นาคี ตอนที่ 10 (จบตอน)

นาคี ตอนที่ 10 (จบตอน)

14 / 1.1k    0
coin × 0  coin × 0
ขนาดฟ้อนต์ 
ก+
ก-
โหมดกลางวัน
โหมดกลางคืน

นาคี ตอนที่ 10

“ไอ้ใบไม้ประหลาดนี่มันปักแน่น ดึงเท่าไหร่ก็ดึงไม่ออก”

“แม่จ๋า... พาฉันไปที่เทวาลัยที”

“เทวาลัย? เอ็งจะไปที่นั่นทำไม” คำปองสงสัย

“ที่นั่นมีเทวรูปศักดิ์สิทธิ์... เจ้าแม่นาคีจะช่วยฉันได้”

“แต่...” คำปองอ้ำอึ้ง ไม่อยากให้เป็นอย่างที่คิด

“เจ็บเหลือเกิน แม่จ๋า... ช่วยพาฉันไปที ไม่งั้นฉันต้องตายแน่ๆ”

คำปองมองคำแก้วอย่างชั่งใจ

 

คำปองประคองคำแก้วออกจากกระต๊อบพาไปยังเทวาลัย

เมืองอินทร์เห็นคำแก้วดิ้นทุรนทุราย ก็รู้ได้ทันที “จริงของนังลำเจียก นังผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา... แต่ต่อให้เอ็งจะเป็นงูผีนรกขุมไหนจำแลงมา ข้าก็จะจับเอ็งถลกหนังให้ได้ !!!”

เมืองอินทร์ยิ้มเกรียม รู้แล้วคำแก้วไม่ใช่คนธรรมดา คิดจะหาทางกำจัดงูผีในร่างคำแก้วให้จงได้

 

คำปองประคองคำแก้วเดินกระปลกกระเปลี้ยมาถึงเทวาลัย พลางปลอบ “แข็งใจไว้นะลูก ถึงเทวาลัยเจ้าแม่แล้ว อดทนอีกหน่อย” คำปองพาคำแก้วไปนั่งลงตรงหน้ารูปปั้นพญานาค คำปองได้กลิ่นดอกมะลิวัลย์ลอยมาตามลม “กลิ่นดอกมะลิวัลย์.....” คำปองได้กลิ่นดอกมะลิวัลย์เข้าก็สลบฟุบลงข้างคำแก้วทันที

เจ้าแม่นาคีถอดกายทิพย์ออกจากร่างคำแก้วที่สลบไสลไปแล้ว เจ้าแม่นาคีเพ่งกระแสจิต จนเกิดแสงวาบขึ้นทั่วร่าง เจ้าแม่นาคีดึงใบขนครุฑที่ปักอกออก หน้าซีด เลือดสีเขียวไหลซึมออกจากอก

“ใบขนครุฑ ! เจ้าอินทร์มันกลับชาติมาเกิดเพื่อตามจองเวรข้า!” เจ้าแม่นาคีมองใบขนครุฑ ทันใดนั้นใบขนครุฑติดไฟลุกพรึ่บขึ้นทันที

 

คำปองรู้สึกตัวค่อยๆ ลืมตาขึ้น พบว่าตัวเองยังอยู่ที่เทวาลัย คำแก้วกำลังก้มลงกราบเทวรูปเจ้าแม่นาคีด้วยความศรัทธา

คำปองรีบเข้ามาหา “คำแก้ว..... เอ็งเป็นยังไงบ้างลูก ยังเจ็บอยู่มั้ย”

“ฉันหายแล้วล่ะจ้ะแม่ เจ้าแม่นาคีช่วยฉันไว้”

คำปองประหลาดใจไม่น้อย บาดแผลที่หน้าอกของคำแก้วหายไปเป็นปลิดทิ้ง

คำปองยกมือไหว้รูปสลักพญานาคท่วมหัว “สาธุ... เจ้าแม่ท่านศักดิ์สิทธิ์แท้ๆ”

“แม่ยกฉันให้เป็นลูกจ้าแม่ เจ้าแม่เลยคุ้มครองให้ฉันรอดพ้นจากไอ้ใบไม้นรกนั่น”

“ไอ้ใบไม้ผีนั่นมันมาจากไหน ต้องมีใครปล่อยคุณไสยสกปรกใส่เอ็งแน่ๆ ไอ้หมออ่วมใช่มั้ย ?” คำแก้วส่ายหน้า

“ไม่ใช่มันแล้วใคร บอกแม่มา แม่จะไปเอาเรื่องมัน”

คำแก้วรั้งคำปองเอาไว้ ไม่ให้เอาเรื่อง กลัวว่าแม่จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย “อย่าเลยจ้ะแม่ กฎแห่งกรรมไม่เคยเข้าข้างคนชั่วคนเลวหรอก มันทำอะไรไว้ ก็ต้องได้รับผลกรรมสักวัน” คำแก้วพยายามข่มใจ อยากจะให้เลิกแล้วต่อกันในชาตินี้

 

หน้ากระต๊อบทศพล คำแก้วยืนประจันหน้ากับเมืองอินทร์

“นังนี่แหละพ่อหมอ ที่เป็นบริวารนังเจ้าแม่นาคี!” ลำเจียกประกาศกร้าว

เมืองอินทร์จ้องตาคำแก้ว แต่คำแก้วหลบหน้า ไม่กล้าสู้สายตา “เอ็งรู้ใช่มั้ยว่านังปีศาจงูมันอยู่ที่ไหน”

คำแก้วปฏิเสธ “ปีศาจงูอะไร ฉันไม่รู้เรื่อง”

“ใคร ? ใครเป็นปีศาจงู ? พูดเรื่องอะไรกัน ผมงงไปหมดแล้ว” ทศพลปวดหัว

ลำเจียกแฉ “จะใครซะอีกล่ะ ก็นังคำแก้วไงล่ะ มันเป็นงูผีจำแลงร่างมาหาผัว”

ทศพลชะงัก “งูผี !?!”

“พี่พล.... นี่คำแก้วไง พี่ลืมคำแก้วแล้วเหรอ” คำแก้วเข้าไปหา

แต่ทศพลผลักคำแก้วจนล้มด้วยอำนาจแห่งมนตร์เสน่ห์ “ฉันเกลียด ! เกลียดเธอ นังปีศาจงู ไปให้พ้น! ฉันรักลำเจียกคนเดียว”

คำแก้วน้ำตาตก คิดไม่ถึงว่าชายคนรักจะเปลี่ยนไปมากถึงขนาดนี้

“ได้ยินชัดเต็มสองรูหูหรือยัง คุณทศพลเค้ารักฉัน ไม่ได้รักนังปีศาจอย่างแก” ลำเจียกเยาะเย้ยแล้วควงทศพลเดินลอยหน้าออกไป

ซ่อนกลิ่นกับชบามองคำแก้วอย่างหวาดๆ ก่อนรีบเปิดแน่บตามลำเจียกไปทันที เมืองอินทร์จ้องจับผิดคำแก้วตาเขม็ง

 

ลำเจียกเดินควงแขนทศพลอวดคนในตลาด ชาวบ้านต่างป้องปากซุบซิบนินทา

“ผู้หญิงคนนั้นเป็นงูจริงๆ เหรอ ?” ทศพลยังคาใจ

“ไม่ใช่แค่งูธรรมดา แต่เป็นถึงบริวารเจ้าแม่นาคี อีคำแก้วมันเป็นนางปีศาจสารพัดพิษ คุณทศพลต้องระวังมันไว้ให้ดี อย่าอยู่ใกล้มันเด็ดขาดจำไว้” ลำเจียกใส่ไฟ

ทศพลพูดเหมือนละเมอ “คำแก้ว... งูผี....”

“พ่อหมอนะพ่อหมอ! อุตส่าห์พาไปถึงรังของมัน น่าจะฆ่าๆ มันไปเลยให้รู้แล้วรู้รอด” ลำเจียกหัวเสีย

ซ่อนกลิ่นแย้ง “พ่อหมอเมืองอินทร์คงสงสาร เห็นว่าเป็นผู้หญิง”

ลำเจียกหันขวับ “แต่นังคำแก้วมันเป็นงู จะตัวผู้หรือตัวเมีย ก็ได้ชื่อว่าเป็นปีศาจ จะปล่อยให้มันออกอาละวาดฆ่าคนได้ยังไง”

ชบาสำทับ “หรือเอ็งอยากจะเป็นศพต่อไป ห๊ะ นังซ่อนกลิ่น”

ซ่อนกลิ่นอกสั่นขวัญแขวนคำแก้วในร่างงูไม่น้อย

 

พิมพ์พรซื้อของกับแม่ค้า

เจิดนภาเหลือบมาเห็นผู้ชายที่ยินอยู่ข้างๆ ลำเจียก หน้าตาคลับคล้ายคลับคลา ในที่สุดก็มั่นใจ ร้องลั่น “ยัยพิมพ์! ดูนั่นสิ”

พิมพ์พรมองตามเจิดนภา “ทศพล !”

“หายไปตั้งหลายวัน ทำไมถึงได้กลับมาพร้อมนังลำเจียก หรือว่า... !!!” เจิดนภาอึ้งไป

พิมพ์พรลมหึงตีขึ้นหน้า ทิ้งของที่ซื้อมา แล้วรีบปรี่เข้าไปหาทันที

 

พิมพ์พรปรี่เข้าไปกระชากผมลำเจียก แล้วตบจนคว่ำแบบไม่ทันให้ตั้งตัว

“อ๊ายยยยยย !!!!”

พิมพ์พรด่ากราด “นังหน้าด้าน! ไร้ยางอาย !ทศพลเป็นของฉัน แกไม่มีสิทธิ์!”

ลำเจียกตั้งตัวติด กลับมาเป็นฝ่ายตบพิมพ์พรบ้าง “แต่ตอนนี้คุณทศพลเป็นผัวฉัน! เขาดั้นด้นตามฉันไปอยู่ที่นาคหนี นอนกกฉันทั้งวันทั้งคืนจนฟ้าเหลืองเชียวล่ะ แกเอ๊ยยยยย”

“ตอแหล! ทศพลไม่ตาต่ำคว้าผู้หญิงแพศยาชิงหมาเกิดอย่างแกมาเป็นเมียหรอก” พิมพ์พรโกรธควันออกหู

“ชะ อีหูแหก! แกไม่เชื่อก็ลองถามคุณทศพลดูสิว่าจริงรึเปล่า” ลำเจียกชักสีหน้าเชิงท้าทาย

“ไม่จริงใช่มั้ย พล ?”

ทศพลหันมาตอบพิมพ์พร “ลำเจียกเป็นเมียผม ผมรักลำเจียกคนเดียว”

พิมพ์พรไม่เชื่อหู “ว่าไงนะ” พิมพ์พรหันไปมองลำเจียกที่ยืนลอยหน้าอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า “แก ! อีช๊อคกะรี !” พิมพ์พรเลือดขึ้นหน้าขึ้นคร่อมลำเจียกตบไม่เลี้ยง

ชาวบ้านเฮลั่น เจิดนภาจะเข้าไปห้าม แต่ถูกชบากับซ่อนกลิ่นลากมาตบอีกคู่ ตบกันถึงพริกถึงขิง

วันชนะ ประกิต สมมาตร และเชษฐ์ ได้ยินเสียงเอะอะ ก็วิ่งเข้ามาดู

เขษฐ์ดีใจ “เฮ้ย ไอ้พลกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ !!!”

วันชนะรีบบอก “อย่าเพิ่งดีใจไอ้หลวงปู่ ช่วยกันห้ามมวยก่อน ตีกันใหญ่แล้ว”

เพื่อนๆ ของทศพลพยายามเข้าไปห้าม แต่ยิ่งห้ามก็เหมือนจะยิ่งชุลมุน ตีกันไม่รู้ใครเป็นใคร ทันใดนั้น เสียงปืนยิงขึ้นฟ้าดังเปรี้ยง ! ทุกคนชะงัก หันไปมองเป็นตาเดียวกัน

 

สุภัทรตบหน้าทศพลสั่งสอน

ทศพลมองสุภัทรอย่างอึ้งๆ “พ่อตบผมทำไม”

“ยังมีหน้ามาถาม ฉันไม่เคยเลี้ยงแกมาให้เป็นผู้ชายมักมาก เห็นแก่ตัวแบบนี้!!” สุภัทรโกรธจัด

“พ่อเคยเลี้ยงผมตั้งแต่เมื่อไหร่ ตั้งแต่แม่ตายผมก็อยู่ตัวคนเดียวมาตลอด พ่อนั่นแหละที่สอนให้ผมเห็นแก่ตัว..ตอนนี้ผมจะเป็นหรือตาย จะขึ้นสวรรค์หรือลงนรกมันก็เรื่องของผม พ่อไม่เกี่ยว” ทศพลเถียง

“ไอ้พล !” สุภัทรเสียงลั่น

“คุณพ่อขา ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันก็ได้....”

สุภัทรตวาดกลับลำเจียก “ฉันไม่ใช่พ่อเธอ!!แล้วก็เลิกยุ่งกับลูกชายฉันเสียที”

ลำเจียกรีบหุบปากหน้าม่อย เข้าไปคลอเคลียทศพลทำตัวน่าสงสาร อ้อนผัว

“ลำเจียกเป็นเมียผม” ทศพลยืนยันเสียงแข็ง

สุภัทรยิ่งโมโห “เมียแกคือคำแก้ว กลับไปหาคำแก้วเดี๋ยวนี้!”

“ผมไม่กลับ! พ่อไม่มีสิทธิ์มาบังคับผม ผมเกลียดผู้หญิงชื่อคำแก้ว ผมรักลำเจียกคนเดียวเท่านั้น ไม่มีใครที่จะพรากเราสองคนจากกันได้” ทศพลโอบลำเจียกเข้ามากอดแน่นด้วยแรงเสน่หา

สุภัทรมองทั้งคู่อย่างเหลืออด

 

ที่เถียงนา เจิดนภาเอาลูกประคบ ประคบให้พิมพ์พรแก้ฟกช้ำ

“ไอ้พลหายไปไม่กี่วัน คว้าลำเจียกกลับมาเป็นเมียหน้าตาเฉย” วันชนะงุนงง

“ฉันสงสารคำแก้วว่ะ ไม่นึกเลยว่าไอ้พลจะได้ใหม่แล้วลืมเก่า อยู่กินกับคำแก้วหม้อข้าวไม่ทันจะดำ ก็มีเมียใหม่ซะแล้ว” สมมาตรรู้สึกผิดหวัง

“มันโท ปัดฉานุตัปปะติ ทำอะไรโดยผลีผลาม ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง” เชษฐ์เทศนา

ประกิตเข้าข้างเพื่อน“ไอ้พลมันอาจจับได้ว่าคำแก้วเป็นงู ก็เลยหาเมียใหม่ก็ได้”

สมมาตรดีดหูประกิต “นี่แกยังไม่เลิกคิดว่าคำแก้วเป็นเมียงูอีกหรือไงวะ”

“เล่ห์นางพญางูยังสู้สาวพันธุ์เกษตรอย่างนังลำเจียกไม่ได้” เจิดนภาเบ้หน้า

“นังลำเจียกมันต้องทำเสน่ห์เล่ห์กลใส่พลแน่ๆ พลถึงได้หลงมันจนแทบโงหัวไม่ขึ้น” พิมพ์พรมั่นใจว่าลำเจียกทำเสน่ห์ใส่ทศพล

 

ที่กระต๊อบทศพล สุภัทรมาหาสองแม่ลูกถึงที่กระต๊อบ “ฉันต้องขอโทษแทนเจ้าทศพลด้วยที่มันทำตัวเหลวไหลแบบนี้ สำหรับฉัน การแต่งงานมีครอบครัวไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ไหนๆ เจ้าพลมันก็เลือกที่จะแต่งงานอยู่กินกับหนูคำแก้วแล้ว มันก็ต้องดูแลรับผิดชอบชีวิตคู่ให้ดี ไม่ใช่ไข่ทิ้งไข่ขว้าง มักมากแบบนี้”

“คนรักกันก็เพราะมีวาสนาต่อกัน ถ้าคู่กันแล้วก็คงไม่แคล้วกันไปได้ ดอกเตอร์อย่าคิดมากไปเลย หากยังไม่สิ้นชาติสิ้นวาสนาต่อกัน พ่อทศพลก็จะกลับมาเอง” คำปองเอ่ยเสียงเรียบ

 

“ลูกมันเลี้ยงได้แต่ตัว เลี้ยงหัวใจมันไม่ได้ ฉันผิดเองที่ไม่เคยทำหน้าที่พ่อที่ดีให้ลูกมันได้ภูมิใจสักครั้ง ตำแหน่งหน้าที่การงานที่ใครๆ ต่างยกย่องสรรเสริญ ไม่ได้ช่วยให้ครอบครัวฉันมีความสุขเลยสักนิด กว่าจะรู้ว่า “ครอบครัว” สำคัญแค่ไหน มันก็สายเกินไปเสียแล้ว” สุภัทรสำนึกผิด

“ลูกมันเลี้ยงได้แต่ตัว เลี้ยงหัวใจมันไม่ได้ ฉันผิดเองที่ไม่เคยทำหน้าที่พ่อที่ดีให้ลูกมันได้ภูมิใจสักครั้ง ตำแหน่งหน้าที่การงานที่ใครๆ ต่างยกย่องสรรเสริญ ไม่ได้ช่วยให้ครอบครัวฉันมีความสุขเลยสักนิด กว่าจะรู้ว่า “ครอบครัว” สำคัญแค่ไหน มันก็สายเกินไปเสียแล้ว” สุภัทรสำนึกผิด

“คนเป็นพ่อเป็นแม่ยอมลำบากเพื่อให้ลูกได้สบายทั้งนั้นวันใดที่พ่อทศพลมีลูก เขาจะเข้าใจหัวอกของดอกเตอร์ว่าห่วงใยเขามากแค่ไหน” คำปองสงสารเอ่ยปลอบ

สุภัทรเห็นคำแก้วนั่งน้ำตาร่วงเผาะๆ “หนูคำแก้ว... อย่าเสียใจไปเลยนะ สักวันไอ้ทศพลมันหูตาสว่าง รู้ว่าอะไรเป็นเพชร อะไรเป็นกรวด มันก็จะกลับมาเอง”

 

“จ้ะ พ่อ ฉันจะรอวันนั้น” คำแก้วตอบเหมือนคนสิ้นหวัง

คำปองกับสุภัทรมองคำแก้วด้วยความสงสาร

 

สัปเหร่อคงพาเมืองอินทร์มายังป่าช้าผีดิบ “ศพที่เป็นเครื่องสังเวยเจ้าแม่นาคีจะถูกแยกมาฝังต่างหากที่ป่าช้าผีดิบนี่”

“คนตายแล้วก็เป็นผีเหมือนๆ กัน จะต้องแยกฝังให้ยุ่งยากทำไม” เมืองอินทร์สงสัย

“เป็นธรรมเนียมของหมู่บ้านดอนไม้ป่า เชื่อกันว่าคนที่ถูกงูฉกตายจะต้องกลายเป็นบริวารเจ้าแม่นาคีจนกว่าจะมีตัวตายตัวแทน... แน่ใจนะว่าคืนนี้จะพักแรมที่นี่” สัปเหร่อคงสีหน้าหวาดๆ

“ต่อให้เฮี้ยนกว่านี้ข้าก็เคยนอนมาแล้ว” เมืองอินทร์วางสัมภาระบนเชิงตะกอน ใช้เป็นที่พำนัก

“คนที่ลบหลู่ท้าทายเจ้าแม่นาคีไม่เคยตายดีสักกะคน... ยังหนุ่มยังแน่น ริจะต่อกรกับเจ้าแม่นาคี คิดดีแล้วเหรอ”

“ข้าเรียนไสยศาสตร์มาจากหลายสำนักร้อนวิชาต้องออกตะเวนไปทั่ว ทั้งผีโป่ง ผีป่า ผีตายห่า ตายโหง ข้าเคยปราบมาแล้วทั้งนั้น” เมืองอินทร์คุยโว

“แล้วพ่อหมอมาที่ดอนไม้ป่านี่ทำไม อย่าบอกนะว่า....” สัปเหร่อคงกลืนน้ำลายเอื๊อก

เมืองอินทร์ยิ้มมุมปากแทนคำตอบ สัปเหร่อคงตกใจเมื่อรู้ว่าเมืองอินทร์จะมาปราบเจ้าแม่นาคี

 

ภูพระนางตอนเย็น หมออ่วมเดินนำเข้ามาในถ้ำ ตามด้วยกำนันแย้ม บุญส่ง และกอที่เหนื่อยจนแทบคลาน“ถึงแล้ว ! ที่นี่แหละ !”

กอเห็นถ้ำที่เต็มไปด้วยหินงอกหินย้อย “ไหนล่ะ เหล็กไหล ข้าเห็นมีแต่หินงอกหินย้อยเต็มถ้ำไปหมด”

หมออ่วมย่อตัวลงนั่งแล้วลูบไปที่พื้นถ้ำ มีขุยผงสีดำๆ ติดมือมา ทุกคนมองอย่างสนใจ

“นั่นอะไรน่ะหมออ่วม” กำนันแย้มมองเขม็ง

“ขี้ดิบเหล็กไหล เกิดจากการเคลื่อนตัวของเหล็กไหล ยังใหม่ๆ อยู่ แสดงว่าตัวเหล็กไหลยังอยู่ในถ้ำนี่” หมออ่วมชี้แจง

“จะทำอะไรก็รีบๆ ลงมือเข้าเถอะ ในนี้มันวังเวงพิกล ข้าไม่ค่อยไว้ใจ” บุญส่งเหลียวซ้ายแลขวา

“ข้าจะเริ่มพิธีอัญเชิญเหล็กไหลไม่ว่าเห็นหรือได้ยินอะไร หุบปากให้สนิท อย่าเอะอะเสียงดังเป็นอันขาด” หมออ่วมกำชับทุกคนน้ำเสียงเฉียบ

 

ผ่านเวลา ตะวันตกดินความมืดครอบคลุมทั่วบริเวณภูพระนาง หมออ่วมนั่งพนมมืออยู่บนโขดหินสวดมนต์พึมพำ กำนันแย้ม บุญส่ง และกอ นั่งลุ้นใจจดจ่อ

หมออ่วมเทน้ำผึ้งใส่มือ เอาไว้ล่อเหล็กไหลให้มากิน เขาสวดคาถาพึมพำ“สัมมะ สัมมา สัมมา สัมมะ มะอะอุ นะมะพะทะ นะโมพุทธายะ”

ทันใดนั้นก็มีงวงสีดำโผล่ห้อยลงมาจากผนังถ้ำด้านบนคล้ายกับสิ่งมีชีวิตกำลังเลื้อยลงมาตามกลิ่นน้ำผึ้ง ทุกคนเบิกตากว้างอย่างอัศจรรย์ใจ เหล็กไหลไหลย้อยลงมาจากผนังถ้ำลงมากินน้ำผึ้ง หมออ่วมชักมีดหมอฟันฉับไปที่เหล็กไหลขาดกระเด็น งวงที่เหลือรีบหนีหายไปในรอยแตกผนังถ้ำทันที

กอตะโกนลั่น “สำเร็จแล้ว !”

“ในที่สุด เหล็กไหลก็อยู่ในกำมือข้าจนได้” หมออ่วมหัวเราะลั่น

ภายนอกท้องฟ้าคำรามครืนเปรี้ยงปร้าง แต่ไม่มีฝนเทลงมา ทันใดนั้น ถ้ำสั่นสะเทือนขึ้นมาราวเกิดแผ่นดินไหวจนทุกคนแทบจะทรงตัวไม่อยู่

“ถ้ำจะถล่มแล้ว !!” กำนันแย้มเซไปมา

“พ่อแก้ว ! แม่แก้ว ! ช่วยลูกช้างด้วย !” กอยกมือไหว้ปลกๆ

“รีบหนีออกจากถ้ำเร็ว !!” บุญส่งรีบวิ่งอ้าว

ถ้ำค่อยๆ ทรุดตัวลง ทั้งสี่วิ่งหนีไม่คิดชีวิต แล้วพุ่งกระโจนออกจากปากถ้ำที่ถล่มพังครืนฉิวเฉียด ทั้ง 4 คนหมดแรงนั่งหอบแฮ่กหลังจากผ่านพ้นความตายมาเส้นยาแดงผ่าแปด

 

หมออ่วม กำนันแย้ม บุญส่ง และกอ นั่งอยู่รอบกองไฟ

กอหมุนก้อนเหล็กไหลในมืออย่างพินิจ“เหล็กไหลก้อนเท่าหัวแม่มือปาหัวยังไม่แตกจะเอาไปทำอะไรได้” กอมองอย่างดูแคลน

หมออ่วมรีบคว้าก้อนเหล็กไหลจากมือกอไปเก็บไว้อย่างหวงแหน “เท่านี้ก็มากพอที่จะใช้เป็นมวลสารสร้างอาวุธปราบนังงูผีได้แล้ว”

“อาวุธศักดิ์สิทธิ์ ? อะไร ?” บุญส่งสงสัย

“ดาบเหล็กไหล! ข้าจะเอาเหล็กไหลก้อนนี้ทำพิธีตีดาบศักดิ์สิทธิ์ คราวนี้ ต่อให้มีงูบริวารเจ้าแม่นาคีอีกกี่ตัว ข้าก็จะฟันมันให้ยับ” หมออ่วมสีหน้ามั่นใจ

“ข้าอยากเห็นนังงูผีถูกดาบเหล็กไหลบั่นคอเสียวันนี้วันพรุ่ง วิญญาณเจ้าเลื่องจะได้ตายตาหลับ ไปผุดไปเกิดเสียที” กำนันแย้มเอ่ยอย่างมีความหวัง

“อีกไม่นานเกินรอหรอกกำนัน เลือดนังงูปีศาจจะต้องสังเวยคมดาบของข้า” หอมอ่วมหัวเราะลั่น

กอมองไปที่เหล็กไหลในมือหมออ่วมอย่างคิดไม่ซื่อ

 

กระต๊อบทศพล ดึกสงัด คำแก้วยังไม่หลับ ครุ่นคิดหาวิธีช่วยทศพลให้พ้นจากมนต์เสน่ห์ “พี่พลโดนมนต์เสน่ห์ของลำเจียกจนไม่เป็นผู้เป็นคน.... ทางเดียวที่จะช่วยพี่พลได้ ต้องหาของที่ใช้ทำเสน่ห์ให้เจอ แล้วทำลายมันซะ” คำแก้วรีบร้อนออกจากกระต๊อบไป

 

คำแก้วลอดรั้วบ้านนายกอ ท่าทางลับๆ ล่อๆ จะหาทางเข้าไปข้างใน แล้วหยุดยืนที่เชิงบันไดบ้านกอ เหลียวซ้ายแลขวา แล้วขึ้นบันไดไป

 

เมืองอินทร์ที่นั่งสมาธิอยู่เหนือเชิงตะกอน ลืมตาโพลง รู้โดยทางในว่าคำแก้วมาเพื่อทำลายเสน่ห์ “กูนึกแล้ว ว่ามึงต้องมา” เมืองอินทร์ท่องมนต์ เป่าพรวดไปที่มือข้างขวาของตน “คิดจะมาทำลายหุ่นฝังรูปฝังรอยข้า มันไม่ง่ายหรอกโว้ย” เมืองอินทร์เอามือล้วงลงไปในดินหลุมศพในป่าช้า

 

ปรากฏว่ามือของเมืองอินทร์ไปโผล่ออกมาจากประตูบ้านกอ แล้วบีบคอคำแก้วอย่างแรง คำแก้วแกะมืออาคมของเมืองอินทร์ไม่ออก ทันใดนั้น มือของเมืองอินทร์ก็กลายเป็นสีแดงเหมือนถ่านติดไฟบีบคอคำแก้ว จนรู้สึกร้อนเหมือนโดนไฟลวก

ร่างคำแก้วถูกมืออาคมของเมืองอินทร์ เหวี่ยงลงจากบ้านกอ ลงไปที่พื้นทันที “อ๊ายยยยยย” คำแก้วรู้สึกร้อนที่คอไปหมด มองไปที่บ้านนายกออย่างหมดสิ้นหนทาง จนต้องถอยกลับไปตั้งหลัก

งูเขียวฉัตรสุดาที่เฝ้ามองเหตุการณ์อยู่รีบเลื้อยไปทันที

 

เมืองอินทร์ชักมือขึ้นจากดิน หัวเราะอย่างอหังการ์ “นึกว่าจะแน่ หนีเป็นหมาถูกน้ำร้อนเลยนะมึง นี่น่ะเหรอวะ! งูบริวารเจ้าแม่นาคี ฮ่าๆๆ” เมืองอินทร์ย่ามใจ คิดว่าการปราบคำแก้วไม่ใช่เรื่องยาก

 

ทศพลนอนหลับอยู่ข้างกายมีลำเจียกนอนกอดก่าย ก่อนจะสะดุ้งตื่นลืมตาโพลง “คำแก้ว !”

ลำเจียกงัวเงีย “ฝันร้ายเหรอจ๊ะ”

“ผมฝันเห็นคำแก้ว”

พอลำเจียกรู้ว่าทศพลละเมอถึงคำแก้วก็โมโหหายงัวเงียเป็นปลิดทิ้ง “หน็อย ! นังงูผี! มันคงอยากแย่งคุณทศพลไปจากลำเจียกจนตัวสั่น ขนาดในความฝันมันยังตามมาราวี”

“ผมไม่อยากเชื่อว่าผู้หญิงที่ชื่อคำแก้วจะเป็นงู”

“นังคำแก้วมันเกิดวันสุริคราส นาคราชกลืนดวงตะวัน งูบริวารเจ้าแม่นาคีเลยเข้าสิงร่างนังคำแก้วตั้งแต่เด็ก ทำให้มันมีสภาพครึ่งคนครึ่งงู มีอิทธิฤทธิ์กลายร่างเป็นงูเผือกมีหงอนได้”

“งูสิงร่างคน! ไม่น่าเป็นไปได้” ทศพลสับสน

ลำเจียกยืนยัน “ลำเจียกบอกว่าเป็นก็เป็นสิ ทำไมคุณทศพลถึงไม่เชื่อ หรือว่าคุณทศพลไม่รักลำเจียกแล้ว” ลำเจียกแกล้งงอนค้อนควัก

ทศพลงอนง้อด้วยอำนาจมนตร์เสน่ห์ “รักสิครับผมรักลำเจียกคนเดียว จะให้ผมตายเพื่อคุณก็ยังได้”

“ถ้างั้น ทำให้ลำเจียกเห็นสิจ๊ะว่าคุณทศพลรักลำเจียกมากแค่ไหน” ลำเจียกโน้มคอทศพลลงจูบ บรรเลงบทเพลงสวาทอีกรอบ

 

ที่ป่าช้า บรรยากาศวังเวง เงียบสงัด มีเสียงหมาหอนชวนขนลุก เมืองอินทร์นั่งหลับตาพนมมือ ท่องคาถา เบื้องหน้ามีเทียนสีขาวจุดอยู่ทำพิธีเหนือเชิงตะกอน พายุพัดฮือต้นไม้ใหญ่ไหวเอนซู่ซ่า ท้องฟ้าแลบแปลบปลาบเหมือนฝนจะตก เทียนชัยตรงหน้าดับพรึ่บ ! เมืองอินทร์นั่งสมาธิอยู่บนเชิงตะกอนลืมตาขึ้น วัชระปราการในร่างมนุษย์ปรากฏร่างขึ้นตรงหน้าเมืองอินทร์ เผชิญหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างไม่กลัวเกรง

“มึงเป็นบริวารของนังเจ้าแม่นาคี แน่จริงก็กลายร่างเป็นงูสิวะ กูจะได้ถลกหนังมึงอีกตัว ไอ้หัวหงอน” เมืองอินทร์ชี้หน้าประกาศกร้าว

“ไอ้หน้าตัวเมีย รังแกได้กระทั่งผู้หญิง หมอผีทุศีลอย่างมึงอยู่ไปก็หนักแผ่นดิน เดรัจฉานวิชาจักนำพาให้มึงวิบัติฉิบหาย” แสงฟ้าคำรามครืน จับดวงหน้าวัชระปราการดูน่าเกรงขาม

เมืองอินทร์หัวเราะลั่น “มึงฆ่าคนสังเวยไปแล้วกี่ศพวะ ถึงได้มีฤทธิ์เดชจำแลงร่างเป็นมนุษย์ได้”

“จักกี่ศพก็ช่าง แต่ศพต่อไปจักเป็นมึง ไอ้หมอผีชั้นต่ำ !” วัชระปราการเสียงเขียว

“กูเคยกำราบนายมึงจนกลายเป็นงูไร้พิษสงต้องเลื้อยหนีหัวซุกหัวซุนมาแล้ว ทำไมคราวนี้กูจะจับบริวารชั้นต่ำอย่างมึงแล่เนื้อถลกหนังไม่ได้วะ” เมืองอินทร์คุยโว

“ที่นั่นมันนาคหนี แต่ที่นี่ดอนไม้ป่าจะเป็นป่าช้าฝังศพเจ้า เจ้าอินทร์” วัชระปราการไม่เกรงกลัว

“อยากลองดีกับกูก็เข้ามา !” เมืองอินทร์ท้าทาย

วัชระปราการกลายร่างเป็นงูใหญ่ ขู่ฟ่อแล้วพุ่งเข้าฉกเมืองอินทร์ แต่เมืองอินทร์ก็ควงไม้ตะพดปัดป้องหลบหลีกได้อย่างคล่องแคล่ว เมืองอินทร์ไม้ตะพดฟาดใส่งูวัชระปราการโดนที่ขนดหาง วัชระปราการตวัดฟาดหางใส่เมืองอินทร์จนกระเด็นห่างออกไปเล็กน้อย แต่ก็ลุกขึ้นยืนตั้งหลักได้อีกครั้ง ทั้งสองฝ่ายสู้กันดุเดือด หมายจะให้ตายกันไปข้าง เมืองอินทร์สู้ยิบตา ฟาดไม้ตะพดใส่ไม่เลี้ยง งูวัชระปราการเลื้อยหลบหลีกแต่พลาดท่า วัชระปราการโดนไม้ตะพดฟาดจนหมอบ เมืองอินทร์ยิ้มเหี้ยมเงื้อไม้ตะพดจะพุ่งใส่งูวัชระปราการหมายปลิดชีพ วัชระปราการตัดสินใจอ้าปากพ่นลูกไฟลูกใหญ่ใส่เมืองอินทร์ เมืองอินทร์เบิกตาโพลงยกไม้ตะพดขึ้นมาบังลูกไฟ เกิดแรงระเบิดดังบรึ้ม ! กึกก้องกัมปนาท ไม้ตะพดหักครึ่งเป็นสองท่อน เสื่อมอาคมในที่สุด

“ไม้ตะพดกลดนาค !!!!” เมืองอินทร์มองไม้ตะพดด้วยความตกใจ งูวัชระปราการโดนพลังจากไม้ตะพดสะท้อนแรงปะทะกลับเช่นกัน รีบเลื้อยหนีหายไปในบัดดล เมืองอินทร์มองไม้ตะพดที่หักครึ่ง สองท่อนในมือ “เจ็บใจนัก ฝากไว้ก่อนเถอะมึง กูจักฆ่าล้างพวกมึงทั้งโคตร!” แววตาเมืองอินทร์ทั้งเจ็บใจ ทั้งเสียดายที่ต้องเสียอาวุธสำคัญคู่กายไป

 

วัชระปราการกระเสือกกระสนหนีกลับมาที่เทวาลัย กระอักเลือดสีเขียวข้น

เลื่อมประภัสร์และฉัตรสุดาต่างพากันร้องด้วยความตกใจ “ท่านวัชระปราการ !!!”

“ไอ้เมืองอินทร์มันตามจองล้างจองผลาญเจ้าแม่ไม่เลิก” วัชระปราการเอ่ยด้วยความเจ็บปวด

ฉัตรสุดาโมโห “ข้าจะไปฆ่ามัน”

เลื่อมประภัสร์ร้องห้ามดา “เจ้าอินทร์มีอาคมแก่กล้า เจ้าจักเอากระไรไปสู้กับมัน”

“เจ้าไปก็เอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ ฉัตรสุดา ข้าเองยังแทบเอาตัวไม่รอด” วัชระปราการช่วยห้ามอีกแรง

ฉัตรสุดาฮึดฮัด เจ็บใจที่หาวิธีต่อกรกับเมืองอินทร์ไม่ได้ “ไม่มีวิธีใดจักปลิดชีพอ้ายหมออาคมชั่วผู้นั้นได้เลยหรือ”

 

“สู้กับเจ้าอินทร์ จักใช้แต่กำลังเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องใช้เล่ห์กลด้วยจึงจักมีชัยเหนือมัน”

“เจ้าไปก็เอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ ฉัตรสุดา ข้าเองยังแทบเอาตัวไม่รอด” วัชระปราการช่วยห้ามอีกแรง

ฉัตรสุดาฮึดฮัด เจ็บใจที่หาวิธีต่อกรกับเมืองอินทร์ไม่ได้ “ไม่มีวิธีใดจักปลิดชีพอ้ายหมออาคมชั่วผู้นั้นได้เลยหรือ”

“สู้กับเจ้าอินทร์ จักใช้แต่กำลังเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องใช้เล่ห์กลด้วยจึงจักมีชัยเหนือมัน”

ฉัตรสุดาสงสัย “เจ้าหมายความว่าเยี่ยงไร เลื่อมประภัสร์”

“อันวิสัยบุรุษนั้นจักพ่ายสิ่งใด หากมิใช่มารยาร้อยเล่มเกวียนของอิสตรี !”

“ข้ายังไม่แจ้งใจในอุบายของเจ้า เลื่อมประภัสร์” วัชระปราการซัก

“ข้าพอมีวิธีจักเอาชนะเจ้าอินทร์ได้แล้ว” เลื่อมประภัสร์ยิ้มมาดมั่น มั่นใจในอุบายของตน

 

คำแก้วติดไฟหุงข้าว พลางคิดทบทวนตอนเผชิญหน้ากับเมืองอินทร์

ภาพในอดีตตอนที่เมืองอินทร์เป็นพราหมณ์เจ้าอินทร์ตอนกำลังร่ายมนต์จับปลาไหลเผือก

 

“ไอ้หมอผีนั่นมันเป็นเจ้ากรรมนายเวรกันมาแต่ปางไหน”

ภาพเมืองอินทร์ในอดีตชาติผุดวาบขึ้นมาในหัว

เจ้าอินทร์จับชีพจรที่ข้อมือ ตรวจดูอาการไข้ของกรรเจียกที่นอนอยู่บนแท่นบรรทม ใบหน้าซีดเซียว ตรอมใจหลังจากที่รู้ว่าแม่ทัพไชยสิงห์มีคนรักอยู่แล้ว

นิรุทธราชประทับนั่งไม่ติด เป็นห่วงลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน “ลูกข้าอาการเป็นเยี่ยงไรบ้าง เจ้าอินทร์”

“หายใจไม่เป็นจังหวะ ชีพจรแผ่วเบาผิดปกติ” เจ้าอินทร์หน้าเครียด

“เจ้าพี่ไม่ยอมเสวยพระกระยาหารมา 3 วันแล้วเจ้าข้า เจ้าพ่อ เอาแต่นอนนิ่งเหม่อลอยเยี่ยงนี้ บางคราก็หวีดร้องร่ำไห้คล้ายผีเข้า” พิมพาวดีเอ่ยด้วยความห่วงใย

“โธ่....ลูกหญิง นี่เจ้าเป็นอันใดกันแน่” พระเจ้านิรุทธราชกระวนกระวาย

“องค์หญิงป่วยเป็นโรคทางใจเจ้าข้า” เจ้าอินทร์รายงาน

“กรรเจียก... เจ้าเป็นอันใด บอกพ่อมาสิ ใครทำอันใดให้เจ้าเจ็บช้ำน้ำใจ พ่อจักไปกุดหัวมัน”

กรรเจียกตอบด้วยน้ำเสียงแหบโหย น้ำตานองหน้า “ลูกขาดเขาไม่ได้ ลูกรักเขา เจ้าพ่อ”

“ใคร ? เจ้ารักผู้ใดรึ ? บอกพ่อมาเถิด”

กรรเจียกร้องไห้ออกมา “ไชยสิงห์.... ลูกรักแม่ทัพไชยสิงห์ เจ้าพ่อ”

พระเจ้านิรุทธราชแทบไม่อยากจะเชื่อหู ไม่คิดว่าลูกสาวตนจะหลงรักศัตรูขนาดนี้ “ลูกเอ๋ย...บุรุษหมื่นแสนทั่วทั้งแดนดิน เหตุใดลูกจึงไม่ปองใจใฝ่รัก ใยเจ้าต้องรักไอ้เชลยศึกด้วย”

“หากลูกไม่ได้เขาเป็นคู่ครอง ลูกก็ขอตรอมใจตาย เจ้าพ่อ”

พระเจ้านิรุทธราชเห็นกรรเจียกสะอื้นไห้ก็เห็นใจยิ่งนัก พระองค์รักลูกคนนี้ปานแก้วตาดวงใจ พิมพาวดีขบริมฝีปากแน่น คำพูดของกรรเจียกเหมือนคมมีดนับร้อยๆเล่มปักที่ใจตน

 

แม่ทัพไชยสิงห์ตามขุนวังมาเข้าเฝ้าพระเจ้านิรุทธราช ขุนวังกดบ่าให้แม่ทัพไชยสิงห์คุกเข่าลงเบื้องพระพักตร์

“ข้าจักจัดพิธีสยุมพรให้เจ้ากับกรรเจียก”

แม่ทัพไชยสิงห์ตกใจหนักมากที่ได้ยิน “พระบาทเจ้า !”

“ลูกข้ารักเจ้ามาก มากเสียจนข้ากลัวว่าความรักจักทำลายตนเอง” พระเจ้านิรุทธราชสีหน้าไม่เต็มใจ

“แต่ข้า....” แม่ทัพไชยสิงห์อ้ำอึ้ง

“ตอนนี้ชีวิตของเจ้าแลอ้ายขุนทั้งสี่อยู่ในกำมือของข้า จักบีบก็ตาย จักคลายก็รอด หวังว่าเจ้าคงไม่ปฏิเสธไมตรีจากข้า”

แม่ทัพไชยสิงห์ตั้งตัวไม่ติด ทำหน้าไม่ถูก เหมือนน้ำท่วมปาก

“พระบาทเจ้ามีเมตตารับเจ้าเป็นราชบุตรเขย ไม่ดีใจรึไง” มหาอำมาตย์ช่วยเสริม

“ปล่อยตัวสหายข้ากลับคืนปัตตนครก่อน ข้าจักยอมเข้าพิธี” แม่ทัพไชยสิงห์ต่อรอง

พระเจ้านิรุทธราชไม่พอใจชี้หน้า “เจ้าไม่มีสิทธิ์มาต่อรองกับข้า ไอ้เชลย !”

“ในเมื่อข้าเป็นเชลยของท่าน อยากจะทรงทำเยี่ยงใดกับข้าก็เอาเถิด” แม่ทัพไชยสิงห์ยอมก้มหัวให้

“วันใดที่เจ้าทำให้ลูกข้าต้องเสียน้ำตาแม้แต่หยดเดียว ข้าจักกุดหัวเจ้า รวมทั้งบดขยี้ปัตตนครให้แหลกเป็นเถ้าธุลี จำเอาไว้”

แม่ทัพไชยสิงห์หน้านิ่ง อึดอัด คั่งแค้น แต่ต้องจำยอม เพราะเป็นห่วงทั้งเสนาทั้งสี่ และนาคี ที่มุมลับตา พิมพาวดีมองด้วยแววตาปวดแปลบ เสียคนที่รักไป

 

นาคีจำศีลอยู่ในถ้ำ แต่จิตใจกลับร้อนรุ่มกระวนกระวายจนทนนั่งจำศีลไม่ไหวอีกต่อไป นาคีลืมตาขึ้น ก้าวลงจากแท่นจำศีล

เลื่อมประภัสร์และฉัตรสุดาที่เฝ้าอยู่รีบปราดเข้ามาถาม “เจ้านางน้อยจักไปไหน”

“ข้าจักไปหาไชยสิงห์”

ฉัตรสุดารีบเข้ามาขวาง “แต่ท่านท้าวศรีสุทโธนาคสั่งเด็ดขาด ห้ามเจ้านางน้อยออกจากคูหาแห่งนี้”

“พวกเจ้าอย่าห้ามข้าเลย ต่อให้ข้านั่งจำศีลภาวนาอยู่ที่นี่ต่อไป ใจของข้าก็ไม่อาจสงบลงได้ เลื่อมประภัสร์... ฉัตรสุดา... ข้าขอเพียงแค่เห็นหน้าไชยสิงห์อีกสักครั้ง แล้วข้าจักรีบกลับมา” นาคีไม่ฟังคำทัดทานของเลื่อมประภัสร์ ฉัตรสุดา รีบวิ่งออกจากถ้ำไป

“เจ้านางน้อย !!!”

ทันทีที่ก้าวพ้นปากถ้ำนาคีก็กลายร่างเป็นพญานาคว่ายน้ำไปทันที

“จักทำเยี่ยงใดดี คราวนี้ต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่ๆ” ฉัตรสุดาร้อนรน

“น่าแปลก เหตุใดท่านท้าวศรีสุทโธจึงไม่มีโองการให้ท่านวัชระปราการนำทหารยามมาเฝ้าไว้ที่หน้าปากถ้ำ” เลื่อมประภัสร์สงสัย

“ท่านท้าวคงไม่คิดว่าเจ้านางน้อยจักหนี”

เลื่อมประภัสร์ครุ่นคิด “มีหรือท่านท้าวจักไม่รู้ว่าเจ้านางน้อยคิดจักทำอันใด ?”

เลื่อมประภัสร์และฉัตรสุดาได้แต่สงสัย

 

ริมสระน้ำ อุทยานหลวง กลางคืน แม่ทัพไชยสิงห์นอนไม่หลับ เฝ้าแต่คิดถึงนาคี กรรเจียกเข้ามาหาแม่ทัพไชยสิงห์พร้อมกับนางอี่ นางบา พอรู้ว่าจะได้แต่งงานกรรเจียกก็หายป่วยเป็นปลิดทิ้ง

“ข้านำพัสตราภรณ์ที่จะใช้ในพิธีสยุมพรวันพรุ่งมาให้ท่าน” กรรเจียกเอ่ยสีหน้ายิ้มแย้ม

แม่ทัพไชยสิงห์มองเครื่องแต่งกายในพานที่นางอี่ นางบาถือมา ด้วยสีหน้าอมทุกข์ “เป็นพระกรุณา เชิญองค์หญิงเสด็จกลับไปได้แล้ว”

“เจ้ารังเกียจข้ามากนักหรือ ไชยสิงห์ ! ถึงได้ขับไล่ไสส่งข้านัก แม้แต่หน้าข้า เจ้าก็ยังไม่อยากจะมอง” กรรเจียกนึกน้อยใจ

“ข้าไม่ได้รังเกียจ หากแต่ข้ามิได้มีใจปฏิพัทธ์ต่อองค์หญิง”

กรรเจียกได้ยินก็เสียใจมาก “เจ้า!”

“ข้ามีคนที่ข้ารักอยู่แล้ว มิอาจแปรหัวใจเป็นอื่นได้” แม่ทัพไชยสิงห์สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความมั่นคง

“ถึงอย่างไร วันพรุ่งเจ้าก็ต้องเข้าพิธีสยุมพรกับข้าอยู่ดี”

กรรเจียกและนางกำนัลทั้งสองเดินออกไป แต่มีเท้าคู่หนึ่งก้าวเข้ามา

“มีอันใดอีก ?” แม่ทัพไชยสิงห์ถามแบบไม่หันไปมองหน้า

“ไชยสิงห์…” แม่ทัพไชยสิงห์ชะงัก จำเสียงได้ รีบหันกลับไป เห็นนาคียืนอยู่น้ำตานองหน้า

“แม่นางไม้ เจ้ามาที่นี่ได้เยี่ยงไร”

“ท่านกำลังเข้าพิธีสยุมพรกับองค์หญิงกรรเจียก ท่านลืมความรักของเราแล้วกระนั้นหรือ”

แม่ทัพไชยสิงห์รีบปฏิเสธพัลวัน “มันไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิดนะ แม่นางไม้”

“ไม่ใช่อย่างที่ข้าคิด แล้วมันหมายความว่าอย่างไร ข้าอุตส่าห์เฝ้ารอท่าน เป็นห่วงท่าน แต่ท่านกลับลืมข้าจนหมดสิ้น ท่านทวนคำสัตย์สาบานที่เคยให้ไว้กับข้า ข้าไม่น่าหลงเชื่อท่านเลย” นาคีน้ำตาไหล หันหลังจะวิ่งหนีไป

แม่ทัพไชยสิงห์รั้งไว้ “ฟังข้าก่อนแม่นางไม้ ข้ารักเจ้าคนเดียว รักเจ้าเท่าชีวิต ข้าไม่เคยคิดนอกใจเจ้าเลย ไม่เคยแม้แต่จักชายตาแลหญิงอื่น”

แม่ทัพไชยสิงห์เข้ามา แต่นาคีถอยหนี “พอที ความรักระหว่างท่านกับข้าไม่มีวันเป็นจริงได้ ลาก่อน.... ไชยสิงห์”

นาคีตัดใจจากแม่ทัพไชยสิงห์วิ่งหนีไป แม่ทัพไชยสิงห์วิ่งตามไปจนกระทั่งถึงสระน้ำ ไม่เห็นร่างนาคีเสียแล้ว หายไปคล้ายล่องหน “แม่นางไม้ !!!!”

แม่ทัพไชยสิงห์เสียใจสุดซึ้ง รู้สึกเหมือนของรักหลุดลอยหายไปจากชีวิต ที่ผิวน้ำในสระกระเพื่อมพราย เป็นวงกว้าง

 

นาคีกลับมาที่ถ้ำ ร้องไห้สะอึกสะอื้น ท้าวศรีสุทโธนาคปรากฏกายขึ้น

“เจ้าปู่....”

“ข้าเตือนเจ้าแล้ว นาคกับมนุษย์ไม่มีวันที่จักสมหวังกันได้” ท้าวศรีสุทโธนาคปลอบ

“หลานรักเขาเจ้าปู่ รักจนหมดหัวใจ หลานตัดใจจากเขาไม่ได้” นาคีร้องไห้ฟูมฟาย

“เจ้ากำลังหูหนวกตาบอด แยกไม่ออกระหว่างความรักกับความหลง ความหลงคือการยึดติด ส่วนความรักคือการสละความมืดบอดเห็นแก่ตัว หากรู้ว่ารักแล้วต้องพลัดพราก เจ้ายังจักรักอยู่หรือไม่” ท้าวศรีสุทโธนาคสอน

“เขาเป็นลมหายใจของหลาน ไม่ว่าจักเกิดอันใดขึ้น หลานก็ยังรักเขา” นาคีสะอิ้น

“ตัดใจเสีย เอาน้ำตาเจ้าล้างใจให้ใสหมดจด เมื่อจิตสงบ ตื่นจากความลุ่มหลงมัวเมา แล้วเจ้าจักมองเห็นธรรม ปู่เตือนเจ้าได้เท่านี้” ท้าวศรีสุทโธนาคถอนใจ มองนาคีอย่างเป็นห่วง ก่อนหายวับกลับไปบำเพ็ญเพียรยังพรหมประกายโลก

นาคีร้องไห้คร่ำครวญด้วยความเศร้าโศกตามลำพัง

 

คำแก้วน้ำตารื้น เพราะรู้แล้วว่าอดีตชาติของตนเคยเป็นพญานาคีมาก่อน “แม่นางไม้... พญานาค...วังบาดาล.... นี่มันอะไรกัน ?” คำแก้วเหงื่อกาฬผุดเต็มหน้า เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวที่ตนเห็น “ชาติที่แล้ว เราเคยเป็นนาคมาก่อนงั้นเหรอ” คำแก้วตัวชาดิกไปทั้งตัว รู้แล้วว่าอดีตชาติของตนเป็นพญานาค

 

คณะตามหาเหล็กไหลของบุญส่งเดินทางกลับมาถึงดอนไม้ป่า

“คิดว่าจะเอาชีวิตไปทิ้งที่ภูพระนางซะแล้ว” กำนันแย้มบ่น

“ไปกับข้า ต้องกลัวอะไร หมออ่วมซะอย่าง ผีสางคางแดง ข้าปราบได้ทั้งนั้น”

กอเห็นหมออ่วมคุยโวก็แขวะ “แล้วทำไมงูบริวารเจ้าแม่นาคี เอ็งปราบไม่ได้สักทีวะหมออ่วม”

 

“พุทโธ่ ! นังเจ้าแม่นาคีมันจำศีลมาเป็นพันปี บริวารมันฤทธิ์เดชน้อยซะที่ไหน ตอนนี้ เราได้เหล็กไหลมาแล้ว นังงูปีศาจเสร็จข้าแน่”

กอเห็นหมออ่วมคุยโวก็แขวะ “แล้วทำไมงูบริวารเจ้าแม่นาคี เอ็งปราบไม่ได้สักทีวะหมออ่วม”

“พุทโธ่ ! นังเจ้าแม่นาคีมันจำศีลมาเป็นพันปี บริวารมันฤทธิ์เดชน้อยซะที่ไหน ตอนนี้ เราได้เหล็กไหลมาแล้ว นังงูปีศาจเสร็จข้าแน่”

บุญส่งตัดบท “อย่ามัวแต่โม้อยู่เลย หมออ่วมจะทำพิธีตีดาบเมื่อไหร่”

“วันเสาร์ ขึ้นสิบห้าค่ำนี้ !” หมออ่วมมองก้อนเหล็กไหลในมือมั่นอกมั่นใจ

 

กอเปิดประตูห้องลำเจียกเข้ามา ก่อนจะเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง เห็นทศพลกอดก่ายลำเจียกสภาพเปลือยเปล่าทั้งคู่ “นังลำเจียก !!!”

ลำเจียกสะดุ้ง ลืมตาโพลง รีบคว้าผ้าห่มมาปกปิดของสงวน “พ่อ !!!”

 

กอเห็นทศพลเข้าก็โมโห หันรีหันขวาง คว้าไม้หน้าสามจะเพ่นหัวทศพล “มึง ! มึงปล้ำลูกสาวกูเร๊อะ!”

“ผมเปล่า !” ทศพลหลบพัลวัน

“วันนี้ถ้ากูไม่เอาเลือดหัวมึงออก อย่าเรียกกูว่าไอ้กอ ! มึงตาย !” กอเงื้อไม้หน้าสามก่อนหวดใส่ทศพลไม่ยั้ง ลำเจียกแย่งไม้หน้าสามจากกอ “พ่อ ! อย่า !!!”

ลำเจียกจะแย่งไม้หน้าสามจากกอ แต่ไม่ทัน กอหวดใส่กบาลทศพลเต็มรัก !

 

ทศพลมีผ้าพันแผลพันอยู่ที่หัว ลำเจียกคล้องแขนทศพลแสดงความเป็นเจ้าของ

กอจ้องหน้าทศพลอย่างไม่ค่อยพอใจ “เอ็งเป็นผัวนังคำแก้วมันไม่ใช่เร๊อะ ?”

“แต่ก่อนน่ะใช่ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้วพ่อ คุณทศพลเป็นผัวฉันรักฉันคนเดียว” ลำเจียกลอยหน้าลอยตาตอบแทน

“ข้าไม่อยู่บ้านแค่ไม่กี่วัน ไปได้กันอีท่าไหนวะ” กอหัวเสีย

“โอ๊ยยย... มันก็หลายท่าอยู่นะ พ่อจะให้ฉันเล่าจริงๆ เหรอ” ลำเจียกหัวเราะไร้ยางอาย

กอร้องห้าม “พอๆ เอ็งไม่ต้องมาจาระไน ข้าฟังแล้วขนลุก”

“ลำเจียกเป็นเมียผมแล้ว ผมยินดีรับผิดชอบทุกอย่าง พ่อจะเรียกเงินค่าผิดผีเท่าไหร่ ผมก็จะหามาให้” ทศพลเอ่ยเพราะโดนฤทธิ์ยาเสน่ห์

“เรื่องเงินเรื่องทองไม่ต้องพูดถึงหรอก ได้เสียเป็นเมียผัวกันแล้ว ข้าจะไปขัดอะไรได้” กอได้แต่ถอนใจ

“พ่อไม่ขัดก็ดี คุณทศพลจ๋า เก็บข้าวเก็บของย้ายมาอยู่ที่นี่กับฉันเลยนะจ๊ะ”

“จ้ะ ทูนหัวของผม” ทศพลหอมที่หน้าผากของลำเจียก แล้วลุกออกไป

“ไปแย่งผัวมันมา ไม่กลัวนังคำแก้วมันฉีกอกเอารึไง” กอรู้สึกหวั่นๆ

“ต่อให้มันเป็นปีศาจงูหรือผีห่าจากนรกขุมไหน ฉันก็ไม่กลัวทั้งนั้น”

กอนึกได้คว้ามือลำเจียกมาดู ไม่เห็นแหวนพิรอด “แหวนพิรอดเอ็งล่ะ ลำเจียก เอ็งถอดเอาไว้ไหน”

“เอ่อ...ฉันทำหายไปแล้วน่ะพ่อ”

“ฉิบหายแล้ว !” กอเริ่มวิตกเมื่อรู้ว่าไม่มีแหวนพิรอดไว้ป้องกันตัวจากเจ้าแม่นาคี

คำแก้วถูเรือน แต่ใจเลื่อนลอย คิดเป็นห่วงแต่ทศพล จู่ๆ ทศพลก็มายืนอยู่ตรงหน้า “พี่พล ! พี่กลับมาหาคำแก้วแล้วเหรอจ๊ะ” ทศพลไม่สนใจ เดินผ่านคำแก้วไปเก็บเสื้อผ้าเสื้อผ่อน และของใช้ส่วนตัวกวาดใส่กระเป๋า “พี่! พี่จะเก็บเสื้อผ้าไปไหน ?”

คำแก้วรั้งไว้ ทศพลหันมาตอบกลับ “จะไปไหนมันก็เรื่องของกู”

“พี่โดนลำเจียกทำเสน่ห์ อย่ากลับไปอีกเลยนะพี่ คำแก้วขอร้อง ตั้งสติ อย่าปล่อยให้อำนาจของมันครอบงำพี่ได้” ทศพลมองคำแก้วที่น้ำตารื้น เหมือนจะรู้สึกตัวขึ้นชั่วขณะ “คำแก้ว...”

เสียงคาถาของเมืองอินทร์ลอยมาตามลม ทำให้ทศพลตกอยู่ใต้อำนาจมนต์ดำอีก “นังงูผี ! หลีกไป!” ทศพลผลักคำแก้วกระเด็น แล้วรีบโจนลงกระต๊อบไปอย่างเร่งร้อน

 

ทางด้านพิมพ์พรกับเจิดนภาเดินคุยกันในตลาด

“พวกชาวบ้านเขาลือกันทั่วว่านังคำแก้วถูกผัวทิ้ง” เจิดนภากระซิบกระซาบ

“นังลำเจียกมันมีอะไรดี ทศพลถึงได้ทิ้งนังคำแก้วไปหามัน” พิมพ์พรสงสัย

“สังเกตมั้ย ทศพลกลับมาคราวนี้ หน้าตาก็หมองคล้ำ แถมยังดูเลื่อนลอย เบ๋อๆ ไบ๋ๆ จิตใจก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว” พิมพ์พรเห็นด้วย “สภาพเหมือนคนโดนของไม่มีผิด หรือว่านังลำเจียกมันจะทำของใส่พล !”

เจิดนภาตาโต “ทศพลต้องโดนทำเสน่ห์แน่ๆ ถึงได้หลงนังลำเจียกไม่ลืมหูลืมตา” พิมพ์พรกำมือแน่น โกรธจนตัวสั่น แต่กลั้นระงับไว้ ก้าวเท้าฉับๆ เจิดนภาร้องรียก “นั่นเธอจะไปไหนน่ะยัยพิมพ์”

“ฉันจะไปดูให้เห็นกับตา” พิมพ์พรมุ่งหน้าไปยังบ้านลำเจียกทันที เจิดนภารีบตามไป

 

ทศพลหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้ามาไว้ที่บ้านกอ “ผมเก็บเสื้อผ้ามาหมดแล้ว ลำเจียก”

ลำเจียกยิ้มร่า “ดี ! ป่านนี้นังคำแก้วมันคงตีอกชกหัว อกแตกตายไปแล้วสะใจกูนัก”

“ผู้หญิงคนนั้นทำอะไรคุณเหรอคุณถึงได้จงเกลียดจงชังนัก” ทศพลสงสัย

“ใครก็ตามที่มันจะแย่งคุณทศพลไปจากฉันฉันถือว่าเป็นศัตรูทั้งนั้น” ลำเจียกประกาศกร้าว

“หัวใจผมมีแต่คุณคนเดียว จะรักใครได้อีกล่ะ” ทศพลส่งตาหวาน

“เขาว่ากันว่าคนกรุงเทพฯ ปากหวาน ฉันไม่เชื่อหรอก” ลำเจียกเอามือจุ๊ปากทศพล

“ต้องทำยังไงนะ คุณถึงจะเชื่อผม” ทศพลสวมกอดรัดลำเจียกแน่น ยื่นหน้าซุกที่ซอกคอ

แต่ลำเจียกผลักออก “เนื้อตัวเหนียวเหนอะหนะไปหมด อาบน้ำอาบท่าให้ชื่นใจก่อน ไป ! เดี๋ยวลำเจียกถูหลังให้”

ลำเจียกจูงมือทศพลเดินไป

พิมพ์พรกับเจิดนภาที่แอบดูอยู่หลังพุ่มไม้ พอเห็นว่าลำเจียกกับทศพลไปแล้วก็รีบวิ่งจู๊ดออกมา เจิดนภาคว้าแขนพิมพ์พรเอาไว้ “จะเอาจริงเหรอ ยัยพิมพ์”

“ถ้ามันทำเสน่ห์ใส่ทศพลจริง ฉันไม่ปล่อยมันไว้แน่”

“แต่ทำแบบนี้ มันเข้าข่ายบุกรุกเลยนะ” เจิดนภากลัว

“แล้วไง ไม่บุกเข้าถ้ำเสือ แล้วจะได้ลูกเสือเหรอ”

“แต่ลุงกอพ่อของลำเจียกเป็นพวกเดียวกับกำนันแย้ม ไม่กลัวรึไง”

“ตอนนี้ฉันไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมทั้งนั้น ถ้าเธอไม่กล้า ก็คอยดูต้นทางให้ฉันอยู่ที่นี่” พิมพ์พรพูดจบก็ย่องขึ้นบ้านกอไป

เจิดนภาตบปากตัวเองแรงๆ “ปากหนอปาก ไม่น่าไปยุส่งยัยพิมพ์แบบนั้นเลย” เจิดนภาดูต้นทางอย่างหวาดๆ

 

พิมพ์พรย่องเข้าไปในบ้านกอ เห็นกอนอนขวางอยู่ กรนสนั่นเพราะความเพลีย พิมพ์พรค่อยๆ ย่องจะเข้าไปในห้องนอนลำเจียก

กอละเมอลั่น “เฮ้ย !!! นั่น !!” พิมพ์พรหัวใจหล่นวูบไปอยู่ตาตุ่ม ค่อยๆ หันมา “เหล็กไหล ! เหล็กไหลออกมาแล้ว คร่อกกกก....”

พิมพ์พรถอนใจด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นว่ากอแค่ละเมอ พิมพ์พรค่อยๆ ย่องเข้าไปภายในห้องนอนของลำเจียก

 

ผ้านุ่งลำเจียกหล่นกองอยู่ที่พื้นท่าน้ำ ข้างๆ กับเสื้อผ้าของทศพล ลำเจียกกับทศพลเล่นน้ำ หัวร่อต่อกระซิกกันสนุกสนาน ทศพลดำน้ำแล้วโผล่พรวดเข้ารวบตัวลำเจียกไว้ ลำเจียกร้องวี้ดว้ายตามจริตจก้านมารยา

 

พิมพ์พรเข้ามารื้อค้นห้องลำเจียกกระจุยกระจาย พยายามหาหลักฐานว่าลำเจียกทำเสน่ห์ “อยู่ไหนนะ” พิมพ์พรหงุดหงิดหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ พิมพ์พรเห็นบางอย่างแลบออกมาจากใต้หมอน จึงเปิดหมอนออกดู พิมพ์พรตกตะลึงเมื่อเห็นหุ่นตุ๊กตาฝังรูปฝังรอยซุกซ่อนอยู่

 

พิมพ์พรยื่นตุ๊กตาฝังรูปฝังรอยให้เจิดนภา

เจิดนภารับมาดู “อย่างนี้นี่เองทศพลถึงได้หลงใหลนังลำเจียกไม่ลืมหูลืมตา”

พิมพ์พรโมโห “มันกล้าเล่นคุณไสยสกปรกใส่ทศพล เจ้ายาแฝดแปดยาช้างนักนะ”

“แล้วไอ้หุ่นคุณไสยเจ้าปัญหานี่ล่ะ จะทำยังไงกับมันดี” เจิดนภาเอ่ยถาม

“เอามานี่ เดี๋ยวฉันจัดการเอง” พิมพ์พรหักหุ่นเป็นสองท่อน ก่อนกระทืบแหลกลาญพร้อมสาปแช่ง “เจ้าประคู๊ณ.... ขอให้ของเหล่านี้ย้อนกลับไปเข้าตัวนังลำเจียกทีเถ๊อะ” พิมพ์พรยิ้มสะใจ

ทศพลขึ้นมาที่ท่า เล่นน้ำเสร็จ อยู่ๆ ก็หมดสติไป เพราะหุ่นฝังรูปฝังรอยถูกทำลาย

“พี่พล ! เป็นอะไรพี่ ! ทำไมถึงได้....” ลำเจียกพูดยังไม่ทันจบ จู่ๆ ก็มีควันสีดำก็พุ่งวูบเข้าใส่ร่างลำเจียกทันที “กรี๊ดดดดดดด !!!!” ลำเจียกดิ้นพราดๆ ทุรนทุราย ที่แขนลำเจียกคล้ายๆ กับมีอะไรบางอย่างวิ่งไปมาอยู่ใต้ผิวหนัง

ซ่อนกลิ่นกับชบาถือตะกร้าจะมาซักผ้าที่ท่าน้ำพอดีทั้งสองร้องลั่น “ลำเจียก !!!!”

ซ่อนกลิ่น ชบา ตาเหลือกค้าง ขวัญกระเจิง เมื่อเห็นว่ามีบางสิ่งกำลังเล่นงานลำเจียก

 

ซ่อนกลิ่นกับชบาหิ้วปีกลำเจียกมาหาเมืองอินทร์

ลำเจียกดิ้นพราดๆ ทุรนทุรายผ้าผ่อนหลุดลุ่ย “พ่อหมอเมืองอินทร์ ช่วยนังลำเจียกด้วย!!!”

เมืองอินทร์ลืมตาขึ้นมา เห็นอาการลำเจียกก็รู้ทันที “จับมันกดไว้ ! อย่าให้ดิ้น !ต้องรีบเอาของออก!”

ซ่อนกลิ่นกับชบาช่วยกันกดลำเจียกเอาไว้ไม่ให้ดิ้น เมืองอินทร์ทำพิธีเรียกคุณไสยออกจากตัวลำเจียก เสกน้ำมนต์แล้วเอากรอกปาก ลำเจียกอาเจียนออกมาเป็นน้ำเลือดน้ำเหลืองข้นคลั่ก มีเส้นผม และหนอนยั้วเยี้ยเต็มไปหมด ซ่อนกลิ่นกับชบาต่างสะอิดสะเอียน

“ฤทธิ์คุณไสยที่มันย้อนเข้าตัว ถ้าข้าทำพิธีถอนไม่ทัน เอ็งตายไปแล้ว”

ลำเจียกอ่อนเปลี้ยเพลียแรง สลบเหมือดทันที

 

พวกเพื่อนพาร่างทศพลที่สลบไสลไม่ได้สติ วางบนแคร่

“คุณหนู !!!” ป้าอิ่มเข้ามาจับเนื้อจับตัวด้วยความเป็นห่วง

“มีคนเจอไอ้พลนอนสลบเหมือดอยู่ที่ท่าน้ำ ปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตื่น”

คำแก้วเห็นสภาพทศพลที่อิดโรย ตาลึกโหล ใบหน้าหมองคล้ำไม่ต่างจากซากศพ ก็น้ำตาร่วง “พี่พล ! ทำไมพี่พลถึงได้เป็นแบบนี้ล่ะแม่”

“นังลำเจียกมันคงเล่นของสกปรกต่ำช้า ทำเสน่ห์เล่ห์กลใส่ แต่คงเกิดอะไรผิดพลาดสักอย่างพ่อทศพลเลยโดนอาถรรพ์ย้อนเข้าตัวอย่างที่เห็น” คำปองเอ่ยบอก

“โธ่... คุณหนู ไม่น่าเลย... ไม่น่าเลยจริงๆ” ป้าอิ่มน้ำตาคลอ

“เราจะช่วยมันยังไงดีถึงจะล้างอาถรรพ์ออกไปได้” สมมาตรร้อนรน

“น้ำมนต์ไง น้ำมนต์ที่วัดต้องช่วยไอ้พลได้แน่ๆ”

วันชนะตบหัวประกิตดังผัวะ “แหกตาดูสภาพไอ้พลตอนนี้สิ กว่าแกจะถ่อแพไปวัดที่หนองไทร กลับมาไอ้พลคงขึ้นอืดไปแล้ว”

 

“แกจะให้ฉันนั่งกระดิกเท้าแคะขี้ฟันรอไอ้พลมันเน่าแล้วเอาไปฝังหรือไงวะ” ประกิตชักโมโห

วันชนะตบหัวประกิตดังผัวะ “แหกตาดูสภาพไอ้พลตอนนี้สิ กว่าแกจะถ่อแพไปวัดที่หนองไทร กลับมาไอ้พลคงขึ้นอืดไปแล้ว”

“แกจะให้ฉันนั่งกระดิกเท้าแคะขี้ฟันรอไอ้พลมันเน่าแล้วเอาไปฝังหรือไงวะ” ประกิตชักโมโห

สมมาตรตัดบท “แกสองคนอย่าเพิ่งเถียงกันได้มั้ยวะ คนยิ่งเครียดๆ อยู่”

เชษฐ์นึกขึ้นได้ “ยังมีน้ำที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าน้ำมนต์วัดไหน แล้วก็อยู่ไม่ไกลด้วย”

“น้ำอะไรของแกวะ หลวงปู่” วันชนะคิ้วขมวด

“บอกฉันมาเถอะ ต้องให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ฉันก็จะดั้นด้นไปเอามาให้ได้” คำแก้วและทุกคนมองไปยังเชษฐ์เป็นตาเดียวกัน

 

คำแก้วล้างเท้าให้สุภัทรในอ่างดิน

“แน่ใจเหรอ ว่าน้ำล้างเท้าฉันจะช่วยไอ้พลมันได้” สุภัทรถามน้ำเสียงอ่อนโยน

 

“คุณเชษฐ์บอกว่าน้ำล้างเท้าพ่อแม่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าน้ำมนต์วัดไหนๆ”

สุภัทรได้ยินก็หัวเราะในลำคอ “พาเจ้าพลไปส่งโรงพยาบาลที่ตัวเมืองไม่ดีกว่าเหรอ”

“อาการของพี่พลไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บธรรมดาๆ หมอในเมืองรักษาไม่ได้หรอกจ้ะพ่อ”

“ถ้าคิดว่าทำแล้วสบายใจก็เชิญ” คำแก้วล้างเท้าให้สุภัทรเสร็จก็เอาผ้าซับเท้าให้ด้วยความนอบน้อม สุภัทรเริ่มนึกเอ็นดูคำแก้ว “เธอรักลูกชายฉันมากเหรอ” คำแก้วพยักหน้าแทนคำตอบ “ไอ้พลมันหัวดื้อยิ่งกว่าฉัน เธอคิดว่าจะดูแลมันได้มั้ย” สุภัทรถามหยั่งเชิง

“จะพยายามจ้ะ” คำแก้วตอบด้วยความจริงใจ

“ฉันฝากเจ้าพลด้วยนะ หนูคำแก้ว” สุภัทรคลี่ยิ้มอ่อนโยนให้คำแก้ว แทนคำตอบรับคำแก้วเป็นลูกสะใภ้ คำแก้วยิ้มยินดี

คำแก้วเอาขันตักน้ำล้างเท้าสุภัทรในอ่างดินมากรอกปากทศพล ทศพลที่อิดโรย ตาลึกโหล ใบหน้าหมองคล้ำ กลับมามีชีวิตชีวาดังเดิม ทศพลค่อยๆ ลืมตาขึ้น ท่ามกลางเสียงโห่ร้องดีใจของเพื่อนๆ

ประกิตโล่งอก “ไอ้พลฟื้นแล้วโว้ย เฮ !!! อย่างนี้ต้องฉลอง”

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมพวกแกถึงได้ดีใจกันนัก” ทศพลงง

วันชนะโบ้ย “ถามเมียแกดูเอาเองละกัน จริงมั้ยวะพวกเรา”

ประกิต สมมาตร เชษฐ์พยักพเยิดกับเห็นด้วย พร้อมบุ้ยหน้าไปทางคำแก้ว ทศพลมองคำแก้ว งงเป็นไก่ตาแตกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

คำแก้วบ่ายเบี่ยง “เรื่องมันยาวน่ะจ้ะ”

“งั้นคืนนี้พี่จะนอนหนุนตักฟังคำแก้วเล่าทั้งคืนเลย” ทศพลเข้าไปอ้อนคำแก้ว

ทุกคนต่างโห่ในความหวานจนน้ำตาลหกของทศพล บรรยากาศชื่นมื่น

 

กระต๊อบทศพล คำแก้วกำลังทำกับข้าวอยู่ ทศพลเข้ามาโอบด้านหลัง ฝังจูบที่ซอกคอคำแก้ว หลังจากผ่านเรื่องร้ายๆ มาได้ “ถ้าพี่ยังไม่หลุดพ้นจากคุณไสยมนต์ดำ จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”

“ตอนนี้พี่ก็คงนอนกกลำเจียกอยู่ล่ะมั้ง” คำแก้วประชด

“โธ่! คำแก้ว ยังไม่หายโกรธพี่อีกเหรอจ๊ะ” ทศพลทำเสียงออดอ้อน

“ผู้ชายคนไหนเห็นลำเจียกก็จ้องตาเป็นมันกันทั้งนั้น ฉันเป็นผู้หญิงด้วยกัน ยังอดชมลำเจียกไม่ได้”

“ผู้หญิงอย่างลำเจียก อาจสวยต้องตาเมื่อแรกเห็น แต่สำหรับคนที่เป็นคู่ครอง เป็นเมีย เป็นแม่ของลูกพี่ขอผู้หญิงที่เป็นแม่บ้านแม่เรือน รู้สึกเย็นใจเมื่ออยู่ใกล้เหมือนคำแก้วดีกว่า”

“แต่คำแก้วทำให้พี่เดือดร้อน ถ้าพี่ไม่แต่งงานกับคำแก้ว คงไม่เป็นแบบนี้” คำแก้วรู้สึกผิด

“เป็นเพราะความไม่รู้จักพอของคนพวกนั้นต่างหาก”

“ถ้าพี่ยังอยู่ที่นี่ต่อก็ต้องเดือดร้อนใจไม่จบไม่สิ้น”

“ถึงยังไงพี่ก็จะอยู่ที่นี่ จนกว่าคำแก้วจะหมดรักพี่แล้ว”

“คำแก้วไม่มีวันหมดรักพี่ แต่คำแก้วไม่อยากเห็นพี่เป็นอะไรไปอีก..พ่อพี่ก็คงคิดไม่ต่างจากคำแก้ว”

ทศพลทำหน้าฉงน “พ่อเคยเป็นห่วงพี่ด้วยเหรอ”

“พ่อห่วงพี่จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ที่พี่รอดจากคุณไสยของต่ำพวกนั้นมาได้ก็เพราะท่าน”

ทศพลอึ้งไป ไม่คิดว่าพ่อจะเป็นห่วงเขาขนาดนี้

 

พิมพ์พร และเจิดนภาแอบมองทศพลและคำแก้วอยู่

พิมพ์พรกำมือแน่นด้วยความคับแค้นใจ “อุตส่าห์ช่วยพลให้พ้นจากเสน่ห์นังลำเจียกแท้ๆ แต่นังคำแก้วมันดันมาชุบมือเปิบคว้าพลไปจนได้ เจ็บใจจริงๆ”

“นี่แหละน๊า ที่เค้าว่า ตาอินกับตานาแย่งหัวปลาหางปลากันเกรียว ตาอยู่มาเดี๋ยวเดียวคว้าพุงเพียวๆ ไปกิน.... ความรักก็เช่นกัน” เจิดนภาทำเสียงน่าหมั่นไส้

“เธอเป็นพวกใครห๊ะ ยัยเจิด ถ้ามือไม่พายก็อย่าเอาเท้าราน้ำได้มั้ย”

เจิดนภาคิดแผนการใหม่ “หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง เอางี้ ! เธอก็ทำเสน่ห์แย่งทศพลกลับคืนมามั่งซี๊”

“ทำเสน่ห์ ? ทำยังไง ?” พิมพ์พรคิ้วขมวด

“ไม่เห็นจะยาก” เจิดนภาถือตุ๊กตาดินปั้น 2 ตัวในมือลักษณะเหมือนกับตุ๊กตาฝังรูปฝังรอยของลำเจียกเป๊ะ “ตุ๊กตาตัวนี้คือทศพล ส่วนตัวนี้คือเธอ ยัยพิมพ์ ห่อด้วยใบรักซ้อนเสร็จแล้วก็เอาด้ายสายสิญจน์มาผูกหุ่นทั้งสองมัดประกบติดกันจนแน่น”

เจิดนภาบรรยายอย่างฉะฉาน จนพิมพ์พรทึ่ง “รู้ได้ยังไงว่าทำแบบนี้จะได้ผล”

“ฉันเคยอ่านตำรา “วิธีทำเสน่ห์” ที่ซื้อมาจากแถวท่าพระจันทร์ ขลังสุดๆ ทำแบบนี้ รับรองเสร็จทุกราย...”

พิมพ์พรมองเจิดนภาอย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อถือสักเท่าไรนัก “แค่นี้เองเหรอ ?”

“ยัง ! ต้องว่าคาถามหาเสน่ห์กำกับด้วย เธอว่าตามฉันนะ อย่าให้ผิดเพี้ยนแม้แต่คำเดียว” พิมพ์พรพยักหน้า เอาก็เอาวะ ไม่ลองก็ไม่รู้ เจิดนภาว่าคาถา แอ่นหน้าแอ่นหลัง น้ำเสียงกระแทกกระทั้น “โอม...เมื่อเวลาเข้านอนให้อกมึงร้อนเหมือนกับไฟ ให้ใจมึงร้อนเหมือนหม้อพลุ่ง ให้มึงนอนสะดุ้ง คิดถึงกูจนอยู่มิได้ พ้วงงงงง เอ้า ! ว่าตามสิ ทำท่าด้วย”

พิมพ์พรยอมว่าคาถาและทำท่าเด้งหน้าเด้งหลังตามเจิดนภา

 

พิมพ์พรกับเจิดนภาซุ่มหาจังหวะที่ทศพลอยู่คนเดียว ครั้นพอสบโอกาส พิมพ์พรก็รีบวิ่งจู๊ดปรี่เข้าไปหาทศพลแล้วท่องมนต์ใส่ทันที “โอม...เมื่อเวลาเข้านอนให้อกมึงร้อนเหมือนกับไฟ ให้ใจมึงร้อนเหมือนหม้อพลุ่ง ให้มึงนอนสะดุ้ง คิดถึงกูจนอยู่มิได้ พ้วงงงงงงง !!!!” พิมพ์พรร่ายคาถาเป่าใส่หน้าทศพลเต็มที่

ทศพลหันมาจ้องหน้าพิมพ์พร “พิมพ์.....” พิมพ์พรเห็นท่าทศพล คิดว่าทำเสน่ห์สำเร็จแน่แล้ว บิดไปบิดมา เสร็จกูแน่ “ทีหลังกินส้มตำ หัดแปรงฟันด้วยนะ กลิ่นแรงมาก”

พิมพ์พรหุบยิ้ม อายแทบมุดแผ่นดินหนี ทศพลเดินออกไป

เจิดนภาวิ่งหน้าเริ่ดเข้ามาหาพิมพ์พร “สำเร็จมั้ย”

“สำเร็จกับผีน่ะสิ! ฉันไม่ไม่น่าหลงทำตามวิธีโง่ๆ ของเธอเลย ยัยเจิด”

เจิดนภาเกาหัวแกรกๆ ไม่เข้าใจว่าพลาดตรงไหน ก็ทำตามหนังที่ตัวเองเคยดูทุกอย่าง

 

ลำเจียกลืมตาฟื้นขึ้นมา ซ่อนกลิ่นเรียกด้วยความดีใจ “ลำเจียกฟื้นแล้ว!”

ซ่อนกลิ่นกับชบารีบเข้าไปประคองลำเจียกให้ลุกขึ้นนั่ง ท่าทางยังอ่อนแรงผมเผ้ากะเร้อกะรัง สารรูปดูไม่ได้

ลำเจียกเงยหน้าสบตาเมืองอินทร์ที่นั่งอยู่ตรงหน้าก็เสียงดังด้วยความโมโห “ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ไหนพูดนักหนาว่าเก่งยังไม่ทันไร คาถาก็เสื่อมซะแล้ว”

“คาถาข้าไม่มีทางเสื่อมง่ายๆ หรอกโว้ยต้องมีใครสักคนทำลายหุ่นนั่นแน่ๆ” เมืองอินทร์โต้กลับ

“นังคำแก้ว!” ชบาพึมพำ

เมืองอินทร์ส่ายหัว “ไม่มีทางอาคมของข้า พวกงูชั้นต่ำอย่างนั้นไม่มีทางทำลายได้”

“ถ้าไม่ใช่นังคำแก้ว แล้วใครล่ะพ่อหมอ” ซ่อนกลิ่นสงสัย

“จะใครก็ช่างมันก่อนเถอะ รีบทำเสน่ห์ให้ฉันใหม่เดี๋ยวนี้เลย” ลำเจียกตัดบท

เมืองอินทร์หันขวับ “ข้าไม่ทำ”

“เอ๊ะ นี่พ่อหมอจะไม่ช่วยฉันเหรอแก้วแหวนเงินทองจะเอาเท่าไหร่ก็ว่ามา ฉันจ่ายไม่อั้น”

เมืองอินทร์ชักไม่พอใจลำเจียก “อุวะ นังนี่ ของแบบนี้ ถ้าพลาดแล้วทำซ้ำไม่ได้ มันจะเป็นภัยกับตัว ดูสารรูปเอ็งตอนนี้สิยิ่งกว่าผีตายซาก เอ็งอยากไปเกิดใหม่รึไง”

“งั้นพ่อหมอก็รีบหาวิธีกำจัดนังคำแก้วมันสิก่อนที่มันจะเล่นงานเรา” ชบาออกความเห็น

“ไม้ตะพดกลดนาคของข้าก็ป่นปี้หมดแล้ว ขอเวลาให้ข้าตั้งหลักสักหน่อย ข้าไม่ปล่อยนังงูผีไว้แน่”

ลำเจียกยิ่งเครียดหนัก นี่เธอหมดที่พึ่งจะต้องเสียทศพลไปจริงๆ เหรอ

 

สุภัทรนั่งอยู่ที่โต๊ะ ตรงหน้ามีเอกสารเกี่ยวกับเมืองมรุกขนครกางอยู่แต่สายตาสุภัทรไม่ได้จับจ้องอยู่ที่เอกสาร เพราะใจนึกเป็นห่วงทศพล สุภัทรนึกถึงเรื่องในอดีตที่ทำไม่ดีกับทศพลต่างๆ นานา สุภัทรสีหน้าขรึมลง รู้สึกผิดต่อทศพล ระหว่างเขากับทศพลมีแต่เรื่องทะเลาะเบาะแว้ง ไม่เคยมีความสุข

ป้าอิ่มเข้ามาในห้องสุภัทร “คุณท่านคะ มีคนมาขอพบค่ะ”

“ใคร ?”

ทศพลเข้ามาพร้อมคำแก้ว “พ่อ...”

“เจ้าพล...” แววตาสุภัทรฉายแววดีใจที่เห็นทศพลกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง แต่ก็ต้องเก็บอาการดีใจเอาไว้ สุภัทรยืนหันหลังให้ทศพล “หายบ้าแล้วเหรอ”

“ครับ ผมมันทั้งบ้า ทั้งโง่ ทั้งอวดดี อย่างที่พ่อว่าไว้ไม่มีผิด”

สุภัทรแปลกใจที่ทศพลคิดได้ “รู้ตัวก็ดีแล้ว ยังไม่สาย ถ้าแกจะกลับตัวเสียใหม่”

“ที่ผ่านมาผมเอาแต่ตั้งแง่ประชดพ่อ ทำร้ายจิตใจพ่อสารพัดเพราะผมคิดว่าพ่อไม่เคยรักใครนอกจากตัวเอง พ่อควรจะรับรู้ว่าสิ่งที่พ่อทำ คนอื่นรู้สึกยังไง..แต่ผมเพิ่งรู้ว่าผมคิดผิด ถ้าไม่มีพ่อ ผมคงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ ผม...ขอโทษ...ยกโทษให้ผมนะครับพ่อ” ทศพลทรุดลงนั่งกราบเท้าสุภัทรอย่างเคารพสูงสุด

สุภัทรนิ่งขึงราวรูปปั้น คำแก้ว ป้าอิ่ม มองภาพตรงหน้าอย่างซาบซึ้ง

“คุณหนูยอมขอโทษแล้ว คุณท่านอย่าโกรธคุณหนูเลยนะคะ” ป้าอิ่มปลื้มใจ

สุภัทรน้ำตาซึม ใจอ่อนยวบ แต่แล้วกลับหันมองเมินไปทางอื่น ฝืนพูดเสียงเรียบหน้าขรึม “ลุกขึ้นเถอะ…ฉันอยากจะโกรธแกให้ได้จริงๆ สักครั้ง แต่ฉันก็ทำไม่ได้ เพราะคนที่สมควรโดนโกรธที่สุด และไม่น่าให้อภัยก็คือตัวฉันเอง” ทศพลชะงักมองสุภัทรแบบอึ้งๆ “ฉันเป็นพ่อ แต่ไม่เคยทำหน้าที่พ่อที่ดีฉันละเลยครอบครัว เอาแต่บ้างาน แม้แต่วันที่แม่แกตาย ฉันก็ไม่ได้มาดูใจ แต่ไม่ใช่ฉันไม่เสียใจ เพราะฉันเสียใจ ถึงเอาแต่เข้มงวดกับแก ฉันอยากชดเชยเวลาที่ฉันละเลยแก อยากให้แกได้สิ่งที่ดีที่สุด โดยไม่เคยสนใจเลยว่าแกต้องการมันรึเปล่า” ทศพลอึ้ง น้ำตาคลอ เมื่อได้รับรู้ความในใจของสุภัทร “ยิ่งแกดื้อรั้น ฉันก็ยิ่งอยากเอาชนะ แต่สิ่งที่ฉันได้กลับมาคือสายตาที่แกมองฉันเป็นคนอื่น...ถ้าฉันไม่เอาแต่บังคับ แกคงมีความสุขมากกว่านี้ แกจะยกโทษให้พ่อที่ไม่เอาไหนอย่างฉันได้มั้ย”

ทศพลยิ้มให้สุภัทรทั้งน้ำตา “พ่อ...”

สองพ่อลูกโผเข้ากอดกันแน่น หลังจากที่ไม่เคยกอดกันอีกเลยนับตั้งแต่แม่ทศพลตาย คำแก้ว ป้าอิ่ม ยิ้มดีใจที่เรื่องบาดหมางระหว่างทศพลกับสุภัทรคลี่คลายเสียที

ทศพลผละจากสุภัทร “ผมมีอีกเรื่องนึง อยากจะขอร้องพ่อครับ”

“เรื่องอะไร”

ทศพลจับมือคำแก้วที่นั่งอยู่ข้างๆ “เรื่องคำแก้ว....ผม...” ทศพลไม่กล้าพูดต่อ กลัวพ่อจะโกรธ

สุภัทรมองอย่างเข้าใจว่าทศพลต้องการอะไร “เอาเถอะ ฉันบังคับแกมามากแล้ว ในเมื่อแกอยากเลือกชีวิตของตัวเอง ฉันก็จะไม่บังคับขืนใจแกอีก”

“หมายความว่าพ่อยอมรับคำแก้วเป็นสะใภ้แล้วใช่มั้ยครับ” ทศพลดีใจ

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ในเมื่อหนูคำแก้ว ทำให้ฉันเห็นแล้วว่าความรักมันมีอานุภาพมากแค่ไหน”

ทศพลหันไปมองคำแก้ว ยิ้มดีใจ ป้าอิ่มพลอยหันไปยิ้มชื่นใจไปด้วย

ทันใดนั้น เสียงกอก็ดังลั่นออกมาจากด้านนอกเรือนรับรอง “ไอ้ทศพล ออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ”

ทศพล คำแก้ว และทุกคนชะงัก หันมองไปทางเสียงทันที

 

กอยืนอยู่หน้าเรือนรับรองพร้อม ลำเจียก ซ่อนกลิ่น ชบา

กอตะโกนดังลั่น “เจ้าข้าเอ๊ย มาดูน้ำหน้ามัน ไอ้พวกคนเมืองพวกนี้ มันหลอกย่ำยีลูกฉัน ได้กันไม่ทันข้ามวันมันก็ทิ้งคนเลวๆ แบบนี้ อย่าปล่อยให้อยู่รกดอนไม้ป่าเลย จริงมั้ยวะ”

กระถุ่งกับพวกชาวบ้านได้ยินเสียงกอร้องแร่แห่กระเชิงก็เริ่มแห่กันเข้ามามุงที่หน้าเรือน สุภัทร ทศพล คำแก้ว คำปอง ป้าอิ่ม ลงมาประจันหน้ากับกอและลำเจียก

 

“เอะอะโวยวายอะไรกัน” สุภัทรถามเสียงดัง

 

 

 

 

จบตอน

 

 

 

 

 

 

 

จาก  ไทยรัฐ

#นิยายนาคี

#นาคี

นาคี ตอนที่ 10


แสดงความคิดเห็น

emotion