อย!

เลิกมานั่งอุดอู้ นางรีบหาเสื้อผ้าที่สาวใช้เตรียมไว้ใส่ คิดจะออกไปเดินเล่นข้างนอก ตัดสินใจแล้ว คิดได้ตกแล้ว จะมาทำให้ตัวเองจมปลักทำไม ถ้าต้าจุนรู้ว่าคนรักของเขามีแต่ความเศร้าหมอง คงตายตาไม่หลับ

ออกมาจากห้อง เดินไปตามทาง ดอกบ๊วยกำลังผลิดอก กลางสวนดูละลานตาน่าอภิรมย์

เสียงวูบๆ ดังอยู่กลางสวน มีลานกว้างตรงกลาง มีหินประดับปูเป็นทาง

เทียนหยาปัดแกว่งกระบี่อย่างคล่องแคล่ว ดูอ่อนช้อยและแข็งแกร่ง ท่วงท่ามิมีส่วนไหนเป็นจุดอ่อน สะกดสายตายุ่นฉานให้ก้าวเข้าไป

ราวกับมีมนตร์ขลัง ดวงตาสีดำจดจ้อง มองกระบวนท่ามากกว่าคน

เทียนหยาตวัดกระบี่ สัมผัสถึงคนมอง พลันขว้างกระบี่ดิ่งไปหายุ่นฉาน มาพุ่งมาอย่างไม่มีตา ตั้งท่าจะตรงมายังลำคอ หญิงสาวตื่นตระหนก เบี่ยงตัวหลบกลับยังไม่พ้นดี นางถูกพลังกระบี่ตัดเส้นผมหนึ่งส่วนปลิวว่อน ร่างบางหมุนตัวตามพลังล้มลงไม่เป็นท่า

ยุ่นฉานถอนสายตาจากกระบี่ไปหาคนที่ซัดมันมา มีสายตาขุ่นเคืองหลายส่วน “จะฆ่ากันรึ!”

“กระบี่ไม่มีตา” เทียนหยาตอบ แล้วก้าวเท้ามายืนเบื้องหน้า “มือข้าก็ไม่มีตา”

นางยืนขึ้นรีบปัดฝุ่นดินออกจากกระโปรงและขา เงยหน้าเผชิญ “แต่ท่านมีตา ถูกหรือไม่” จากนั้นก็เชิดหน้าขึ้นอีก เดินเข้าหาอีกก้าว “ไหนว่าจะเอาข้าไปขาย ปากระบี่ใส่กันอย่างนี้เกิดขึ้นตายเป็นผีขึ้นมาก็เอาไปขายไม่ได้ มีใครในโลกบ้างจะรับซื้อวิญญาณ เพราะฉะนั้นท่านต้องถนอมข้าดีๆ จะได้มีราคา”

เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่ตอบคำใด แต่นางเชิดหน้าขึ้นอีกเอียงคอเลิกคิ้ว คล้ายกับกำลังถามเป็นนัยๆ ว่า ‘เข้าใจไหม?’

“พูดอะไรบ้างสิ” อย่าปล่อยให้นางเหมือนพูดเป็นอยู่คนเดียว

เทียนหยาเดินไปดึงกระบี่ปักอยู่ต้นเสา นํ้าเสียงเย็นและแข็งกระด้างเอ่ยว่า “ดูท่าทางเจ้าคงอยากจะถูกขาย บ้านไม่มีรึ”

“มีแต่ไม่อยากกลับ” นางตอบคืนทันควัน “แต่ก็สองจิตสองใจ เพราะที่นั่นก็มีอะไรน่าเรียนรู้ไม่น้อย”

เขาเก็บกระบี่เขาฝัก ชะงักไปอึดใจ ดวงตาสีอำพันนั้นค่อยๆ เลื่อนไปมองนาง “….”

“ลืมไป” ยุ่นฉานนิ่งงัน ยืนกอดอกมองไปนอกท้องฟ้าข้ามกำแพงไปยังสถานที่อื่น ความจริงจะไปไหนไม่ได้ “ต้องกลับ เพราะมีคนรออยู่”

เทียนหยาว่า “จะให้คนไปส่ง แล้วจะเก็บค่าผ้าด้วย”

งก! หน้าเลือด! ผู้ชายหิวเงิน!

เอะใจถึงบ้าน นางค้างไปอีกหน แล้วหมุนตัวไปบอก “ลืม”

“อะไร” เขาขมวดคิ้ว เริ่มรำคาญ

“ทางกลับบ้าน จำไม่ได้ว่าบ้านอยู่ไหน”

ก็นั่งรถม้ามา อีกทั้งยามนั่งด้านในไม่คิดจะมองทาง ก็เพราะคิดว่าได้ของแล้วจะรีบกลับ ถึงไม่จะเป็นต้องสังเกต

เทียนหยาเงียบไปอีกสักพัก รอยุ่นฉานนึกคิด นางยกมือลูบปลายคาง คิ้วเรียวคิ้วแน่น บนหน้าผากเต็มไปด้วยความคิดอันหนักอึ้ง เบื่อหน่ายจะรอฟังเทียนหยาพูดเสียงเข้ม “นกพิราบยังมีสมองกว่าเจ้า”

หา!

ไม่คิดมันแล้ว

ยุ่นฉานสีหน้าเข้มขรึม ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน จ้องเทียนหยาไม่ลดระดับสายตา “ทำอย่างกับท่านไม่เคยลืม ข้าพ้นภาระที่ต้องจดจำและคำสั่งการเฉพาะกิจมาแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องทำให้หัวมันหนักนี่”

เทียนหยาเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ แววตาแฝงความดูแคลน “ต่อให้เจ้าจะมีภารกิจหน้าที่หรือไม่ ไม่มีใครในหล้าลืมทางกลับบ้านตัวเองอย่างเจ้า ขนาดสุนัขยังจำทางได้ ข้าก็หาสิ่งใดมาเปรียบกับเจ้าว่าเหมือนตัวอะไรไม่ได้”

พูดจบแล้วเดินจาก

ตีฝีปากได้ร้ายมาก!

นางชี้นิ้วตามหลัง ตัวอะไรงั้นรึ “ใครจะเหมือนท่านเล่า อีตาหมีขาว!”


แสดงความคิดเห็น

emotion