บทที่8 ละครฉากใหญ่(3/3)

บทที่8 ละครฉากใหญ่(3/3)

5 / 198    0
coin × 0  coin × 0
ขนาดฟ้อนต์ 
ก+
ก-
โหมดกลางวัน
โหมดกลางคืน

 ด้านยุ่นฉานสวมอาภรณ์ที่ดูรุ่มร่ามหนักตัวใช่ย่อย ขยับตัวอย่างไรเกะกะชายกระโปรงไปหมด ยามเดินจะสะดุดล้มเสียให้ได้ เอาแต่ถอนหายใจสบถแล้วนั่งนิ่งไปที่หน้าโต๊ะเต็มไปด้วยเครื่องประทินโฉม

...ใช้ยังไงล่ะเนี่ย…

“ให้เสี่ยวหวนแต่งให้นะเจ้าคะ” ถึงนางจะรู้เสมอว่ายุ่นฉานเป็นใคร ไร้ซึ่งสายเลือดตระกูลเฝิง แต่กลับดูแลปรนนิบัติดีนัก ต่างกับคนในยุคสมัยที่พรากจากมา ที่นั่นราวกับกองเพลิงอารมณ์พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ มีแต่คนดื้อดึงดึงดันเอาชนะ เปรียบกับเสี่ยวหวนนั้นดียิ่งกว่า

อึดใจถัดมาก็เสร็จ ก็งดงามดีอยู่หรอกแต่… ไม่ใช่ใบหน้าเดิมของตัวเองดูหลอนอย่างไรไม่รู้ อย่างไรก็ไร้ความกลัวสรรพสิ่งอย่างเมื่อสิ่งพบมาก่อนมีทั้งคาวเลือดและซากศพร่างไร้ชีวิตจิตสมประดี

อยู่ในห้วงภวังค์อยู่อย่างลืมตัว เสียงตลับแป้งกระปุกไผ่ดังกระทบพื้น กลิ้งหลุนมาหยุดปลายเท้านางอย่างกับผลไม้ ยุ่นฉานดีดตัวขึ้นยืนเผชิญต้นตอเสียงตามสัญชาตญาณ สตรีงดงามผู้หนึ่งในชุดสีส้มแกมเหลืองทับเป็นผ้าลายโปร่งยืนหน้าประตู แววตารั้นถือดีจดจ้องมามิวางตา ริมฝีปากแดงดุจดอกกุหลาบต้องฝน ดูเบ่งบานและชุ่มฉํ่าจนน่าหลงใหล หากนางมิมีวิสัยที่พึงกระทำเมื่อครู่ คิดว่าต้องมีบุรุษมาใกล้กรายยิ่งกว่าเดิมอย่างแน่นอน

“ยุ่นฉาน? ” นางถามพร้อมยกคิ้วโก่งสูง พลางเดินเข้าใกล้ในระยะประชิด ทว่านางผู้นั้นหยุดฝีเท้าลง ชำเลืองตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะปรายตาสายตาไปยังจุดอื่นด้วยยิ้มหยันเยาะ “แค่ผู้หญิงสาวชาวบ้านผู้หนึ่ง มาด้วยฐานะอันตํ่าต้อยถูกชูคอก็เพราะสมรสพระราชทานเท่านั้น หากน้องสาวข้ายังอยู่มีหรือเจ้าจะได้อยู่เหนือเพียงนี้ ป้าฮัวว่าเจ้ารังแกนางทำนิ้วหักจนบวมเป่ง จนดูไม่ได้จริงหรือ”

นึกว่าจะมาด้วยเรื่องอะไร...

ยุ่นฉานเดินเข้าหา สองมือไพล่หลังอกผายไหล่ผึ่ง แววตาน่าเกรงขามดุจเสือในป่าที่เถรตรงต่อความคิด “จริงหรือไม่ ลองถามป้าฮัวอีกรอบสิ ข้าอยากฟังจากปากเสียจริงว่าใคร… รังแกใคร ก่อน”

ถึงยุ่นฉานเน้นคำสุดท้าย แต่นางในชุดแสบสันผู้นี้หาได้สะท้านไม่ กับชิงสุ่ยจะอย่างไรย่อมเหนือกว่า จะด้านใดยังสูงส่งกว่าอยู่ดี

“หลักฐานคาตา ทำไมต้องถามใหม่กัน” ชิงสุ่ยย้อน

“ดีไม่ดี คนที่รังแกก่อนมิใช่ท่านป้าหรอกหรือ” นางกล่าวเสียงเรียบเฉื่อย เข้าใจดีว่าหากยื้อต่อไปคงไม่จบ พลันหันหลังไปหยิบแป้งผงในกระปุกคืนให้ “ข้าเพียงป้องกันตัวเอง แล้วสิ่งนี้คืนให้ วันหน้าเคาะประตูดีกว่าโยนของนะ เจ้าว่าคนที่อยู่เหนือคนมักเปรียบถึงมารยาท เช่นนั้นเรามิต่างกันใช่หรือไม่”

“หลิวยุ่นฉาน! เจ้ามันเพียงเลือดแซ่หลิวจากหมู่บ้านเล็กๆ ที่หนึ่ง อย่ามาเหมารวมข้าที่เป็นคนในตระกูลเฝิงเชียว” ชิงสุ่ยถมึงทึง ชี้นิ้วตรงไปยังนางที่ยังมีเพียงรอยยิ้มบางประดับไร้ซึ่งแววหวาดกลัว

“ไม่เหมาก็ได้ ต่อไปข้าต้องเปลี่ยนแซ่อีกแล้ว คงใช้แซ่เจ้าไม่ได้อีก” ยุ่นฉานเดินเข้าใกล้อีกครั้ง ครานี้ประชิดตัวชิงสุ่ยมากกว่าเดิม ส่วนสูงเทียบเคียงเสมอพลางกระซิบที่ตัวนางเบื้องหน้า “เพราะข้ากำลังจะเข้าพิธีในไม่ช้า ถือว่ายืมใช้ชั่วคราวแล้วกัน”

ชิงสุ่ยลอบกัดฟันแน่นพ่นลมหายใจคล้ายเยาะหยันอีกหนก่อนจะถอยหนึ่งก้าวรักษาระยะ จากนั้นก็หันหลังให้พร้อมคำว่า “แป้งนั้นข้าไม่เอา ถือว่าครั้งนี้มาทักทาย อีกอย่างเจ้าต้องไปตลาดพร้อมสาวใช้เจ้าเอาแป้งมาให้ข้าใหม่ ถ้าไม่ถูกใจจะให้ไปเอามาไม่จบสิ้น อย่าลืมว่าข้านั่นสูงศักดิ์กว่าเจ้านะ”

เมื่อชิงสุ่ยตบเท้าออกไปพร้อมป้าฮัวที่มาเพียงดูชมเท่านั้น หาได้จะมาลงมือเองไม่

ยุ่นฉานขมวดคิ้วมุ่น แลตามองเสี่ยวหวนที่ยังคงยืนก้มหน้าอย่างเคย เห็นแล้วพลันหงุดหงิด แต่จะโทษนางมิได้ อาการเช่นนี้ดูก็รู้ทราบว่ากลัวเกรงหญิงสาวผู้นั้น ครั้นเหลือบดูของในมือความยุ่งเหยิงคอยกวนใจนี้ช่างดูเบื่อหน่าย ตราบใดยังอยู่ในจวนนี้ต้องมีแน่นอน

“คุณหนู” เสี่ยวหวนกระอักกระอ่วนเอ่ย มองผิวเผินที่ยุ่นฉานมีเพลิงโทสะส่อในแววตา จึงระแวดระวังคำ

“อยู่กันสองคนให้เรียกชื่อ อย่ามาพิธีรีตอง ข้าชอบอะไรที่สบายๆ ยามอยู่บ้าน แต่ตอนนี้ต้องออกบ้านแล้ว แต่ว่าจับตัวข้ามาแล้วปล่อยให้เที่ยวเล่นได้อย่างนั้นหรือ” คำสั่งของหญิงสาวคนนั้นช่างน่าประหลาด หากจะหนีไปเลยจะทำอย่างไร มิเดือดร้อนเชียวหรือ เรื่องนี้เป็นข้อกังขาให้คิดไม่ตก คำว่า ‘ยังไง’ มันเป็นคำถามในใจไม่จบสิ้น

ใบหน้างามลํ้าทอดมองบ่อบัว ช่างเจ็บแค้นใจต่อหญิงสาวชาวบ้านผู้นั้นยิ่ง เหตุใดถึงได้กล้าบังอาจกับนางถึงขั้นเดินเข้าประชิดตัวพร้อมแววตาเอาเรื่องอย่างนั้น นึกถึงแล้วใจสั่นขวัญแขวนเสียจริง ราวกับว่าเปลี่ยนเป็นคนละคน ก้อนเลือดเต้นโครมครามคล้ายกลองกระหนํ่า เลือดพลุ่งพล่านจนชาที่ปลายมือปลายเท้าไปหมด

ป้าฮัวเดินมาหยุดด้านหลังรายงานว่า “สั่งคนพวกนั้นเตรียมพร้อมแล้วเจ้าค่ะคุณหนู”

“ดี คราวนี้ฮ่องเต้อาจจะมีราชโองการใหม่มาเป็นข้าที่เป็นหลานสาวของแม่ทัพเฝิงก็เป็นได้” รอยยิ้มเย็นเยือกสายหนึ่งเผยออกมา แต่งแต้มริมฝีปากอิ่มราวบุปผาถูกแช่แข็งพร้อมใจทะเยอทะยานที่พร้อมจะทำได้ทุกอย่าง


แสดงความคิดเห็น

emotion