นาคี ตอนอวสาน

นาคี ตอนอวสาน

5 / 595    0
coin × 0  coin × 0
ขนาดฟ้อนต์ 
ก+
ก-
โหมดกลางวัน
โหมดกลางคืน

นาคี ตอนอวสาน

 

“แต่นั่นมันงูยักษ์นะแม่ ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคย เห็นงูตัวใหญ่ขนาดนี้ ผมเป็นห่วงคำแก้วเหลือเกิน”

“แม่ยกคำแก้วให้เป็นลูกเจ้าแม่นาคีตั้งแต่อยู่ในท้อง งูนั่นอาจจะเป็นบริวารเจ้าแม่ที่ส่งมาช่วยคำแก้วจากไอ้เดนนรกพวกนั้น”

“ผมจะตามไปช่วยคำแก้วกลับมาให้ได้ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ผมก็ยอม”

“แม่ไปด้วย”

ทศพลส่งสายตาขอร้อง ไม่อยากให้คำปองตามไป เพราะเป็นห่วง “แม่ !”

“อย่าห้ามแม่เลย แม่รู้ นังคำแก้วมันอยู่ที่ไหน” คำปองพูดอย่างมั่นใจ คำแก้วต้องอยู่ที่เทวาลัยเจ้าแม่นาคีแน่ๆ

 

ทศพลกับคำปองรีบร้อนลงจากเรือนเพื่อไปยังเทวาลัยเจ้าแม่นาคี ที่มุมลับตาเห็นกระถุ่ง ซ่อนกลิ่น ชบา แอบดูอยู่ที่มุมหนึ่ง เกายุกยิกทั้งตัว เพราะถูกมดกัด

 

“ต๊ายยย ! แม่ยายสะกิดลูกเขยลงเรือน คงจะไปเล่นจ้ำจี้กันในป่า” กระถุ่งนินทา

“แม่กับลูกใช้ผัวคนเดียวกัน จัญไรแท้ๆ” ซ่อนกลิ่นเบ้ปาก

“อีคำแก้วมันเป็นงู เพราะแม่มันสมสู่ไม่เลือกหน้าอย่างนี้ไง เวรกรรมมันถึงได้ตกแก่ลูก” ชบายิ้มสะใจ

“อีคำปองมันลอบเล่นชู้ เรื่องนี้ต้องถึงหูกำนัน !” กระถุ่งยิ้มร้าย... คราวนี้อีคำปองตายแน่มึง !

 

กอฝนขมิ้นส่งให้กำนันแย้มทาให้ไก่ชนตามอก ขา และใต้ปีก

กระถุ่งวิ่งหน้าตาตื่น ร้องแรกแหกกระเชิง วิ่งพรวดพราดขึ้นเรือนมา “พ่อกำนัน !! แย่แล้ว พ่อกำนัน !!!”

“ทะเล่อทะล่าขึ้นมาบนเรือนข้า มีอะไรวะนังกระถุ่ง” กำนันแย้มสะดุ้งตกใจ

“ควายหายหรือไงวะ” กอประชด

“ยิ่งกว่าควายหายอีก ! มีคนระยำทำอัปรีย์ในดอนไม้ป่า”

กำนันแย้มหัวเราะหึๆ หันมาถาม “น่ารำคาญจริงๆ คราวนี้ใครกับใครมันผิดผีลักลอบเอากันอีกล่ะ”

“ฉันไม่อยากจะพูดให้เป็นเสนียดปาก” กระถุ่งทำเป็นกระมิดกระเมี้ยน

“พูดมาเถอะ แม่คู๊ณ.... มาถึงขั้นนี้แล้ว” กอคะยั้นคะยอ

“ก็นังคำปองกับผัวนังคำแก้วน่ะสิ”

กำนันแย้มกับกอหูผึ่ง “เอ็งว่ายังไงนะ !”

กระถุ่งเล่าเรื่องที่ได้ยินมาจากชบาและซ่อนกลิ่นน้ำไหลไฟดับ

 

เจ้าแม่นาคีลืมตาฟื้นคืนสติ หน้าซีดขาวราวกระดาษ อ่อนแรง ไม่สามารถแม้กระทั่งลุกขึ้นนั่ง

“เจ้าแม่” วัชระปราการดีใจ

“นี่ข้ายังไม่ตายอีกเหรอ”

“อย่ากังวลไปเลยเจ้าข้า มนต์อาลัมพายน์ถูกทำลายสิ้นแล้ว”

“ข้าเป็นหนี้บุญคุณเจ้ากับเลื่อมประภัสอีกแล้ว” วัชระปราการก้มหน้านิ่งไม่ตอบ “เลื่อมประภัสล่ะ ไปไหน ทำไมไม่อยู่กับเจ้า”

วัชระปราการหน้าสลด “นาง....นางตายแล้วเจ้าข้า” เจ้าแม่นาคีน้ำตาไหล สะอื้นด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง “เลื่อมประภัสสละชีวิตตนเพื่อปกป้องแม่ทัพไชยสิงห์ให้รอดพ้นมรณภัยจากพวกของอ้ายนิรุทธราช”

เจ้าแม่นาคีเศร้าใจ “น้ำใจเจ้าช่างประเสริฐแท้ เลื่อมประภัส ฉัตรสุดา เจ้าสองพี่น้องสู้อุตส่าห์รับใช้ข้าจนตัวตาย ชาตินี้ข้าเป็นหนี้เจ้าแท้ๆ”

“หักห้ามใจเถิดเจ้าข้า ทุกชีวิตต่างหลีกหนีความตายไม่พ้น”

“ข้าเหนื่อยเหลือเกิน วัชระปราการ... บริวารของข้าล้มตายราวใบไม้ร่วง ข้าไม่รู้จักมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยเหตุใด”

“เพื่อคนที่เจ้าแม่รักเจ้าข้า... เจ้าแม่รอคอยวันที่จักกลายเป็นมนุษย์เพื่อครองรักกับแม่ทัพไชยสิงห์ อีกไม่นานเจ้าข้า ฝันร้ายจักผ่านพ้นไป ข้าจักอยู่รับใช้เจ้าแม่จนกว่าชีวิตของข้าจักหาไม่”

เจ้าแม่นาคีปิดเปลือกตาลง น้ำตาไหล จิตใจเศร้าหมองหดหู่ บอบช้ำทั้งกายและใจ

 

คำปองพาทศพลมาถึงธารน้ำตก จะมุ่งหน้าไปยังเทวาลัย

“แม่รู้ได้ยังไงว่าคำแก้วอยู่บนเทวาลัยนั่น” ทศพลสงสัย

“คำแก้วมันเคยบอกแม่ว่าเทวาลัยร้างนั่นเคยเป็นบ้านของมันมาก่อน เวลามันปวดหัวตัวร้อนไม่สบาย ก็ไปที่นั่นทุกที”

“แต่ไอ้งูยักษ์มันจะพาคำแก้วขึ้นไปบนนั้นทำไม”

คำปองไม่รู้จะอธิบายให้ทศพลเข้าใจได้อย่างไร ว่างูไม่มีทางทำร้ายคำแก้วที่เป็นงูด้วยกัน “เรื่องบางเรื่อง แม่ก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงเหมือนกัน แต่แม่มั่นใจว่าคำแก้วมันยังไม่ตาย งูไม่ทำร้ายมันหรอก”

ทศพลไม่เข้าใจว่าเหตุใดคำปองจึงมั่นใจนัก ไม่กลัวว่างูจะทำร้ายคำแก้วแม้แต่น้อย คำปองเหยียบบนโขดหินลำธารที่มีตะไคร่น้ำเกาะเขียวปี๋ เลยลื่น

“ระวังครับแม่ !” ทศพลรีบเข้าไปประคองคำปองไว้ได้ทัน ก่อนที่จะล้มหัวฟาดหิน

ทันใดนั้น กระถุ่งวิ่งอาดๆ นำหน้ากำนันแย้มกับพวกสมุนเข้ามา “นั่น ! นังหญิงชั่วชายโฉดมันทำบัดสีกันอยู่นั่น”

พวกสมุนกำนันแย้มกรูกันเข้าไปจับคำปองกับทศพล

“นี่มันอะไรกัน นังกระถุ่งเอ็งพาพ่อกำนันมาจับข้าทำไม” คำปองสะบัดหนี

กำนันแย้มเอ่ย “มีคนเห็นเอ็งกับผัวนังคำแก้วเล่นชู้กัน”

คำปองตกใจ “ไม่จริง ข้าถูกใส่ร้าย ! นังกระถุ่ง เอ็งใช่มั้ยที่กุเรื่องใส่ความข้า นังสารเลว”

“ไม่มีมูลฝอยหมามันจะขี้เหรอ ตอนนี้คนทั้งดอนไม้ป่าเขาลือกันกระฉ่อนว่าแม่ยายจ้ำจี้กับลูกเขย เกิดอีคำปองป่องกลางมีลูกขึ้นมาคงวุ่นพิลึก ไม่รู้จะเรียกกันอีท่าไหน” กระถุ่งลอยหน้าลอยตา

“อีกระถุ่ง !” คำปองปราดจะเข้าไปตบ แต่กระถุ่งรีบวิ่งไปหลบหลังกำนันแย้ม

กอได้ทีเหน็บแนม “ทีข้าตื๊อแทบตาย เอ็งยังไม่ยอมเล่นด้วย ที่แท้เอ็งก็ใช้ผัวคนเดียวกับลูกสาวนี่เอง อัปรีย์จริงๆ”

พวกชาวบ้านต่างสาปแช่งเซ็งแซ่ ถ่มน้ำลายใส่คำปอง

ทศพลแทรกขึ้น “มันไม่ใช่อย่างที่กำนันคิด ผมรักและเคารพน้าคำปองเหมือนแม่คนที่สอง ไม่เคยคิดเป็นอย่างอื่น เรื่องนี้ต้องเป็นการกลั่นแกล้งใส่ร้ายกันแน่ๆ”

“ถ้างั้น เอ็งมาทำอะไรสองต่อสองกับนางคำปองที่นี่” กำนันแย้มถาม

“ผมกับแม่มาตามหาคำแก้ว”

กอไม่เชื่อที่ทศพลบอก “ตามหาอีคำแก้ว แล้วทำไมต้องปล้ำกันกลางลำธารด้วยวะ”

“อย่าพูดหมาๆ นะพี่กอ” คำปองตวาดลั่น

กระถุ่งเหยียดหยาม “ชะชะช้า ! กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง ! เพราะมึงสมสู่ไม่เลือกหน้าอย่างนี้ไง ฟ้าดินถึงได้ลงโทษสาปแช่งให้ลูกมึงเป็นงู”

คำปองทนไม่ไหว “อีตอแหลชิงหมาเกิด ! ถ้าวันนี้กูไม่ตบมึงฟันร่วงหมดปาก อย่ามาเรียกกูว่าอีคำปอง” คำปองปรี่เข้าไปจิกหัวกระถุ่ง ขึ้นคร่อมตบไม่เลี้ยง

“หยุดเดี๋ยวนี้ นี่เอ็งไม่เห็นหัวข้าเลยใช่มั้ย อีคำปอง” กำนันแย้มยิงปืนขึ้นฟ้าห้ามทัพ “เอาตัวผัวนังคำแก้วกับนังหญิงแพศยาไปสอบสวนที่เรือนข้า!”

สมุนกำนันแย้มกุมตัวทศพลกับคำปองไปที่เรือนกำนันแย้ม

 

ทศพลกับคำปองถูกมัดมือไพล่หลังกับหลักอยู่กลางลาน ไม่ต่างจากนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ ชาวบ้านต่างก่นด่าสาปแช่งทศพลกับคำปอง

กำนันแย้มยกมือขึ้นให้เงียบ เริ่มการสอบสวน “งามหน้านัก ! ข้าจะถามเอ็งอีกครั้ง นังคำปอง ! เอ็งลักลอบเล่นชู้กับผัวลูกสาวเอ็ง จริงหรือไม่จริง”

“ผมกับแม่ไม่ผิด เราสองคนถูกใส่ร้าย” ทศพลตอบแทน

“แล้วเอ็งกับแม่ยายเอ็งไปทำอะไรสองต่อสองในป่าวะ” กอซัก

“ฉันจะขึ้นไปขุดหน่อไม้ป่าเอามาขาย ก็เลยให้ทศพลไปช่วยขน” คำปองกัดฟันแน่น จ้องกำนันแย้มตาเขม็ง

กำนันแย้มเข้าไปบีบปากคำปอง “ปากแข็ง! เอ็งจะยอมรับดีๆ หรือจะให้ข้าต้องออกแรง ห๊ะ!” อย่างไม่คาดคิด คำปองถ่มน้ำลายใส่หน้ากำนันแย้ม และชาวบ้านต่างฮือฮา คิดไม่ถึงว่าคำปองจะกล้า “อีคำปอง !!!” กำนันแย้มตบคำปองจนเลือดกบปาก

“อำนาจอยู่ในมือมึง ต่อให้กูไม่ได้ทำ มึงก็ยัดเยียดหาว่ากูทำอยู่ดี ถ้าพวกมึงอยากจะฆ่าแกงกูนัก ก็เอาเลย” คำปองโมโหตะโกนท้า

ชาวบ้านโห่ร้องด่าสาปแช่ง เซ่งแซ่ “อีแพศยา ! / อีดอกกระทือ ! / อัปรีย์จริงๆ”

พวกชาวบ้านปาหินใส่ทศพลและคำปอง ลำเจียกกับซ่อนกลิ่น ชบาแหวกฝูงชาวบ้านเข้ามาปกป้องทศพล

ลำเจียกตะโกนห้าม “พอ ! พอได้แล้ว ! นี่มันอะไรกัน ! เป็นบ้ากันไปหมดแล้วหรือไง !”

“นังคำปองมันเล่นชู้กับไอ้ทศพล มันต้องรับโทษตามจารีตของที่นี่” กอตะโกนบอก

“ตามกฎของดอนไม้ป่า ต้องเอาเฉลวประหน้า เอาดอกชบาทัดหู แล้วแห่ประจานหญิงแพศยาก่อนจะขับไปออกจากหมู่บ้าน” กำนันแย้มประกาศกร้าว

“แล้วไหนล่ะพยานหลักฐาน !” ลำเจียกเอ่ยถาม

กระถุ่งรีบเสนอหน้า “ฉันนี่แหละ พยานปากเอก หรือจะถามนังชบากับนังซ่อนกลิ่นมันดูก็ได้”

ลำเจียกรีบแปรสายตาเขียวปั้ดไปยังชบากับซ่อนกลิ่น คาดคั้นความจริง

ชบากับซ่อนกลิ่นรีบส่ายหน้าเลิ่กลั่ก ปฏิเสธเสียงสั่น ไม่กล้าลองดีกับลำเจียก “ฉันไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น”

“เอ๊ะ ! อีนี่ !” กระถุ่งเสียหน้า

ลำเจียกได้ที “ปั้นเท็จใส่ร้ายคนอื่นเสียๆ หายๆ ตามกฎของหมู่บ้านเราต้องเอากะลาตบให้เลือดกบปาก จริงมั้ยจ๊ะ ลุงกำนัน”

กระถุ่งหน้าถอดสี หน้าตาเลิ่กๆ ลั่กๆ ส่อพิรุธออกมาทันที ปากคอสั่น “นังชบากับนังซ่อนกลิ่นมันเล่าให้ฉันฟังอีกที ถ้าจะเอาผิดก็ไปเอาที่มันสิ”

กระถุ่งพูดจบ ก็รีบเผ่นแน่บ ฝ่าวงล้อมพวกชาวบ้าน หนีกลับบ้านไปทันที พวกชาวบ้านโห่ เบือนหน้าหนีที่กระถุ่งพลิกลิ้นกลับไปกลับมา พากันแยกย้ายสลายตัว บ้านใครบ้านมัน

ลำเจียกยิ้มอย่างผู้กำชัยชนะ “คราวนี้ลุงกำนันจะปล่อยคุณทศพลของฉันได้แล้วหรือยัง”

กำนันแย้มเสียหน้าอย่างแรง กลัวว่าชาวบ้านจะหมดศรัทธา แค้นจนควันออกหู “ปล่อยพวกมันไป !”

สมุนกำนันแย้มรีบแก้มัดให้คำปองและทศพลเป็นอิสระ กำนันแย้มบุ้ยหน้ากับบุญส่งให้รีบตามทศพลไป เพื่อทำตามแผนการที่เมืองอินทร์วางไว้

 

ลำเจียกเดินคล้องแขนมาส่งทศพลออกมาจากบ้านกำนันแย้มแล้ว

“ขอบคุณมากนะลำเจียก ถ้าเธอไม่ช่วยไว้ ผมกับแม่จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”

 

ลำเจียกได้ทีออดอ้อน “คนรักกันก็ต้องปกป้องกันเป็นธรรมดา ลำเจียกรักคุณทศพลนะคะ”

 

ลำเจียกเดินคล้องแขนมาส่งทศพลออกมาจากบ้านกำนันแย้มแล้ว

“ขอบคุณมากนะลำเจียก ถ้าเธอไม่ช่วยไว้ ผมกับแม่จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”

ลำเจียกได้ทีออดอ้อน “คนรักกันก็ต้องปกป้องกันเป็นธรรมดา ลำเจียกรักคุณทศพลนะคะ”

ทศพลรีบห้าม “อย่าพูดจาประเจิดประเจ้อ ตอนนี้เธอเป็นเมียหมอผีเมืองอินทร์ เดี๋ยวใครได้ยินเข้าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตซะเปล่าๆ”

ทศพลพยายามแกะมือลำเจียกที่กอดแขนตัวเองอยู่ แต่ลำเจียกไม่ยอมปล่อยง่ายๆ “แต่ลำเจียกรักคุณ ต้องการคุณ... ที่ลำเจียกตกเป็นเมียพ่อหมอเมืองอินทร์ก็เพราะนังงูผีมันใช้เล่ห์เพทุบายกับลำเจียก... บอกตามตรงพ่อหมอเมืองอินทร์ลีลาจืดชืด ไม่เอาไหน สู้คุณทศพลไม่ได้เลยสักนิด”

 

“เรื่องระหว่างเรามันเป็นไปไม่ได้หรอก ลำเจียก ตัดใจจากผมเสียเถอะ ผมรักคำแก้ว และหัวใจผมไม่มีวันที่จะรักใครได้มากเท่านี้อีกแล้ว”

 

“คุณทศพลกำลังหลงเสน่ห์นางอสรพิษ นังคำแก้วมันเป็นงู ลำเจียกเคยเห็นมากับตา จะเอาลำเจียกไปสาบถสาบานวัดไหนก็ได้”

“ผมไม่เชื่อ!” ทศพลมั่นใจ

“คิดดูสิ เวลานังคำแก้วมันตกอยู่ในอันตราย ไอ้งูนรกพวกนั้นก็ออกมา ช่วยมันทุกที ถ้าไม่ใช่นางงูผี แล้วจะเรียกว่าอะไร”

ทศพลเดินหนีไม่อยากต่อปากต่อคำกับลำเจียกอีกต่อไป ลำเจียกกระฟัดกระเฟียด ไม่ได้ดั่งใจ พูดเท่าไหร่ ทศพลก็ไม่เคยเชื่อสักที

 

ทศพลสับสนเพียงลำพัง คำพูดของลำเจียกและคนอื่นๆ ยังว่ายวนอยู่ในหัว ทศพลเอามือกุมหัว จากที่ไม่เคยเชื่อเลย พอฟังคนอื่นพูดบ่อยๆ เข้าก็ชักเอนเอียง

บุญส่งเดินกะโผลกกะเผลกเข้ามาหาทศพล “ทศพล อามีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย”

“เรื่องคำแก้วใช่มั้ยครับอา”

“อารู้ว่าหลานไม่เชื่อว่าคำแก้วเป็นงู”

“ชาวบ้านใส่ร้ายคำแก้ว เพราะไม่อยากให้คำแก้วกับแม่อยู่ที่นี่”

“ในฐานะที่อาสนิทกับพ่อของหลานมานาน และหลานก็เป็นเพื่อนสนิทกับพิมพ์พรลูกสาวอา ฟังอาให้ดี... คำแก้วเมียหลานน่ะไม่ใช่คนหรอก แต่มันเป็นงูผี... ผีนางงูขาวเข้าสิงร่างนังคำแก้วเมื่อ 19 ปีก่อน คนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นถูกงูกัดตายหมด มีแต่นังคำแก้วกับแม่มันที่รอดมาได้”

ทศพลมองบุญส่ง “ไม่จริง อาเอาอะไรมาพูด คำแก้วเป็นเมียผม เรานอนด้วยกันทุกคืนจะเป็นงูผีงูปีศาจไปได้ยังไง ผมไม่อยากเชื่อ”

“อารู้ว่ามันเชื่อได้ยาก ถึงหลานไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร แต่อาอยากให้หลานพิสูจน์ด้วยตัวเองเสียก่อนแล้วค่อยเชื่ออา”

“ผมไม่พิสูจน์อะไรทั้งนั้น”

“จะกลัวอะไร ถ้าเมียหลานไม่ได้เป็นงู !” ทศพลชะงัก คำพูดของบุญส่งฟังดูมีน้ำหนัก นิ่งครุ่นคิด “หลานไม่อยากให้คำแก้วหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาของพวกชาวบ้านหรือไง ถ้าคำแก้วไม่ได้เป็นงู ก็พิสูจน์ให้ความจริงปรากฏสิ”

“พิสูจน์ยังไง”

บุญส่งยิ้ม ล้วงเพชรพญานาคออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วส่งให้ทศพล ทศพลไม่รู้ว่าพลอยสีชมพูเม็ดงามที่บุญส่งให้มานั้นคืออะไร

 

เทวาลัยเจ้าแม่นาคี ตอนเย็น คำปองร้อนใจมาตามหาคำแก้วที่เทวาลัย “คำแก้วเอ๊ยยย... เอ็งอยู่นี่หรือเปล่าลูก”

คำปองเดินเข้าในเทวาลัย บรรยากาศวังเวง ใจคอไม่ดี กลัวก็กลัว แต่ก็เป็นห่วงลูก กลัวว่าจะเป็นอันตราย

เจ้าแม่นาคีได้ยินเสียงคำปองร้องเรียกก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น “แม่....” เจ้าแม่นาคียันกายลุกขึ้น สภาพยังคงอิดโรย

“อย่าออกไปเจ้าข้า เจ้าแม่ต้องอยู่ในถ้ำนี้จนกว่าคำสาปของท้าวศรีสุทโธนาคจักเสื่อมลง เมื่อครบหนึ่งพันปีจักเกิดสุริยคราสบนท้องฟ้า เจ้าแม่ก็จักได้เป็นมนุษย์ดังประสงค์” วัชระปราการเอ่ยห้าม

“นางเป็นห่วงข้าจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ข้าต้องกลับไปหานาง”

“บางทีอาจเป็นกลอุบายของเจ้าอินทร์ที่ส่งนางมาล่อให้เจ้าแม่ออกไป”

“นางมีบุญคุณกับข้า ข้าไม่อยากให้นางต้องเป็นทุกข์เพราะข้าไปกว่านี้”

วัชระปราการกอดเข่ารั้งเจ้าแม่ไว้ ไม่ยอมให้ออกไป “ข้าไม่ให้ไป”

“วัชระปราการ เจ้าอย่าห้ามข้าเลย ให้ข้าไปเถอะ”

วัชระปราการจ้องตาเจ้าแม่นาคีที่ส่งสายตาเว้าวอนขอร้อง ใจอ่อนยวบลงทันทีที่เห็นแววตา วัชระปราการยอมปล่อยให้เจ้าแม่นาคีออกไป ได้แต่มองตามด้วยสายตาห่วงใย

 

คำปองเข้ามายังโถงเทวาลัยถึงบริเวณประตูลับที่เชื่อมลงไปยังถ้ำใต้เทวาลัย ค้างคาวตีปีกพึ่บพั่บบินออกมาจากมุมมืดของปราสาท “อ๊ายยยยย !!!” คำปองยกมือปิดหน้า ร้องด้วยความตกใจ ค้างคาวบินหนีออกนอกหน้าต่างไป คำปองลืมตาขึ้นมาเห็นคำแก้วที่หน้าซีดมาก ยืนอยู่ตรงหน้า “คำแก้ว !!!” คำปองดีใจที่ได้พบหน้าลูกอีกครั้ง

 

ทศพลกอดคำแก้วไว้แน่น ดีใจที่คนรักปลอดภัย “รู้มั้ย พี่เป็นห่วงคำแก้วมากแค่ไหน แล้วไอ้งูนั่นมันกัดคำแก้วตรงไหนบ้างหรือเปล่า”

“มันไม่ทำอะไรคำแก้วหรอก มันมาช่วยคำแก้วต่างหาก”

“งูก็คืองู พวกอสรพิษไว้ใจไม่ได้หรอก ตัวมันใหญ่ขนาดนั้น กลืนคำแก้วลงไปอยู่ในท้องสบายเลย” ทศพลเห็นหน้าคำแก้วซีดเผือด เหมือนคนป่วยหนัก ยังไม่ฟื้นไข้ ก็ถามด้วยความเป็นห่วง “คำแก้วเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมถึงได้หน้าซีดอย่างนี้ล่ะ”

“คำแก้วปวดหัวนิดหน่อย นอนพักสักคืนเดี๋ยวก็หาย”

คำปองยกถาดสำรับกับข้าวมาให้ “กินข้าวกินปลาซะ แล้วคืนนี้เอ็งก็รีบเข้านอนแต่หัวค่ำล่ะ งานบ้านงานเรือนเดี๋ยวแม่ทำเอง เอ็งจะได้พักผ่อน”

“จ้ะแม่” คำแก้วฝืนพยักหน้า รู้สึกไร้เรี่ยวแรงทั้งกายและใจอย่างบอกไม่ถูก

พวกเพื่อนๆ ของทศพลนอนท้องร้องจ๊อกๆ อยู่ที่ก้นหลุม

“เมื่อไหร่ไอ้กำนันขาโหดมันจะปล่อยพวกเราไปสักที หิวจะตายอยู่แล้ว” สมมาตรโอดครวญ

เชษฐ์เตือนสติเพื่อน “มันไม่ปล่อยเราง่ายๆ หรอก อัตตาหิ อัตโนนาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน พวกเราคงต้องหาทางหนีทีไล่เอาเอง”

ประกิตหันไปมองเชษฐ์ “จะหนีได้ยังไงหลุมลึกขนาดนี้ ต้องภาวนาขอให้มีคนผ่านมาช่วยเราขึ้นไป”

“ออกไปได้เมื่อไหร่ฉันจะแจ้งความเล่นงานมันให้ถึงที่สุด เอาให้มันถูกยิงเป้าไปเลยก็ดี แผ่นดินจะได้สูงขึ้น” วันชนะแค้นใจ

“ป่านนี้ไอ้พลจะเป็นยังไงบ้างไม่รู้” ประกิตสายตากังวล

อาจารย์ทัศนัยรู้สึกผิด “ผมผิดเองที่พาพวกคุณมาที่นี่ ลุงชม ป้าอิ่ม และรัตนาวดีต้องจบชีวิตลงเพราะผมเป็นต้นเหตุ มันคงเป็นตราบาปติดตัวผมไปตลอดชีวิต”

“อาจารย์....” ประกิตเห็นใจ

“ไม่ใช่ความผิดของเธอหรอกทัศนัย มันเป็นกรรมต่างหาก กรรมที่เราทุกคนเคยทำร่วมกันมา ทำให้ต้องมาชดใช้กันในชาตินี้” สุภัทรปลอบ

“ไม่รู้ว่าชาติที่แล้ว พวกเราทำอะไรไว้ ถึงได้ตกระกำลำบากด้วยกันอย่างงี้” วันชนะเอ่ยปลงๆ

“ตั้งแต่ฉันได้ยินชื่อ “ดอนไม้ป่า” ครั้งแรก ก็เหมือนมีมนต์สะกดอะไรบางอย่าง เรียกร้องให้ฉันเดินทางมาที่นี่ มาเพื่อปลดปล่อยอะไรบางอย่าง ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร” สุภัทรเอ่ยบอก

“หรือว่าจะเป็นเรื่องเมืองมรุกขนครครับดอกเตอร์” เชษฐ์สงสัย

สุภัทรนิ่ง เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเคยเกิดในยุคสมัยนั้นมาก่อน

 

กำนันแย้มกระดกเหล้า หารือหน้าเครียด “แผนของพ่อหมอเมืองอินทร์จะสำเร็จมั้ย”

“ขึ้นอยู่กับเจ้าทศพลว่ามันจะยอมทำตามที่ผมบอกหรือเปล่า” บุญส่งเอ่ยบอก

“แต่ไหนแต่ไร พวกเราพยายามเตือนมันนับครั้งไม่ถ้วน แต่นายทศพลไม่เคยเชื่อว่าเมียมันเป็นงู ต่อให้คุณบุญส่งชักแม่น้ำทั้งห้า มันก็ไม่มีวันคล้อยตาม ดีไม่ดีมันคิดว่าเพชรพญานาคเป็นเพชรเก๊ โยนทิ้งไปแล้ว” กอส่ายหัว

“ไม่เห็นต้องทำให้มันยุ่งยาก แค่ลากตัวนังคำแก้วมา พอสบโอกาสก็เอาเพชรพญานาคติดที่หน้าผากมันซะก็สิ้นเรื่อง”

เมืองอินทร์ค้านหมออ่วม “มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก อีคำแก้วมันมีสัญชาตญาณสัตว์ ต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ คนที่เข้าใกล้อีคำแก้วได้โดยที่มันไม่ระแวงสงสัยก็มีแต่ผัวมันเท่านั้น”

กำนันแย้มหนักใจ “แต่ถ้าไอ้หนุ่มนั่นมันหัวรั้น ไม่ยอมทำตามแผนก็จบเห่”

บุญส่งยังมั่นใจ “ความอยากรู้อยากเห็นจะทำให้เจ้าทศพลมันยอมทำตามที่เราต้องการ”

“สำเร็จหรือไม่สำเร็จ คืนนี้เราต้องตามไปดูให้เห็นกับตา !” สายตากำนันแย้มมุ่งมั่น

บุญส่งมั่นใจว่าชนวนระเบิดที่ทิ้งเอาไว้จะต้องได้ผลแน่นอน

 

นกเค้าแมวเกาะอยู่บนกิ่งไม้เวลากลางคืน ดวงตากลมโต ดูกี่ทีก็คล้ายนกผี คำแก้วนอนหลับไปแล้วด้วยความอ่อนเพลียตั้งแต่หัวค่ำ ทศพลนอนเอามือก่ายหน้าผาก ยังไม่หลับครุ่นคิดถึงแต่เรื่องที่บุญส่งเล่าให้ฟังเมื่อตอนกลางวัน

 

ทศพลรับเพชรพญานาคมาดูด้วยความสงสัย

“เพชรพญานาค ! สัญลักษณ์ของนาคี” บุญส่งเอ่ยบอก

“นาคี ?” ทศพลสงสัย

“นี่แหละคือคำตอบของสิ่งที่หลานและพวกชาวบ้านสงสัย หลานแค่เอาเพชรเม็ดนี้ไปติดที่หน้าผากระหว่างคิ้วของคำแก้ว หากเป็นนางงูผีอย่างที่สงสัยจริง มันจะกลายร่างกลับคืนสัญชาติเดิมเป็นงูเผือกหัวหงอนทันที”

“แล้วถ้าคำแก้วไม่ใช่ล่ะ ?”

“ถ้าติดเพชรพญานาคที่หน้าผากคำแก้วแล้วไม่เกิดอะไรขึ้น อานี่แหละจะเป็นคนพูดให้ชาวดอนไม้ป่าทุกคนรวมทั้งกำนันแย้มเลิกเข้าใจผิดคำแก้ว”

“นิทานหลอกเด็ก มันเหลือเชื่อเกินกว่าที่จะเป็นไปได้”

“ต่อให้ไม่เชื่อ แต่หลานก็ต้องทำ คำแก้วจะได้พ้นมลทินเสียที ไม่อย่างงั้นทุกคนก็จะไม่เลิกปักใจว่าคำแก้วเป็นงูผีงูปีศาจ”

บุญส่งใช้ไม้นวมหว่านล้อมจนทศพลตายใจ ยอมรับเพชรพญานาคเอาไว้

 

ทศพลมองเพชรพญานาคในมือที่หยิบออกมาจากใต้หมอน ทศพลมองไปยังคำแก้วที่หลับสนิทภายใต้แสงตะเกียงสลัวริบหรี่ ตัดสินใจที่จะพิสูจน์ให้รู้กันจะจะ จู่ๆ สายตาทศพล เห็นร่างนาคีชุดแพรเยื่อไม้ซ้อนทับร่างคำแก้วแวบหนึ่ง “แม่นางไม้ !”

ทศพลรีบถอดแว่นขยี้ตา เพียงชั่วเสี้ยววินาที ภาพนั้นอันตรธานหายไป ทศพลจดๆ จ้องๆ ก่อนติดเพชรพญานาคที่หน้าผากคำแก้วด้วยมืออันสั่นเทา

ทันทีที่เพชรพญานาคติดที่หน้าผาก คำแก้วก็กรีดร้องลั่น “กรี๊ดดดดดด !!!”

เพชรพญานาคที่ติดหน้าผากติดแน่นแนบสนิทราวกับเป็นอวัยวะชิ้นหนึ่ง

“คำแก้ว !!” ทศพลตกใจ

“เสียแรงที่คำแก้วรักพี่ ไว้ใจพี่มาตลอด คำแก้วยอมตายแทนพี่ได้ แต่ทำไมพี่ถึงคิดทำร้ายคำแก้วได้ลงคอ พี่ไม่รักคำแก้วแล้วเหรอ พี่ใจร้าย คำแก้วทำผิดอะไร ทำไมพี่ถึงทำกับคำแก้วอย่างนี้” คำแก้วดิ้นทุรนทุราย พยายามแกะเพชรพญานาคที่หน้าผาก แต่แกะเท่าไรก็แกะไม่ออก

“หมายความว่า...คำแก้วเป็นนางงูผีอย่างที่ชาวบ้านเขาพูดกันงั้นเหรอ” ทศพลช็อค กระถดหนีจนชิดข้างฝา ตัวสั่น ความกลัวเป็นความรู้สึกแรกที่เกาะกุมหัวใจเขา

“ถึงคำแก้วจะเป็นงู แต่คำแก้วก็รักพี่นะ”

“อย่าเข้ามานะ คนกับงูจะอยู่ด้วยกันได้ยังไง” ทศพลถอยกรูด

 

คำพูดของทศพล ยิ่งกว่าคมมีดที่กรีดใจคำแก้ว คำแก้วน้ำตาไหลพราก “พี่กลัวคำแก้วขนาดนี้เลยเหรอ คำแก้วรู้แล้ว....รู้แล้ว....คำแก้วไม่ใช่คน เรารักกันไม่ได้ รักแท้มันไม่มีอยู่จริงหรอก ที่เคยบอกว่ารักกันจนตาย มันก็เป็นแค่เพียงลมปากเท่านั้น”

 

คำพูดของทศพล ยิ่งกว่าคมมีดที่กรีดใจคำแก้ว คำแก้วน้ำตาไหลพราก “พี่กลัวคำแก้วขนาดนี้เลยเหรอ คำแก้วรู้แล้ว....รู้แล้ว....คำแก้วไม่ใช่คน เรารักกันไม่ได้ รักแท้มันไม่มีอยู่จริงหรอก ที่เคยบอกว่ารักกันจนตาย มันก็เป็นแค่เพียงลมปากเท่านั้น”

ทศพลได้ฟังค่อยคลายจากอาการหวาดกลัว “คำแก้ว....”

“ฉันขอโทษนะพี่ ที่หลอกพี่มาตลอด ถ้าพี่รู้ว่าคำแก้วเป็นงู พี่คงไม่อยู่กับคำแก้วจนถึงป่านนี้ คำแก้วลาก่อน...”

คำแก้วตัวเริ่มขึ้นเกล็ดเป็นงู ก็รีบวิ่งพรวดพราดออกจากห้องไป

 

คำปองตำข้าวอยู่ที่ใต้ถุน เห็นคำแก้ววิ่งลงเรือนมา คำปองเห็นคำแก้วตัวขึ้นเกล็ดงูตามตัวเต็มไปหมดก็ตกใจ สากตำข้าวหลุดจากมือ “คำแก้ว !!! ทำไมถึงได้เป็นอย่างนี้ !”

 

“แม่จ๋า คุณทศพลเค้ารู้ความจริงแล้ว ฉันอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว พระคุณของแม่ ฉันขอทดแทนในชาติหน้า ฉันขอลาไปตามทางของฉัน แม่ดูแลตัวเองด้วยนะ ฉันลาก่อน….ลาชั่วชีวิต”

คำปองตกใจสุดขีด “อย่า ! ลูกแม่ ! กลับมาก่อน !” คำแก้ววิ่งหนีเตลิดไปยังเทวาลัย ทศพลวิ่งตามออกมา หน้าตาเหรอหรา ทำอะไรไม่ถูก “คุณทำอะไรลงไป รู้ตัวหรือเปล่า !” คำปองต่อว่า

ทศพลตาค้าง เหลือกลาน เหงื่อผุดเต็มหน้า ทำอะไรไม่ถูก คำปองวิ่งตามคำแก้วไป

 

พวกของกำนันแย้มซุ่มแอบมอง เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ บ้านคำปอง ทุกคนอาวุธครบมือ พอเห็นคำแก้ววิ่งร้องไห้ด้วยความขมขื่น เตลิดเข้าไปในดงไม้ก็สะใจ

บุญส่งหัวเราะเหี้ยม “สำเร็จ! ไอ้ทศพลมันเอาเพชรพญานาคติดที่หน้าผากอีคำแก้วแล้ว”

“มันกำลังจะกลายร่างเป็นงู รีบตามมันไปเร็ว !” กำนันแย้มสั่ง

เมืองอินทร์รีบวิ่งตาม “วันนี้กูได้ฆ่าถลกหนังมึงแน่ นังงูขาว”

“มันหนีไปโน่นแล้ว!!” กอชี้ทาง

พวกกำนันแย้มรีบตามคำแก้วไป

คำแก้วกระเสือกกระสนขึ้นบันไดที่ทั้งสูงและชัน พวกกำนันแย้มตามมาติดๆ และพวกชาวบ้านแห่กันมาสมทบเต็มไปหมด

คำปองวิ่งตามมา ห้ามกำนันแย้มขอร้องวิงวอน น้ำตาไหลพราก “กำนัน ฉันไหว้ล่ะ อย่าทำอะไรคำแก้วมันเลย ไว้ชีวิตมันเถอะ”

“ลูกมึงเป็นงู กูปล่อยไว้ไม่ได้ หลีกไป !”

คำปองไม่ฟังเข้าไปขวาง “ฉันไม่หลีก ยังไงมันก็ลูกฉัน กำนันปล่อยมันไปเถอะนะ ฉันขอร้อง”

“ไอ้กอ ลากอีคำปองออกไป จับมันมัดไว้ก่อน”

กอลากคำปองออกไปมัด ตามคำสั่งกำนันแย้ม “มานี่ !”

“ตามมันไป เอาตัวมันมาให้ได้ !” กำนันแย้มสั่ง

ทันใดนั้น งูวัชระปราการก็เลื้อยออกมาขวางทางขึ้นบันไดเอาไว้

เมืองอินทร์ตะโกนลั่น “สมุนของนังงูขาว ! กำนัน !... ระวัง!!!”

งูวัชระปราการพุ่งเข้าฉกกำนันแย้ม แต่กำนันแย้มก้มหลบ พร้อมยิงปืนใส่ “เล่นทีเผลองั้นเหรอวะ !!!”

งูวัชระปราการเลื้อยหลบทัน แต่แล้วก็ย้อนกลับมารุกไล่ อาละวาดพวกกำนันแย้มอีก

“เข้ามาเลย กูไม่กลัวมึงหรอก ไอ้งูยักษ์” กอท้าทาย

กอใช้ดาบสู้ แต่งูวัชระปราการพ่นพิษใส่ กอหลบพ้นหวุดหวิด พิษของวัชระปราการพ่นโดนพื้นทางเดินเกิดเป็นรอยไหม้น่ากลัว วัชระปราการแว้งขย้ำกัดพวกสมุนกำนันแย้มตายเป็นเบือ เมืองอินทร์ล้วงบ่วงนาคบาศก์ออกมาจากย่าม โอมอ่านคาถาอาคม แล้วเขวี้ยงออกไป บ่วงนาคบาศก์เรืองแสงวาบรัดงูวัชระปราการแน่น จนกระดิกกระเดี้ยไปไหนไม่ได้

“เสร็จกูล่ะ !!! ไอ้งูยักษ์มันสิ้นฤทธิ์แล้ว ใครอยากฆ่าก็ฆ่าได้เลย” เมืองอินทร์ย่ามใจ

“ยิงงงงงงง !!!!” สิ้นเสียงกำนันแย้ม เสียงปืนก็ดังกึกก้อง ระดมยิงไปที่งูวัชระปราการ ชาวบ้านบางคนเอาดาบฟันงูวัชระปราการไม่เลี้ยง เลือดพุ่งกระฉูดแดงฉานไปหมด

วัชระปราการในร่างคนเลือดโซมกาย อาการร่อแร่ “เจ้าแม่....ข้าลาก่อน..... ฉัตรสุดา... ข้ากำลังจะไปหาเจ้าแล้ว....”

ร่างงูวัชระปราการนอนแน่นิ่งจมกองเลือด พวกกำนันแย้มโห่ร้องมีชัยที่สามารถปราบงูยักษ์ได้อีกตัว

 

ที่ถ้ำใต้เทวาลัย เจ้าแม่นาคีมีเพชรพญานาคติดอยู่ที่หน้าผาก น้ำตาอาบแก้ม “วัชระปราการ เจ้าต่อสู้เพื่อข้าจนตัวตาย... เพื่อนพ้องบริวารข้า ไม่มีแล้ว.....ข้าไม่เหลือใครอีกแล้ว...” เจ้าแม่นาคีซบหน้าสะอื้นไห้เพียงลำพังในถ้ำ “จักกี่ภพ กี่ชาติ พวกมันก็ตามจองล้างจองผลาญข้าไม่จบไม่สิ้น”

ท้องฟ้าเหนือเมืองมรุกขนครมืดพยับ ฟ้าแลบแปลบปลาบเป็นสายน่ากลัว สายฝนกระหน่ำหนักขึ้นจนมองอะไรแทบไม่เห็น น้ำเริ่มหลากล้นท่วมเมือง ชาวเมืองต่างอพยพขึ้นที่ดอนไปเรื่อยๆ หน้าหอคำหลวง นางกำนัลหวีดร้องตื่นตระหนกด้วยความกลัวตาย นางกำนัลคำปองร้อนใจนัก น้ำเริ่มทะลักเข้ามายังเรือนข้าหลวงแล้ว

เคนหน้าตาตื่นเข้ามา “เราอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว มรุกขนครกำลังจะกลายเป็นทะเลบ้า ชาวเมืองจมหายไปในสายน้ำ อีกไม่นานคงท่วมถึงหอคำหลวง”

“เพราะปลาไหลเผือกตัวนั้นแน่แท้ บ้านเมืองจึงได้เกิดอาเพศ !” นางกำนัลคำปองนึกรู้

“หากฝนยังไม่หยุดเยี่ยงนี้ เมืองทั้งเมืองคงกลายเป็นทะเลสาบ มรุกขนครคงถึงคราวล่มสลายลงครานี้ พวกชาวบ้านลือกันว่าเห็นพญานาคพ่นน้ำถล่มเมือง” เคนมองซ้ายขวาลุกลี้ลุกลน

“พราหมณ์เจ้าอินทร์กำลังทำพิธีอ่านมนต์สะกดนาคอยู่ในหอคำหลวง แต่ยิ่งอ่านมนต์ ฝนก็ยิ่งตกหนัก พญานาคคงพิโรธที่พวกชาวเมืองกินเนื้อปลาไหลเผือก ดีนะ ที่น้องไม่ได้กิน พี่ก็ไม่ได้กินใช่หรือไม่?”

เคนอึกอัก ไม่กล้าสบตาคำปอง รีบเปลี่ยนเรื่องทันที “ไม่มีเวลาแล้ว น้องรีบหนีไปกับพี่เถอะ”

“หนี ? หนีไปไหน ?”

“ภูเขาหลวง เราต้องรีบไป ก่อนที่น้ำจักทะลักเข้ามาท่วมมากกว่านี้”

เคนจูงมือคำปองหนีออกไปทางด้านหลังประตูเมือง

 

เคนพานางกำนัลคำปองขึ้นม้า กระตุกบังเหียนแล้วรีบฝ่าสายฝนลุยไปยังภูเขาหลวงทันที เสียงสะเทือนกัมปนาทดังไล่หลัง ตามด้วยเสียงหวีดร้องของผู้คนดังระงม สายตาคำปอง หันกลับไปมองเห็นแผ่นดินถล่มตัวลงบ้านเมืองจ่อมจมหายไปในสายน้ำในพริบตา คำปองตาเบิกโพลงช็อคกับภาพตรงหน้า น่าสยดสยอง อยากจะร้องแต่ร้องไม่ออก แผ่นดินยุบถล่มไล่ตามหลังม้าของเคนไปเรื่อยๆ ตามมาติดๆ

เคนควบม้าหนีสุดชีวิต “ใกล้ถึงแล้ว อีกนิดเดียวเท่านั้น”

“เหตุใดแผ่นดินถึงได้ถล่มไล่หลังเราไม่ลดละเยี่ยงนี้” คำปองแปลกใจที่เหมือนแผ่นดินถล่มไล่หลังเหมือนจะตามไล่ล่าอยู่ ม้าควบมาจนกระทั่งถึงตีนเขา ฝนยังคงเทลงมาไม่หยุด “พี่ ! พี่ยังไม่ได้ตอบน้อง พี่กินเนื้อปลาไหลเผือกหรือไม่” เคนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เหงื่อแตกพลั่กๆ ก่อนพยักหน้า ทันใดนั้นแผ่นดินที่เคนยืนอยู่ก็ทรุดหายไปต่อหน้าต่อตาคำปอง “พี่ !!!!!!”

ร่างของเคนลอยละลิ่วลงเบื้องล่างทันที แผ่นดินถล่มฝังมิด มีเพียงคำปองคนเดียวเท่านั้นที่รอด

 

หอคำหลวง มรุกขนคร ภาพที่ท้องฟ้าเหนือเมืองมรุกขนครที่มีแต่ความมืดมิดและพายุฝนที่โหมฮือ กระหน่ำไม่ลืมหูลืมตา เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงเห็นแสงไฟจากอัจกลับลอดมาทางหน้าต่างหอคำหลวง ผสานเสียงสวดมนต์อาลัมพายน์

เจ้าอินทร์ (เมืองอินทร์) และพราหมณ์เฒ่าอีก 7 คนนั่งล้อมพระเจ้านิรุทธราช (บุญส่ง) ทั้ง 8 สวดมนต์อาลัมพายน์ เบื้องหน้ามีแผ่นศิลาจารึกอักษรปัลวะตั้งตระหง่านอยู่ หลังจากพระองค์ได้เสวยปลาไหลเผือกไปเมื่อตอนกลางวัน

บรรดาเสนาอำมาตย์ต่างมองออกไปภายนอกหวาดวิตก เหงื่อกาฬแตกพลั่ก เสียงไพร่ฟ้าชายหญิงกรีดร้องตระหนกอกสั่นดังโหยหวนมาจากด้านนอกกำแพงเมืองแข่งกับเสียงลมพายุ และเสียงน้ำที่ซัดซ่ากระแทกหอคำดังตึงๆ เป็นจังหวะกระชั้นถี่ขึ้นเรื่อยๆ ขุนวัง (กอ) แหวกวิสูตรด้วยมืออันสั่นเทา มองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาเบิกโพลง ขุนวัง เห็นบ้านเมืองถูกน้ำพลัดพราย ต้นไม้ถอนรากถอนไหลลิ่วลงมา แผ่นดินเจิ่งนองด้วยน้ำ ทรุดพังทลายลง ชาวเมืองต่างหนีตายอพยพขึ้นที่ดอนอลหม่าน พายุโหมฮือ สายฟ้าแปลบปลาบ ฟาดเปรี้ยง ทั่วทั้งเมืองมรุกขนครกลายเป็นทะเลบ้า ผู้คนจมน้ำตาย แม่กอดลูกตัวสั่นด้วยความกลัว ก่อนกำแพงคลื่นใหญ่โหมซัดมาจมหายไปพร้อมกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก พลันสายตาขุนวังเห็น “บางสิ่ง” พันอยู่บนเทวาลัยปราสาทหินบนยอดเขาเป็นเงาปลาบกำลังพ่นน้ำลงมา แสงฟ้าแลบสว่างวาบขาวโพลน ขุนวัง ตัวสั่นเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเต็มๆ ตา เป็นพญานาคสีขาวเลื่อม

“เจ้าแม่นาคี !”

เจ้าแม่นาคีตาแดงก่ำหันมาเขม่นมองทางหอคำหลวงด้วยความโกรธแค้น เจ้าแม่นาคีกระโจนมุดม่านน้ำ ฟาดหางปั่นป่วนทำให้เกิดกำแพงคลื่นมหึมากระแทกหอคำจวนจะพังทลายลงในไม่ช้า หมู่ปราสาทราชมณเฑียรเอนครืนก่อนจมหายไปในสายน้ำ เสียงนางในหวีดร้องอื้ออึง แม้แต่พราหมณ์ทั้ง 8 ก็ยังไม่อาจดำรงสมาธิ สาธยายมนต์อาลัมพายน์ต่อไปได้

“อย่าหยุด ! สวดมนต์อาลัมพายน์ต่อไป ! มันไม่กล้าเข้ามาในเขตหอคำหลวง” เจ้าอินทร์ซึ่งเป็นพราหมณ์หนุ่มที่สุดสั่งพราหมณ์เฒ่าทั้ง 7 เสียงเฉียบ ให้ร่ายมนต์ปัดรังควานต่อไป

ขุนวังวิ่งหน้าตาตื่นมากราบบังคมทูลพระเจ้านิรุทธราชด้วยความร้อนรน “พระบาทเจ้า ! น้ำทะลักเข้าหอคำหลวงแล้ว หนีก่อนเถอะเจ้าข้า”

“ไม่ ! กูจักอยู่ที่นี่ ! กูจักสู้กับมันที่นี่ !” เจ้านิรุทธราชดื้อรั้น

“แต่ไม่มีผู้ใดสามารถต่อกรกับเจ้าแม่นาคีได้” มหาอำมาตย์เอ่ยบอก

เจ้านิรุทธราชโกรธแค้น “ต่อให้กูต้องตาย กูก็จักขอเวียนว่าย ตามจองล้างจองผลาญมันทุกชาติทุกภพ!” พระเจ้านิรุทธราชคว้าธารพระกรหัวครุฑ (ด้ามเป็นงาช้าง หัวรูปครุฑทำจากทองคำ) ขยับจะลุกออกไป

“พระบาทเจ้า ! อย่าออกไปเจ้าข้า !”

พระเจ้านิรุทธราชลังเลเล็กน้อยเหมือนจะเชื่อเจ้าอินทร์ แต่เมื่อได้ยินเสสียงกรีดร้องของไพร่ฟ้าข้างนอก ก็อดรนทนไม่ได้ ลุกพรวดออกไปจากปะรำพิธีในหอคำทันที ทำให้พิธีแตก

“พระบาทเจ้า !!!” มหาอำมาตย์ร้องห้าม

“พิธีแตกแล้ว !” เจ้าอินทร์น้ำเสียงหวาดหวั่น

ทันทีที่องค์นิรุทธราชออกไปแล้ว ขุนวัง พระโหราธิบดี มหาอำมาตย์ต่างเข้าไปยื้อแย่งมนต์อาลัมพายน์

ขุนวังกระชา “เอามานี่”

พระโหราธิบดีแย่งจากขุนวัง “ของข้า”

“อย่าแย่งกันสิวะ !” มหาอำมาตย์ปราม

ทันใดนั้น แผ่นศิลาจารึกก็ตกกระแทกพื้นแตกออกเป็น 3 ส่วน เจ้าอินทร์กับพราหมณ์คนอื่นๆ ตาเบิกโพลง ไม่มีสิ่งใดที่จะป้องกันเจ้าแม่นาคีได้อีกแล้ว ขุนวังกอดแผ่นศิลาจารึกเอาไว้แน่นด้วยความรักตัวกลัวตาย

 

พระเจ้านิรุทธราชออกมาหน้าหอคำ พื้นด้านล่างกลายเป็นทะเลขนาดใหญ่ บ้านเมืองถูกกลืนหาย พระเจ้านิรุทธราชตะโกนแข่งกับพายุฝนท้าทาย “กูอยู่นี่แล้ว มึงออกมาสิ จักมุดหัวอยู่ทำไม อีนาคอัปรีย์”

ทันใดนั้น เจ้าแม่นาคีก็พุ่งพรวดขึ้นมาจากผิวน้ำ เบื้องหน้าพระเจ้านิรุทธราช ตะโกนก้องด้วยความโกรธแค้น “พวกมึงฆ่าลูกกูในร่างปลาไหลเผือก แล้วยังฆ่าไชยสิงห์คนรักของกูอีกพวกมึงจักต้องพินาศย่อยยับ ชาวมรุกขนครจักต้องชดใช้สิ่งที่ทำไว้กับกูอย่างสาสม!”

“ก็เอาสิวะ ! มึงกับกู ใครจักอยู่ ใครจักตาย บัดเดี๋ยวได้รู้กัน !”

พระเจ้านิรุทธราชยกธารพระกรหัวครุฑขึ้น ฟ้าคำรามเปรี้ยงปร้าง เจ้าแม่นาคีผงะเกรงอำนาจพญาครุฑ เจ้าแม่นาคีพ่นน้ำใส่นิรุทธราช และนิรุทธราชยกธารพระกรขึ้นกำบัง แรงกระแทกของน้ำทำให้หัวพญาครุฑหักกระเด็นออกจากด้ามงาช้างลอยไปตามกระแสน้ำ พระเจ้านิรุทธราชตาเหลือกลาน

“วันนี้ มึงต้องชดใช้บาปเวรที่มึงก่อไว้กับลูกกู ผัวกู ไอ้นิรุทธราช!” เจ้าแม่นาคีฟาดหางใส่ร่างพระเจ้านิรุทธราชลอยละลิ่วกระแทกหอคำจนกระอักเลือด

“พระบาทเจ้า!”

เจ้าอินทร์และเสนาอำมาตย์ปราดจะเข้าไปช่วย แต่ถูกเจ้าแม่นาคีพ่นพิษใส่ตายเรียบ ขุนวังตายทั้งๆ ที่กอดแผ่นศิลาจารึกเอาไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย เจ้าแม่นาคีเอาหางกระหวัดร่างพระเจ้านิรุทธราช ลอยละลิ่วลงไปในน้ำ พระเจ้านิรุทธราชสำลักน้ำ คลื่นบ้าคลั่ง ม้วนตัวกระแทกพระองค์ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งขาดใจตาย ร่างพระเจ้านิรุทธราชจมหายไปกับคลื่นน้ำ พร้อมกับการล่มสลายของมรุกขนคร!

 

นาคีในร่างพญานาคเลื้อยกลับมาที่คูหาบาดาล ทันทีที่โผล่พ้นน้ำ ท่อนบนก็เป็นคนทันที นาคีตกใจเมื่อเห็นท้าวศรีสุทโธนาคยืนอยู่เบื้องหน้า “เจ้าปู่ !”

“บาปนัก”

นาคีเอ่ยอย่างคับแค้น “ยังน้อยไปด้วยซ้ำกับสิ่งที่พวกมันทำไว้กับหลาน”

“ความโกรธมีโทษทุกระดับ สถานเบาคือเผาใจให้เป็นทุกข์ สถานกลางอาจผลักดันให้สังหารผู้อื่น สถานหนักก็ถึงขั้นฆ่าได้ไม่เว้นแม้กระทั่งตนเอง เมื่อรู้ว่าความโกรธเป็นของร้อน เหตุใดจึงไม่ดับระงับเสีย”

“หากหลานไม่แก้แค้น แล้วจักหายแค้นได้เยี่ยงไร”

 

“ที่สุดของการล้างแค้นคือการรบกับความมืดในใจตน ความมืดดำ อันเกิดจากความเกลียดจักทำให้เจ้าพร้อมสร้างศัตรูใหม่ขึ้นมาได้ตลอดเวลา อารมณ์ร้ายเปรียบดั่งอสรพิษที่จักติดตามรังควานเจ้าไม่ให้เป็นสุข”

 

“หากหลานไม่แก้แค้น แล้วจักหายแค้นได้เยี่ยงไร”

“ที่สุดของการล้างแค้นคือการรบกับความมืดในใจตน ความมืดดำ อันเกิดจากความเกลียดจักทำให้เจ้าพร้อมสร้างศัตรูใหม่ขึ้นมาได้ตลอดเวลา อารมณ์ร้ายเปรียบดั่งอสรพิษที่จักติดตามรังควานเจ้าไม่ให้เป็นสุข”

 

“มันทำกับลูกกับผัวหลานปานนั้น เจ้าปู่ยังจักให้หลานยอมยกโทษให้พวกมันกระนั้นหรือ”

“การจองเวรที่ยืดเยื้อ เริ่มต้นจากเวรที่อภัยได้แต่ไม่อภัย บุญบาปล้วนทำหน้าที่อยู่แล้ว จงปล่อยเขาไปตามทางที่เขาสร้างเอง และเสวยผลเองนั้นดีที่สุด หากเจ้าผูกใจเจ็บก็เท่ากับพลอยกระโจนไปร่วมรับบาปบนเส้นทางของเขาด้วย”

 

นาคีน้ำตาไหล เมื่อโทสะคลายลง ตาก็เริ่มสว่าง เห็นแจ้งในคำสอนของท้าวศรีสุทโธนาค “หลานผิดไปแล้วเจ้าปู่ บาปกรรมที่หลานสร้างไว้ใหญ่หลวงนัก หลานยอมรับโทษทัณฑ์ทุกประการ”

 

ท้าวศรีสุทโธนาคผู้เป็นใหญ่มองนาคีอย่างวางอุเบกขา ก่อนประกาศก้อง คล้ายคำสาปประกาศิต! “ข้าขอสาปให้ร่างเจ้ากลายเป็นหิน ครึ่งหนึ่งเป็นมนุษย์แสดงถึงความบริสุทธิ์ดีงาม ส่วนอีกครึ่งเป็นงูแสดงถึงความชั่วร้าย ดวงวิญญาณของเจ้าจงจุติอยู่ในร่างงูเผือกจนกว่าจักครบหนึ่งพันปีจึงสิ้นเวร”

สิ้นคำสาปสรรของท้าวศรีสุทโธนาค ฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมา ร่างของนาคีค่อยๆ กลายเป็นหินทีละน้อยๆ ดวงวิญญาณลอยหลุดออกจากร่างกลายเป็นงูเผือกหัวหงอน งูเผือกหัวหงอนผงกหัวคล้ายกราบลาท้าวศรีสุทโธนาคเป็นครั้งสุดท้าย ก็เลื้อยหายลงไปในถ้ำ

 

เจ้าแม่นาคีนึกย้อนถึงกรรมในอดีตชาติที่ทุกคนต่างผูกพันกันมา “เพราะความแค้นที่มีต่อกัน ทำให้ทุกคนต่างเวียนว่ายตายเกิด จองเวรกันข้ามภพข้ามชาติไม่รู้จบรู้สิ้น...หากข้าตั้งจิตเป็นกุศล รักษาศีล ปล่อยวางความแค้นให้เป็นอภัยทาน แรงอาฆาตพยาบาทนั้นก็อาจดับสิ้นลงได้” เจ้าแม่นาคีถอดศิราภรณ์ที่เป็นเจ้าแม่ออก แล้วเนรมิตพัสตราภรณ์เสียใหม่

 

มุมสงบ ร่มรื่น ในถ้ำ เจ้าแม่นาคีในชุดนุ่งขาวห่มขาว (ยังคงมีเพชรพญานาคติดอยู่ที่หน้าผาก) ประทับบนแท่นหินที่ปูลาดด้วยผ้าขาว “วันพรุ่ง เมื่อเกิดสุริยคราสเหนือฟากฟ้า คำสาปสรรของเจ้าปู่สิ้นสุด ข้าก็จักเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์เสียที” เจ้าแม่นาคีตั้งจิตให้สงบ ดับความฟุ้งซ่านทั้งปวง เข้าสู่ช่วงแห่งการรักษาศีลเพื่อเป็นมนุษย์ในวันรุ่งขึ้น

 

ทศพลนั่งเก่าเข่าอยู่คนเดียวในห้อง กัดเล็บ สับสน ไม่อยากเชื่อเลยว่าคำแก้วจะเป็นงูจริง ภาพความสัมพันธ์ระหว่างทศพลกับคำแก้ว ตั้งแต่แรกพบ //เสียผี // แต่งงานกัน // รักกัน จนกระทั่งถึงตอนที่คำแก้วตัดพ้อตอนทศพลเอาเพชรพญานาคไปติดที่หน้าผาก

“เสียแรงที่คำแก้วรักพี่ ไว้ใจพี่มาตลอด คำแก้วยอมตายแทนพี่ได้ แต่ทำไมพี่ถึงคิดทำร้ายคำแก้วได้ลงคอ พี่ไม่รักคำแก้วแล้วเหรอ พี่ใจร้าย คำแก้วทำผิดอะไร ทำไมพี่ถึงทำกับคำแก้วอย่างนี้... รักแท้มันไม่มีอยู่จริงหรอก ที่เคยบอกว่ารักกันจนตาย มันก็เป็นแค่เพียงลมปากเท่านั้น”

คำพูดของคำแก้วทิ่มแทงใจทศพลยิ่งนัก เขารักคำแก้ว แต่คำแก้วเป็นงูผี ทศพลเอามือทุบหัวตัวเอง สับสน ไม่รู้ว่าจะต้องรู้สึกกับคำแก้วอย่างไรดี

 

บุญส่งนั่งจิบกาแฟร้อนๆ ในหัวคิดวิธีตามล่าคำแก้วกับกำนันแย้ม นายกอ

“ตอนนี้พวกชาวบ้านทั้งดอนไม้ป่ารู้กันหมดแล้วว่านังคำแก้วเป็นงูผี” กำนันแย้มสะใจ

“บริวารของมันถูกฆ่าตายไม่เหลือหรอ เหลือแค่นางงูขาวตัวเดียวเท่านั้น” เมืองอินทร์เอ่ยบอก

หมออ่วมนับนิ้ว “เที่ยงนี้จะเกิดสุริยคราส นาคราชกลืนดวงตะวัน เราต้องรีบหาวิธีกำจัดมันก่อนที่มันจะมีฤทธิ์มีเดชขึ้นมาอีก”

“นังคำแก้วเหมือนหมาจนตรอก มันต้องมุดหัวอยู่ที่ไหนสักที่ในเทวาลัย” บุญส่งออกความเห็น

“ข้าส่งคนไปหาทุกซอกทุกมุม แต่ก็ไม่พบ มันหายตัวไปเหมือนล่องหน” กำนันแย้มเครียด

“แล้วในถ้ำใต้เทวาลัยล่ะ ส่งคนลงไปหาแล้วหรือยัง”

กอรีบหันกลับมาตอบบุญส่ง “โอ๊ยยย ไม่มีใครกล้าลงไปหรอก ในถ้ำนั่นสลับซับซ้อนยิ่งกว่าเขาวงกต เกิดผีบังตาอาจต้องวนเวียนอยู่ในถ้ำ หาทางออกไม่ได้ ตายอยู่ในนั้น”

“แล้วเราจะลากตัวมันออกมาได้ยังไง”

พิมพ์พรเดินเข้ามา ได้ยินที่บุญส่งปรึกษากับกำนันแย้มก็แทรก “ในเมื่อเราเข้าไปล่ามันไม่ได้ ก็ปล่อยให้มันรนออกมาที่ตายเอง”

“มนต์อาลัมพายน์ก็แตกเป็นเสี่ยงๆ ไปแล้ว จะเรียกมันออกมาได้ยังไง” เมืองอินทร์สงสัย

บุญส่งเร่ง “มีวิธีอะไรก็บอกพ่อมา”

“นังคำแก้วมันรักแม่ยังกับอะไรดี ทำไมไม่ใช้แม่มันให้เป็นประโยชน์ล่ะคะ” พิมพ์พรยิ้มร้าย

บุญส่งพอใจในความคิดลูกสาว เห็นด้วยกับแผนการ เจิดนภาแอบฟังอยู่หลังประตู ไม่สบายใจ รู้สึกได้ถึงความโหดเหี้ยมของพิมพ์พร

 

เจิดนภาปลีกตัวออกมา ไม่อยากจะยุ่งกับพิมพ์พรอีกต่อไป “ยัยพิมพ์นะยัยพิมพ์ ไม่นึกเลย ว่าจิตใจจะโหดร้ายป่าเถื่อนถึงขนาดนี้ ฉันน่าจะกลับกรุงเทพไปพร้อมกับพวกนายวันชนะก็ดี” เจิดนภานั่งบนขอนไม้ใกล้ๆ หลุมดักสัตว์

ภายในหลุม วันชนะจามใส่หน้าประกิตอย่างแรง “ฮ้าดดดดด... เช้ย !!!”

“เต็มหน้าเลยไอ้นะ” ประกิตเอามือปาดเช็ดหน้า

“สงสัยจะมีคนบ่นถึงฉันว่ะ ฮ้าดเช้ยยยยย !!!” วันชนะจามอีกรอบ คราวนี้ดังกว่าเก่า

เจิดนภาได้ยินเสียงวันชนะจาม ก็สะดุ้ง ตกใจ นึกว่าผีหลอก “เสียงจาม !!! นะโมตัสสะ ภะคะวะโต.... ลูกช้างกลัวแล้ว อย่ามาหลอกมาหลอนลูกช้างเลยนะเจ้าคะ” เจิดนภายกมือไหว้ปลกๆ ตัวสั่นงันงกด้วยความกลัว

เชษฐ์ได้ยินเสียงเจิดนภาก็จำได้ “เสียงเจิดนภานี่”

สมมาตรดีใจ “จริงด้วย!!! ยัยเจิด ! ช่วยฉันด้วย ฉันอยู่ในนี้ !”

พวกเพื่อนๆ ทั้งสี่ต่างร้องตะโกนขอความช่วยเหลือจากเจิดนภา

เจิดนภาได้ยินเสียงเพื่อนๆ ก็เหลียวซ้ายมองขวา “เสียงนายสมมาตร ดังมาจากทางนี้ !”

“ยัยเจิด ช่วยพวกฉันด้วย !” เสียงวันชนะตะโกนก้อง

“พวกนายอยู่ไหนน่ะ” เจิดนภาเอียงหูหา

“ทางนี้!”

เจิดนภาตามหาจนกระทั่งถึงต้นเสียง รีบเอามือคุ้ยเศษใบไม้ ใบหญ้าออกเห็นว่าเป็นหลุมดักสัตว์ เจิดนภาเห็นเพื่อนทั้งสี่ สุภัทร และทัศนัยอยู่ก้นหลุม ก็ตกใจ “พวกนาย ! อาจารย์ทัศนัย ! ดอกเตอร์ ! ไหนกำนันแย้มบอกว่าส่งลงแพล่องกลับกรุงเทพไปแล้วไง ทำไมถึงมาอยู่ในนี้ได้ล่ะคะ”

“อย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้เลย รีบหาทางช่วยพวกเราขึ้นไปก่อนเถอะ” อาจารย์ทัศนัยตะโกนบอก

“ค่ะๆๆๆ” เจิดนภากุลีกุจอหาวิธีช่วยเหลือให้ขึ้นมาจากหลุมดักสัตว์

 

เสียงตีเกราะเคาะไม้รัวๆๆ ของพวกชาวบ้าน คำปองถูกใส่ขื่อคา ถูกพวกกำนันแย้มแห่ประจานรอบหมู่บ้านก่อนส่งไปยังเทวาลัย

กระถุ่งได้ที ใส่ไฟกับมิ่ง เม้า “ดอนไม้ป่าเกิดอาเพศเพราะอีคำปองมันทำผิดผี ลูกมันถึงได้ออกมาเป็นงู”

“อุบาทว์แท้ ! ที่งูผีออกมาอาละวาดฆ่าคนคงเพราะนังคำปองเป็นต้นเหตุ” เม้าเห็นด้วย

“ดี ส่งมันไปเป็นเครื่องสังเวยเจ้าแม่ หมู่บ้านเราจะได้สงบสุข” มิ่งเสียงเหยียด

พวกชาวบ้านต่างก่นด่าสาปแช่งคำปอง เอาหินปาใส่ บ้างถ่มน้ำลายรด น่าเวทนามาก

 

ถนนหน้าบ้านคำปอง เสียงโหวกเหวกของพวกชาวบ้าน ทำให้ทศพลวิ่งออกมาดู ทศพลเห็นคำปองถูกใส่ขื่อคาแห่ประจาน หน้าตาบวม หัวแตก เพราะถูกหินปา

ทศพลรีบวิ่งออกไปหาคำปองทันที “แม่ !!!!”

ทศพลเข้าไปช่วยยังไม่ทันถึงคำปอง ก็ถูกพวกชาวบ้านรุมประชาทัณฑ์เสียก่อน

กระถุ่งยุ “มันเป็นผัวนังงูผี กระทืบมันเลย”

ทศพลถูกสมุนกำนันแย้มซัดจนหมอบลงไปนอนคลุกฝุ่นอยู่กับพื้นถนนลูกรัง “พวกมึงจะทำอะไรแม่กู ! ปล่อย !”

กำนันแย้มเดินเข้ามาคุกเข่าใกล้ๆ ลูบหัวทศพล “เดี๋ยวเอ็งก็รู้” กำนันแย้มยิ้มอำมหิต แล้วเดินไป

 

เจิดนภาเอาไม้พะองพาดปากหลุมช่วยทุกคนขึ้นมาได้

“เจ้าทศพลยังปลอดภัยดีมั้ย” สุภัทรถามสีหน้าเป็นห่วง

“เมื่อวานยังดี แต่วันนี้ไม่แน่ใจแล้วค่ะ” เจิดนภาตอบกำกวม

อาจารย์ทัศนัยสงสัย “ทำไมล่ะ เกิดเรื่องอะไรหรือเปล่า”

เจิดนภาอ้ำๆ อึ้งๆไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนดี “คือ....เอ่อ....คือ....”

“เอ้า ! มัวแต่เอ่อๆ อ่าๆ อยู่ได้ รีบๆ เล่ามาเร็วๆ เข้าสิ คนเค้ารอฟังอยู่” วันชนะรำคาญ

“โอ๊ยยยยย อย่าเร่งสิ ให้ฉันเรียบเรียงก่อน !”

ทุกคนต่างรอฟังเจิดนภาเล่าใจจดใจจ่อ

 

พวกชาวบ้านมาชุมนุมพร้อมกันที่ลานหน้าเทวาลัยเจ้าแม่นาคี โห่ร้องสาปแช่งคำปอง

กำนันแย้มยกมือเป็นสัญญาณให้ชาวบ้านทุกคนเงียบ ก่อนประกาศลั่น “ทุกคนฟังให้ดี ! หมออ่วมบอกว่าเที่ยงวันนี้จะเกิดสุริยคราส”

ชาวบ้านส่งเสียบเซ็งแซ่ “สุริยคราสอีกแล้วเหรอ !!!”

“สาเหตุที่ปีนี้เกิดสุริยคราสสองครั้งติดๆ กัน เป็นเพราะมีคนอุบาทว์ทำผิดผี”

กระถุ่งรีบใส่ไฟตามกำนันแย้มทันที “มึงนั่นแหละ อีคำปอง อีแม่ม่ายผัวตาย มึงทำผิดผี ลูกมึงถึงได้เป็นงู !”

เสียงพวกชาวบ้านโห่ร้องเห็นด้วยกับนางกระถุ่งที่เป็นเหมือนแกนนำมวลชน

“เอ็งมีอะไรจะแก้ตัวมั้ย อีคำปอง” คำปองกัดริมฝีปากแน่น จ้องกำนันตาเขม็งไม่ยอมปริปากตอบ “ดี! ในเมื่อเอ็งเงียบ ข้าจะถึงว่าเอ็งยอมรับ พ่อแม่พี่น้อง นางคำปองมีลูกเป็นงูผี เราจะทำยังไงกับมันดี”

“เผามันทั้งเป็น เลือดอุบาทว์ของมันจะได้ไม่แปดเปื้อนดอนไม้ป่า !!” กระถุ่งตะโกนลั่น

พวกชาวบ้านโห่ร้องอย่างบ้าคลั่ง “เผามันเลย !! เผามัน!!”

กอจุดกองไฟลุกพรึ่บ โชติช่วงตรงหน้าคำปอง เพื่อเป็นการกดดันคำปอง ชบากับซ่อนกลิ่นทำเหยเก เสียวไส้ “ถึงกับต้องย่างสดน้าคำปองเลยเหรอ โหดอ่ะแก”

“นี่เป็นแผนล่อนังคำแก้วออกมาฆ่า แกสองคนดูไม่ออกเหรอ อีโง่” ลำเจียกกอดอก ยิ้มลอยหน้า อ่านแผนการของกำนันแย้มออก

กำนันแย้มจิกผมคำปอง แล้วพูดเบาๆ กับคำปอง ให้ได้ยินแค่สองคน “เรียกนังคำแก้วให้ออกมา แล้วข้าจะปล่อยเอ็ง”

“แผนระยำ อย่าคิดว่าฉันรู้ไม่ทัน” คำปองกัดฟันกรอด

“มึงจะเรียกหรือไม่เรียก”

คำปองจ้องหน้ากำนันแย้มนิ่ง อย่างท้าทาย แล้วถล่มน้ำลายใส่ “พวกมึงเป็นคนแท้ๆ แต่จิตใจเลวยิ่งกว่าสัตว์”

กำนันแย้มโมโห ตบหน้าคำปองที่ไม่ยอมทำตามแผนการ ร้องตะโกนลั่นหน้าเทวาลัย “อีคำแก้ว ! อีนังงูร้าย ถ้ามึงไม่ออกมา แม่มึงตาย กูจะเผาแม่มึงทั้งเป็น”

คำปองกลัวว่าคำแก้วจะออกมาช่วยตนก็รีบตะโกนบอกคำแก้ว “คำแก้ว เอ็งอย่าออกมานะลูก อย่าออกมา”

กำนันแย้มตบหน้าคำปอง “อีคำปอง !!”

 

“ถ้ามึงจะใช้กูเป็นเครื่องมือเพื่อฆ่าลูกกูละก็ กูยอมตาย!”

 

คำปองกลัวว่าคำแก้วจะออกมาช่วยตนก็รีบตะโกนบอกคำแก้ว “คำแก้ว เอ็งอย่าออกมานะลูก อย่าออกมา”

กำนันแย้มตบหน้าคำปอง “อีคำปอง !!”

“ถ้ามึงจะใช้กูเป็นเครื่องมือเพื่อฆ่าลูกกูละก็ กูยอมตาย!”

สิ้นเสียงคำปอง อย่างไม่มีใครคาดคิด คำปองกระโดดเข้ากองไฟที่ลุกโชติช่วงถูกเผาทั้งเป็น ร้องโหยหวน ลำเจียกได้กลิ่นเนื้อไหม้ ก็หน้ามืด พาลจะเป็นลม หงายหลังล้มตึง

“ลำเจียก !!!!” ซ่อนกลิ่นกับชบาช่วยกันพัดวี

 

เจ้าแม่นาคีในชุดขาวนั่งสมาธิข่มใจ สะอึกสะอื้นน้ำตาไหลพราก

คำสอนของท้าวศรีสุทโธนาค ดังก้องกังวานอยู่ในหัว “บุญบาปล้วนทำหน้าที่อยู่แล้ว จงปล่อยเขาไปตามทางที่เขาสร้างเอง และเสวยผลเองนั้นดีที่สุด หากเจ้าผูกใจเจ็บก็เท่ากับพลอยกระโจนไปร่วมรับบาปบนเส้นทางของเขาด้วย”

 

เจ้าแม่นาคีร้องไห้โฮ ข่มใจ พยายามปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎแห่งกรรม

“อย่าออกไปเจ้าข้า เจ้าแม่ต้องอยู่ในถ้ำนี้จนกว่าคำสาปของท้าวศรีสุทโธนาคจักเสื่อมลง เมื่อครบหนึ่งพันปีจักเกิดสุริยคราสบนท้องฟ้า เจ้าแม่ก็จักได้เป็นมนุษย์ดังประสงค์” คำเตือนของวัชระปราการเหนี่ยวรั้งให้เจ้าแม่นาคียังคงนั่งบำเพ็ญศีลต่อไป

 

เจิดนภาพาทุกคนไปช่วยคำปองที่เทวาลัย “พวกมันจับน้าคำปองเป็นตัวประกันเพื่อล่อให้คำแก้วออกมาถูกฆ่า”

วันชนะฉุนเฉียว “เลวที่สุด รังแกกระทั่งผู้หญิง แผนสกปรกอย่างนี้ ใครวะเป็นคนต้นคิด”

เจิดนภาสวนขวับ “ก็ยัยพิมพ์น่ะสิ”

“ห๊ะ! ยัยพิมพ์เนี่ยนะ” ทั้งสี่มองหน้ากันอย่างอึ้งๆ ไม่อยากจะเชื่อว่าพิมพ์พรจะคิดแผนชั่วๆ แบบนี้

“เราต้องรีบไปช่วย ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” อาจารย์ทัศนัยเร่งฝีเท้า

“ฉันชักใจคอไม่ดี เป็นห่วงเจ้าทศพลแล้วสิ” สุภัทรเร่งตาม

ภาพนกกาบินแตกฮือ ส่งสัญญาณว่าจะเกิดปรากฏการณ์สุริยคราส

สมมาตรแหงนขึ้นไปดูบนท้องฟ้า ตาลุกด้วยความตื่นเต้น “ดูนั่นสิครับ”

“สุริยคราส !” สุภัทรตาเบิกโพลง

ทุกคนยืนมองตะลึงตะไล เห็นเงาคราสเริ่มจับดวงอาทิตย์ทีละน้อย

 

บุญส่งหน้าเครียด ไม่เห็นวี่แววของคำแก้ว “ทำไมนังคำแก้วมันยังไม่ออกมาอีก”

“นังนี่มันเนรคุณ ขนาดแม่มันถูกเผาทั้งเป็น ยังไม่โผล่หัวออกมาดูดำดูดี” พิมพ์พรด่า

หมออ่วมเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เห็นคราสจับดวงอาทิตย์เรื่อยๆ จนครึ่งดวงแล้ว “คราสกำลังกลืนดวงอาทิตย์ จะทำอะไรก็รีบๆ ทำเข้าเถอะกำนัน ก่อนที่นังงูผีจะมีฤทธิ์”

“คราวนี้ดูซิว่า นังงูผีมันจะออกมามั้ย! เอาตัวมันมา!” กำนันแย้มสั่ง

สมุนกำนันแย้มเอาตัวทศพลเข้ามามัดกับเสากลางลานหน้าเทวาลัย

ทศพลเห็นร่างของคำปองดำเป็นตอตะโก ก็แทบช็อค “แม่ !!! พวกแกทำอะไรของแก แม่คำปองเกี่ยวอะไรด้วย พวกแกยังเป็นคนกันอยู่หรือเปล่า”

“อีคำปองมันโดดเข้ากองไฟเอง พวกข้าไม่รู้ไม่เห็นอะไรด้วย” หมออ่วมแก้ตัว

“เรียกนังงูผีเมียแกออกมาซะดีๆ ว่าไง จะเรียกหรือไม่เรียก” กำนันแย้มสั่ง

“ต่อให้ตาย ผมก็ไม่เรียก ถึงคำแก้วจะเป็นงู แต่ก็ยังไม่อำมหิตเลือดเย็นเท่าสัตว์ร้ายในร่างคนอย่างพวกแก อย่าออกมานะคำแก้ว” ทศพลตะโกนลั่น

“รักกันเหลือเกิน.... กูอยากจะรู้นักว่าเมียมึงจะรักมึงมากแค่ไหน” กำนันแย้มกัดฟันด้วยความโมโห แล้วจุดไฟที่โคนเสา ไฟลุกพรึ่บอย่างรวดเร็ว

พิมพ์พรพอเห็นทศพลถูกจับตัวมาก็จะเข้าไปช่วย แต่บุญส่งจับแขนพิมพ์พรเอาไว้แน่น พิมพ์พรร้องลั่น “พล! อย่าฆ่าเขา พ่อ พิมพ์ขอร้อง ไว้ชีวิตพลเถอะ”

“ยัยพิมพ์ อย่าเข้าไป” บุญส่งขัดขวาง

เปลวไฟปะทุ ทศพลรับรู้ถึงไอร้อนจากกองไฟที่ใกล้แผดเผาเข้ามาทุกที

 

สุภัทร อาจารย์ทัศนัย และเพื่อนๆ ทศพลเข้ามาเห็นตอนทศพลถูกเผาพอดี

“เจ้าทศพล !!!” สุภัทรพยายามจะเข้าไป แต่ถูกสมุนของกำนันแย้มจับตัวเอาไว้

“คนกำลังจะตาย ยืนมองกันอยู่ได้ รีบดับไฟเร็ว!” อาจารย์ทัศนัยโวย

พวกชาวบ้านไม่มีใครสนใจต่างโห่ร้องอย่างบ้าคลั่ง สะใจที่เห็นทศพละกำลังจะถูกเผาทั้งเป็น เพื่อนๆ ทั้งสี่ของทศพลจะเข้าไปช่วย แต่ถูกสมุนกำนันแย้มรุมยำจนน่วม ดวงอาทิตย์ถูกคราสกลืนเกินครึ่งดวงแล้ว

 

เจ้าแม่นาคีลืมตาขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความแค้น สุดจะทนอีกต่อไป “ต่อให้ต้องเป็นสัตว์เดรัจฉานไปชั่วกัปชั่วกัลป์ ข้าก็ยอม !” ดวงตาของเจ้าแม่นาคีกลายเป็นสีแดงด้วยความแค้น

 

ทศพลถูกไฟเผา ร้อน ทุรนทุราย

กำนันแย้มตะโกนท้าทาย “แม่มึงตายโหงในกองไฟแล้ว ผัวมึงกำลังจะตายอีกคนอีคำแก้ว มึงจะออกมาหรือไม่ออก !”

พิมพ์พรเป็นห่วงทศพล ขณะที่คนอื่นยิ้มด้วยความสะใจ

“คำแก้วอย่าออกมา คำแก้ว พี่ยอมตาย !” ทศพลร้อนทุรนทุราย

ทันใดนั้น ลมพายุพัดอู้ ท้องฟ้ามืดครึ้ม ดำทะมึนไปทั่วทุกทิศ สุริยคราสเกือบจะเต็มดวงอยู่แล้ว ฝนเทลงมาดับกองไฟที่เกือบจะคลอกทศพลได้อย่างหวุดหวิด

ซุ้มประตูหน้าเทวาลัย คำแก้วเดินออกมาอย่างช้าๆ

“คำแก้ว.....” ทศพลอึ้ง

ทุกคนตาค้าง เมื่อเห็นคำแก้วเดินออกมาจริงๆ

“กูอยู่ของกูดีๆ พวกมึงคิดจะจองเวรกูไปถึงไหน”

“อีคำแก้ว มึงเป็นงูไม่อยู่ส่วนงู อุตริมาสมสู่กับคน แล้วยังจะฆ่าพวกกูอีก วันนี้กูจะฆ่ามึงล้างแค้นให้วิญญาณไอ้เลื่อง” กำนันแย้มประกาศไม่เกรงกลัว

“พวกมึงที่ตายล้วนแต่กรรมสนอง ไอ้เลื่องลูกมึงทำผิดคิดร้ายกับกูก่อน มันสมควรตาย”

“มึงออกมาก็ดีแล้ว วันนี้จะเป็นวันตายของมึง อีงูผี” บุญส่งชี้หน้าด้วยความแค้น

คำแก้วหัวเราะ “ในเมื่อพวกมึงเรียกกูว่านางงูผี กูก็จักให้พวกมึงเห็นตัวตนที่แท้จริงของกูก่อนตาย”

ทันทีที่คำแก้วก้าวเท้าพ้นธรณีประตูก็กลายร่างเป็นพญานาคสีขาวลำตัวเท่าลำตาลพันรอบปราสาทหิน

“เจ้าแม่นาคี !!! อีคำแก้วเป็นเจ้าแม่นาคี !!!” หมออ่วมหวาดกลัว

พวกชาวบ้านหวาดกลัวลนลาน วิ่งแตกตื่นหนีตายกันอลหม่าน

“พ่อหมอเมืองอินทร์ จัดการมัน !” บุญส่งตะโกนบอก

เมืองอินทร์หยิบเชือกนาคบาศก์มาโอมอ่านคาถา แล้วเขวี้ยงไปรัดร่างนางพญานาคีทันที นางพญานาคีร้องคำราม สะบัดอยู่ไม่กี่ที บ่วงนาคบาศก์ก็ขาดผึง !!

“ฉิบหายแล้ว !! บ่วงนาคบาศเอามันไม่อยู่” เมืองอินทร์ลนลาน

นางพญานาคีเอาหางฟาดเมืองอินทร์ร่างลอยหวือกระแทกปราสาทหินตายคาที่ หมออ่วมชูว่านพญาลิ้นงูขึ้นสู้ นางพญานาคีงับหมออ่วมจนขาดครึ่งท่อน ศพของหมออ่วมสภาพสยดสยองตกลงตรงหน้ากระถุ่ง กระถุ่งช็อคสุดขีด หัวใจวายตาย บุญส่ง กอกับกำนันแย้ม และสมุนระดมยิงใส่นางพญานาคี เปรี้ยงๆๆๆ ! แต่ไม่ระคายผิว นางพญานาคพ่นพิษใส่บุญส่ง กอ กับพวกกำนันแย้ม ตายเกลื่อนราวใบไม้ร่วง เพื่อนทั้งสี่อาศัยช่วงชุลมุนรีบวิ่งเข้าไปแก้มัดให้ทศพล พิมพ์พรเห็นท่าไม่ดีรีบวิ่งหนี แต่ถูกพวกชาวบ้านที่หนีตายแทบเหยียบกัน เบียดจนตกบันไดหิน คอหักตาย

ลำจียกที่เป็นลมฟื้นขึ้นมา เห็นภาพนางพญานาคีตรงหน้าก็ตาเหลือกลาน นางพญานาคีจะทำร้ายลำเจียกยื่นหน้ามาใกล้ ลำเจียกยกมือไหว้ปลกๆ ตัวสั่นงันงก “ข้ากลัวแล้วๆ.... ไว้ชีวิตข้าเถอะ.....”

ทศพลเห็นคำแก้วกำลังจะฆ่าลำเจียกก็รีบห้าม “คำแก้ว.... อย่าทำอะไรเขาเลย....”

นางพญานาคีหันมามองทศพล แล้วหันกลับมามองลำเจียก ก่อนยอมไว้ชีวิตลำเจียก ลำเจียกสติสัมปชัญญะขาดผึง กลัวสุดขีด สิ้นการรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในบัดดล เป็นบ้าหนีเตลิดไป ศพของบุญส่ง เมืองอินทร์ กอ หมออ่วม กำนันแย้ม และคนชั่วตายเกลื่อน

บนท้องฟ้า สุริยคราสคายดวงอาทิตย์แล้ว เมฆทะมึนเคลื่อนผ่านไป แสงสว่างส่องมาอีกครั้ง งูเจ้าแม่ยอบกายลงตรงหน้าทศพล ทศพลน้ำตาไหลมองตางูเจ้าแม่ ยังคงเห็นเป็นใบหน้าคำแก้วอยู่ในดวงตาคู่นั้น ทศพลเข้าไปกอดงูเจ้าแม่ ร้องไห้ สื่อสารด้วยภาษากาย เสียใจต่อสิ่งที่กระทำลงไป ทันใดนั้น ท้าวศรีสุทโธนาคก็ปรากฏตัวขึ้นก่อนกลายร่างเป็นพญานาคทะยานขึ้นฟ้าไปอมดวงอาทิตย์ไว้ สุริยคราสเกิดขึ้นอีกครั้งด้วยฤทธิ์ของท้าวศรีสุทโธนาค ทำให้งูเจ้าแม่กลายร่างเป็นคำแก้วมาสั่งลาทศพล

“คำแก้ว..... พี่ขอโทษ....” ทศพลรู้สึกผิด

“คำแก้วคงไม่ได้ไปเป็นเมียพี่ที่กรุงเทพแล้ว”

“ไม่ว่าคำแก้วจะเป็นอะไร พี่ก็รักคำแก้ว”

“คำแก้วเป็นงู พี่ไม่กลัวคำแก้วแล้วเหรอ” ทศพลส่ายหน้า แล้วกอดคำแก้วไว้แน่นเหมือนเด็กๆ จุกจนพูดไม่ออก “คำแก้ววาสนาน้อยนัก ต้องเป็นนาคอยู่ใต้บาดาลไปชั่วกัปชั่วกัลป์ ต่อแต่นี้ไปคำแก้วคงไม่ได้อยู่ปรนนิบัติพี่อีกแล้ว...”

“ชาตินี้เราสองคนคงทำบุญร่วมกันมาน้อยถึงได้อยู่เป็นผัวเป็นเมียกันแค่นี้ ต่อให้คำแก้วต้องเป็นนาคอีกนานแสนนานแค่ไหน พี่ก็จะรอ รอจนกว่าเราจะเป็นผัวเมียกันนะคำแก้ว”

สุภัทร อาจารย์ทัศนัย และเพื่อนๆ ทั้งสี่ของทศพล ยืนมองด้วยความซาบซึ้ง

คราสค่อยๆ คายดวงอาทิตย์ลงอย่างช้าๆ

“ถ้าไม่มีคำแก้วแล้ว พี่ต้องอยู่คนเดียวให้ได้นะ” ทศพลพยักหน้ารับ “คำแก้วต้องลาพี่แล้ว ไม่รู้เมื่อไหร่ เราจะได้พบกันอีก” คำแก้วน้ำตาไหล

“คำแก้วจะอยู่ในใจพี่เสมอ ความรักที่พี่มีให้คำแก้ว ไม่เคยลดน้อยจากใจพี่ ต่อให้คำแก้วจะอยู่ใต้หล้าบาดาล หรืออยู่ที่ไหน แต่ในหัวใจพี่จะมีคำแก้วคนนี้ตลอดไป… พี่รักคำแก้วนะ”

ทศพลประทับจูบบนริมฝีปากคำแก้วสั่งลาครั้งสุดท้ายเนิ่นนาน เป็นจูบแรกและจูบสุดท้ายของกันและกัน คราสคลายจากอาทิตย์จนหมด ร่างของคำแก้วเกล็ดๆ ค่อยๆ ขึ้นตามตัว ยามต้องแสงอาทิตย์จนกระทั่งกลายร่างเป็นพญานาคสีขาวโดยสมบูรณ์ พญานาคีเหลียวกลับมามองทศพลเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเลื้อยหายเข้าไปในโพรงถ้ำใต้เทวาลัย

“คำแก้ว!!” ทศพลจะวิ่งตามพญานาคีลงไป ทันใดนั้น กองหินพังทลายปิดปากโพรง ฝุ่นกระจายฟุ้ง โพรงถ้ำปิดสนิท เหลือเพียงแค่ซอกหินเล็กๆ ทศพลซบหน้ากับก้อนหิน ชอกช้ำขมขื่นเกินบรรยาย ร้องไห้เหมือนเด็กๆ คนอื่นๆ เข้าไปปลอบ “พ่อ....คำแก้วไปแล้ว.... คำแก้วไม่กลับมาหาผมแล้ว....”

สุภัทรกอดทศพล พวกเพื่อนมองทศพลด้วยความเห็นใจ

นางพญานาคีเลื้อยมายังนครพรหมประกายโลก ก่อนกลายร่างเป็นนาคีในชุดขาวบริสุทธิ์ ท้าวศรีสุทโธนาคประทับบนแท่นหิน สงบ และสง่า นาคีเข้าไปหมอบซบแทบพระบาทเจ้าปู่ ร่ำไห้สะอึกสะอื้น “หลานแพ้แล้ว..... แพ้แล้ว เจ้าปู่...”

“เจ้าไม่ได้แพ้หรอก เจ้าชนะต่างหาก....” นาคีเงยหน้ามองเจ้าปู่ ไม่รู้ว่าหมายความว่าอย่างไร “เจ้าตั้งสัตย์อธิฐานบำเพ็ญบารมีถึงพันปีขอเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อครองรักกับคนรักของเจ้า หลานเอ๋ย...วันนี้เจ้ายอมเสียสละที่จักได้เป็นมนุษย์ดังที่ปรารถนาเพื่อรักษาชีวิตคนรักของเจ้าไว้ ความรักของเจ้าช่างยิ่งใหญ่นัก แม้เจ้ากับเขาจักอยู่กันคนละโลก ความรักของเจ้าทั้งสองจักเป็นอมตะเล่าขานไม่รู้จบ”

“หลานคงไม่ได้พบกับเขาอีกแล้ว” นาคีเศร้า เสียใจที่สุด

“ถึงเจ้าทั้งสองจักไม่ได้พบกัน แต่ความรักมีพลานุภาพส่งถึงกันได้เสมอ”

นาคีน้ำตานอง คำพูดของเจ้าปู่ทำให้หัวใจที่แห้งผากของนาคีชุ่มชื่นขึ้นมาอย่างประหลาด

 

ภาพนาคสะดุ้งบนหลังคาโบสถ์ บรรยากาศร่มรื่นของวัดป่าแถบจังหวัดอุบลราชธานี เส้นผมของทศพลถูกตัดออกแล้ววางลงบนใบบัวที่ประกิตถืออยู่ สุภัทรปลงผมให้ทศพล ตามด้วยอาจารย์ทัศนัย และเพื่อนๆ ของทศพลตามลำดับ พระสงฆ์โกนผมให้ทศพล แล้วเอาน้ำราดรด

 

ทศพลห่มจีวรเป็นพระเรียบร้อย สวดมนต์ในอุโบสถหน้าพระพุทธรูปปางนาคปรก สุภัทร อาจารย์ทัศนัย และเพื่อนๆ ต่างพนมมือ มองด้วยความปีติ

 

วันใหม่ พระทศพลถือกลด และอัฐบริขารเตรียมธุดงค์เพื่อปลีกวิเวก

“ท่านคิดดีแล้วหรือขอรับ” สุภัทรเอ่ยถาม

“อาตมาตัดสินใจแล้วว่าบวชไม่สึกเพื่ออุทิศผลบุญกุศลให้กับสีกาคำแก้ว”

“แล้วท่านจะจำพรรษาที่วัดนี้หรือไม่ครับ” อาจารย์ทัศนัยถามต่อ

“อาตมาคงออกธุดงค์ไปเรื่อยๆ แสวงหาความสงบวิเวกในป่า เพื่อฝึกฝนขัดเกลาจิตใจให้ห่างไกลจากกิเลส ไม่ข้องแวะกับเรื่องทางโลกอีก”

“แผลที่เท้าท่านยังไม่ทันหายดี จะออกธุดงค์แล้วเหรอครับ” ประกิตเป็นห่วง เพราะที่เท้าของทศพลมีรอยถูกไฟลวกจนถึงตาตุ่ม

“แผลทางกายไม่นานก็หาย รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณเป็นของไม่เที่ยง มีแต่ความตายเท่านั้นที่เที่ยงแท้แน่นอน พวกโยมทั้งหลายจงตั้งอยู่ในความไม่ประมาทเถิด”

ทุกคนก้มลงกราบพระทศพลพร้อมกัน พระทศพลแบกกลดขึ้นบ่า มุ่งทางสู่ทางธรรมตราบจนกว่าจะสิ้นอายุขัย

 

ริมแม่น้ำโขงดวงจันทร์เต็มดวงลอยเด่นเหนือแม่น้ำโขง ชาวบ้านแออัดริมแม่น้ำโขง หลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศ เสียงพลุดังไม่ขาดระยะ ทุกสายตาจ้องมองเหนือแม่น้ำโขง เสียงเฮดังลั่นเมื่อลูกไฟสีแดงลอยขึ้นมาจากแม่น้ำ

ผู้สื่อข่าวภาคสนามช่อง 3 รายงานเหตุการณ์น่าตื่นเต้น “ท่านผู้ชมคะ และนี่คือบั้งไฟพญานาค ปรากฏการณ์มหัศจรรย์แห่งลำน้ำโขงค่ำคืนนี้ค่ะ....”

บั้งไฟพญานาคผุดพุ่งขึ้นมาจากน้ำเป็นร้อยๆ ลูก แต้มท้องฟ้ายามราตรีงดงามราวภาพวาด ชาวบ้านต่างกราบไหว้ด้วยความศรัทธา บ้างก็ถ่ายรูป ถ่ายคลิปไว้เป็นที่ระลึก

พระทศพลในวัย 70 ปีเศษนั่งปักกลดอยู่อีกฝั่งหนึ่งของลำน้ำโขงแต่เพียงลำพังรูปเดียว สายตาพระทศพลเห็นบั้งไฟพญานาคที่พุ่งจากน้ำขึ้นท้องฟ้า ท่ามกลางแสงของบั้งไฟพญานาคเหนือลำน้ำโขง เงาของนางพญานาคีเกล็ดสีขาวกำลังแหวกว่ายชูคออยู่ นางพญานาคีพ่นดวงไฟดวงใหญ่ให้ลอยขึ้นไปเหนือน้ำ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และเป็นอนุสรณ์ความรักไปตราบชั่วนิจนิรันดร์ เงาของนางพญานาคีใต้ลำน้ำโขงปรากฏแก่สายตาเพียงชั่ววินาทีแล้วมุดหายดำดิ่งลงไปใต้บาดาล พระทศพลในวัยชรา ยิ้มจางๆ บนใบหน้าอย่างมีความสุข...

 

 

***** จบบริบูรณ์ *****

 

 

 

 

 

จาก  ไทยรัฐ

#นาคี ตอนอวสาน

นิยายนาคี ตอนอวสาน

ละครนาคี ตอนอวสาน

 

นาคี ตอนอวสาน

นิยาย นิยาย นาคี นาคี

 


แสดงความคิดเห็น

emotion