นาคี ตอนที่ 15 (จบตอน)

นาคี ตอนที่ 15 (จบตอน)

5 / 429    0
coin × 0  coin × 0
ขนาดฟ้อนต์ 
ก+
ก-
โหมดกลางวัน
โหมดกลางคืน

นาคี ตอนที่ 15

 

“พี่จะโตได้ยังไง ก็คำแก้วยังไม่ยอมเป็นเมียพี่สักที” ทศพลแซวพลางช่วยคำแก้วโปรยข้าวเปลือกให้ไก่กิน“คำแก้วรู้หรือยัง อาจารย์ทัศนัยกลับมาแล้วนะ”

“แม่บอกคำแก้วแล้วจ้ะ อาจารย์ทัศนัยเป็นคนดี คุณพระคุณเจ้าย่อมคุ้มครอง”

“นอกจากจะไม่เป็นอันตรายแล้ว ยังได้ศิลาจารึกแผ่นที่เหลือกลับมาด้วย” คำแก้วหน้าซีดเผือดลงชั่วขณะ เมื่อรู้ว่าได้มนต์อาลัมพายน์มาครบแล้ว คำแก้วคิดถึงตอนที่แสงวาบส่องออกมาจากด้านหลังจารึกที่มีมนต์อาลัมพายน์ “อีกหน่อยชื่อเสียงของอาจารย์ทัศนัยคงจะโด่งดังไปทั่ว ในฐานะนักสำรวจมรุกขนคร เมืองโบราณที่หายสาบสูญ พี่เองก็จะพลอยดังไปกับเขาด้วย”

 

คำแก้วทั้งยินดีกับทศพลทั้งหวาดกลัว “แผ่นจารึกนั่นพี่ต้องเก็บเอาไว้ให้ดี อย่าให้ตกอยู่ในมือพวกคนชั่วเด็ดขาด”

 

“รับรองจ้ะ สมบัติโบราณของชาติ พี่จะรักษาไว้สุดชีวิตทีเดียว” ทศพลยิ้มใส ไม่รู้สักนิดว่าศิลาจารึกนั้นมีอันตรายต่อคำแก้วมากเพียงใด

ประกิตเอาสุ่มจับปลาหาปลาช่อนในหนองได้ เอาใส่ข้องที่เชษฐ์สะพายอยู่

ชบากับซ่อนกลิ่นเสียงแหว วิ่งโร่เข้ามาหา “จ๊ะเอ๋ คุณประกิต / คุณเชษฐ์ !!”

ประกิตรีบวิ่งจู๊ดไปหลบหลังเชษฐ์ ผลักให้เชษฐ์เป็นกันชน “มาทำไม๊..... ต่างคนต่างอยู่เถอะ แม่คู๊ณณณณ....”

“แหมมม....ซ่อนกลิ่นก็มาให้คุณประกิตชื่นใจถึงที่ ไม่ดีหรือไง”

ประกิตเบือนหน้าหนี อุดจมูก เหม็นกลิ่นตัวออกเปรี้ยวๆ ของซ่อนกลิ่น “อื้อหือ !! เก็บกลิ่นของเธอไปดมที่บ้านเถอะ ไม่ต้องเอามาเผื่อแผ่ชาวบ้านชาวช่องเค้าหรอก”

“ไปที่ชอบๆ เถอะนะ แล้วฉันจะทำบุญกรวดน้ำไปให้” เชษฐ์ยกมือไหว้ท่วมหัว

ชบาตวาดเสียงลั่น “ฉันสองคนไม่ใช่สัมภเวสีนะ เบิ่งตาดูดีๆ นางฟ้าชัดๆ”

“นางฟ้าที่ไหน กลิ่นตุๆ เหมือนปลาสลิดไม่ถึงแดดแบบนี้” ประกิตทำจมูกฟุดฟิด

“อุตส่าห์มีข่าวสำคัญมาบอก ถ้าพวกคุณไม่สนใจ ขับไล่ไสส่งกันดีนัก ฉันกับนางซ่อนกลิ่นกลับก็ได้ ! อารมณ์เสีย !” ชบาทำท่าจะจูงซ่อนกลิ่นกลับ แต่เชษฐ์เรียกไว้ “เดี๋ยว ข่าวที่ว่า ? ข่าวอะไร ?”

ซ่อนกลิ่นกับชบากระดิกนิ้วให้เชษฐ์กับประกิตเข้ามาใกล้ๆ ยิ้มอย่างเป็นต่อ “ข่าวสำคัญ เกี่ยวกับสิ่งที่พวกคุณกำลังค้นหา”

ประกิตอยากรู้เต็มแก่ “จะบอกก็รีบๆ บอก อย่ามัวแต่ทำพิโยกพิเกนอยู่เลย”

“ถ้าอยากรู้ ก็เอียงหูมาใกล้ๆ สิ” ชบากระดิกนิ้วเรียก

ประกิตกับเชษฐ์ค่อยๆ ยื่นหน้ามาใกล้ด้วยความอยากรู้ ชบากับมะลิหันควับมาจูบเชษฐ์กับประกิตเต็มๆ ทำเอาสองหนุ่มร้องลั่น “ว๊ากกกกกก !!!”

 

ประกิตกับเชษฐ์หน้าเต็มไปด้วยรอยจูบเต็มไปหมดเล่าเรื่องให้สมมาตรกับวันชนะฟัง

“เผาเทวรูปงั้นเหรอวะ !” สมมาตรตกใจ

“ฉันกับหลวงปู่สู้เอาตัวเข้าแลก ถึงได้รู้ว่าไอ้หมอผีเมืองอินทร์งมเทวรูปเจ้าแม่นาคีมาประกอบพิธีทางไสยศาสตร์” ประกิตยังแหยงๆ ไม่หาย

“เอาน่า... นิดๆ หน่อยๆ ถือซะว่าเป็นค่าส่งข่าว” วันชนะปลอบ

สมมาตรไม่เข้าใจ “ทำไมต้องเผาด้วยวะ เทวรูปนั่นอายุเป็นพันๆปี แตกหักเสียหายขึ้นมาเสียดายแย่”

เชษฐ์ออกความเห็น “คงทำพิธีกองกูณฐ์อัคคี ใช้ไฟเผาผลาญสิ่งอัปมงคลชั่วร้ายตามความเชื่อของพวกโยคีตามคัมภีร์ฤคเวท (รึก-คะ-เวด)”

ประกิตอึ้ง “พวกชาวบ้านเชื่อกันว่าวิธีนี้จะปราบนางงูผีได้”

วันชนะเซ็ง “พวกมันคงกะเล่นคุณไสยใส่คำแก้ว เอาให้ตายกันไปข้าง”

“คำแก้วกำลังตกอยู่ในอันตราย พวกเราจะช่วยยังไงดีวะ” เชษฐ์ครุ่นคิด

ประกิตเสนอ “ไปบอกไอ้พลดีมั้ย”

สมมาตรรีบห้าม “อย่าเลยว่ะ ปล่อยให้มันมีความสุขกับเมียมันไปเถอะ ไอ้พลกับคำแก้วจะอยู่กินกันได้อีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้ เรื่องนี้พวกเราจัดการกันเองก็แล้วกัน”

ทั้งสี่ขมวดคิ้ว ครุ่นคิดหาทางช่วยคำแก้ว

 

โขงเจียมยามเย็น สามสาวมาอาบน้ำที่ท่า ท่าทางงุ่นง่าน อาบไปใส่อารมณ์ไป

ลำเจียกโวยวาย “โอ๊ยยยย !!! เบื่อๆๆๆ !!! จะมีผัวทั้งที ก็ดันถูกนังคำแก้วมันแย่ง”

”นังคำแก้วมันแย่งผัวแก หรือแกจะแย่งผัวมันกันแน่” ชบาแขวะ

“มันเป็นงูก็อยู่ส่วนงูสิจะมาสมสู่อยู่กินกับคนได้ยังไงแค่คิดก็ขยะแขยงแล้ว”

“เอ็งยังดีที่เคยได้คุณทศพลเป็นผัวให้ใจฉ่ำ แต่ฉันกับนังชบาสิ ยังหาผัวเป็นตัวเป็นตนไม่ได้เลย ดูซิดู...คุณประกิตก็ไม่ชายตาแล สงสัยดวงฉันคงจะร้างคู่ไปจนแก่เป็นมะพร้าวทึนทึก”

ชบารู้สึกเซ็งเหมือนซ่อนกลิ่น “คุณเชษฐ์ก็เหมือนกัน ฉันยั่วขนาดนี้ ตบะยังไม่แตกอีก ท่าทางจะตายด้าน มะเขือเผา ไร้น้ำยา”

“พวกแกสองคนไม่เคยมีผัว ไม่มีวันรู้หรอกว่านอนคนเดียว มันทั้งเหงา ทั้งเปล่าเปลี่ยว วัวเคยขา ม้าเคยขี่ ผัวเคยคร่อม โอ๊ยยยย เซ็งโว้ย !” ลำเจียกหน้าบอกบุญไม่รับ

“ถ้าอดอยากปากแห้งมากนัก ก็ไปหาคุณบุญส่งสิ ถ้าโชคดี เขาเอาทำเมีย แกก็นั่งท้าวแขนแอ่นเต้เป็นเมียเศรษฐีที่เมืองกรุง สุขสบายไปทั้งชาติ”

ลำเจียกเบ้ปาก “อี๋... แก่คราวพ่อ แถมขาเป๋อีกต่างหาก แกจะเอาก็เอาไปเถอะ ฉันยกให้”

ลำเจียกค้อนชบาปะหลับปะเหลือก ที่มุมลับตา เลื่อมประภัสแอบฟังอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ยิ้มพรายคิดหาอุบายทำลายพิธีออกแล้ว !

 

พวกกำนันแย้มทำปะรำพิธีให้เมืองอินทร์ใหม่ โยงสายสิญจน์ผูกกับเสาทั้ง 8 ทิศ แน่นหนากว่าเดิม ชาวบ้านหญิงเตรียมเครื่องเซ่นสังเวยและบายศรีดอกไม้สำหรับพิธีกองกูณฐ์อัคคีคืนนี้

“ข้าให้พวกชาวบ้านตระเตรียมเครื่องเซ่นสังเวยสำหรับพิธีคืนนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว ขาดเหลืออะไร พ่อหมอบอกข้าได้เลย”

เมืองอินทร์ยิ้ม “ขอบใจกำนันมาก.... คืนนี้จะต้องเป็นวันตายของนางพญานาคี”

“แล้วถ้านังเจ้าแม่มันส่งบริวารมาขัดขวางอีกล่ะ” บุญส่งกังวล

“ข้าทำน้ำมนต์ธรณีสารซัดบริเวณนี้จนทั่วแล้ว จะไม่มีบริวารเจ้าแม่นาคีตัวไหนเข้ามากล้ำกรายทำลายพิธีข้าได้อีก” กอเตือน“อย่าประมาทไอ้พวกคนกรุงล่ะ โดยเฉพาะไอ้ลิงทโมน 4 ตัวนั่น มันเคยรวมหัวกันขโมยดาบเหล็กไหลไอ้หมออ่วมมาแล้ว”

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ข้าจะจัดเวรยามกวดขันให้แน่นหนา แม้แต่นกหนูสักตัวก็ไม่ให้เล็ดลอดเข้ามาได้ หากพวกไอ้ทศพล มันเสนอหน้ามาก่อกวนเมื่อไหร่ ข้าอนุญาตให้ยิงทิ้งได้ทันที” กำนันแย้มกล่าวเสียงเหี้ยม

 

พระอาทิตย์ตก ผ่านเวลาเป็นเวลากลางคืน คำแก้วนั่งนอกชาน เหม่อมองไปยังปลายท้องฟ้าที่มืดมิด ไม่มีแม้แต่ดาวสักดวง ทศพลเดินออกมานั่งข้างๆ คำแก้ว

“คืนนี้เป็นคืนเดือนดับ แม้แต่ดาวสักดวงก็ยังไม่มีให้เห็น”

ทศพลหยอกเย้า “ว๊า...แล้วพี่จะไปหาดาวกับเดือนที่ไหนมาให้คำแก้วดีน๊า...”

“พี่จ๊ะ ถ้าวันนึง คำแก้วตายไป พี่จะอยู่ได้มั้ย”

“ทำไมถึงถามอย่างนี้ล่ะ โบราณเค้าถือ รู้หรือเปล่า”

“เถอะน่า คำแก้วถาม พี่ก็ตอบ”

“ไม่เอา... ถ้าจะมีคนตาย พี่ขอตายก่อนก็แล้วกัน”

“แล้วถ้าคนตายก่อนคือคำแก้วล่ะ”

ทศพลอึ้งไป “ถ้าไม่มีคำแก้ว พี่อยู่ไม่ได้หรอก” คำแก้วสีหน้าสลด หม่นหมองลง ทศพลตัดบท “เลิกคุยเรื่องนี้กันเถอะ ฟังแล้วจิตใจหดหู่ยังไงไม่รู้ (หาว) พี่ง่วงแล้ว เราไปนอนกันเถอะ พี่ชอบให้คำแก้วเกาหลังให้พี่ก่อนนอน นะๆๆ....”

คำแก้วเผลอยิ้มออกมาในความขี้อ้อนของทศพล ทั้งสองเข้าห้องนอนไป

 

พวกกำนันแย้มถือปืนผาหน้าไม้อาวุธครบมือ เดินตรวจตราแน่นหนารอบบริเวณพิธี เพื่อนทศพลทั้ง 4 แอบซุ่มอยู่หลังพุ่มไม้

สมมาตรสังเกต “พวกกำนันแย้มมีทั้งปืนผาหน้าไม้ ขืนบุ่มบ่ามเข้าไปคงถูกยิงไส้ทะลัก”

“งั้นเรากลับกันเถอะ” ประกิตจะกลับหลังหนี

แต่วันชนะรั้งเอาไว้ “เฮ้ย ! มาถึงขั้นนี้แล้ว จะถอดใจถอยง่ายๆได้ไงวะ เต็มที่ก็แค่ตาย”

ประกิตเสียงสั่นๆ “แต่ฉันยังไม่ได้บวชให้แม่เลยนะเว้ย”

“ลูกผู้ชาย เกิดหนเดียว ตายหนเดียว เดี๋ยวแกตาย น้องชายแกก็บวชหน้าไฟให้เองแหละ” วันชนะพูดหน้าตาย

“พฤกษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง....”

วันชนะเอานิ้วป้ายปากเชษฐ์ด้วยความรำคาญ “มันใช่เวลาขึ้นธรรมาสน์เทศน์มั้ย ไอ้หลวงปู่ คนยิ่งเครียดๆ อยู่”

“เอาไงต่อดีวะ ไอ้มาตร” ประกิตหันไปถามสมมาตร

“ต้องรอจนกว่าพวกนั้นจะเผลอ แล้วเราค่อยเข้าไปขโมยเทวรูปออกมา มันจะได้ทำพิธีรังแกคำแก้วไม่ได้”

ทั้งสี่ซุ่มรอจังหวะหาโอกาสอยู่

เปลวไฟจากกิ่งไม้ชัยพฤกษ์ที่หลงเหลือจากพิธีเมื่อคืนก่อน เมืองอินทร์ในชุดนุ่งขาวห่มขาวพนมมือบริกรรมเวทมนตร์ภาษาเขมรระรัว เบื้องหน้าปะรำพิธี กองไฟโชติช่วง มีเทวรูปเจ้าแม่นาคีตั้งตระหง่านกลางกองฟืน เศษไม้แห้งราดน้ำมัน เมืองอินทร์หยิบคบไฟจากกิ่งไม้ชัยพฤกษ์โยนพรวดลงบนกองฟืน ไฟลุกพรึ่บในชั่วพริบตา เทวรูปเจ้าแม่นาคีถูกไฟโหม แสงไฟจับใบหน้าเทวรูปดูคล้ายบิดเบี้ยวเหยเก ครวญคราง

 

คำแก้วที่กำลังนอนอยู่ข้างๆ ทศพล ร้อนไปทั้งตัวเหมือนถูกไฟเผา คำแก้วเอามือปากไว้กลัวจะมีเสียงเล็ดลอดออกมาทำให้ทศพลตื่น คำแก้วพยายามจะไปที่เทวาลัย

ขณะเปิดประตูทศพลรู้สึกตัวตื่นขึ้น “คำแก้ว ดึกแล้วจะไปไหน ?”

คำแก้วทรุดลงกับพื้น ร้อนไปทั้งร่าง ไอความร้อนแล่นวูบไปทั่วทั้งตัวคำแก้ว “อย่าเข้ามา!”

ยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุ ทศพลรีบเข้ามาดู จับตัวคำแก้ว ร้อนจี๋จนผิดปกติ ก็ตกใจ “ทำไมคำแก้วตัวร้อนยังกับไฟอย่างนี้”

“คำแก้วต้องไปที่เทวาลัย...”

“พี่ไม่ให้ไป ไข้ขึ้นสูง ตัวร้อนขนาดนี้ พี่จะพาคำแก้วไปอนามัยในเมือง”

คำแก้วส่ายหน้ากะปลกกะเปลี้ย ทศพลจะเข้าไปอุ้มคำแก้วพาไปอนามัยให้ได้ ที่แขนคำแก้วเนื้อปริแตกออก เผยให้เห็นเกล็ดงูที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง คำแก้วกลัวว่าทศพลจะเห็น จึงผลักทศพลจนล้ม แล้วรีบวิ่งลงจากเรือนไป

“คำแก้ว !!!” ทศพลรีบลุกขึ้น แล้ววิ่งตามคำแก้วไป

คำปองชะโงกหน้าดูจากหน้าต่างชั้นบน คำปองเห็นคำแก้ววิ่งกระเซอะกระเซิงหนีทศพลไปแอบทางหลังบ้าน

คำปองรีบตามไปดูที่หลังบ้านทันที

 

ลำเจียกร้อนจนนอนไม่หลับ ออกมานั่งหน้าบ้าน เอาพัดโบกพั่บๆ แต่ก็ไม่หายร้อน“โอ๊ยยยยย !!! ทำไมคืนนี้มันถึงได้ร้อนอย่างนี้วะ”

เลื่อมประภัสปลอมเป็นหญิงชราขายดอกไม้ ถือกระเช้าดอกไม้ เดินย่องแย่งเข้ามา “ดอกไม้มั้ยจ๊ะ.... ดอกไม้สวยๆจ้า”

 

“โอ๊ยยย ดึกดื่นป่านนี้ เขาปิดบ้านปิดช่องนอนกันหมดแล้ว ไม่มีใครเขาซื้อหรอก ยาย ! กลับไปซะเถอะ ไป๊ ! คนยิ่งร้อนๆ อยู่” ลำเจียกโวยวาย

 

นาคี ตอนที่ 15 (ต่อ)18/10/59

 

“โอ๊ยยย ดึกดื่นป่านนี้ เขาปิดบ้านปิดช่องนอนกันหมดแล้ว ไม่มีใครเขาซื้อหรอก ยาย ! กลับไปซะเถอะ ไป๊ ! คนยิ่งร้อนๆ อยู่” ลำเจียกโวยวาย

“แม่หนู... ช่วยยายซื้อดอกไม้หน่อยเถอะ ตั้งแต่เช้า ยายยังขายไม่ได้สักกะดอก.... นะจ๊ะ แม่หนูคนสวย.... สวยราวกะนางฟ้านางสวรรค์”

ลำเจียกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ “ยายพูดจริงเหรอ”

“จริงสิ ตั้งแต่เกิดมายายยังไม่เคยเห็นใครสวยหยาดเยิ้ม สวยไม่เผื่อแผ่ใคร เท่าแม่หนูมาก่อน”

ลำเจียกทำท่าเขินไม่เคยได้ยินใครชมแบบนี้ “แหม.... ยายนี่ตาถึงจริงๆ.... แล้วนี่มีดอกอะไรมาขายบ้างล่ะ”

 

“คนงามอย่างแม่หนู ต้องดอกนี้…” มือยายแก่จำแลงหยิบ “ว่านดอกทอง” ออกมาจากกระเช้า ยื่นส่งให้

“ดอกอะไร ? ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน” ลำเจียกพลิกดอกไม้ดูไปมา

 

“เค้าเรียกว่าว่านดอกทอง กลิ่นหอมดีนะ ไม่เชื่อก็ลองดมดูสิ แม่ลำเจียก”

(หมายเหตุ : ความเชื่อตามตำราโบราณกล่าวไว้ว่าว่านดอกทอง มีสรรพคุณใช้ทางเสน่ห์มหานิยมแก่ผู้ปลูกผู้ใช้รุนแรงมาก ดอกที่บานเต็มที่ ถ้าใครได้สัมผัสหรือสูดดมกลิ่นจะมีผลทางกามราคะในจิตจะกำเริบกำหนัด มีความต้องการทางเพศรุนแรงยิ่งโดยเฉพาะผู้หญิง)

 

ลำเจียกเอื้อมมือจะรับไปดม แต่แล้วก็ชักเอะใจ “ยายรู้ได้ยังไงว่าฉันชื่อลำเจียก ?”

พอเลื่อมประภัสรู้ว่าแผนจะแตก เลยรีบเป่าพ้วง ให้ลำเจียกสูดกลิ่นว่านดอกทองเข้าไปเต็มปอด หน้าลำเจียกเคลิบเคลิ้มด้วยความกระสันซ่านเสียวขึ้นมาทันที

“ข้าจะรู้ได้ยังไงไม่สำคัญ รู้แค่ว่าหากหญิงใดสูดกลิ่นว่านดอกทองเข้าไป จะเกิดกำหนัดจนควบคุมตัวเองไม่ได้ก็พอ เหอะๆๆ” เลื่อมประภัสยิ้มเยาะ

ลำเจียกเคลิบเคลิ้ม ตาหรี่ปรือ ในภวังค์ ลำเจียกนึกถึงเมืองอินทร์ที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม สมชายชาตรี เซ็กซี่ “พี่เมืองอินทร์.....” ลำเจียกขนลุกซู่ไปทั้งตัว อยากร่วมรักกับเมืองอินทร์จนควบคุมตัวเองไม่ได้ รีบวิ่งไปที่ป่าช้า

ยายแก่จำแลงกลับคืนร่างเป็นเลื่อมประภัส ยิ้มสะใจที่แผนการสำเร็จ

 

คำแก้วแอบทศพลอยู่ที่หลังตุ่มน้ำ เกล็ดตามตัวขึ้นชัดเรื่อยๆ ลามขึ้นกระทั่งลำคอและใบหน้า ทศพลตามใกล้เข้ามาทุกที คำแก้วลุ้นระทึก กลัวว่าทศพลจะมาเห็นเข้า

“คำแก้ว ! ออกมาเถอะ พี่จะพาไปหาหมอ !” ก่อนที่ทศพลจะเดินเข้ามาถึง คำปองก็เดินออกมาขัดจังหวะไว้พอดี “แม่... !!!”

“คำแก้วมันไม่ได้อยู่แถวนี้หรอก แม่เห็นมันวิ่งไปทางเทวาลัยท้ายหมู่บ้าน”

“ผมจะรีบไปตามคำแก้วกลับมาเดี๋ยวนี้” ทศพลพูดจบก็วิ่งหน้าเริ่ดไปทางท้ายหมู่บ้าน

คำแก้วยังคงซุกตัวอยู่ที่หลังตุ่มน้ำ คำปองเดินมาทางด้านหลัง “ออกมาได้แล้ว !” คำแก้วสะดุ้งตกใจ หันกลับมาเห็นคำปองยืนอยู่ข้างหลัง คำปองตกใจไม่แพ้กัน ตาเบิกโพลงเมื่อเห็นคำแก้วขึ้นเกล็ดกำลังจะกลายร่างเป็นงู “คำแก้ว !!!! นี่เอ็ง..... !!!”

คำแก้วถึงกับปล่อยโฮออกมา ความลับเรื่องที่ตัวเองเป็นงู ผู้เป็นแม่ล่วงรู้แล้ว รีบวิ่งหนีเตลิดไป

 

ลำเจียกเดินอาดๆ จะเข้าไปหาเมืองอินทร์ในป่าช้า พวกชาวบ้านที่กำนันแย้มสั่งให้ออกตรวจตราขวางลำเจียกเอาไว้

“หลีกไป ! ข้าจะไปหาพ่อหมอเมืองอินทร์ !”

ชาวบ้านเอ่ยห้าม “กำนันแย้มสั่ง ไม่ว่าใครก็เข้าไปไม่ได้ทั้งนั้น”

“แต่ข้ามีเรื่องให้ช่วย ต้องเข้าไปหาหมอเมืองอินทร์ให้ได้” ลำเจียกดื้อดึง

“เอ็งกลับไปซะเถอะ นังลำเจียก ถ้ายังดื้อด้าน อย่าหาว่าพวกข้าไม่เตือน” ชาวบ้านขู่

“ก็เอาสิวะ ผู้ชายอกสามศอกทั้งโขยงจะรุมผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียวอย่างข้าก็ให้มันรู้ไป” ลำเจียกไม่สนจะฝ่าด่านเข้าไปหาเมืองอินทร์ให้ได้

“เฮ้ย ! จับมันไว้ !!!!” พวกชาวบ้านกลุ้มรุมกันจับตัวลำเจียกเอาไว้

“กรี๊ดดดดดด !!!!” ลำเจียกแหกปากลั่น ถูกกลุ้มรุมจับ ก็สู้อุตลุด

 

เพื่อนๆ ของทศพลได้ยินเสียงลำเจียกร้องเอะอะโวยวายก็ตกใจ

วันชนะอึ้ง “นั่นมันแม่ลำเจียกทรงโตนี่หว่า มาทำอะไรวะ”

“หรือว่าจะถูกข่มขืน ?”

วันชนะตบหัวประกิต “แหกตาดูดีๆ สิ แม่ลำเจียกอย่างกะม้าพยศ ถูกปล้ำซะที่ไหน”

ลำเจียกเตะผ่าหมากจนชาวบ้านลงไปนอนจุก ดิ้นพราดๆ วันชนะทำหน้าลุ้นมันส์ยิ่งกว่าเชียร์มวยที่ลุมพินี

สมมาตรสงสาร “ดูๆ แล้วข้าสงสารผู้ชายด้วยกันมากกว่าว่ะ โดนเตะผ่าหมากขนาดนั้น สูญพันธุ์แหงๆ”

“โอกาสนี้แหละ ช่วงชุลมุน พวกชาวบ้านกำลังเผลอ ลุยเลย !” วันชนะพยักหน้าเป็นรหัสให้พรรคพวกรีบอาศัยช่วงชุลมุนเล็ดลอดเข้าไปในป่าช้า

 

ลำเจียกทั้งตบทั้งถีบจนผ้าผ่อนหลุดลุ่ย แต่ก็สู้แรงชายฉกรรจ์ที่กลุ้มรุมจับไม่ได้ “เจ้าข้าเอ๊ย ใครก็ได้ช่วยที !!! ไอ้พวกนี้มันจะปล้ำฉัน !!!” ลำเจียกร้องโวยวาย

พวกชาวบ้านต่างหน้าเหวอ ที่ลำเจียกใช้วิธีนี้ “เฮ้ย ! เอ็งอย่าพูดพล่อยๆ สิวะ เดี๋ยวกำนันได้ยินเข้า พวกข้าจะเดือดร้อน”

“พวกข้าไม่ได้จะปล้ำ แค่ทำตามหน้าที่โว้ย !”

ลำเจียกไม่ยอมใช้ไม้ตายอีกครั้ง “เจ้าข้าเอ๊ย ช่วยด้วยจ้า พวกมันจะรุมโทรมฉัน”

พวกชาวบ้านเจอแผนนี้จึงยอมปล่อยตัวลำเจียกด้วยความตกใจ พอลำเจียกเป็นอิสระก็รีบวิ่งเข้าไปในป่าช้าทันที

“ฉิบหายละ นังลำเจียกมันเข้าไปแล้ว เอาไงดีวะ”

ชาวบ้านคนนึงตะโกนบอก “รีบไปตามกำนันเร็ว !”

พวกชาวบ้านวิ่งชนกันเอง ก่อนวิ่งหน้าเริ่ดไปบอกกำนันแย้ม

 

เมืองอินทร์นั่งบริกรรมคาถาระรัวอยู่ เปลวไฟลุกโชนโชติช่วง

ลำเจียกในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยยืนอยู่นอกวงสายสิญจน์ส่งเสียงออดอ้อน ส่งสายตาเย้ายวน “พ่อหมอจ๋า !!!”

เมืองอินทร์ได้ยินเสียงก็ลืมตาขึ้น เห็นสภาพลำเจียกก็ตวาดกลับ “ลำเจียก ! เอ็งมาทำอะไรที่นี่ !”

“ไม่รู้เป็นอะไร ฉันคิดถึงพ่อหมอใจจะขาดอยู่แล้ว”

“ข้ากำลังทำพิธีอยู่ เอ็งกลับไปซะ อย่าให้ข้าต้องใช้กำลัง” เมืองอินทร์รีบไล่

“ฉันไม่กลับ ฉันกลัว.... “ ลำเจียกแสร้งมารยา “กลัวพวกมันจะรุมโทรมฉัน”

“อะไรนะ ! ใครทำอะไรเอ็ง”

“พวกกำนันแย้มจ้ะ มันเห็นฉันเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว ก็เลยจะข่มเหงยัดเยียดความเป็นผัวให้ฉัน ฉันถึงต้องบากหน้ามาหาพี่เมืองอินทร์ถึงนี่”

เมืองอินทร์ชักสับสน เชื่อหรือไม่เชื่อดี แต่สภาพลำเจียกผ่าผ่อนหลุดลุ่ยก็ชวนให้คิดว่าลำเจียกไม่น่าโกหก ลำเจียกค่อยๆ เดินเข้าไปอย่างช้าๆ ข้ามสายสิญจน์จนเสื่อม

เมืองอินทร์เหลือบเห็นเข้า รู้ในบัดดล หลงกลเข้าให้แล้ว “เอ็งอย่าเข้ามานะ !”

ลำเจียกไม่ฟังอีร้าค่าอีรม วิ่งข้ามเครื่องเซ่นสังเวย เหยียบล้มระเนระนาด กระจายเกลื่อนปรี่เข้าไปหา

ลำเจียกกระโดดขึ้นคร่อมเมืองอินทร์ กอดจูบ ถลกผ้าถุง ปล้ำเมืองอินทร์ “พี่เมืองอินทร์จ๋า... ขอชื่นใจทีเถอะ ฉันจะเป็นบ้าตายเพราะพี่อยู่แล้ว”

ไฟอาคมที่เผาเทวรูปดับพรึ่บลง เหลือแต่ควัน พิธีล้มเหลวไม่เป็นท่า

“พิธีกูวินาศสันตะโรหมดแล้ว !!! อีลำเจียก ปล่อยกู !!!!” ลำเจียกไม่ฟังเสียง กระชากโสร่งของเมืองอินทร์แล้วปาทิ้งลงกับพื้นด้วยความกระสันถึงขีดสุด

 

ทั้งสี่ไม่อยากจะมองภาพลำเจียกปล้ำเมืองอินทร์ตรงหน้า

“บัดสีบัดเถลิง ! เกิดมาไม่เคยพบไม่เคยเห็นผู้หญิงปล้ำผู้ชาย” ประกิตมองอย่างสมเพช

“ฟ้าเหลืองแน่ ไอ้เมืองอินทร์เอ๊ย” วันชนะหัวเราะเยาะ

“สตรีเป็นเกาะแก่งกีดกระแสกุศล มีมัจฉริยะมืดมนคือตัวมาร ฉันเพิ่งประจักษ์แจ้งเห็นจริงวันนี้นี่เอง สาธุ” เชษฐ์ไม่อยากเชื่อสายตา

“ไอ้หมอผีกำลังถูกแม่ลำเจียกเผด็จศึกทำประตูชัยอยู่ อย่ามัวแต่ดูให้กุ้งยิงตา จะทำอะไรก็รีบทำเข้าสิวะ” สมมาตรเร่ง

วันชนะนึกขึ้นได้ “รีบเข้าไปเอาเทวรูปกันเถอะ ก่อนที่พวกกำนันแย้มจะแห่กันมาที่นี่”

ทั้งสี่วิ่งปรี่เข้าไปชิงเทวรูปเจ้าแม่นาคีด้วยความรวดเร็วทันที

 

พวกกำนันแย้มถือปืนลูกซองแฝดมุ่งหน้าไปยังป่าช้า หลังจากได้รับรายงานจากสมุน

“เอ็งเลี้ยงลูกประสาอะไรวะ ไอ้กอ ร้องเรียกหาผัวไม่รู้จักเวล่ำเวลา” กำนันแย้มโวยวาย

“ชาติก่อนมันคงจะเกิดปลากระดี่ ถึงได้ระรี้ระริกนัก” กอระอาใจ

“ถ้าพิธีคืนนี้พัง เอ็งต้องรับผิดชอบ ไอ้กอ”

กอหันขวับ “เอ้า ! ข้าไปเกี่ยวอะไรด้วย โบราณว่าพระจะสึก ฝนจะตก ฟ้าจะร้อง คนจะเอากัน มันห้ามกันได้ซะที่ไหน”

เพื่อนทศพลช่วยกันขนเทวรูปปุเลงๆ หนีมาเจอะกับพวกกำนันแย้มเข้าพอดี

กำนันแย้มตวาด “พวกเอ็ง !”

วันชนะตกใจ “ซวยแล้วกู !”

พอกำนันแย้มเห็นทั้งสี่ยกเทวรูปออกมาก็ตกใจ “เฮ้ย ! พวกเอ็งจะเอาเทวรูปนั่นไปไหน !”

“โบราณวัตถุทุกชิ้นถือเป็นสมบัติของแผ่นดิน พวกผมยอมไม่ได้ที่จะเห็นมันถูกเผาทำลายลงต่อหน้าต่อตา” เชษฐ์เอ่ยบอก

“บรรลัยแล้ว ! เขากำลังทำพิธีกองกูณฐ์อัคคี พวกเอ็งรู้มั้ยว่าทำอะไรลงไป” กอโวยวาย

“พวกผมเป็นนักศึกษาโบราณคดี ไม่เชื่อเรื่องงมงาย พิสูจน์ไม่ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์” สมมาตรทำใจดีสู้เสือ

บุญส่งตะคอก “ส่งเทวรูปนั่นมา เร็วเข้า !”

วันชนะยื้อ “กว่าจะยกมาได้ แทบเป็นไส้เลื่อน เรื่องอะไรจะส่งให้ง่ายๆ”

“ไม่งั้นพวกเอ็งก็เตรียมตัวตาย !” กำนันแย้มยกปืนลูกซองจะยิงทั้งสี่ รวมถึงพวกชาวบ้านยิงกระหน่ำราวห่าฝน

 

นาคี ตอนที่ 15 (ต่อ)19/10/59

 

วันชนะยื้อ “กว่าจะยกมาได้ แทบเป็นไส้เลื่อน เรื่องอะไรจะส่งให้ง่ายๆ”

“ไม่งั้นพวกเอ็งก็เตรียมตัวตาย !” กำนันแย้มยกปืนลูกซองจะยิงทั้งสี่ รวมถึงพวกชาวบ้านยิงกระหน่ำราวห่าฝน

“หลวงพ่อโกยช่วยลูกด้วย !!!” วันชนะและพวกอุ้มเทวรูปเผ่นแน่บ หลบลูกกระสุนที่ยิงมาหูดับตับไหม้

“ตามมันไป !!!”

พวกกำนันแย้มวิ่งไล่ตามไปติดๆ

 

กำนันแย้ม กอ และพวกชาวบ้านวิ่งไล่กวดยิงพวกทศพล เสียงปืนยังดังสนั่นก้องแนวป่า

“ไอ้เด็กเมื่อวานซืน ! เอาเทวรูปคืนมานะโว้ย” กอตะโกนลั่น

 

วันชนะหันมาตะโกนกลับ ทำหน้าลิงหลอกเจ้า “คืนให้โง่สิ !!! อยากได้ก็ตามมาเอาเองสิ”

“จับพวกมันให้ได้ ! ถ้าจับเป็นไม่ได้ ก็จับตายได้เลย” กำนันแย้มสั่ง

พวกชาวบ้านยิงปืนใส่พวกวันชนะราวกับห่ากระสุน สนุกบ้าคลั่งที่จะได้ฆ่าคน

ประกิตผวา “เฮ้ย !!! จะเอากันถึงเป็นถึงตายเลยเหรอ”

สมมาตรย้อน “อยู่ดอนไม้ป่าตั้งนาน แกยังไม่ชินกับความบ้าระห่ำของคนที่นี่อีกหรือไง”

ทันใดนั้น งูยักษ์สีเขียว (เลื่อมประภัส) ก็โผล่พรวดขึ้นมาขวางไว้ ให้พวกวันชนะหนีไป

“บริวารเจ้าแม่นาคี !!!!” กอสีหน้าหวาดกลัว

กำนันแย้มหยุดดูท่าที “มันมาขวางพวกเราไม่ให้ตามไอ้พวกคนเมือง”

“ดูท่านังงูนี่จะดุใช่ย่อย เราเปิดกันก่อนเถอะ” กอเตรียมถอย

กำนันแย้มยังมุ่งมั่น “ข้าจะตามไปเอาเทวรูป !”

“ช่างหัวมันก่อนเถอะ กำนัน ! นาทีนี้ ตัวใครตัวมันก็แล้วกัน เผ่นล่ะโว้ย !” กอเอาตัวรอด เผ่นแน่บเป็นคนแรก

“ไอ้กอ !!! มึงกล้าทิ้งกูเหรอ !” กำนันแย้มร้องลั่น

งูเลื่อมประภัสร์พุ่งเข้าฉก ไล่พวกกำนันแย้ม ไม่ให้ตามทศพลไป พวกกำนันแย้มตาเหลือก วิ่งหัวซุกหัวซุนหนีกลับไปทางเก่า ไปกล้าตามพวกวันชนะไป

 

ทศพลตามหาคำแก้วแถวๆ เทวาลัย “คำแก้ว !”

สายตาทศพลไม่เห็นคำแก้วแม้แต่เงา ทศพลมองไปทางเทวาลัยบนภูเขา.... หรือคำแก้วจะอยู่บนนั้น ?

 

คำแก้วหนีเข้ามาในป่า พงหญ้ารกเรื้อตามวิสัยของงู เกล็ดงูที่ผิวหนังตามตัวของคำแก้วเลือนหายไป หลังจากพิธีกองกูณฐ์อัคคีถูกทำลาย

คำปองตามหาคำแก้วจนกระทั่งมามาถึงจุดที่คำแก้วซ่อนตัวอยู่ “คำแก้ว ออกมาเถอะลูก ! อย่าหนีแม่ไปเลย!” คำปองเห็นหนังคำแก้วไวๆ หลบอยู่ลังพุ่มไม้ก็จำได้ รีบปราดเข้าไปหา “คำแก้ว!”

“อย่าเข้ามา...ฉันไม่ใช่คำแก้วลูกแม่อีกต่อไป” คำแก้วร้องห้าม

“เอ็งเกิดมาจากท้องแม่ เอ็งจะไม่ใช่ลูกแม่ได้ยังไงล่ะ คำแก้วเอ๊ย”

“แต่ฉันเป็นงู ฉันเป็นงูผีอย่างที่ชาวบ้านเขาพูดกัน”

“เอ็งเป็นลูกแม่ ถึงเอ็งจะเป็นอะไร แม่ก็รัก อย่าหนีแม่เลยนะลูก” คำปองยื่นมือมาหาคำแก้วทั้งน้ำตา

คำแก้วมองสบตาคำปอง เห็นแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและจริงใจของผู้เป็นแม่อย่างแท้จริง ก็โผเข้ากอดคำปองแน่น “ฉันไม่อยากเป็นงู ฉันจะทำยังไงดีล่ะแม่”

“มันต้องมีวิธีแก้อาถรรพ์สิ เอ็งต้องหาย คำแก้ว เอ็งต้องหาย...เชื่อแม่สิลูก”

คำแก้วกอดแม่ร้องไห้น่าเวทนา

 

เช้าวันใหม่ ลำเจียกนอนหลับตาพริ้มมีความสุข ฝันว่าได้หลับนอนกับทศพล “คุณทศพลจ๋า.....” ลำเจียกจะกอดเมืองอินทร์แต่ดันคว้าสะเปะสะปะถูกขันน้ำมนต์หกราดใส่ตัวเองถึงกับสะดุ้งตื่นตาหูแหก “แหกๆๆๆ !!! ใคร ! ใครทำกู ! อีคำแก้ว มึงใช่มั้ย !!!” ลำเจียกกวาดตามองรอบๆ เห็นบริเวณข้าวของเซ่นไหว้ล้มระเนระนาด ลำเจียกงงเป็นไก่ตาแตก พอหันไปมองรอบตัวพบว่าตัวเองนอนอยู่ในป่าช้าก็ตกใจ “ป่าช้า !!!! ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” ลำเจียกครุ่นคิด ตบหน้าตัวเองเรียกสติ “หรือฉันยังฝันอยู่” ตบไปเจ็บไป แต่ก็ยังตบอีก “ฝันแล้วทำไมมันเจ็บล่ะ”

ทันใดนั้นเสียงกอก็ตวาดลั่น “ฝันกับผีน่ะสิ”

ลำเจียกหันไปมองเห็นกอ กำนันแย้ม บุญส่ง หน้าเครียด

“พ่อ ลุงกำนัน ยกโขยงกันมาที่นี่ทำไม ใครตายเหรอ” ลำเจียกยังไม่รู้สึกตัว

“นี่เอ็งไม่รู้ตัวเลยหรือไงวะอีลำเจียก ว่าเมื่อคืนเอ็งทำงามหน้าอะไรลงไป” กอตวาดลั่น

“พ่อพูดเรื่องอะไร ฉันงงไปหมดแล้ว ฉันทำอะไร ห๊ะ”

เมืองอินทร์นุ่งโสร่งยุ่งเหยิงก้าวออกมา “มึงพุ่งเข้ามาถลกผ้าโสร่งกูถึงในป่าช้า ยังมีหน้ามาบอกว่าจำไม่ได้อีกเหรอ หมดกัน พิธีกองกูณฐ์อัคคีของข้าฉิบหายป่นปี้หมดแล้ว”

ลำเจียกอึ้งไป คิดทบทวนลำดับเรื่องราว เลื่อมประภัสปลอมเป็นหญิงชรามาขายว่านดอกทอง ลำเจียกพุ่งเข้ากอดเมืองอินทร์ ถลกผ้าโสร่งกลางวงสายสิญจน์

“นึกออกแล้ว เมื่อคืนมียายแก่ๆ คนนึง เอาว่านดอกทองมาขายให้ ฉันเผลอสูดกลิ่นมันเข้าไป จากนั้นก็ไม่รู้ตัวอีกเลย”

กำนันแย้มตบขาผัวะ “อุวะ ! เสียท่าบริวารนังเจ้าแม่นาคีจนได้ เอ็งหลงกลมันแล้ว อีลำเจียก”

ลำเจียกแทบช็อค “หมายความว่าฉันตกเป็น....เมียพ่อหมอ แล้วน่ะสิ”

“แต่ข้าไม่ได้สมยอมโว้ย !” เมืองอินทร์โวยวาย

“พูดหมาๆ ได้ฉันเป็นเมียแล้วจะไม่รับผิดชอบหรือไง ของพรรค์นี้ ตบมือข้างเดียวมันไม่ดังหรอก ฉันให้ ถ้าพ่อหมอไม่เอาซะอย่าง เรื่องก็ไม่เกิด” ลำเจียกโวยกลับ

“ใช่ ลูกข้าเป็นผู้หญิงเสียหายทั้งขึ้นทั้งล่อง เรื่องนี้ต้องให้พ่อกำนันตัดสิน” กอเข้าข้างลูกเต็มที่

“ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว พ่อหมอก็เป็นผัวนังลำเจียกมันก็แล้วกัน !” กำนันตัดสินตามเนื้อผ้า

“ห๊ะ ข้าเนี่ยนะ !?!” เมืองอินทร์งงเป็นไก่ตาแตก อยู่ๆ ก็ได้เป็นผัวลำเจียก

 

ทศพลคอตกกลับมาบ้าน ตามหาคำแก้วทั้งคืนแต่ไม่พบ สายตาทศพลเห็นคำแก้วนั่งซึมกะทือ หัวพิงเสาอยู่ที่ชานเรือน ก็เข้าไปหาด้วยความเป็นห่วง “คำแก้วหายไปไหนมา พี่ตามหาทั้งคืน เป็นห่วงแทบแย่” ทศพลเอามืออังที่หน้าผากคำแก้วเห็นตัวไม่ร้อน เป็นปกติ “ตัวไม่ร้อน แสดงว่าไข้ลดแล้ว คำแก้วไปอนามัยกับพี่นะ ฉีดยาสักเข็ม ไข้จะได้ไม่กลับ”

คำแก้วนิ่ง จ้องหน้าทศพล ไม่รู้จะอธิบายให้เขาเข้าใจได้อย่างไร ทศพลคะยั้นคะยอคำแก้วจะพาไปหาหมอให้ได้ คำปองออกมาพอดี “ไม่ต้องพาไปหามดหาหมอให้เสียเวลาหรอก เวลาผู้หญิงเลือดจะไปลมจะมา ก็ตัวร้อนมีไข้อย่างนี้ เขาเรียกว่าเป็นไข้ทับระดู ต้มยาเจ้าชู้ซดต่างน้ำ กินสัก 3-4 วันก็หาย”

“แต่เมื่อคืนคำแก้วตัวร้อนเป็นไฟเลยนะแม่ น่าจะไปให้หมอเขาตรวจดูสักหน่อย จะได้หายไวๆ” ทศพลร้อนรนด้วยความเป็นห่วง

“เรื่องพรรค์นี้ แม่อาบน้ำร้อนมาก่อน แม่รู้น่า ผู้หญิงเค้าก็เป็นกันทั้งนั้น พ่อทศพลอย่าเป็นห่วงมันเลย มีอะไรทำก็ไปทำเถอะ เดี๋ยวแม่ดูแลมันเอง” คำปองตัดบท

ทศพลไม่วายห่วงคำแก้ว

 

คำปองเห็นคำแก้วยังนั่งนิ่ง ไม่ยอมพูดจาตั้งแต่เช้า จึงเข้ามานั่งคุยด้วย

“ฉันเป็นงู แม่ไม่กลัวฉันเหรอ” คำแก้วเสียงเศร้า

“กลัวอะไร กลัวเอ็งจะรัดแม่ตายหรือไง”

“ความลับไม่มีในโลก สักวัน คุณทศพลก็ต้องรู้ว่าฉันไม่ใช่คนธรรมดาเหมือนอย่างคนอื่นเขา แล้วก็คงจากฉันไป” คำปองปลอบ “ความกังวล เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่ากับใครก็ตาม ก็มักจะก่อตัวใหญ่ขึ้น และเมื่อกังวลเรื่องหนึ่งเรื่องใด มันก็จะกังวลต่อไปอีกไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่องเอ็งจะทุกข์เพราะความคิดของเอ็งเอง”

“เขาว่ากันว่าคำพรของพ่อแม่นั้นศักดิ์สิทธิ์นัก แม่ให้พรฉันทีได้ไหมจ๊ะ” คำแก้วพนมมือ รับพรจากคำปอง

“แม่ขอให้คุณพระคุ้มครองเอ็งให้แคล้วคลาดจากสิ่งร้ายๆ ที่มาแผ้วพาน ศัตรูจงแพ้ภัยขอให้ลูกของแม่จงมีสติ รู้กายรู้ใจวางทุกข์ใจเบาได้นะลูกนะ”

 

คำปลอบโยนของแม่ทำให้คำแก้วสบายใจขึ้น และผละไปเทวาลัยหลังจากนั้นเพื่อคืนสภาพเป็นมนุษย์เหมือนเดิม แต่ก็คลาดกับทศพลที่กลับบ้านอย่างผิดหวังเพราะไม่เจอตัวภรรยาสุดที่รัก คำปองสงสารแต่ก็น้ำท่วมปากบอกลูกเขยไม่ได้ว่าลูกสาวคนเดียวเป็นงูเจ้าแม่นาคี

 

พิธีกองกูณฐ์ปราบเจ้าแม่นาคีถูกทำลายเพราะแผนร้ายของเหล่าบริวารงูของเจ้าแม่นาคีแท้ๆ ส่งลำเจียกมาป่วนจนเมืองอินทร์ตบะแตก ได้คนงามบ้านดอนไม้ป่าเป็นเมียจนได้

 

พวกกำนันแย้มเป็นเดือดเป็นร้อนมาก ตัดสินใจจับพวกคนเมืองเป็นตัวประกันและเรียกร้องให้ออกจากดอนไม้ป่าหากอยากมีชีวิตรอด สุภัทรกับทัศนัยเห็นท่าไม่ดีเป็นห่วงความปลอดภัยของเด็กๆ เลยยอมตกลงจะออกจากดอนไม้ป่าทันทีหากยอมให้นำเทวรูปเจ้าแม่นาคีและแผ่นจารึกโบราณทั้งสามแผ่นกลับไปด้วย

 

ทุกอย่างทำท่าจะจบด้วยดี ทุกคนแยกย้ายและไม่ต้องอาฆาตกันอีกหากเมืองอินทร์จะไม่เห็นสิ่งที่ถูกบันทึกบนแผ่นจารึกโบราณทั้งสามเสียก่อน ข้อต่อรองเพื่อไล่พวกคนเมืองจากดอนไม้ป่าเลยเป็นโมฆะ

 

ooooooo

 

สุภัทรกับทัศนัยเร่งให้พวกนักศึกษาเก็บข้าวของกลับบ้าน แต่ทศพลก็เป็นคนเดียวที่ไม่ยอมกลับยืนยันหัวเด็ดตีนขาดจะไม่ไปจากดอนไม้ป่าหากคำแก้วไม่ไปด้วย

 

คำแก้วเป็นห่วงความปลอดภัยของสามีตัดสินใจบอกลาและขอให้เขากลับกรุงเทพฯพร้อมทุกคน คำปองเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างเข้าใจความรู้สึกของลูกสาวคนเดียว แต่กระนั้นก็ไม่เห็นด้วย

 

“คิดดีแล้วเหรอที่ทำแบบนี้”

 

“ฉันไม่อยากให้คุณทศพลต้องทนลำบาก เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพราะฉันอีก”

 

“เอ็งไม่รักเขาแล้วเหรอลูก”

 

“เพราะฉันรักเขา ฉันถึงได้ยอมปล่อยเขาไป”

 

“คุณทศพลคือคนที่เอ็งรออยู่ใช่ไหม”

 

คำแก้วพยักหน้า น้ำตารื้น “คุณทศพลเป็นรักแรก รักเดียว และรักสุดท้ายของฉัน”

 

“ดูแลเขาให้ดี อย่าปล่อยให้หัวใจของเอ็งต้องหลุดลอยหายไปเลยนะ...”

 

คำแก้วคิดหนักไม่รู้จะตัดสินชะตาชีวิตของตัวเองเช่นไร ต่างจากหมออ่วมที่หลังจากถูกงูบริวารเจ้าแม่เล่นงานคราวก่อนก็เก็บตัวในบ้านไม่ออกไปไหนจนกอต้องไปตาม

 

“นังงูผีมันฆ่าไม่ตาย มันต้องกลับมาล้างแค้นเอ็งกับข้าแน่ๆ”

 

“ปลูกว่านพญาลิ้นงูรอบบ้านก็ช่วยไม่ได้ ขนาดพ่อหมอเมืองอินทร์ตั้งพิธีกองกูณฐ์เผามันทั้งเป็นยังเอามันไม่ลง”

 

“ข้าตรวจดูเลขผานาทีแล้ว อีกสามวันจะเกิดสุริยคราส”

 

“อีกแล้วเหรอ ทำไมปีนี้มันถึงได้เกิดถี่นักวะ”

 

“เพราะคนสมสู่กับงู มันถึงเกิดอาเพศ เมื่อใดก็ตามที่นาคราชกลืนดวงตะวัน บริวารเจ้าแม่นาคีจะมีฤทธิ์ พวกเอ็งฆ่ายังไงมันก็ไม่ตาย!”

 

คืนเดียวกันที่บ้านกำนันแย้ม...บุญส่งแอบขโมยแผ่นจารึกโบราณมาให้เมืองอินทร์ แล้วก็ต้องตะลึงทั้งวงเมื่อหมอผีหนุ่มจากนาคหนีบอกว่ามนต์อาลัมพายน์บนแผ่นจารึกนี้ใช้ปราบเจ้าแม่นาคีได้

 

“บริวารนังเจ้าแม่นาคีมันร้ายกาจนัก มนต์อาลัมพายน์จะปราบมันได้เหรอ”

 

“อย่าว่าแต่บริวารนังเจ้าแม่นาคีเลย มนต์บทนี้แม้แต่พญานาคก็ยังกลัว”

 

“มนต์อะไรของเอ็ง ตั้งแต่เกิดจนหัวหงอก ข้ายังไม่เคยได้ยินชื่อ” กำนันนิ่วหน้าไม่เชื่อ

 

“มนต์อาลัมพายน์เป็นมนต์ที่พญาครุฑมอบให้ฤาษีโกสิยโคตรตั้งแต่สมัยพระพุทธองค์เสวยชาติเป็นพระภูริทัต มนตราบทนี้มีอำนาจเหนือพญานาคราชและอสรพิษทั้งปวง เมื่อได้ยินจะทุรนทุรายประดุจเหล็กร้อนยอนเข้าไปในหู”

 

เมืองอินทร์ยกมือสัมผัสแผ่นจารึกอย่างเบามือ พลันก็ปรากฏนิมิตจากอดีตชาติเมื่อครั้งขุนวังหรือกอ

 

ในชาตินี้ตัวสั่นงันงกมารายงานพระเจ้านิรุทธราชหรือบุญส่งในชาตินี้ว่าทุบทำลายเทวรูปพญานาคทั่วเมืองมรุกขนครแล้ว

 

“ดี...นับแต่นี้ชาวมรุกขนครจักไม่บวงสรวงบูชาพญานาคอีกต่อไป หากอ้ายอีคนไหนกล้าฝ่าฝืนโองการข้า ข้าจักเอาตัวมันมาตัดตีนมือให้สิ้น!”

 

แต่กระนั้น...อิทธิฤทธิ์ท้าวศรีสุทโธนาคที่อาละวาดใส่เหล่าทหารที่ทุบทำลายเทวรูปก็ทำให้พวกอำมาตย์หวาดหวั่น พยายามยับยั้งไม่ให้พระเจ้านิรุทธราชลบหลู่พญานาคใหญ่แห่งลุ่มน้ำโขงแต่ก็หาได้ผลไม่

 

“หากพญานาคมีจริง เหตุใดจึงดูดายปล่อยให้

 

มรุกขนครฟ้าร้อนฝนแล้งจนอดอยากยากแค้นทั้งเมืองเยี่ยงนี้”

 

พระโหราธิบดีหรือหมออ่วมในชาตินี้ไม้เบื่อไม้เมาของเจ้าอินทร์ทักท้วงให้ทำพิธีขอขมาเพื่อความปลอดภัยของบ้านเมือง แต่พระเจ้านิรุทธราชก็ไม่เปลี่ยนใจแถมสั่งให้เจ้าอินทร์หาวิธีปราบพญานาคอีกต่างหาก

 

“ข้าจักจารึกมนต์อาลัมพายน์ลงแผ่นศิลาตั้งไว้ในหอคำหลวง มนต์บทนี้ใช้ปราบพญานาคน้อยใหญ่ได้ทุกตระกูล ตราบใดที่แผ่นศิลาจารึกมนตรานี้ยังอยู่ จักไม่มีพญานาคตัวใดกล้ากล้ำกรายอาณาเขตของหอคำหลวงได้เจ้าข้า...”

 

ooooooo

 

เมืองอินทร์หรือเจ้าอินทร์ในอดีตชาติลำพองใจมากเมื่อรู้จากนิมิตว่าตนเป็นคนบันทึกมนต์อาลัมพายน์บนแผ่นจารึก และมนต์โบราณศักดิ์สิทธิ์นี้ก็ถือเป็นความหวังเดียวจะปราบงูเจ้าแม่นาคีได้

 

ทศพลไม่ได้สนใจว่าใครจะมีแผนปราบคำแก้วบ้าง มัวน้อยใจที่เธออยากให้เขากลับกรุงเทพฯ

 

“พี่คิดไปเองแท้ๆว่าคำแก้วมีใจให้พี่ ไม่เคยรู้เลยว่าที่คำแก้วทำทุกอย่างเพื่อผลักไสให้พี่ไปจากคำแก้ว”

 

คำแก้วน้ำตาคลออึกๆอักๆอยากสารภาพความจริงแต่ก็พูดไม่ออกจนเขาเข้าใจว่าเธอไม่รัก

 

“ถ้าลำบากนักก็อย่าพูดเลย พี่เข้าใจทุกอย่างหมดแล้ว พรุ่งนี้พี่จะกลับกรุงเทพฯไม่มาให้คำแก้วเห็นหน้าอีก”

 

แต่ถึงจะประชดแบบนั้นทศพลก็ตัดใจจากภรรยาสุดที่รักไม่ได้ต้องกลับมาหา คำแก้วซึ่งแอบนั่งร้องไห้เงียบๆคนเดียวที่หลังบ้าน ถึงกับไม่เชื่อสายตาเมื่อเห็นหน้าสามี

 

“อย่าร้องไห้นะ อย่าร้อง พี่อยู่นี่แล้ว...คนดีของพี่”

 

“คำแก้วไม่อยากให้พี่ไปไหน แต่คำแก้วไม่อยากให้พี่ต้องเดือดร้อนเพราะคำแก้วเป็นต้นเหตุอีกแล้ว”

 

“ถึงคำแก้วจะไล่พี่ แต่พี่ก็ไปไหนไม่พ้น ต้องกลับมาหาคำแก้วอยู่ดี”

 

 

“พี่พลไม่อยากไปให้พ้นจากที่นี่เหรอ”

 

นาคี ตอนที่ 15 (ต่อ)20/10/59

 

“ถึงคำแก้วจะไล่พี่ แต่พี่ก็ไปไหนไม่พ้น ต้องกลับมาหาคำแก้วอยู่ดี”

“พี่พลไม่อยากไปให้พ้นจากที่นี่เหรอ”

“อยากสิ...แต่ถ้าคำแก้วของพี่อยู่ที่นี่ พี่จะไปไหนได้ คำแก้วล่ะ...ยังอยากไล่พี่ให้กลับกรุงเทพฯอยู่หรือเปล่า”

คำแก้วโผกอดเขาแน่น เอาหน้าซุกอกไม่ยอมสบตา ทศพลต้องเชยคางขึ้น

“ไม่อยากก็ตอบมาสิ ไหน...ลองพูดให้พี่ชื่นใจซิ”

“คำแก้วรักพี่ อยากให้พี่อยู่กับคำแก้ว...ตลอดไป”

ความรักของคำแก้วและทศพลจบลงด้วยดีแม้จะมีความลับบางอย่างที่บอกไม่ได้ แต่เธอก็เชื่อว่าความรัก ที่มีต่อกันจะทำให้เรื่องราวทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ ต่างจาก คณะคนเมืองที่เหลือถูกกักตัวไม่ได้กลับกรุงเทพฯเพราะพวกกำนันแย้มผิดสัญญาจะไม่ให้นำเทวรูปเจ้าแม่นาคีและแผ่นจารึกโบราณทั้งสามแผ่นกลับไปด้วย


อิ่มได้ยินว่ามนต์โบราณบนแผ่นจารึกจะใช้ปราบคำแก้วก็โกรธจัดถลาไปเอาเรื่องเลยถูกพวกกำนันแย้มฆ่าอย่างเลือดเย็น สุภัทรกับทัศนัยจะตอบโต้เลยถูกจับมัดรวมกันไว้กับเหล่านักศึกษาและนำไปขังในหลุมดักสัตว์

พิมพ์พรกับเจิดนภาไม่รู้เรื่องคิดว่าพวกเพื่อนหนุ่มๆ สุภัทรและทัศนัยล่องแพกลับกรุงเทพฯไปแล้วตามที่กำนันแย้มแอบอ้าง และเมื่อได้ยินว่าทศพลไม่ได้กลับก็ไปดักตบคำแก้วถึงบ้านด้วยความหึงหวง

ทศพลไม่พอใจมากจะต่อว่าเพื่อนสาวเหมือนเคย แต่คำแก้วกลับไม่ยี่หระตอกเสียงเรียบ

“เธอตบหน้าฉัน แต่ฉันจะไม่โต้ตอบเธอ เธอนึกว่าฉันตบไม่เป็นงั้นเหรอ...เปล่าเลย แต่ฉันไม่อยากจะทำ เพราะมันเป็นพฤติกรรมที่ป่าเถื่อนและไม่ใช่นิสัยของผู้ดี เธอหาว่าฉันเป็นงูผี ครึ่งคนครึ่งสัตว์ แล้วตัวเธอเองล่ะ...ยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า หรือว่าใกล้สัตว์เข้าไปทุกที”

พิมพ์พรโกรธจนตัวสั่นตั้งท่าจะทำร้ายคำแก้วอีกรอบ แต่ทศพลก็ขวางไว้ ก่อนจะเอ็ดเสียงเข้ม

“คุณหาว่าคำแก้วเป็นงู แต่ดูสิ่งที่คุณทำกับคำแก้ววันนี้สิ แล้วอย่างนี้...ใครเป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์กันแน่!”

ooooooo

ถ้อยคำต่อว่าของทศพลเจ็บไปถึงทรวงจนพิมพ์พร ต้องสะบัดหน้าหนี คำแก้วได้แต่มองตามหน่ายๆแต่ไม่ได้บ่นอะไรหลังจากนั้นจนทศพลอดถามด้วยความอยากรู้ไม่ได้

“พิมพ์พรทำกับคำแก้วขนาดนี้ ไม่โกรธบ้างเลยเหรอ”

“แม่บอกว่าความโกรธเหมือนงูร้ายที่อยู่ในกายเรา ถ้าระงับความโกรธไว้ได้ งูร้ายก็จะไม่ออกมา”

“แม่คำปองเปรียบเปรยไว้ดีจริงๆ คนบางคนโกรธจนกระทั่งลืมสติ ปล่อยให้งูพิษทำร้ายทั้งตัวเองและผู้อื่น ถึงขนาดฆ่าแกงกันได้ด้วยเหตุผลโง่ๆ”

พูดถึงคำปองคำแก้วก็เป็นห่วง ทศพลเลยอาสาไปตาม ทันได้ช่วยแม่ยายจากพวกปากหอยปากปูที่ตลาดไม่ให้ปะทะคารมกันเพราะเรื่องคำแก้วเป็นงูเจ้าแม่นาคี

“บ้ากันทั้งหมู่บ้าน! คนที่นี่ถูกกำนันแย้มล้างสมองกันไปหมด จะชี้เป็นชี้ตายใครก็ได้”

“มันคงเป็นเวรเป็นกรรมที่เราสองแม่ลูกเคยทำเอาไว้ ชดใช้กันเสียจะได้จบกันในชาตินี้ แม่แก่แล้ว ตายก็ไม่เสียดายชีวิตห่วงก็แต่คำแก้ว”

ทศพลสงสารแม่ยายต้องบากหน้ามาขายของที่ตลาด เสี่ยงต่อคำพูดบาดหูไม่เว้นแต่ละวัน เลยตัดสินใจมอบเงินส่วนตัวไว้ใช้จ่ายจะได้ไม่ลำบากอีก คำปองไม่ยอมรับเลยกลายเป็นยื้อยุด ชบากับซ่อนกลิ่นผ่านมาเห็นโดยบังเอิญก็คิดอกุศลว่าลูกเขยกับแม่ยายแอบเป็นชู้กัน!

เรื่องฉาวโฉ่แพร่สะพัดทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว แต่เมืองอินทร์ก็ไม่สนใจมัวคร่ำเคร่งกับการเตรียมพิธีปราบงูเจ้าแม่นาคีอีกรอบ ลำเจียกแวะมาหาด้วยความคิดถึงกระเง้ากระงอดใหญ่ที่เขาไม่มีเวลาให้

“เมื่อไหร่จะเสร็จเสียที ฉันเบื่อแล้วนะ”

“ข้าต้องสมาทานศีลแปดอย่างเคร่งครัด งดเว้น การร่วมประเวณีจนกว่าจะปราบนังงูผีได้สำเร็จ”

“แล้วฉันล่ะ...ฉันเป็นเมียพ่อหมอนะ จะให้ฉันเป็นข้าวคอยเคียวแห้งเหี่ยวคารวงหรือไง หัดเอาใจฉันบ้างสิ”

“สองยามคืนนี้ ข้าจะอ่านมนต์อาลัมพายน์เรียกบริวารนังเจ้าแม่นาคีมาสังหารถึงที่”

“ของดีอยู่ตรงหน้าแท้ๆยังไม่สนใจ...”

ทศพลเข้านอนแต่หัวค่ำด้วยความเหนื่อยอ่อน แล้วก็ต้องสะดุ้งตื่นกลางดึกเมื่อฝันร้ายถึงเหตุการณ์ในอดีต พญานาคแผลงฤทธิ์จนบ้านเมืองล่มสลาย คำแก้ว ได้ยินเสียงสามีโวยวายก็ตื่นมาดู

“พี่ฝันร้าย...ฝันเห็นกระแสน้ำพัดเมืองถล่ม ผู้คนจมหายไปกับสายน้ำ พี่เห็นพญานาคตัวใหญ่มหึมา

ตาแดงก่ำ มันพ่นน้ำออกมาอย่างบ้าคลั่ง น่ากลัวเหลือเกิน ภาพของมันยังติดตาพี่อยู่เลย”

คำแก้วเสียวสันหลังวาบ กลัวความลับแตก ได้แต่ตีหน้านิ่งกลบเกลื่อน

“ก็แค่ฝันร้าย พี่คงคิดมากเรื่องเมืองมรุกขคร จนเก็บเอามาฝัน”

“แต่ความฝันของพี่คราวนี้มันชัดเจนเหลือเกิน เหมือนกับมันเกิดขึ้นจริงๆ พญานาคตัวนั้นมันน่ากลัวมาก”

“พี่กลัวพญานาคมากเลยเหรอ”

“กลัวสิ...ทั้งกลัวทั้งขยะแขยงเลยล่ะ ดีนะที่มันเป็นแค่ความฝันไม่ใช่ความจริง ไม่งั้นพี่คงช็อกตายไปแล้ว!”

ooooooo

ความรู้สึกของสามีที่มีต่อพญานาคทำให้คำแก้ว กลุ้มใจมาก แต่คงไม่เท่าพวกสุภัทรที่ต้องติดแหง็ก ในหลุมดักสัตว์ แก๊งเพื่อนสนิทของทศพลยืนคุยกันเงียบๆ ส่วนทัศนัยปรึกษากับสุภัทรถึงข้อความบนแผ่นจารึก

“ข้อความในจารึกบอกแต่เพียงว่าพระเจ้านิรุทธราช มีโองการให้พราหมณ์ชื่อเจ้าอินทร์จับเอี่ยนด่อนตัวใหญ่เท่าลำตาลยาวเจ็ดวาในลำน้ำโขง”

“เอี่ยนด่อน...ปลาไหลเผือกน่ะเหรอครับ”

“ใช่...พระเจ้านิรุทธราชฆ่าปลาไหลเผือกตัวนั้นแล้วก็รับสั่งให้แจกจ่ายเนื้อให้กินทั้งเมือง จารึกบอกไว้เท่านี้”

“ฟังดูเหมือนนิทานปรัมปรามากกว่าจะเป็นเรื่องจริง ปลาไหลเผือกตัวใหญ่เท่าลำตาล ยาวตั้งเจ็ดวามีที่ไหน”

“อาจเป็นสัตว์น้ำที่มีลักษณะคล้ายปลาไหลอย่างงูใหญ่หรือไม่ก็...”

“พญานาค! บางทีมรุกขนครอาจล่มสลายเพราะพญานาคก็เป็นได้”

สุภัทรกับทัศนัยเริ่มเชื่อแล้วว่าพญานาคอาจมีจริงและเป็นสาเหตุให้พวกเขาต้องมาร่วมชะตากรรมที่นี่ แต่สำหรับพวกกำนันแย้มความเชื่อเรื่องพญานาคและเจ้าแม่นาคีนั้นจริงยิ่งกว่าตำนานไหนๆ และวันนี้ก็ถึงเวลาจะทำพิธีอ่านมนต์อาลัมพายน์เรียกตัวเจ้าแม่นาคีให้ปรากฏตัว!

เมืองอินทร์เป็นผู้อ่านมนต์โบราณ เหมือนเมื่อครั้งที่เขาทำในอดีตชาติ คำแก้วได้ยินก็ดิ้นรนด้วยความทรมานและวิ่งเตลิดจากบ้านไปหาพวกที่ทำพิธี ทศพลรีบตามติด เช่นเดียวกับเหล่างูบริวารของเจ้าแม่นาคีที่ได้ยินมนต์นั้นด้วย ทุรนทุรายไม่ต่างจากเจ้าแม่ แต่ก็ต้องรีบออกไปขัดขวาง

ทศพลสู้เต็มที่ ไม่ให้ใครยุ่งกับคำแก้วที่กรีดร้อง เสียงหลงด้วยความเจ็บปวด กำนันแย้มโมโหจะยิงทศพล แต่เลื่อมประภัสก็เอาตัวมาขวางและตัดสินใจเอาตัวพุ่งชนแผ่นจารึกโบราณจนพิธีล่ม!

วัชระปราการที่ตามมาตกตะลึงมาก แต่เมื่อตั้งสติได้ก็เลื้อยไปรัดร่างคำแก้วพาหนี เมืองอินทร์แค้นใจมากที่พิธีล่ม แต่พลันก็ได้เบิกตาโตด้วยความตื่นเต้นเมื่อเห็นประกายของบางอย่างในหงอนศิลาที่หลุดจากเทวรูปเจ้าแม่นาคี

เพชรพญานาคนั่นเอง เจ้าของประกายที่เมืองอินทร์ เห็นในหงอนศิลา และเขาก็รู้ได้ทันทีว่าอัญมณีล้ำค่านี้เป็นของประจำตัวเจ้าแม่นาคี เลยคิดแผนร้ายจะส่งบุญส่งไปเกลี้ยกล่อมทศพลให้พิสูจน์ความจริงบางอย่าง

ทศพลไม่สำเหนียกว่าจะถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของแผนร้าย มัววิตกเรื่องคำแก้วหายตัวไป คำปองถึงกับพูดไม่ออกเมื่อได้ยินเรื่องราวจากลูกเขย แต่ก็พอเดาได้ว่าลูกสาวคนเดียวอยู่ที่ไหน

“คำแก้วถูกงูเอาตัวไปรึ”

“ผมตามหาคำแก้วทั้งคืนแต่ก็ไม่พบ ไม่รู้ไอ้งูนั่นมันเลื้อยหนีไปไหน”

“พ่อทศพลอย่าเพิ่งร้อนใจไปเลย คำแก้วดวงมันยังไม่ถึงฆาตหรอก”

“แต่นั่นมันงูยักษ์นะแม่ ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคย เห็นงูตัวใหญ่ขนาดนี้ ผมเป็นห่วงคำแก้วเหลือเกิน”

“แม่ยกคำแก้วให้เป็นลูกเจ้าแม่นาคีตั้งแต่อยู่ในท้อง งูนั่นอาจเป็นบริวารเจ้าแม่ที่ส่งมาช่วยคำแก้ว”

“ผมจะตามไปช่วยคำแก้วกลับมาให้ได้ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ผมก็ยอม!”

ooooooo

 

 

จบตอน

 

 

 

 

 

 

 

จาก  ไทยรัฐ

#นาคี ตอนที่ 15

นิยายนาคี ตอนที่ 15 

ละครนาคี ตอนที่ 15

นาคี ตอนที่ 15 

 

 

 


แสดงความคิดเห็น

emotion