นาคี ตอนที่ 11 (จบตอน)

นาคี ตอนที่ 11 (จบตอน)

11 / 538    0
coin × 0  coin × 0
ขนาดฟ้อนต์ 
ก+
ก-
โหมดกลางวัน
โหมดกลางคืน

นาคี ตอนที่ 11

กระถุ่งกับพวกชาวบ้านได้ยินเสียงกอร้องแร่แห่กระเชิงก็เริ่มแห่กันเข้ามามุงที่หน้าเรือน สุภัทร ทศพล คำแก้ว คำปอง ป้าอิ่ม ลงมาประจันหน้ากับกอและลำเจียก

“เอะอะโวยวายอะไรกัน” สุภัทรถามเสียงดัง

“ยังจะมีหน้ามาถาม ลูกชายเอ็งทำอย่างนี้กับนังลำเจียกได้ยังไง” กอหันไปถามทศพล “เอ็งได้มันเป็นเมียแล้วทิ้งๆ ขว้างๆ ข้าไม่ยอมหรอกนะโว้ย”

“ผู้ชายเมืองกรุงนี่มันเจ้าชู้จริงๆ ดีนะที่ข้าไม่มีผัว” กระถุ่งหัวเราะชอบใจที่ได้รู้เรื่องชาวบ้าน

“ผมมีเมียคนเดียวเท่านั้นก็คือคำแก้ว” ทศพลโพล่งเสียงดัง

ลำเจียกไม่ยอม “ไหนคุณทศพลบอกว่ารักลำเจียกคนเดียวไง”

 

“ผมไม่เคยรักผู้หญิงอย่างคุณ ไม่เคยเลยแม้แต่จะคิด”

 

ลำเจียกได้ฟังทั้งอึ้งทั้งเจ็บ “พ่อ!”

กอชี้หน้าทศพลด้วยความโกรธจัด “หนอย ไอ้หน้าตัวเมียนี่เอ็งไม่รับผิดชอบ แล้วยังกล้าพูดชุ่ยๆ แบบนี้อีกเหรอ”

สุภัทรตัดบท “เรื่องนี้ลูกชายฉันไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ นายกอพาลำเจียกกลับไปเถอะ ถ้าไม่อยากอับอายไปกว่านี้”

“ทำไมข้าต้องอายด้วย คนที่ต้องอายคือลูกชายเอ็งต่างหาก เป็นพ่ออย่าให้ท้ายลูกจนไมลืมหูลืมตาสิโว้ย ! คอยดูนะ วันนี้ถ้าข้าเอาเลือดหัวเอ็งออกไม่ได้ข้าก็ไม่ใช่ลูกคนล่ะวะ !” กอชี้หน้าโกรธจัด พุ่งเข้าไปทำร้ายทศพล แต่คำแก้วขยับเข้าขวาง กอชะงักเมื่อเห็นสายตาเอาเรื่องของคำแก้ว

“ก็เอาซี้....คนเราทำอะไรไว้ย่อมรู้อยู่แก่ใจ คงไม่ต้องให้จาระไนใช่มั้ย ว่าทำชั่วทำเลวอะไรเอาไว้บ้าง”

กอหันมองลำเจียกอย่างสงสัยว่าลำเจียกทำอะไร

ลำเจียกไม่สะทกสะท้าน เดินเข้าหาคำแก้วอย่างถือไพ่เหนือกว่า “นึกว่าฉันกลัวแกงั้นเหรอ นังงูผี !”

ทุกคนหันมองคำแก้วเป็นตาเดียวโดยเฉพาะทศพล

คำแก้วอึ้งแค้นใจ แต่ทำอะไรไม่ได้ “แกต้องการอะไร”

ลำเจียกลอยหน้าลอยตาเข้าไปกอดแขนทศพล “ไม่มากหรอก ขอแค่คุณทศพลยอมรับฉันเป็นเมียอีกคนก็พอ”

“ต๊ายยยย อย่างนี้ นังคำแก้วมันก็กินน้ำใต้ศอกนังลำเจียกสิวะ” กระถุ่งปากสว่าง

คำแก้วยืนนิ่ง ไม่ตอบรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธ ชาวบ้านมองคำแก้ว แล้วยิ่งซุบซิบหนัก ลำเจียกปรายตายิ้มเยาะคำแก้วอย่างผู้ชนะ แต่แล้วไม่ทันไรก็ต้องชะงักเมื่อมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา

“ยังมีหน้ามาทวงผัวอีกเหรอ”

ลำเจียกและทุกคนหันไปมองตามเสียง พิมพ์พรกับเจิดนภาเดินเข้ามาหลังจากเข้ามาหลังหยุดฟังอยู่พักหนึ่งแล้ว

“ผู้ชายที่แกได้มาเพราะทำเสน่ห์เล่ห์พรายใส่เขา แบบนี้ถ้าจะนับว่าเป็นผัวป่านนี้เธอคงมีผัวครบทุกตำบลแล้วสินะ” ลำเจียกทั้งอึ้งทั้งช็อก ที่พิมพ์พรเข้ามาเปิดโปงความจริง “อีพิมพ์พร!” ลำเจียกโกรธจนตัวสั่น

“ลำเจียก ใครทำเสน่ห์ให้เอ็งวะ พาข้าไปทำมั่งสิ !” กระถุ่งเสนอหน้า

“เอ็งทำเสน่ห์ใส่มันเหรอวะ นังลำเจียก” กอช็อกไม่อยากเชื่อ

“ปะ..ปะ..เปล่านะพ่ออีนั่นมันตอแหล !” ลำเจียกหลบตาไม่กล้าสู้หน้า

“แล้วนี่อะไร” เจิดนภาโยนหุ่นฝังรูปฝังรอยที่ถูกทิ้งลงกลางวง “ถ้ายัยพิมพ์กับฉันไม่ไปค้นห้องแก พลคงถูกแกทำเสน่ห์จนเป็นบ้าเป็นหลังไปแล้ว”

ลำเจียกช็อก ไปไม่เป็นเมื่อเห็นหลักฐานคาตา ชาวบ้านยิ่งฮือฮา กอเห็นสายตาสุภัทรและทุกคนที่มองมาอย่างสมเพชเวทนาก็อายจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี

“หมอเสน่ห์เธอเก่งใช้ได้เลยนะ ทำให้พลเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นขี้วัวเป็นกล่องเพชรได้” พิมพ์พรเหยียดยิ้มใส่ลำเจียก

“อีพิมพ์พร!! มึงอย่าอยู่เลย!!” ลำเจียกปรี่เข้าหาพิมพ์พร

กอดึงแขนลำเจียกเอาไว้ “นังลำเจียก !พอได้แล้ว! กลับบ้าน!!”

“พ่อ!!”

“ถ้าเอ็งไม่กลับ ไม่ต้องมาเรียกข้าว่าพ่อ”

ลำเจียกจะไม่ยอมแต่กอลากลำเจียกออกไปทันที พิมพ์พรแอบกระหยิ่มใจที่ครั้งนี้เธอเป็นฝ่ายช่วยเหลือทศพลเอาไว้ได้

 

กอลากลำเจียกมาถึงบ้าน ลำเจียกกระชากแขนออกจากมือกอ “ปล่อยฉัน!!” กอปล่อยมือลำเจียก แล้วตบหน้าลำเจียกเต็มแรง “พ่อ!! ตบฉันทำไม” ลำเจียกเอามือคลำหน้า

“ตบให้เอ็งหายโง่ไง ข้าห้ามนักห้ามหนา ไม่ให้ยุ่งกับของต่ำๆ พวกนั้น เอ็งยังกล้าขัดคำสั่ง แค่ผู้ชายคนเดียว เอ็งถึงกับกล้าเอาชีวิตเข้าแลกเลยรึไง”

“ก็ฉันรักเค้า”

“แล้วสุดท้ายมันรักเอ็งมั้ยล่ะ เสนอตัวให้มันถึงที่ แต่โดนมันไล่มายังกะหมูกับหมา เอ็งไม่อาย แต่ข้าอายโว้ยอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปมุดไว้ที่ไหนแล้ว”

“ถ้านังพิมพ์พรไม่เข้ามาแส่ ป่านนี้ฉันคงทำสำเร็จไปแล้ว”

กอโมโห ลากลำเจียกมาชะโงกหน้าส่องดูตัวเองในตุ่มน้ำ “สำเร็จกับผีน่ะสิ ไม่ตายโหงก็บุญแล้ว เอ็งแหกตาดูสารรูปตัวเองตอนนี้ซิ เหมือนศพเดินได้เข้าไปทุกวัน”

ลำเจียกอึ้ง เห็นสภาพตัวเองที่โทรมมาก็เถียงไม่ออกทั้งเสียใจทั้งคับแค้นใจ “พ่ออ่ะ!”

กอกุมขมับเครียด “โว้ย กูอยากจะบ้า อยู่ดีไม่ว่าดีไปหาเรื่องนังเจ้าแม่ แหวนพิรอดก็หายไปแล้ว ทีนี้จะเอาอะไรมาคุ้มกบาลวะ”

ลำเจียกนิ่งคิด เหลือทางรอดอยู่ทางเดียวคือเมืองอินทร์

 

คำแก้วเดินสีหน้าไม่สบายใจ ทศพลเดินตามรั้งคำแก้วเอาไว้อย่างเป็นห่วงความรู้สึกคำแก้วหยุดยืนนิ่ง

“อย่าไปใส่ใจคำพูดของพิมพ์เลย คนเอาแต่ใจอย่างพิมพ์ พอไม่ได้ดั่งใจอะไร ก็ต้องหาทางเอาชนะให้ได้” ทศพลปลอบ

“คำแก้วไม่ได้คิดมากเรื่องนั้นหรอก”

ทศพลจับหน้าคำแก้วเงยขึ้น “งั้นคำแก้วคิดมากเรื่องอะไร ไหนบอกพี่ซิ” คำแก้วยังอึกอัก “เราเป็นผัวเมียกันนะคำแก้ว มีอะไรไม่ต้องปิดบัง”

คำแก้วหวั่นใจ “พี่ยังเชื่อใจในตัวคำแก้วอยู่ใช่มั้ย”

“โธ่ นึกว่าเรื่องอะไร”

“พี่ไม่สงสัยเหรอว่าความจริงที่คุณพิมพ์พรพูดคืออะไร

“พี่จะสงสัยทำไม ในเมื่อพี่รู้อยู่แล้วว่าความจริงมันเป็นยังไง ถึงใครจะพูดยังไง พี่ก็ไม่มีวันเชื่อว่าคำแก้วจะเป็นอย่างที่ใครต่อใครพากันกล่าวหา” คำแก้วยิ่งฟังยิ่งสะท้อนใจ “กว่าเราจะผ่านอุปสรรคมาได้มันไม่ง่ายเลยนะ แล้วนี่พ่อก็ยอมรับความรักของเราแล้ว เราจะยอมแพ้เพียงแค่เพราะคำพูดของคนอื่นที่ไม่หวังดีกับเราเหรอ”

คำแก้วคลายใจ แต่ยังไม่วายห่วงเรื่องพิมพ์พร

 

คืนข้างขึ้น แต่พระจันทร์นวลกลับมีเมฆดำทะมึนลอยเข้ามาบดบัง คำแก้วยังนอนไม่หลับ ครุ่นคิดถึงความฝันที่ตัวเองเป็นนาคีในอดีตชาติ ตอนที่นาคีมาร่ำลาแม่ทัพไชยสิงห์

คำพูดของพิมพ์พรยังคงก้องอยู่ในหัว

“ในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนหรอก แม้แต่ความรัก คนอย่างพิมพ์อยากได้อะไร ก็ต้องได้ คอยดูกันไปก็แล้วกัน”

คำแก้วคิดไม่ตก เกรงกริ่งความบ้าดีเดือดของพิมพ์พรอยู่ในที “พิมพ์พร... ทั้งหน้าตา ทั้งท่าทาง ทำไมถึงคุ้นนักนะ.... ถ้าเราเคยเป็นนาคแล้วพิมพ์พรล่ะ ?”

คำแก้วคิดย้อนอดีตกรรมระหว่างทศพลกับพิมพ์พรในชาติที่แล้ว

 

แม่ทัพไชยสิงห์นั่งเหม่อมองผิวน้ำ คิดไม่ตกเรื่องต้องเข้าพิธีสยุมพรกับองค์หญิงกรรเจียก แม่ทัพไชยสิงห์เห็นเงาตะคุ่มลับๆ ล่อๆ อยู่หลังพุ่มไม้

แม่ทัพไชยสิงห์ชักดาบออกมาอย่างระวังตัว “นั่นใคร ออกมาบัดเดี๋ยวนี้ !”

พิมพาวดีแสร้งหวีดร้องตกใจ วิ่งพรวดออกมาทันที “อย่า ข้าเอง !”

“องค์หญิงพิมพาวดี !”

“วันพรุ่งเจ้าต้องเข้าพิธีสยุมพรกับเจ้าพี่กรรเจียกแล้วแทนที่จักยิ้มระรื่น เหตุไฉนถึงได้มานั่งอกไหม้ไส้ขมเพียงลำพังเยี่ยงนี้เล่า”

“ระหว่างหัวใจกับการค้ำจุนบ้านเมือง องค์หญิงจักเลือกสิ่งใด ?”

“ไม่น่าถาม เป็นใครก็ต้องคิดถึงตัวเองก่อนทั้งนั้น”

“หากข้าไม่เข้าพิธีสยุมพร เมืองปัตตนครก็จักต้องมีภัย”

“หากเจ้ายังคิดหาหนทางช่วยเหลือตัวเองมิได้ แล้วจักคิดอ่านกอบบ้านกู้เมืองได้เยี่ยงไร” แม่ทัพไชยสิงห์นิ่ง ครุ่นคิดถึงคำพูดของพิมพาวดี “เจ้าก็รู้ เจ้าพ่อข้ากระหายสงคราม ต้องการแผ่แสนยานุภาพไปทั่วทั้งสิบทิศ คิดรึว่าหากเจ้ายอมเป็นสวามีเจ้าพี่กรรเจียกแล้ว บ้านเมืองของเจ้าจักรอดพ้นจากการศึกไปได้”

“ตราบใดที่ยังตกเป็นเชลยเยี่ยงนี้ ข้าคงมิอาจช่วยผู้ใดได้แม้แต่สหายของข้าเอง ข้ายังไม่มีปัญญาจะช่วย”

“หากข้าช่วยให้เจ้ากับสหายของเจ้าหนีไปได้ เจ้าจักให้สิ่งใดตอบแทนน้ำใจข้าเล่า” พิมพาวดีพูดทีเล่นทีจริง

กรรเจียกตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ เลือกสร้อยพระศอที่จะใส่เข้าพิธีสยุมพรกับแม่ทัพไชยสิงห์ในวันพรุ่ง “พิมพาน้องพี่ เจ้าว่าวันพรุ่งพี่สวมสร้อยเส้นนี้หรือเส้นนี้ดี” พิมพาวดีนั่งเหม่อ อย่างคนกำลังใช้ความคิด กรรเจียกสำทับ “พิมพา!”

พิมพาวดีสะดุ้ง “เจ้าพี่.... เจ้าพี่เรียกข้ารึ”

กรรเจียกหัวเราะเบาๆ “ก็ใช่สิ....พี่ถามว่าวันพรุ่งพี่สวมสร้อยเส้นใดดี”

“เจ้าพี่จักสวมเส้นใดก็งามทั้งนั้น”

“เจ้ากำลังใจลอยคิดถึงเรื่องใดอยู่รึ”

“วันพรุ่งเจ้าพี่ก็จักเข้าพิธีสยุมพรกับแม่ทัพไชยสิงห์แล้ว ข้าอดยินดีกับเจ้าพี่มิได้”

“ถึงพี่จักออกเรือน แต่เราก็ยังเป็นพี่น้องกันมิใช่รึ เจ้าทำหน้าราวกับว่าจักมิได้เข้าพบคบหากับพี่อีก”

“เจ้าพี่คงรักแม่ทัพไชยสิงห์มาก”

“ชาตินี้พี่คงรักใครมิได้อีกแล้ว นอกจากไชยสิงห์ ถึงแม้ว่าเขาเคยรักหญิงใดมาก่อน แต่พี่จักเป็นคนสุดท้ายที่เขารัก”

“ข้าก็หวังว่าเช่นนั้น”

“แต่ถึงพี่จักรักไชยสิงห์มากเพียงใด เจ้าก็ยังคงเป็นน้องสาวที่ข้ารักมากที่สุดอยู่ดีนะ พิมพา” กรรเจียกกอดพิมพาวดีด้วยความรัก มิได้นึกระแวงแคลงใจแม้แต่น้อยเลยว่าน้องสาวกำลังคิดไม่ซื่อ

 

ประตูเมืองมรุกขนคร ฟ้ายังไม่สางดี ขบวนเสลี่ยงของพิมพาวดีมีนางโขลนร่างกำยำ 4 คนแบกเสลี่ยง และบรรดานางกำนัลถือพานบายศรีสักการะเพื่อไปบูชาที่เทวาลัย ในขบวนฝ่ายในเป็นหญิงล้วน ไม่มีผู้ชายแม้แต่คนเดียว

แม่ทัพไชยสิงห์และเสนาทั้งสี่ปลอมตัวเป็นนางกำนัลร่วมอยู่ในขบวนนั้นด้วย

เคนซึ่งในอดีตชาติเป็นทหารยามที่เฝ้าประตูเมืองเอาดาบขวางไว้ตรวจตราคนเข้า-ออกประตูเมือง

“นี่ขบวนเสลี่ยงขององค์หญิงพิมพาวดี หลีกไป !”

เคนย้อนถามอี่ “วันนี้มีพิธีสยุมพรขององค์หญิงกรรเจียกที่หอคำหลวง องค์หญิงพิมพาวดีจักเสด็จที่ใด”

“พระโหราธิบดีให้องค์หญิงนำบายศรีและเครื่องบัตรพลีเหล่านี้ไปบูชาท้าวศรีสุทโธนาคที่เทวาลัยก่อนพิธีจักเริ่ม” บาอธิบาย

“ท่านพราหมณ์เจ้าอินทร์เตรียมเครื่องบัตรพลีไปตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้วมิใช่รึ” เคนสงสัย

“พระโหราธิบดีกับท่านพราหมณ์เจ้าอินทร์ไม่ลงรอยกัน พวกเจ้าก็รู้... เปิดทางให้พวกข้า ขืนชักช้าจักไม่ทันฤกษ์” เพ็งเร่งเร้า

“หากองค์หญิงพิมพาวดีกลับมาไม่ทันร่วมพิธีสยุมพร หัวของพวกเจ้าสองคนจักหลุดจากบ่า” แพนช่วยเสริมอีกแรง

“พระโหราธิบดีกับท่านพราหมณ์เจ้าอินทร์ไม่ลงรอยกัน พวกเจ้าก็รู้... เปิดทางให้พวกข้า ขืนชักช้าจักไม่ทันฤกษ์” เพ็งเร่งเร้า

“หากองค์หญิงพิมพาวดีกลับมาไม่ทันร่วมพิธีสยุมพร หัวของพวกเจ้าสองคนจักหลุดจากบ่า” แพนช่วยเสริมอีกแรง

ทหารยามลังเล แต่เจอคำขู่เสียงแข็งของนางแพนจึงยอมเปิดทางให้ ขบวนเสลี่ยงขององค์หญิงพิมพาวดีเคลื่อนออกนอกประตูไป พร้อมกับแม่ทัพไชยสิงห์และเสนาทั้งสี่

ขบวนเสลี่ยงเคลื่อนมาถึงชายป่า แต่ยังไม่ถึงเทวาลัย องค์หญิงพิมพาวดีสั่งให้หยุดเสลี่ยงกะทันหัน “หยุด ! วางข้าลง !”

 

นางโขลนทั้งสี่หยุดขบวนเสลี่ยง ต่างประหลาดใจ “แต่นี่ยังไม่ถึงเทวาลัยเลยนะเจ้าข้า องค์หญิง”

 

“คำสั่งข้า พวกเจ้ากล้าขัดกระนั้นรึ” นางโขลนทั้งสี่จำใจต้องวางเสลี่ยงพิมพาวดีลง “พระโหราธิบดีบอกว่าหากข้าดำเนิน (เดิน) ไปเทวาลัยด้วยศรัทธาอันแรงกล้าจักได้อานิสงส์มากกว่าการนั่งอยู่บนเสลี่ยง จริงหรือไม่ นางเพ็ง นางแพน?”

“จริงแท้ๆ เจ้าข้า” เพ็งกับแพนรับคำพร้อมกัน

“เยี่ยงนั้นพวกเจ้าก็เร่งตามข้ามาเถิด” พิมพาวดีสั่ง นางโขลนทั้งสี่ขยับจะเดินตามไปด้วย พิมพาวดีตวาดนางโขลนทั้งสี่ “ไม่ต้องตามมา รอข้าอยู่ที่นี่”

นางโขลนจำใจต้องทำตามรับสั่ง พิมพาวดีเดินนำเพ็งแพน แม่ทัพไชยสิงห์ และเสนาทั้งสี่ออกไป

 

แม่ทัพไชยสิงห์และเสนาทั้งสี่เปลื้องจากชุดนางกำนัลมาเป็นชุดนักรบดังเดิม“องค์หญิงช่วยพวกข้าหนีออกมาจากมรุกขนคร ข้าไม่รู้จักตอบแทนเยี่ยงไร”

“พาข้าไปปัตตนครกับพวกเจ้าด้วย”

แม่ทัพไชยสิงห์และเสนาทั้งสี่ต่างตกใจ แทบไม่อยากจะเชื่อหู

มารุตพูดเบาๆกับอัคนี “ข้าต้องหูฝาดไปเป็นแน่”

“องค์หญิงเป็นถึงราชธิดาของพระเจ้านิรุทธราช เหตุใดจึงยอมทิ้งเกียรติหนีไปกับพวกเชลยเดนตายอย่างข้า” แม่ทัพไชยสิงห์สงสัย

“เจ้าพ่อข้าโปรดแต่เล่นการศึก ไม่เคยสนใจใยดีลูกที่เกิดแต่เจ้านางปลายแถวเยี่ยงข้าแม้แต่น้อย ขอให้ข้าไปกับพวกเจ้าด้วยเถิดนะ” พิมพาวดีอ้อนวอน

“ให้ข้าสองคนไปกับพวกท่านด้วยนะ ท่านแม่ทัพ” เพ็งขอร้อง

“ข้าอยากตามไปรับใช้องค์หญิง” แพนขอร้องด้วย

“แต่องค์หญิงจักทำให้พวกข้าต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย” กษิติท้วง

“หากเจ้าไม่ยอมให้พวกข้าไปด้วย ข้าจักกู่ตะโกนร้องเรียกให้อีโขลนพวกนั้นมากลุ้มรุมจับตัวเจ้ากลับไปเข้าพิธีสยุมพรกับเจ้าพี่กรรเจียก” พิมพาวดีขู่

แม่ทัพไชยสิงห์ตอบอย่างเสียไม่ได้ “ตกลง ! ข้ายอมให้องค์หญิงไปด้วยก็ได้”

มารุตตกใจ “ท่านแม่ทัพ !”

พิมพาวดียิ้มสมปรารถนา

หอคำเมืองมรุกขนคร นางโขลนทั้งสี่นั่งตัวสั่นงันงก นำผ้าซิ่นนางกำนัลที่ไชยสิงห์และเสนาทั้งสี่นุ่มห่มกลับมาถวาย

พระเจ้านิรุทธราชเห็นผ้าซิ่นเหล่านั้นก็กริ้วจัด ดวงตาวาวโรจน์ “ไอ้ไชยสิงห์มันบังอาจลวงข้าดุจทารก ถึงขนาดใช้อุบายนุ่งซิ่นสตรี ลอบหนีพิธีสยุมพรกับลูกสาวข้า”

กรรเจียกในชุดเจ้าสาวเต็มยศ ตาแดงช้ำ ทั้งเจ็บแค้น ทั้งอาย “ไม่นึกเลยว่าพิมพาจักกล้าทรยศลูก” กรรเจียกทนอายไม่ไหวที่ต้องเป็นม่ายขันหมากไม่ได้เข้าพิธีสยุมพร รีบวิ่งออกจากหอคำ / อี่ บา รีบตามไป

พระเจ้านิรุทธราชประกาศกร้าว “เมืองปัตตนครจักต้องทัณฑ์ถูกตอบสนองให้สาสมเป็นเท่าทวี กูหายอมให้เกียรติยศเจ้าเหนือหัวมรุกขนครต้องมาถูกหยามลงดังนี้! มหาอำมาตย์”

“เจ้าข้า”

“เร่งระดมพลทหารกล้าให้พรักพร้อม หากมิได้เห็นปัตตนครแตกยับเป็นผุยผง กูคงคับใจตายอยู่ตรงนี้”

“รับใส่เศียรเกล้าเจ้าข้า” มหาอำมาตย์รับคำสั่ง

“ส่วนอีโขลนทั้งสี่ โทษฐานที่พวกมึงโง่เง่าถูกอีนังลูกชั่วมันลวงตบตา ทหาร! ลากตัวพวกมันไปควักลูกตาซะ!” พระเจ้านิรุทธราชสั่งเสียงเฉียบ

“พระบาทเจ้า !!!! อภัยให้ข้าด้วยพระบาทเจ้า” นางโขลนทั้งสี่ยกมือไหว้ปลกๆ ตัวสั่นงันงก ก่อนถูกทหารลากตัวออกไป

พระเจ้านิรุทธราชเคียดแค้น ถูกหยามเกียรติรุนแรง

 

กรรเจียกวิ่งน้ำตานองหน้ากลับมาที่ตำหนัก ลงดานประตูขัดจากด้านใน ไม่ให้ผู้ใดเข้า

อี่ / บา ทุบประตูเรียกอยู่ด้านนอก “องค์หญิงเจ้าข้า องค์หญิง !”

ภายในห้อง กรรเจียกซบหน้าลงกับหมอน ร้องไห้โฮ เจ็บลึกที่ถูกน้องสาวทรยศ หักหลัง “พิมพา เสียแรงที่ข้าอุตส่าห์รักเจ้า เมตตาเจ้าดุจพี่น้องท้องเดียวกัน อีน้องแพศยา เลี้ยงไม่เชื่อง เจ้ากล้าทรยศหักหลังข้าได้ลงคอ ! ข้าต้องอับอายขายหน้าไพร่ฟ้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนีก็เพราะเจ้า เกิดชาติหน้าฉันใด ขออย่าได้ร่วมเชื้อเครือเดียวกับเจ้าอีกเลย อีสันดานงูเห่า ! ข้าจักขอผูกเวรเป็นอริกับเจ้าทุกชาติ ทุกภพ !!!” กรรเจียกตะโกนลั่น ก่อนชักปิ่นปักผมออกมา มองด้วยแววตาเคียดแค้น

อี่ กับบา วิ่งไปตามคนมาช่วย เห็นขุนวังผ่านมาพร้อมกับทหาร 2 คนพอดี “ท่านขุนวัง ! ช่วยองค์หญิงกรรเจียกด้วย”

ขุนวังพานายทหารทั้งสองมาที่หน้าประตูตำหนักองค์หญิง “พังเข้าไป !”

ทหารทั้ง 2 นาย พังประตูตำหนักเข้าไป สลักดานด้านในหัก ขุนวังปราดเข้าไปภายในเป็นคนแรก

ขุนวัง เห็นกรรเจียกเงื้อปิ่นปักผมขึ้นสุดแขนเอ่ยเสียงเครือ “ชาตินี้เจ้าแย่งไชยสิงห์ไปจากข้า ชาติหน้าข้าก็จักแย่งไชยสิงห์ไปจากเจ้า”

ขุนวังตะโกนลั่น “อย่าเจ้าข้า องค์หญิง !!!”

ไม่ทันเสียแล้ว กรรเจียกปักปิ่นปักผมเข้าที่หัวใจ อี่ บา หวีดร้องวี้ดดดด สุดเสียงด้วยความตกใจ ร่างกรรเจียกเลือดแดงฉาน ขาดใจตายต่อหน้าต่อตาขุนวัง ด้วยเหตุที่ขุนวังพยายามจะเข้ามาช่วยชีวิตกรรเจียก จึงส่งผลให้กลับมาเกิดเป็นพ่อลูกกัน

 

คำแก้วสะดุ้ง หลุดออกจากภวังค์เร้นลับ “ชาติที่แล้ว ทุกคนเคยทำวิบากกรรมร่วมกันมา ชาตินี้ถึงได้มีเวรต่อกัน” คำแก้วมองหน้าทศพลที่หลับสนิทข้างๆ “พี่คือแม่ทัพไชยสิงห์ ต้นเหตุที่ทำให้คำแก้ว พิมพ์พร และลำเจียก ต้องมาประสบชะตากรรมร่วมกัน เจ้าประคู๊ณ ขออย่าให้ชาตินี้ ต้องมีใครต้องมีอันเป็นไปเหมือนชาติที่แล้วเลย” คำแก้วใจคอไม่ดี รู้ถึงเวรกรรมที่ทุกคนเคยทำร่วมกันมาชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

 

ที่ป่าช้าผีดิบ บรรยากาศวังเวงน่ากลัว หมออ่วมเดินนำมา ตามด้วย บุญส่ง กำนันแย้ม กอ และสมุนกำนันแย้ม

กอมองรอบๆ อย่างระแวง ก้าวขาแทบไม่ออก “เอ็งบอกว่าจะตีดาบเหล็กไหล แล้วไหงมาโผล่ที่ป่าช้าได้วะ”

หมออ่วมดุ “อุวะ จะตีดาบศักดิ์สิทธิ์ให้ได้ตามตำรา ไม่ใช่ใช้แค่เหล็กไหลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเอาตะปูตอกโลงศพผีตายทั้งกลมผสมลงไปด้วย”

“ตะปูตอกโลงผี!! โธ่ ทำไมเอ็งไม่บอกข้าก่อนวะ ข้าจะได้ไม่ต้องถ่อสังขารตามมาด้วย” กอเสียงสั่น

“ถ้าเอ็งกลัวนัก จะกลับไปตอนนี้เลยก็ได้นะ” บุญส่งชักรำคาญ

“คนอย่างข้ารึกลัวผี ก็แค่ถามไปอย่างนั้นๆ แหละ” กอปากปฏิเสธแต่ ขาสั่นพั่บๆ “จะไปทางไหนก็รีบไปสิ ข้าพร้อมแล้ว”

กอกลั้นใจเดินต่อไปทั้งๆ ที่ขาสั่น บุญส่ง หมออ่วม และกำนันแย้ม ส่ายหน้าระอา หมออ่วมเดินนำทุกคนต่อ พลันสายตาเหลือบไปเห็นเมืองอินทร์นั่งสมาธิอยู่บนเชิงตะกอนดูสง่าน่าเกรงขาม หมออ่วมมองตะลึง

 

เมืองอินทร์นั่งสมาธิแน่วแน่อยู่บนเชิงตะกอน บุญส่ง กำนันแย้ม กอ หมออ่วม และสมุนกำนัน เดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเมืองอินทร์

“เอ็งเป็นใคร มาจากไหน แล้วมาทำอะไรที่นี่” กำนันแย้มถาม เมืองอินทร์ยังนั่งสมาธินิ่ง ไม่ขยับแม้แต่น้อย “หูหนวกรึไงวะ ข้าถามทำไมไม่ตอบ” กำนันแย้มตวาดเสียงดัง

กอทึ่ง “ท่าทางน่าเลื่อมใสแบบนี้ ต้องเป็นพวกคนมีคาถาอาคมแน่ๆ”

หมออ่วมรีบขัด “ก็แค่พวกสิบแปดมงกุฎแหกตา หวังเครื่องเซ่นวักตั๊กแตนน่ะสิ”

กำนันแย้มหันไปพยักพเยิดให้สมุนเข้าไปจัดการเมืองอินทร์ทันที สมุนกำนันแย้มพยักหน้ารับคำสั่ง กระชับดาบในมือตรงไปหาเมืองอินทร์ สมุนคนแรกฟันไปที่ร่างเมืองอินทร์ แต่ฟันไม่ถูก เหมือนฟันอากาศธาตุ สมุนอีกคนฟันซ้ำ แต่ดาบหักกระเด็นเป็น 2 ท่อน สมุนทั้งสองลนลานตาเหลือก

“เห็นมั้ยข้าบอกแล้ว ว่าต้องเป็นผู้มีวิชาอาคมแน่ๆ” กอนึกชื่นชม

“ก็แค่วิชาหนังเหนียวพื้นๆ แน่จริง ลองงัดของดีมาสู้กันสักตั้งสิวะ” หมออ่วมท้าทาย

เมืองอินทร์ย้อน “ข้าไม่อยากรังแกคนแก่ ชนะมันก็ไม่สมศักดิ์ศรี”

“จองหอง ! เอ็งว่าใครแก่วะ ข้ายังเตะหมาร้องเอ๋งนะโว้ย เอ็งอยากจะลองดูมั้ยล่ะ”

บุญส่งปราม “ใจเย็นๆ น่าหมออ่วม เดี๋ยวจะเป็นลมเป็นแล้งไปซะก่อน เก็บแรงไว้ตีดาบเหล็กไหลจะดีกว่า” หมออ่วมชักสีหน้าไม่พอใจ จ้องเมืองอินทร์เขม็ง ไม่ถูกชะตา “ท่านเป็นใคร มาทำอะไรที่ดอนไม้ป่านี่” บุญส่งเอ่ยถาม

“ข้าชื่อเมืองอินทร์ มาจากนาคหนี ข้ามาที่นี่เพื่อจะมาปราบเจ้าแม่นาคี”

กำนันแย้มได้ยินก็หูผึ่ง “ปราบนังเจ้าแม่งั้นเหรอ ?”

กอพึมพำ “มาจากนาคหนี! หรือว่าจะเป็นคนที่ทำเสน่ห์ให้นังลำเจียก”

หมออ่วมหัวเราะเยาะ “ก็แค่หมอผีหมอเสน่ห์น้ำหน้าอย่างเอ็งเรอะจะปราบนังงูปีศาจนั่น กลับไปซะ ถ้าไม่อยากเอาชีวิตมาทิ้งที่ดอนไม้ป่า”

“คนเราจะแก่กล้าวิชาหรือไม่ มันต้องวัดกันที่ฝีมือ ไม่ใช่เพราะอยู่นาน ข้าเคยเห็นมาเยอะแล้ว พวกแก่กะโหลกกะลา แต่ฝีมืออ่อนหัดยิ่งกว่าเด็กอมมือ” เมืองอินทร์สบประมาท

หมออ่วมสะอึก โกรธมาก “ได้ ในเมื่อเอ็งมั่นใจในฝีมือเอ็งนัก งั้นมาลองดูกันสักตั้งหากเอ็งปราบเจ้าแม่นาคีได้ข้าจะยอมก้มหัวให้ แต่ถ้าเอ็งแพ้ เอ็งต้องเลิกเล่นอาคมตลอดชีวิต”

เมืองอินทร์ยิ้มไม่กลัวเกรง “ตกลง”

“แล้วข้าจะคอยดูว่าเอ็งจะเก่งแต่ปากหรือเปล่า” หมออ่วมฮึดฮัดเดินผละไปอย่างหัวเสีย

กำนันแย้ม สมุน และกอเดินตาม บุญส่งหันไปมองสบตาเมืองอินทร์อย่างพอใจ

 

ทศพลหอมแก้มคำแก้ว โอ้โลมอยู่ในมุ้ง แต่คำแก้วบ่ายเบี่ยงผลักออก

“ทำไมล่ะคำแก้ว หรือว่าพี่ตัวเหม็น” ทศพลยกแขนตัวเองขึ้นมาดม สำรวจว่ามีกลิ่นตัว กลิ่นเหงื่อจนคำแก้วรังเกียจหรือเปล่า “ก็ไม่เหม็นนี่นา...”

“คืนนี้คำแก้วรู้สึกตะครั่นตะครอ ร้อนๆ หนาวๆ ยังไงบอกไม่ถูก”

ทศพลจับหัวคำแก้วดู “เป็นไข้หัวลมหรือเปล่า เดี๋ยวพี่ต้มยาเขียวให้กิน จะได้หายไวๆ”

“ไม่ต้องหรอกจ้ะ แค่นอนพักสักคืน เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็หาย”

“งั้นพี่ไม่กวนคำแก้วแล้ว คำแก้วนอนเถอะจ้ะ” ทศพลห่มผ้าให้คำแก้ว แล้วเอนตัวลงนอน

คำแก้วนอนตะแคง ยังคงลืมตาโพลง.... ถึงเวลาต้องลอกคราบอีกแล้วรึนี่

ค้างคาวตีปีกพึ่บพั่บกลางดึกสงัด ทศพลหลับสนิทไปแล้ว คำแก้วยังนอนไม่หลับ นอนกระสับกระส่ายบิดไปมาอยู่ในมุ้ง คำแก้วค่อยๆ ลอกคราบเหมือนอย่างงูลอกคราบ คำแก้วตาเบิกโพลงเห็นว่าตัวเองเป็นงูที่กำลังลอกคราบ เอามือปิดปากตัวเอง กลัวว่าจะเผลอร้องออกมา คราบสีขาวขุ่นเคลื่อนออกจากร่างกายคำแก้วทีละน้อยๆ อย่างช้าๆ ทศพลพลิกตัวหันมาทางคำแก้ว รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของคำแก้วจึงลืมตาขึ้น ทศพลเห็นคำแก้วกำลังลอกคราบก็ตกใจ สะดุ้งพรวด คว้าแว่นสายตาที่วางอยู่ที่หัวนอนมาสวมทันที คำแก้วนอนอยู่เป็นปกติ คราบงูต่างๆ หายไปอย่างน่าอัศจรรย์

“มีอะไรจ๊ะ พี่”

ทศพลค่อยคลายใจ คิดว่าตัวเองตาฝาดไป “เปล่าจ้ะ... พี่คงตาฝาด....นอนต่อเถอะ”

ทศพลหลับต่อ แต่คำแก้วยังคงลืมตาโพลงในความมืด.... รู้แล้วว่าตัวเองเป็นงู ! งูเขียวค่อยๆ ลากคราบงูของคำแก้วลงจากกระต๊อบไป เพื่อทำลายหลักฐาน

 

เช้าวันใหม่ คำแก้วกำลังก้มลงเทน้ำในกระชุใส่ตุ่มถึงกับผงะด้วยความตกใจ เมื่อเห็นภาพในน้ำ เป็นภาพพระเจ้านิรุทธราชนั่งบนบัลลังก์หันมองสบตาพราหมณ์เจ้าอินทร์แววตามุ่งร้าย

ทศพลเข้ามา คำแก้วอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวสะดุ้งโหยง “พี่พล!”

“ขวัญอ่อนจัง แค่นี้ก็ตกใจดูสิ หน้าซีดเชียว”

“คำแก้วกำลังคิดอะไรเพลินๆ” คำแก้วบ่ายเบี่ยง

“คิดอะไรเหรอ หรือว่า... คิดถึงพี่ เอ้อ... เมื่อคืนไม่สบาย คำแก้วหายดีแล้วเหรอ” ทศพลกุลีกุจอช่วยยกน้ำในกระชุเทใส่โอ่ง แล้วรีบหันมาหอมแก้มคำแก้ว

 

“จ้ะพี่ หายแล้ว”

“คิดอะไรเหรอ หรือว่า... คิดถึงพี่ เอ้อ... เมื่อคืนไม่สบาย คำแก้วหายดีแล้วเหรอ” ทศพลกุลีกุจอช่วยยกน้ำในกระชุเทใส่โอ่ง แล้วรีบหันมาหอมแก้มคำแก้ว

“จ้ะพี่ หายแล้ว”

“เพิ่งฟื้น ยังไม่น่ารีบทำงานหนัก เดี๋ยวไข้ก็กลับกันพอดี มา พี่ช่วย”

ทศพลเทน้ำใส่ตุ่ม ขณะที่คำแก้วมองไปทางตุ่มน้ำ ภาพนิมิตลึกลับยังคงกวนใจ

 

ข้าวในนาออกรวงเหลืองทองอร่าม ทศพลกำลังโปรยข้าวเปลือกให้ไก่กิน ทศพลเห็นลูกเจี๊ยบตัวน้อยๆ ที่เพิ่งฟักออกมา ก็ยิ้มร่า พอดีกับคำแก้วเดินเข้ามา “คำแก้ว.....ดูนี่สิ ลูกเจี๊ยบเพิ่งฟักออกจากไข่ น่ารักมั้ย” ทศพลประคองลูกเจี๊ยบในมือส่งให้คำแก้ว “อีกหน่อย พี่จะขยายเล้าไก่ให้เป็นโรงเพาะเลี้ยง จะได้ฟักไข่ได้มากๆ คำแก้วว่าดีมั้ย”

 

พอมือคำแก้วสัมผัสลูกเจี๊ยบ ก็จ้องตาไม่กะพริบตามสัญชาตญาณ เพื่อนๆ ของทศพลโผล่เข้ามาเห็นเข้าพอดี ประกิตตกใจ “แกเห็นสายตาคำแก้วเหมือนที่ฉันเห็นมั้ยวะ ไอ้นะ”

“ชัดเลยว่ะเพื่อน จ้องตาไม่กะพริบเลย”

คำปองเดินมาจากอีกทางหนึ่งพอดี เห็นแววตาของคำแก้ว ใจหายวาบ สมมาตรและเชษฐ์หันไปมองคำแก้ว จังหวะเดียวกับที่คำปองเดินเข้ามาพร้อมกระจาดตำลึงพอดี

คำปองรีบเรียกขัดจังหวะ “คำแก้ว!!”

คำแก้วสะดุ้ง สติคืนกลับมา แววตาคำแก้วกลับเป็นปกติตามเดิม ทศพลมัวแต่มองลูกเจี๊ยบจึงไม่ทันเห็น เงยหน้ายิ้มให้คำปองอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่

 

คำแก้วตามคำปองเข้ามาในครัว คำปองเอาตำลึงมาให้ “ตำลึงแตกยอดอ่อนเต็มไปหมด แม่เลยเก็บมาให้เอ็งทำแกงจืดกินกับผัว”

“แม่ ! หมู่นี้ฉันเป็นอะไรไม่รู้ บางทีฉันก็รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง เหมือนกำลังจะกลายเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ฉัน”

“หมั่นสวดมนต์ รักษาศีล 5 อย่าให้ขาด ศีลจะช่วยให้ใจสงบ ไม่ทุกข์ ไม่ร้อน ไม่ถูกยั่วยุต่อสิ่งที่มากระทบได้ง่าย”

“เวลาถูกยั่วให้โกรธ ฉันจะควบคุมตัวเองไม่ได้... เวลาแม่โกรธ แม่ทำยังไง”

“แม่ก็ระงับความโกรธไงลูก ฝืนต้านแรงโกรธที่อยู่ในใจ ไม่ให้มันบีบบังคับเราให้ทำเรื่องร้ายๆ”

“ความโกรธมันเหมือนสัตว์ร้ายที่อยู่ในใจ ฉันจะสู้กับมันได้มั้ยแม่”

“เอ็งต้องเข้มแข็ง ใช้ธรรมะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว...ผู้อยู่ในศีลในธรรม ย่อมพบเจอแต่ความสุขความเจริญ หมั่นสวดมนต์ไหว้พระอย่าให้ขาด คุณพระคุณเจ้าจะได้ช่วยปกปักรักษา”

คำแก้วฟังคำแม่แล้วนิ่งคิดตาม

 

วันชนะ ประกิต ยังยืนเหวออยู่ที่เดิม สมมาตรและเชษฐ์ยืนมองทั้งคู่อย่างสงสัยว่าเป็นอะไร

“ไม่เห็นมีอะไรเลย” เชษฐ์เอ่ยงงๆ

“ทำไมจะไม่มี แกกับไอ้หลวงปู่ไม่เห็นตอนคำแก้วมองลูกเจี๊ยบนั่นรึไง” ประกิตโวย

“เห็น” สมมาตรตอบซื่อๆ

“นั่นไง แกเห็นเหมือนที่พวกฉันเห็นใช่มั้ย” วันชนะกับประกิตรอฟังคำตอบใจจดจ่อ

“คำแก้วคือคำแก้ว ไก่ก็คือไก่พวกแกจะตื่นเต้นไปทำไมวะ หรือแกเห็นคำแก้วหน้าเหมือนไก่ ?”

ประกิตเซ็ง “ปัดโธ่! พวกแกนี่มีตาหามีแววจริงๆ ที่พวกฉันเห็นน่ะมันไม่ธรรมดา”

“ไม่ธรรมดายังไง” เชษฐ์สงสัย

วันชนะมองระแวดระวัง กระซิบ “ฉันกับไอ้ประกิตเห็นคำแก้วจ้องไก่ตาไม่กะพริบน่ะสิวะ”

“ท่าทางเหมือนงูที่กำลังจะขย้ำเหยื่อยังไงยังงั้น” ประกิตนึกแล้วยังเสียวไม่หาย

สมมาตรรำคาญ “นี่พวกแกยังไม่เลิกบ้าตามยัยพิมพ์อีกเหรอถ้าแกอยากดูเมียงู ไปหาดูตามงานวัดโน่น”

ประกิตแย้ง “ฉันไม่ได้บ้านะเว้ย ฉันเห็นจริงๆ คราวก่อนตอนพังพอนก็ทีนึง ฉันว่าคืนนี้คำแก้วเขมือบไก่ยกเล้าแน่ๆ”

สมมาตรไม่เชื่อ“คำแก้วเลี้ยงไก่เก็บไข่เอาไปขาย ถ้าจะกิน คงกินไปตั้งนานแล้วล่ะโว้ย”

“สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็นหากปราศจากการมองด้วยปัญญาแล้ว สิ่งเหล่านั้นเป็นได้เพียงแค่ภาพลวงตา” เชษฐ์เทศนา

วันชนะ ประกิตเซ็งที่เพื่อนไม่เชื่อแถมยังโดนเทศน์อีก จู่ๆ ก็มีมือมาจับที่ไหล่ของทั้งสองคนพร้อมกัน

วันชนะ ประกิต ตกใจ ร้องจ๊าก

“เฮ้ย!! ฉันเอง!!”

วันชนะประกิตรีบลืมตาดูเห็นเป็นทศพลก็โล่งอก

 

ทศพลเดินนำเหล่าเพื่อนมาหน้ากระต๊อบ ทศพลแปลกใจ “พวกแกเป็นอะไรวะ ทำหน้าอย่างกะเห็นผี”

วันชนะบ่นกระปอดกระแปด “ก็แกเล่นมาเงียบๆ นี่หว่า”

“แล้วใครใช้ให้ไปสุมหัวกันตรงนั้นล่ะ ฉันก็คิดว่าพวกแกจะเล่นพิเรนทร์อะไรอีกน่ะสิ”

ประกิตบ่ายเบี่ยง “เปล่า ไม่มีอะไร..พวกฉันจะมาชวนแกไปหาดอกเตอร์สุภัทรน่ะ”

“ไปหาพ่อ มีอะไร” ทศพลสงสัย

เขษฐ์เอ่ย “ดอกเตอร์ลงไปที่ถ้ำใต้เทวาลัยนั่นอีกครั้ง บางทีอาจจะได้เบาะแสของอาจารย์ทัศนัยก็ได้”

สมมาตรเห็นด้วยกับเชษฐ์ “ถ้ามีเบาะแส พวกเราจะได้ไปช่วยกันแกะรอยตามหาอาจารย์ทัศนัยในถ้ำ”

“ไม่มีประโยชน์หรอก” ทุกคนหันมองทางเสียง เห็นสุภัทรเดินเข้ามา

ทศพลและเหล่าเพื่อนมองสุภัทรอย่างสงสัย ว่าหมายความว่ายังไง

“หมายความว่ายังไงครับพ่อ”

“ทัศนัย.... เขาไปแล้ว...”

ทศพลและเหล่าเพื่อนช็อกตีความว่า อาจารย์ทัศนัยตายแล้วก็ใจเสีย

“อะไรนะครับ” ทศพลถามย้ำ

“ทัศนัยเขาไม่กลับมาอีกแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่พวกเธอจะตามหาอีกต่อไปตอนนี้ สิ่งที่พวกเธอต้องทำ คือสานต่อเจตนารมณ์ของทัศนัยที่ยังคั่งค้างอยู่ให้สำเร็จ ทัศนัยเขาจะได้หมดห่วง”

ทศพลกับเพื่อนๆ ตั้งตัวไม่ติด ทำใจไม่ได้ คิดว่าอาจารย์ทัศนัยตายไปแล้วจริงๆ

 

ทศพลกับเพื่อนๆ ใจหายต่อการจากไปของอาจารย์ทัศนัย

วันชนะตัดพ้อ “อาจารย์ทัศนัยคงจะมาเข้าฝันดอกเตอร์สุภัทร สั่งเสียให้เดินหน้าศึกษาเรื่องมรุกขนครต่อ”

“เป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะต้องช่วยดอกเตอร์สุภัทรค้นคว้าต่อ วิญญาณของอาจารย์จะได้หมดห่วง ไปสู่สุคติ” เชษฐ์หน้าเศร้า

“ฉันยังไม่อยากเชื่อ ว่าอาจารย์ทัศนัยจะตายแล้วจริงๆ” ทศพลครุ่นคิด

สมมาตรเอ่ย “พ่อแกบอกว่าปากถ้ำถล่มลงมา อาจารย์ทัศนัยติดอยู่ในถ้ำ ไม่มีน้ำ ไม่มีอาหาร อากาศในถ้ำก็แทบไม่มีให้หายใจ ฉันว่ายังไงก็ไม่รอด”

ประกิตแย้ง “วิเคราะห์ให้มันดีๆ บ้างไม่ได้หรือไงวะ ไอ้มาตร อาจารย์อาจจะขุดเผือก ขุดมันในถ้ำกินประทังชีวิตก็ได้”

“ถ้าอาจารย์ทัศนัยยังอยู่ ก็คงกลับมาหาพวกเราแล้ว ฉันว่าทำใจเถอะว่ะ” วันชนะเอ่ยปลงๆ

“ไม่ว่าอาจารย์จะอยู่ที่ไหน ขอให้รับรู้ พวกเราจะสืบทอดเจตนารมณ์ของอาจารย์จนกว่าภารกิจไขปริศนามรุกขนครจะสำเร็จลุล่วง” ทศพลตั้งปณิธานแน่วแน่ เดินหน้าศึกษาเมืองโบราณมรุกขนครต่อไป

 

ที่แคร่หน้ากระต๊อบทศพล ทศพลยื่นห่อผ้าหงอนนาคีให้สุภัทร

“อะไร?” สุภัทรรับห่อผ้ามา

“ของที่อาจารย์ทัศนัยฝากผมให้ช่วยเก็บรักษาเอาไว้น่ะครับ”

สุภัทรคลี่เปิดผ้าออกดู พอเห็นหงอนนาคีที่อยู่ภายในก็ตะลึง สุภัทรตื่นเต้น “ไม่ใช่หิน แต่คล้ายหิน ฉันไม่เคยเนื้อสารที่แปลกแบบนี้มาก่อน แกไปเอามาจากไหน”

“เทวรูปที่อยู่ในถ้ำใต้เทวาลัย ผมกับอาจารย์กำลังจะช่วยกันขนเทวรูปออกมาแต่พลาดหลุดมือ ชิ้นส่วนหงอนบริเวณหน้าผากก็เลยหักออกมา”

“แล้วตอนนี้เทวรูปนั่นอยู่ที่ไหน”

“จมน้ำหายไปแล้วครับ ที่เหลืออยู่ก็มีแค่นี้”

“เอาไว้ว่างๆ ฉันจะดูให้ก็แล้วกัน” สุภัทรมองหงอนนาคีในมืออย่างสนใจ

 

เหล็กไหลในห่อผ้าขาววางไว้บนพานที่อยู่บนโต๊ะพิธี ถัดลงมาคือดานเหล็กศักดิ์สิทธิ์และตะปูตอกโลงศพที่หามาได้ ตามด้วยบายศรี สำรับกับข้าวคาวหวาน เหล้า ผลไม้ หมออ่วมนุ่งขาวห่มขาวปักธูปลงในกระถาง ดูศักดิ์สิทธิ์น่าเกรงขาม บุญส่ง กำนันแย้ม กอ และชาวบ้านอีก 2 คน ที่นุ่งขาวห่มขาว มาร่วมพิธี หมออ่วมเทเหล็กไหล เหล็กศักดิ์สิทธิ์ และตะปูตอกโลงศพจากห่อผ้า ลงในเตาหลอม

เวลาผ่านไป เหล็กที่หลอมรวมเป็นก้อน ถูกนำไปเผาไฟจนแดง แล้วเอาออกมาวางบนแท่นตีดาบ หมออ่วมใช้คีมคีบเหล็ก ชาวบ้านอีก 2 คนออกแรงตี หมออ่วมคอยจับเหล็ก บังคับให้ขึ้นรูปจากก้อนเหล็ก เริ่มขึ้นรูปเป็นแท่ง จากแท่งเริ่มกลายเป็นดาบ หมออ่วมคอยจับเหล็กบังคับขึ้นรูปไป บริกรรมคาถาไปตลอดพิธี บุญส่ง กำนันแย้ม และกอ ยืนมองลุ้น

“หมออ่วมตีดาบสำเร็จเมื่อไหร่ นังงูผีมันต้องเสร็จเราแน่” กอหมายมั่น

กำนันแย้มยังไม่มั่นใจ “แล้วถ้าดาบเหล็กไหลไม่ได้ผลล่ะ”

กอท้วง “โธ่ กำนัน ที่ภูพระนางก็เห็นอิทธิฤทธิ์หมออ่วมเรียกเหล็กไหลมากินน้ำผึ้งกับตา ยังไม่ศรัทธาอีกเรอะ”

“ข้ารู้ว่ามันเก่ง แต่ถึงจะเก่งแค่ไหน ก็ไม่ควรประมาท” กำนันแย้มติง

“ไม่ต้องห่วงหรอก เรามีจอมขมังเวทย์ถึงสองคน ทั้งหมออ่วม แล้วก็หมอเมืองอินทร์ ไม่ใครก็ใครจะต้องปราบนังเจ้าแม่นาคีนั่นได้แน่” บุญส่งยิ้มลำพองใจ ที่จะได้กำจัดเจ้าแม่นาคีให้หายแค้น

บุญส่ง กำนันแย้ม กอ พิมพ์พร เจิดนภา มารวมตัวกันที่สำนักหมออ่วม หมออ่วมชูดาบเหล็กไหลเงาวับให้ทุกคนดูอย่างภาคภูมิใจ

“เนี่ยน่ะเหรอ ดาบเหล็กไหลที่ว่าศักดิ์สิทธิ์นักศักดิ์สิทธิ์หนา” เจิดนภามองดูดาบไม่เชื่อสายตา

“นั่นสิ ไม่เห็นต่างจากดาบของพวกชาวบ้านตรงไหน” พิมพ์พรสีหน้าดูถูก

 

“งั้นเอ็งคอยดู” หมออ่วมพูดจบก็หลับตาร่ายคาถา แล้วตวัดดาบกลางอากาศ ฟันก้อนเมฆขาด ทุกคนมองอย่างทึ่งๆ “เห็นอิทธิฤทธิ์ดาบเหล็กไหลของข้าหรือยังล่ะ”

“งั้นเอ็งคอยดู” หมออ่วมพูดจบก็หลับตาร่ายคาถา แล้วตวัดดาบกลางอากาศ ฟันก้อนเมฆขาด ทุกคนมองอย่างทึ่งๆ “เห็นอิทธิฤทธิ์ดาบเหล็กไหลของข้าหรือยังล่ะ”

กอมองด้วยความโลภ “ขนาดก้อนเมฆ ยังฟันขาด ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ”

ทุกคนต่างฮือฮากับดาบเหล็กไหลของหมออ่วม

 

วัชระปราการ เลื่อมประภัสร์ และฉัตรสุดา ในชุดชาวบ้าน แอบดูการตีดาบเหล็กไหลอยู่

เลื่อมประภัสร์มองด้วยความครั่นคร้าม “ดาบเหล็กไหล!”

“พวกมันสร้างอาวุธขึ้นมาปราบเจ้าแม่ เจ้าแม่กำลังมีอันตราย” ฉัตรสุดากระซิบบอก

 

“ต้องรีบตัดไฟเสียแต่ต้นลม” วัชระปราการไม่พูดพร่ำทำเพลงกลายร่างเป็นงูใหญ่เลื้อยออกไปทันที

“ท่านวัชระปราการ !” ฉัตรสุดาขยับจะตามด้วยความเป็นห่วง แต่เลื่อมประภัสร์รั้งเอาไว้

 

หมออ่วม กอ กำนันแย้ม บุญส่ง นั่งก๊งเหล้าฉลองความสำเร็จ ดาบเหล็กไหลวางอยู่ข้างหมออ่วม

“ไม่เสียแรงที่ดั้นด้นไปเอาเหล็กไหลถึงภูพระนางจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด” บุญส่งชื่นชม

“ขนาดก้อนเมฆยังฟันขาด นับประสาอะไรกับนังเจ้าแม่นาคี” กำนันแย้มหัวเราะร่า

“ก็ลองเข้ามาดูสิ ได้โดนฟันขาดเป็นสองท่อนแน่” กอเอ่ยมั่นใจ

“นังเจ้าแม่นาคีมีฤทธิ์กล้าแข็งในวันที่เกิดสุริยคราส และอ่อนกำลังลงในวันที่เกิดจันทรคราส รอให้ถึงคืนเดือนดับเมื่อไหร่ ดาบข้าได้บั่นคอนังเจ้าแม่นาคีแน่” หมออ่วมย่ามใจ

“ฆ่านังเจ้าแม่ได้เมื่อไหร่ ผมจะแล่เนื้อมันเอามากินให้สาแก่ใจ” บุญส่งยิ้มเยาะ

กอกับกำนันแย้ม บุญส่งชนจอกกันอย่างถูกคอ หมออ่วมยิ้มลำพองใจ ที่ด้านหลังหมออ่วม งูวัชระปราการค่อยๆ เลื้อยจากพงหญ้าเข้ามาใกล้แคร่ ขณะที่กำลังใกล้จะถึงดาบ ดาบกลับขยับออกจากฝัก หมออ่วมชะงัก เอะใจ รีบจับดาบขึ้นมาถือ มองรอบตัวอย่างระแวงภัย

บุญส่งตกใจ “มีอะไร”

“ดาบขยับออกจากฝัก เป็นสัญญาณอันตราย” หมออ่วมกระชับดาบในมือ

ขณะที่ทุกคนหันกวาดตามอง กอชะงักอ้าปากค้าง ชี้ไปด้านหลังหมออ่วม เมื่อเห็นงูวัชระปราการที่ชูคอขึ้นเตรียมฉกดาบในมือหมออ่วม “เฮ้ย! งู!!”

หมออ่วมรีบตวัดดาบฟันงูวัชระปราการทันที งูใหญ่วัชระปราการหายวับไปกับตา

กำนันแย้มคาด “ต้องเป็นบริวารนังเจ้าแม่นาคีแน่ๆ”

หมออ่วมหัวเราะเยาะสะใจ “แน่จริงก็เข้ามาอีกสิวะ บริวารมึงมีกี่ตัวก็ดาหน้ากันเข้ามาเลย ข้าไม่กลัวหรอกโว้ย” หมออ่วมมองดาบในมือ ยิ้มเหิมเกริม

กอมองดาบเหล็กไหลในมือหมออ่วมไม่วางตา

 

วัชระปราการกระเด็นกลับมาที่เทวาลัย แขนเป็นแผลเหวอะเป็นทางยาว โชกไปด้วยเลือด เลื่อมประภัสร์กับฉัตรสุดารีบเข้าประคองวัชระปราการด้วยความเป็นห่วง วัชระปราการกัดฟันทน

“ไอ้หมอผีชั่ว” ฉัตรสุดาแค้นจะรีบผลุนผลันออกไป

เลื่อมประภัสรร้องห้าม “เจ้าจะไปไหน ฉัตรสุดา”

“ข้าจะไปจัดการมันให้รู้สำนึกน่ะสิมันทำกับท่านขนาดนี้ ข้าไม่ปล่อยมันไว้แน่”

เลื่อมประภัสร์เตือน “ดาบนั่นอานุภาพร้ายแรงยิ่งนัก เจ้าไปก็ตายเปล่า”

“ข้าไม่กลัวหรอก ยิ่งปล่อยเอาไว้ มันจะยิ่งเหิมเกริม”

“ถ้าเจ้าไป เราจะเสียแผนที่ท่านวัชระปราการอุตส่าห์เสี่ยงชีวิตก็เท่ากับสูญเปล่า”

ฉัตรสุดาชะงัก หันกลับมามองอย่างงงๆ แผนอะไร? “ท่านจักทำอะไรกันแน่ ?”

“ความโลภ และความเห็นแก่ตัวทำให้มนุษย์พบกับความวิบัติมาแล้วนักต่อนัก” วัชระปราการยิ้มอย่างมั่นใจว่าแผนคราวนี้ต้องสำเร็จแน่

 

ดาบน้ำพี้เหล็กไหลห่อด้วยผ้าวางอยู่บนพาน จู่ๆ ก็มีมือลึกลับเอื้อมมาหยิบดาบไป ไม่ทันไรหมออ่วมที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จนุ่งผ้าขาวม้า มีผ้าอีกผืนหนึ่งพาดบ่า เดินเข้ามาแต่พอหันไปมองดาบเหล็กไหลวางอยู่บนพานอีกทีแล้วช็อก

“ฉิบหายแล้ว!!” หมออ่วมสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที ดาบหายไปได้ยังไง!!

 

กำนันแย้ม บุญส่ง กอ สีหน้าตกใจเมื่อหมออ่วมมาแจ้งข่าวว่าดาบหาย

“อยู่ดีๆ มันหายไปได้ยังไง” บุญส่งแปลกใจ

“นอกจากพวกเราสี่คนแล้ว ข้าสั่งห้ามไม่ให้ใครมายุ่งที่สำนักข้าเด็ดขาด ถ้ามันจะหาย ก็ต้องเป็นฝีมือใครสักคนในนี้แน่ๆ” หมออ่วมมองทุกคนอย่างระแวง

กำนันแย้มฉุน “เอ็งอย่าพูดชุ่ยๆ นะโว้ย ไอ้หมออ่วม”

“เราก็อยู่ด้วยกันทุกคน จะมีเวลาไปขโมยดาบตอนไหน” บุญส่งสงสัย

“ดีไม่ดี หมออ่วมอาจเป็นคนเอาดาบไปซ่อนซะเอง แล้วแกล้งตีโพยตีพายว่าดาบหายก็ได้ใครจะไปรู้”

หมออ่วมยัวะที่กอพูดแบบนี้ “ไอ้กอ ! มึงพูดหมาๆ !”

“อุตส่าห์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาด้วยกัน อย่าระแวงกันเองเลยดีกว่า !” บุญส่งประนีประนอม

“ถ้าไม่ใช่เกลือเป็นหนอน จะเป็นใครไปได้ หรือว่า....” หมออ่วมฉุกคิดถึงเมืองอินทร์ขึ้นมา

หมออ่วมบุกมาหาเมืองอินทร์ที่ป่าช้า เมืองอินทร์ที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ ลืมตาขึ้นมาทันที

“เอ็งเอาดาบข้าไปซ่อนไว้ที่ไหน” หมออ่วมร้อนใจตวาดดังลั่น

“ดาบอะไร” เมืองอินทร์งุนงง

“ก็ดาบเหล็กไหลของข้าไง”

เมืองอินทร์ย้อนทันควัน “ดาบเหล็กไหลเอ็งก็ต้องอยู่ที่เอ็งสิวะ ข้าจะเอาไปทำไม”

“เอ็งหาทางปราบเจ้าแม่นาคีไม่ได้ ก็เลยคิดมาขโมยดาบข้า”

“ฮ่าๆๆ คนอย่างข้ามีศักดิ์ศรีพอ ไม่คิดจะลักของใครหรอกโว้ย”

หมออ่วมเห็นสายตาเมืองอินทร์ก็เริ่มลังเล “ถ้าไม่ใช่เอ็ง แล้วจะเป็นใคร”

“แก่จนหัวหงอกทั้งหัว กะอีเรื่องแค่นี้ยังหาตัวคนร้ายไม่ได้ หรือต้องให้ข้าสอนว่าต้องทำยังไง

หมออ่วมหน้าม้านเมื่อถูกเมืองอินทร์ตอกกลับอย่างไม่ไว้หน้า ในใจคิดแค้น ต้องรู้ให้ได้ว่าเป็นฝีมือใคร

 

กอคลี่ดูผ้าพันดาบออกดูจ้องดาบในมือแววตาละโมบ “ดาบอยู่นี่ อย่างน้อยก็อุ่นใจล่ะวะ”

ลำเจียกก็เข้ามาเห็นเข้า “ทำอะไรน่ะพ่อ”

กอสะดุ้งโหยง รีบซ่อนดาบ “เปล่า...ไม่มีอะไร”

“ไม่มีอะไรก็เอามาดู” ลำเจียกแย่งดาบไปเปิดดู “นี่มันดาบของหมออ่วมนี่ พ่อขโมยมาเหรอ”

กอจำต้องยอมรับ “ก็เออสิวะ เอ็งเบาๆ หน่อยได้มั้ย เดี๋ยวไอ้หมออ่วมมันได้ยินเข้าก็ตามมาแหกอกข้าถึงนี่หรอก”

“พ่อขโมยมาทำไม ถ้าหมออ่วมรู้ เอาพ่อตายแน่”

“ก็ข้าไม่มีทางเลือกแล้วนี่หว่า แหวนพิรอดเอ็งก็ทำหายเราก็ต้องหาอะไรไว้ป้องกันตัวสิวะ เกิดนังเจ้าแม่ออกอาละวาดขึ้นมา เราจะเอาอะไรไปสู้กับมัน ไอ้หมออ่วมมันมีวิชาอาคมป้องกันตัว มันไม่ตายง่ายๆ หรอก”

“แต่ขโมยของเขา มันบาปนะพ่อ”

“อย่าเรียกขโมยเลย เรียกสมบัติผลัดกันชมดีกว่า.... ข้าอุตส่าห์บุกป่าฝ่าดงเสี่ยงชีวิตไปเอาเหล็กไหลมา ดาบนี่ข้าก็สมควรได้เป็นเจ้าของด้วย” กอคิดเข้าข้างตัวเองอย่างคนเห็นแก่ตัว

 

ฉัตรสุดาดูแลเอาสมุนไพรทาที่แขนให้วัชระปราการ “ท่านยอมเสี่ยงชีวิต ก็เพื่อให้พวกมันเห็นอิทธิฤทธิ์ของดาบเหล็กไหลแล้วบังเกิดความโลภ”

“ใช่ ! สุดท้ายพวกมันก็แตกคอกัน เพราะความโลภบังตา”

“อีกไม่นานก็จะถึงวันเกิดสุริยคลาส ความปรารถนาของเจ้าแม่ที่จะเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ใกล้จะเป็นจริงแล้ว”

“ตราบใดที่ดาบเหล็กไหลนั่นยังไม่ถูกทำลาย เราก็ยังวางใจไม่ได้”

ฉัตรสุดารู้สึกวิตกไปด้วย “ดาบเหล็กไหลมีอานุภาพมากนัก เราจักป้องกันเจ้าแม่เยี่ยงไรดี”

“ชีวิตข้าเป็นของเจ้าแม่ ข้ายอมตายเพื่อปกป้องเจ้าแม่”

ฉัตรสุดามองวัชระปราการหัวใจร้าวราน หลงรักงูหนุ่มข้างเดียว

 

สุภัทรใช้แว่นขยายนักโบราณคดีส่องดูหงอนนาคีในมือแล้วผงะ เมื่อเห็นเซลล์คล้ายเซลล์มนุษย์ จู่ๆ หงอนนาคีก็เรืองแสงวาบ สุภัทรรู้สึกเหมือนถูกไฟฟ้าช็อตที่มืออย่างแรงจนเผลอปล่อยหงอนนาคีหลุดมือร่วงลงไปบนโต๊ะ

ทศพลเข้ามาเห็นพอดีรีบเข้ามาหาสุภัทรด้วยความเป็นห่วง “พ่อ....เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

“แค่ชานิดหน่อยเหมือนถูกไฟดูด”

“ถูกไฟดูดงั้นเหรอครับ” ทศพลแปลกใจ

“หงอนนั่นเหมือนมีพลังงานไฟฟ้าในตัวเองคล้ายสิ่งมีชีวิตพวกปลาไหลไฟฟ้าหรือกระเบนไฟฟ้า”

“อาจารย์ทัศนัยก็เคยบอกผมแบบนี้เหมือนกัน แต่มันจะเป็นไปได้ยังไงครับในเมื่อเทวรูปไม่ใช่สิ่งมีชีวิต แต่เป็นแค่รูปปั้นหินธรรมดา”

“แล้วถ้าฉันบอกแกว่า หงอนนี่คือหงอนของสิ่งมีชีวิต แกจะเชื่อมั้ย”

“หมายความว่าไงครับ” ทศพลสีหน้าตื่นเต้น

“ฉันเจอชั้นเชลล์ที่เหมือนเซลล์มนุษย์เนื้อสารของชิ้นส่วนนี่ไม่ใช่หินแต่เป็นชิ้นส่วนมนุษย์ที่แข็งจนเป็นหิน...เหมือนมัมมี่”

ทศพลอึ้งไปนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบปฏิเสธ “เป็นไปไม่ได้หรอกครับชิ้นส่วนนี้ผมได้มาจากเทวรูปที่ครึ่งบนเป็นคนครึ่งล่างเป็นงู พ่อคงไม่คิดว่าจะมีสิ่งมีชีวิตแบบนี้จริงๆ ใช่มั้ยครับ”

“ครึ่งคน ครึ่งงูงั้นเหรอ? หรือว่าจะเป็น...พญานาค”

ทศพลมองหงอนศิลาในมืออย่างอึ้งๆ!!

 

แคร่หน้ากระต๊อบทศพล ศิลาจารึกแผ่นแรกที่ทัศนัยกับแผ่นที่สองที่สุภัทรเจอประกบต่อกันได้พอดี ทศพลกับเพื่อนทั้ง 4 ดูมีความหวัง ตื่นเต้นที่ปริศนามรุกขนครค่อยๆ คลี่คลายทีละน้อย

ทศพลอุทาน “ศิลาจารึกทั้งสองชิ้นนี่เป็นแผ่นเดียวกันจริงๆ ด้วย!”

เชษฐ์เสริม “ถ้าหาจารึกแผ่นที่เหลือเจอ เราก็จะรู้เรื่องราวทั้งหมดของมรุกขนคร”

ประกิตครุ่นคิด “ต้องอยู่ในถ้ำใต้เทวาลัยแน่ๆ ! แต่ใครจะลงไปเอามาวะ”

 

วันชนะแกล้งพูด “แกนั่นแหละไอ้กิต อยู่ไปก็ไม่ค่อยมีประโยชน์ ลงไปเป็นอาหารงูในถ้ำนั่นแหละดี ได้บุญน่ะเว้ย”

เชษฐ์เสริม “ถ้าหาจารึกแผ่นที่เหลือเจอ เราก็จะรู้เรื่องราวทั้งหมดของมรุกขนคร”

ประกิตครุ่นคิด “ต้องอยู่ในถ้ำใต้เทวาลัยแน่ๆ ! แต่ใครจะลงไปเอามาวะ”

วันชนะแกล้งพูด “แกนั่นแหละไอ้กิต อยู่ไปก็ไม่ค่อยมีประโยชน์ ลงไปเป็นอาหารงูในถ้ำนั่นแหละดี ได้บุญน่ะเว้ย”

ประกิตหน้าเหวอ “แค่ได้ยินชื่อถ้ำนั่น ฉันก็กลัวจนฉี่จะราดอยู่แล้ว”

ทศพลเอามือลูบฝุ่นที่เกาะอยู่ที่ศิลาจารึก เห็นตัวอักษรชัดเจนขึ้น “อักษรปัลลวะ อายุน่าจะเก่าแก่ราวศตวรรษที่แปดถึงสิบเอ็ด”

 

สุภัทรยิ้มชื่นชมในตัวลูกชาย “อักษรปัลลวะถูกใช้ในดินแดนที่รับอารยธรรมจากอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นมอญ จาม เขมร หรือมัชปาหิต ผ่านทางพวกพราหมณ์ที่มาเผยแผ่ศาสนา คนที่จารึกมันขึ้นมาน่าจะเป็นนักบวชที่อยู่ยุคนั้น”

 

ทศพลและเพื่อนๆ ต่างพยักหน้าอือออเห็นด้วย ทศพลมองจารึกเห็นตัวอักษรปัลลวะลางเลือนมาก “ตัวอักษรมันเลือนขนาดนี้ จะอ่านได้เหรอครับ”

“ฉันเป็นนักโบราณคดี ไม่ใช่นักอ่านจารึกหรือผู้สันทัดภาษาโบราณ ลบเลือนเสียหายไปก็มาก ฉันจะพยายามอ่านเท่าที่อ่านได้ก็แล้วกัน” สุภัทรมองศิลาจารึกราวสมบัติล้ำค่าที่จะไขปริศนาตำนานเมืองลี้ลับ

 

คำแก้วเร่งมือจัดสำรับกับข้าวมื้อเย็น เตรียมให้ทศพลกับคนอื่นๆอยู่ในครัว เธอยกถาดกับข้าวออกจากครัวไปยังแคร่หน้ากระต๊อบ

“กินข้าวกินปลากันก่อนจ้ะ วันนี้น้ำพริกปลาร้ากับแกงหน่อไม้ใส่ใบย่านาง”

สายตาคำแก้วเหลือบเห็นศิลาจารึกในมือสุภัทร ตัวอักษรบนจารึกด้านหลังเรืองวาบขึ้น เสียงพราหมณ์เจ้าอินทร์ที่สวดในอดีตชาติดังแว่วเข้ามา สำเนียงน่ากลัว คำแก้วยกมือขึ้นปิดหู จนถาดกับข้าวที่ถือมาด้วยหลุดมือ กระจายเกลื่อน คำแก้วจ้องมองศิลาจารึกไม่วางตา หายใจหอบระรัว

“โธ่...คำแก้ว ยกไม่ไหวก็น่าจะเรียก พวกพี่จะได้ไปช่วย” ทศพลเข้าไปช่วย

“คำแก้วซุ่มซ่ามไปหน่อย เดี๋ยวจัดสำรับมาให้ใหม่นะจ๊ะ” คำแก้วรีบลนลานกลับเข้าครัวไป

ประกิตกับวันชนะเห็นคำแก้วท่าทางแปลกๆ ก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก

สุภัทรเอ็ด “เอ้า ! มองกันอยู่ได้ รีบไปช่วยหนูคำแก้วเค้าสิ จะรอเค้าเอามาประเคนให้ถึงที่หรือไง”

เชษฐ์กับสมมาตรรีบตามไปช่วยคำแก้วในครัว

คืนนั้น ที่เถียงนา วันชนะหน้านิ่วคิ้วขมวด คิดสงสัยในตัวคำแก้ว ก่อนที่จะโพล่งขึ้นมา “คำแก้วชอบทำตัวพิลึกๆ พวกแกว่ามั้ย”

เขษฐ์ค้าน “พิลึกยังไงวะ ฉันก็เห็นปกติดี งานบ้านงานเรือนก็ไม่ขาดตกบกพร่อง”

ประกิตขนลุก “แกไม่เห็นตอนที่คำแก้วจ้องลูกไก่ตาเป็นมัน ฉันว่าคำแก้วต้องเป็นงูล้านเปอร์เซ็นต์”

สมมาตรเอาหมอนปาใส่หน้าประกิต “ไอ้บ้า ! แค่เขามองไก่ แกก็หาว่าเค้าเป็นงู ไอ้โรคจิต !”

ประกิตเถียง “แต่พวกชาวบ้านเค้าลือกันให้โขมงว่าคำแก้วเป็นงูนะเว้ย”

เชษฐ์แย้ง“อันนินทากาเลเหมือนเทแกลบ มันไม่แสบเหมือนเอาตูดไปครูดหิน มีแต่คนโง่เท่านั้น ที่จะเชื่อลมปากของคนพาล”

“มันต้องพิสูจน์เอากันให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลยว่าคำแก้วเป็นงูจริงหรือเปล่า” วันชนะครุ่นคิด

“พิสูจน์ยังไงวะ” ประกิตสงสัย

วันชนะคิดไม่ออกหันไปถามเชษฐ์ “ไอ้หลวงปู่ แกรู้วิธีที่งูที่แปลงเป็นมนุษย์กลับคืนร่างเดิมมั่งมั้ยวะ”

“งูไม่เคยได้ยิน เคยได้ยินแต่พญานาคว่ะ”

“เออ ! นั่นแหละ นาคกับงูมันก็สปีชีส์เดียวกันแหละวะ”

“ตามพุทธประวัติ บอกว่าพญานาคจะกลับคืนร่างเดิมด้วยเหตุ 5 ประการ ได้แก่ เกิด ตาย เสพสังวาส ออกหากิน แล้วก็นอนหลับด้วยเหตุนี้พระพุทธองค์ถึงได้มีพุทธบัญญัติห้ามพญานาคเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา”

สมมาตรอยากรู้ “แล้วแกจะพิสูจน์คำแก้วยังไงวะ”

วันชนะดีดนิ้วเป๊าะ “ดีล่ะ!คราวนี้ไอ้พลแล้วก็แกสองคนจะได้ตาสว่างกันเสียที!” วันชนะยิ้มอย่างมีแผนการในใจ

 

ทศพลเปิดแฟ้มที่ได้มาจากสุภัทร ดูรูปภาพซากเมืองมรุกขนครแล้วร่างเป็นภาพสเก็ตช์

คำแก้วเห็นทศพลหน้าดำคร่ำเคร่งกับการศึกษาโบราณคดีก็ถามขึ้น “พี่อยากกลับไปเรียนต่อที่กรุงเทพมั้ย”

ทศพลดึงคำแก้วมากอด พลางยิ้มปลอบใจ “การเรียนไม่จำเป็นต้องเรียนที่มหาวิทยาลัยก็ได้ มีหลายเรื่องที่ตำราก็ไม่ได้สอน ต้องเรียนรู้เอาเองจากชีวิตจริง”

“แต่ถ้าพี่พลได้เรียนจนจบ พี่จะได้เป็นเจ้าคนนายคนมีงานมีการดีๆ ไม่ต้องทำไร่ไถนา เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่อย่างทุกวันนี้ บางทีคำแก้วก็อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเราไม่รู้จักกัน พี่น่าจะมีอนาคตที่ดีกว่า”

“อนาคตของพี่พี่เลือกแล้ว ขอแค่มีคำแก้วอยู่กับพี่ ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเป็นยังไง จะลำบากยากแค้นแค่ไหนพี่ก็พร้อมยอมรับมัน” ทศพลจับมือคำแก้วขึ้นมาจูบ ก่อนจะสบตาคำแก้วอย่างแนวแน่ “พี่ไม่เคยเสียใจเลยสักนิดที่ตัดสินใจใช้ชีวิตกับคำแก้ว”

คำแก้วสบตาทศพล ซึ้งใจที่ทศพลยอมทิ้งทุกอย่างมาอยู่กับตน

ทศพลกับคำแก้วนอนหลับกอดกันอยู่ในมุ้ง วันชนะ ประกิต สมมาตร และเชษฐ์โผล่หัวขึ้นมาจากหน้าต่าง

“แกพาพวกฉันมาทำไมวะ ดึกดื่นป่านนี้ ไอ้พลกับเมียมันหลับแล้ว” สมมาตรบ่นเบาๆ

“หลับสิดี ! คืนนี้พวกแกจะได้ตาสว่างกันเสียที” วันชนะชะเง้อชะแง้

“แกจะทำอะไรกันแน่วะ” เชษฐ์ชักสงสัย

“ฉันจะพิสูจน์ให้พวกแกเห็นว่าคำแก้วไม่ใช่คน” วันชนะค่อยๆ ยื่นไม้ยาวๆ เขี่ยปลายมุ้งให้เลิกขึ้นอย่างสั่นๆ ทุกคนจ้องในมุ้งเขม็ง มุ้งค่อยๆ เปิดขึ้น เห็นทศพลนอนกอดคำแก้วเป็นปกติ

วันชนะลดไม้ลงจนปลายมุ้งปิด สมมาตรกับเชษฐ์ก็หันขวับไปมองวันชนะกับประกิต

สมมาตรต่อว่า “ไม่เห็นจะมีอะไรเลย ไอ้พลมันก็นอนกอดกับเมียมัน”

เชษฐ์เหน็บ “ถ้าคำแก้วเป็นนางพญานาคีจริง ป่านนี้คงคืนร่างเป็นงูใหญ่ไปแล้ว”

ประกิตนิ่วหน้า “ลองดูอีกทีซิ เผื่อเมื่อกี้จะตาฝาด”

“มันจะตาฝาดพร้อมกันกันทั้ง 4 คนเลยหรือไง” เชษฐ์กับสมมาตรทำหน้าเอือมๆ คิดว่ายังไงก็เหมือนเดิม

“เมื่อไหร่แกสองคนจะเลิกปรักปรำหาว่าคำแก้วเป็นเมียงูเสียทีวะ” สมมาตรชักหัวเสีย

“เอาน่ะ! ขอฉันพิสูจน์อีกที ทีเดียวเท่านั้น !” วันชนะหันไปเขี่ยมุ้งให้เปิดอีกรอบ

มุ้งค่อยๆ เปิดขึ้นอีกครั้ง ทุกคนเห็นทศพลนอนกอดอยู่กับงูเผือกมีหงอนตัวใหญ่

“งะ...งะ...งู... !!! ไอ้พลมีเมียเป็นงู !!!” สมมาตรตกใจสุดขีด

ทุกคนเบิกตากว้าง ช็อคจนต้องรีบเอามืออุดปาก วันชนะรีบอุดปากสมมาตร แล้วรีบลากตัวไป

 

ที่เถียงนา วันชนะตบเข่าฉาดที่ได้พิสูจน์ให้เชษฐ์กับสมมาตรเห็นกับตา “เห็นมั้ยล่ะ ! คำแก้วเป็นงูอย่างที่พวกชาวบ้านเขาร่ำลือกันจริงๆ”

ประกิตตอกย้ำ “เต็มลูกกะตาแบบนี้ แกสองคนยังจะเถียงคอเป็นเอ็นอยู่อีกมั้ย”

สมมาตรกับเชษฐ์หันมองหน้ากัน เถียงประกิตไม่ออก เพราะคราวนี้เห็นคาตา

สมมาตรยอมรับ “เออๆ พวกฉันเชื่อแล้วก็ได้ แล้วพวกเราจะทำยังไงต่อ บอกไอ้พลให้รู้ดีมั้ย”

วันชนะยืนยัน “ยังไงก็ต้องบอก คนกับงูจะอยู่กินกันได้ยังไง ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก”

เชษฐ์แย้ง “ตำนานของเขมรยังมีเรื่องราวความรักระหว่างคนกับงู ไม่แน่นะ สองคนนี้อาจจะเป็นเนื้อคู่กันแต่ชาติปางก่อนก็ได้” วั

นชนะกับประกิตพร้อมใจตบกะโหลกเชษฐ์ ประกิตสำทับ “จะรักกันมาแต่ชาติปางไหน แต่ยังไงงูก็คืองูเว้ย สัญชาตญาณงูไว้ใจได้ที่ไหน วันดีคืนดีเกิดหิวหน้ามืดขึ้นมา ผัวก็ผัวเถอะ เขมือบลงท้องได้หมด ถึงตอนนั้นความรักก็ช่วยอะไรไม่ได้”

“ถึงพวกแกบอกไปไอ้พลก็ไม่เชื่อหรอก มันรักคำแก้วขนาดนั้น” เชษฐ์คลำหัวป้อย

สมมาตรหนักใจ “ฉันไม่อยากปล่อยให้ไอ้พลมันอยู่กินกับงูแบบนี้ว่ะ ยังไงก็ต้องลองเตือนมันดูก่อน จะเชื่อหรือไม่ก็ให้มันตัดสินเอาเอง”

ทุกคนพยักหน้าตกลง หน้าตากังวล ไม่มั่นใจว่าทศพลจะเชื่อที่บอกหรือเปล่า

 

กระต๊อบทศพลยามเช้า ทศพลขุดดินอยู่ที่แปลงนาอย่างขยันขันแข็ง แล้วหยุดพักปาดเหงื่ออย่างเหนื่อยๆ ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นเพื่อนๆ ทั้งสี่คนเดินเข้ามาหา แต่ละคนหน้าตาเจื่อนๆ ลุกลี้ลุกลนแปลกๆ

“มีอะไรกันหรือเปล่าวะ มาหาฉันถึงนี่เลย”

“คือ.... พวกฉันมีเรื่องจะบอกแกน่ะ” สมมาตรหันรีหันขวาง

“เรื่องอะไรวะ”

ทั้งสี่คนเหลือบมองกันแล้วเริ่มเกี่ยงกันไปมา สมมาตรพยักพเยิดให้วันชนะเริ่ม วันชนะเหงื่อตกส่ายหน้าแล้วมองไปที่ประกิต ประกิตสั่นหัวรัวๆ เหลือบมองเชษฐ์ เชษฐ์ไม่ยอมสบตา มองไปทางอื่นเฉย

ทศพลมองขำๆ งงๆ “อะไรของพวกแกวะ มีเรื่องอะไรกันแน่”

ประกิตกระทุ้งศอกใส่วันชนะ ส่งสายตาให้เริ่มพูดสักที วันชนะตาโตจะไม่ยอม แต่ก็โดนสมมาตรกับเชษฐ์มองกดดัน

วันชนะเลยจำต้องเป็นคนเสี่ยงตายบอกความจริง “เอ่อ คือ เรื่องที่พวกฉันจะบอกเนี่ย มันเกี่ยวกับ...” วันชนะเว้นวรรคไปนานจนทศพลเลิกคิ้วรอ วันชนะเหล่เพื่อนๆ เพื่อนก็จิกตาใส่ บอกให้พูดไปเลย วันชนะถอนใจ “เกี่ยวกับ... เมียแกน่ะ”

“เมียฉัน? คำแก้วทำไมวะ?” ทศพลตกใจ “หรือคำแก้วเป็นอะไร ?!?”

วันชนะรีบปฎิเสธ “เปล่าๆ คำแก้วไม่ได้เป็นอะไร เอ้ย จริงๆ ก็เป็นแหละ แต่ไม่ได้เป็นแบบที่แกคิด”

“อะไรของแกวะ สรุปเป็นหรือไม่เป็นกันแน่”

“เป็น เอ้ย ไม่ได้เป็นอะไร คำแก้วสบายดี ไม่ได้เจ็บป่วยตรงไหน แต่ที่ฉันจะบอกแกเนี่ยเพราะจริงๆ แล้วคำแก้วเป็น... เป็น...” วันชนะลากเป็น... อยู่นานจนอีกสามคนลุ้นกันตัวโก่ง สุดท้ายวันชนะก็ไม่กล้าพูดสักที วันชนะถอนหายใจ แล้วตัดสินใจทำท่าเลื้อยๆ เหมือนงูแทน เพื่อนสามคนที่ลุ้นอยู่กรอกตาเซ็งไปตามๆ กัน

“แกจะบอกอะไรฉันกันแน่วะไอ้นะ เมียฉันเป็นอะไรงั้นเหรอ” ทศพลขมวดคิ้วนิ่วหน้า

วันชนะทนไม่ไหวเลยตัดสินใจจะพูดให้มันจบๆ “เอาวะ บอกก็บอก ไอ้พล เมียแกเป็น...”

“เป็นอะไรเหรอจ๊ะ” เพื่อนทั้งสี่พากันสะดุ้งโหยง หันขวับไปมองคำแก้วที่เดินยิ้มหวานเข้ามาแต่แววตาไม่พอใจสุดๆ ในมือคำแก้วถือปิ่นโตมาให้ทศพลด้วย ทศพลรีบเดินเข้าไปหาแล้วรับปิ่นโตมาถือไว้ “คำแก้วเป็นอะไรหรือจ๊ะคุณวันชนะ”

วันชนะตาเหลือกเมื่อเห็นคำแก้วปรายตามามองแล้วจ้องเขาเขม็ง “เอ่อ เป็น.. เป็นคนสวยไงจ้ะ จิตใจก็ดี๊...ดี...เหมือนนางฟ้านาสวรรค์” เขาเอาศอกกระทุ้งประกิตให้รีบช่วย

“จริงๆ จ้ะ.... อุตส่าห์เอาปิ่นโตมาส่งให้ไอ้พลทั้งๆ ที่แดดร้อนเปรี้ยงแบบนี้ น่ารักจริงๆ เนอะไอ้พลเนอะ”

วันชนะกับประกิตปั้นยิ้มเจื่อนๆ พยักพเยิดกับทศพล สมมาตรกับเชษฐ์ก็รีบพยักหน้าช่วยอย่างเห็นด้วย ทศพลทำหน้างงๆ แต่ก็ยิ้มปลื้มที่เพื่อนชมเมียตัวเอง วันชนะได้แต่ยิ้มแหยหลบสายตาคำแก้วที่จ้องมาอย่างไม่เป็นมิตร

 

วันชนะ ประกิต สมมาตร และเชษฐ์เดินหน้าตาเซ็งมาตามทาง

เชษฐ์โวย “ไหนว่าจะบอกความจริงกับไอ้พลไง”

วันชนะย้อน “ใครจะไปกล้า ขืนฉันพูดอะไรออกไป คำแก้วคงได้ฉกฉันตายคาที่”

“ต่อไปจะพูดอะไรก็หัดดูตาม้าตาเรือมั่งสิวะ ขืนคำแก้วได้ยินเข้ามีหวังพวกเราคงกลายเป็นเครื่องสังเวยเจ้าแม่นาคี” ประกิตเตือน

 

เพื่อนๆ มองหน้ากันอย่างไม่รู้จะทำยังไงดี อยากช่วยเพื่อนก็อยาก แต่ก็รักตัวกลัวตายเหมือนกัน

 

 

 

จบตอน

 

 

 

 

 

จาก  ไทยรัฐ

#นาคี ตอนที่ 11

นิยายนาคี ตอนที่ 11

นาคี ตอนที่ 11

 


แสดงความคิดเห็น

emotion