ยินดีที่ได้รู้จัก

ยินดีที่ได้รู้จัก

3 / 112    0
coin × 0  coin × 0
ขนาดฟ้อนต์ 
ก+
ก-
โหมดกลางวัน
โหมดกลางคืน

        จิรามุ่งหน้ามายังศูนย์อาหารพลางกวาดตามองหาร่างเล็กที่เพิ่งจะเดินหนีมาแล้วเขาก็พบเธอนั่งอยู่ตรงโต๊ะพร้อมน้ำเปล่าหนึ่งขวดตรงหน้า ครั้นจะเดินดุ่มๆ ไปทักทายก็กลัวเด็กสาวจะลุกหนีไปอีกเขาเลยไปเดินหาขนมติดไม้ติดมือไปเพื่อกระชับความสำพันธ์

ชายหนุ่มเดินมาหยุดหน้าร้านเค้กพลางมองหันไปมองร่างของสาวเจ้าเป็นระยะเพราะกลัวว่าเธอจะลุกไปไหนเสียก่อน เขาไม่รู้ว่าหนูนิดจะชอบทานอะไรเลยตัดสินใจเลือกเค้กครีมสดสตรอว์เบอร์รี่และเค้กส้มมาอย่างละชิ้น เสร็จแล้วก็เดินกลับไปหาณิชาที่โต๊ะ

หญิงสาวเงยหน้าจากจอมือถือที่กำลังส่งข้อความหามารดาเมื่อรู้สึกว่ามีใครเอาของมาวางที่โต๊ะ เขาคือผู้ชายที่มาทักเธอที่หน้าคลินิกรักษาสัตว์ เธอมองหน้าเขาแบบงงๆ แล้วมองซ้ายมองขวาเผื่อเขาจะทักคนผิด

“พี่ซื้อมาฝาก” ดวงตาคมส่งประกายระยิบระยับ ปากก็คลี่ยิ้มกว้างทำเอาหนูนิดที่โดนออร่าเปล่งประกายโจมตีถึงกับสตั๊นไปหลายวิ

“ขะ ขอบคุณค่ะ” เสียงหวานตอบรับแต่ไม่แตะต้องของที่เขาซื้อมาฝาก

“ไม่กินหรอคะ พี่แกะให้ไหม?” คนตัวโตถือวิสาสะนั่งร่วมโต๊ะเป็นครั้งที่สองของวัน ไม่แปลกใจที่เธอจะไม่จำหน้าเขาเพราะเมื่อเช้าหนูนิดไม่ได้มองมันเลย เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาอัดแซนด์วิชเข้าปากแล้วก็น้ำตาไหลพรากเพราะสำลักมันเข้า

“ไม่ค่ะ ขอบคุณแต่กินไม่ได้ คือแพ้ค่ะ”

“แต่เมื่อเช้าเห็นกินแซนด์วิชก็เป็นขนมปัง กินอย่างอื่นไหมเดี๋ยวพี่ไปซื้อให้อีกนานกว่าที่บ้านจะมารับนี่เพิ่งหกโมงครึ่งเองหิวแย่เลย” น้ำเสียงแสดงความห่วงใยทำเอาคนฟังถึงกับหน้าร้อน ใบหูขาวๆ ก็แดงขึ้นมาโดยที่เจ้าตัวควบคุมไม่ได้

“อันนั้นเป็นแป้งมันฝรั่ง อันนี้แป้งสาลีเลยกินไม่ได้”

เด็กสาวพูดจบก็ถอนหายใจยาวเหยียดจริงๆ ก็เบื่อกับอาการแพ้ทุกอย่างบนโลกของตัวเองแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ทำได้แค่เลี่ยงสิ่งที่ตัวเองนั้นแพ้ก็เท่านั้น

คนที่ไม่รู้จักณิชาเวลาเห็นเธอซักถามส่วนประกอบของอาหารก็จะคิดว่าเธอเป็นคนเรื่องมาก แต่การแพ้อาหารไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเพราะมันอาจทำให้ถึงชีวิตได้

การจะมาบอกว่าชิมคำเดียวไม่เป็นไรคนที่พูดคงไม่รู้ว่าคำเดียวนี้แหละที่สามารถปลิดลมหายใจของเธอได้ ว่าแต่ผู้ชายคนนี้ทำไมถึงรู้ว่าณิชากลับบ้านตอนทุ่มครึ่งเป็นโรคจิตพวกสะกดรอยตามหรือเปล่า คนสมัยนี้หน้าตาดีๆ นี่ไว้ใจไม่ได้จริงๆ

ชายหนุ่มนั่งสำรวจใบหน้าของเด็กสาว ดวงหน้ารูปไข่ประดับเครื่องหน้างดงาม ดวงตากลมโตที่โอบล้อมไว้ด้วยขนตายาวฟูฟ่อง จมูกโด่งน้อยๆ ที่เชิดรั้น แก้มกลมๆ ที่อมชมพูรวมถึงริมฝีปากอิ่มสีแดงธรรมชาติให้เขานั่งมองทั้งวันรับรองว่าไม่เบื่อ ยิ่งจังหวะที่เธอกำลังใช้ความคิดคิ้วเรียวขมวดน้อยๆ เอียงคอหน่อยๆ จิรานี่อยากจะคว้าร่างเล็กมาชื่นใจซักฟอดสองฟอด

“คือเรารู้จักกันหรอคะ?”

ในที่สุดก็ถามออกไปจนได้ ณิชาสบตามองหน้าเขาตรงๆ สองมือจับกระชับกระเป๋าเป้ใส่หนังสือเรียนเอาไว้เสียแน่นตั้งใจไว้ว่าถ้าเห็นหมอนี่มีท่าทีไม่น่าไว้วางใจเธอจะยกกระเป๋าวิ่งหนีทันที

“พี่รู้จักหนูนิดถึงจะรู้จักไม่มากก็เถอะ แต่หนูนิดยังไม่รู้จักพี่ครับแล้วที่สำคัญเราเจอกันเมื่อเช้าหนูนิดพอจะคิดออกไหม” คุณหมอหนุ่มยังคงมีท่าทีสบายๆ พูดจาอธิบายชัดถ้อยชัดคำ ช่างตรงข้ามกับณิชาที่ทำท่าเหมือนพร้อมจะกระโดดหนีเขาทุกเมื่อ

คำตอบกำกวมที่ได้ยินจากปากคนตัวโตยิ่งทำให้คนตัวเล็กกังวลหนักเข้าไปอีก หน้าตาก็ดีไม่น่าจะเป็นโรคจิต เห็นหน้าตาหล่อเหลาตัวขาวจมูกโด่งนี่ก็ใช่ว่าจะการันตีว่าจะเป็นคนดี สมองในหัวเด็กสาวกำลังคิดคำนวณหาทางชิ่งหนีดูท่าแล้วเธอคงไว้ใจผู้ชายคนนี้ไม่ได้จริงๆ

“อย่าเพิ่งทำหน้าอย่างนั้นพี่ไม่ใช่โจร ขอโทษที่ไม่ได้แนะนำตัวพี่ชื่อหมอเจเป็นเจ้าของคลินิกรักษาสัตว์ตรงปากทางนี่เอง” หมอหนุ่มรีบรีบแนะนำตัวก่อนที่สถานการณ์จะอึมครึมไปมากกว่านี้

“คุณนี่เอง”

เด็กสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอนึกออกแล้วว่าเขาคือคนที่มาขอนั่งกับเธอเมื่อเช้าแต่เธอไม่ได้จำหน้าเขาและคุณหมอคนนี้เองที่หวานมาถามว่าเธอรู้จักเขาหรือเปล่า

 

“แล้วคุณไปพูดอะไรกับหวาน หวานมาบอกว่าคุณเป็นแฟนหนูนิดทั้งๆ ที่เราไม่รู้จักกัน” คนตัวเล็กถามพลางแยกเขี้ยวขู่ เธอไม่ค่อยจะสบอารมณ์เมื่อคิดถึงเหตุการณ์เมื่อตอนบ่าย ที่สาวแว่นมีเรื่องข้องใจจนต้องเรียกเธอไปถาม

“ตอนนี้ยังไม่ได้เป็นแฟนก็ได้แต่ถือว่าเรารู้จักกันแล้วนะหนูนิด... พอสนิทกันก็ค่อยเป็นแฟนไงครับ” ตาคมมองร่างเล็กด้วยนัยน์ตาพราวแถมยังฉีกยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี ในตอนแรกจิราไม่ได้คิดจะจีบณิชาเลยเพียงแต่สนใจอยากจะรู้จักก็เท่านั้น แต่พอได้มานั่งประจันหน้าอยู่ตรงนี้ใจเขามันก็คันยุบๆ ยิบๆ พิกล

“เป็นหมอนี่งานยุ่งจนเพี้ยนเลยหรอคะ” แม้จะแอบพูดเหน็บเขาแต่หมอเจเองก็ยังแอบเห็นว่าสาวน้อยกำลังหน้าแดง แก้มขาวๆ ซับสีเลือดดูช่างน่ารักน่าหยิก

“พูดเรื่องจริงล้วนๆ มีแฟนเป็นหมอหมาเท่จะตายแถมหมอคนนี้ยังหล่อแล้วก็ใจดีด้วยนะ”

“หมอไปเอาความมั่นใจผิดๆ อย่างนั้นมาจากไหนหรอ ใครเค้าไปโกหกหมอไว้ล่ะ” ณิชาทำหน้าตาจริงจังระหว่างที่ถาม คิ้วคมโค้งขมวดน้อยๆ มองดูก็รู้ว่าเจ้าตัวอารมณ์เริ่มไม่ค่อยดี

“อย่าเพิ่งหงุดหงิดครับ พี่มาดีไม่ได้มีเจตนาอื่นใดแอบแฝงนอกจากจีบหนูนิดไปเป็นแฟน”

“ถ้าไม่เลิกเพ้อเจ้อนี่จะไม่ทนฟังแล้วนะ” พูดพลางเหวี่ยงกระเป๋าขึ้นสะพายหลัง สองขาบอบบางก้าวเดินออกจากจุดเกิดเหตุโดยไม่สนใจว่าหมอหนุ่มจะพล่ามอะไรออกมาอีก มีอย่างที่ไหนเจอกันครั้งแรกก็มาพูดจาทำนองหมาหยอกไก่ถึงณิชาจะยังเด็กก็ใช่ว่าจะไม่มีสมองในการแยกแยะ คนแบบไหนกันที่จะเดินมาบอกโต้งๆ ว่าจะจีบแบบนี้

“ งอนพี่หรอครับ” จิราเดินไปดักหน้าต้อนให้เด็กสาวกลับไปนั่งที่เดิม ดูท่าแล้วเขาคงรุกหนักเกินไปต้องตั้งสติใหม่ใจเย็นๆ ... ท่องเอาไว้ว่าน้องยังเด็ก

“ขอโทษค่ะ คุยกันดีๆ ก่อนได้ไหมพี่...”

“ไม่รู้จักกันก็ไม่มีอะไรต้องคุย” ไม่รอให้หมอพูดจบเธอก็สวนทันควัน มันวันซวยอะไรของเธอ

“ขอโทษค่ะหนูนิด พี่อาจจะทำให้ตกใจแต่พี่อยากรู้จักเราจริงๆ นะ ชอบหมาหรอถึงไปยืนดูที่คลินิกทุกวันเลย” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัดเขาจึงเลือกเรื่องทั่วๆ ไปมาไถ่ถามแทนการจู่โจมที่มันจะทำให้เขาดูเป็นคนไม่น่าไว้วางใจ อยู่ดีมาว่าดีถูกสาวมองว่าเป็นมิจฉาชีพไปแล้วไหมล่ะ

จิราตั้งใจจะล้างความประทับใจอันไม่น่าประทับใจเท่าไรนักในคราแรกออกไปให้หมดก่อนที่จะเริ่มสร้างมันขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ก็ก่อนหน้านี้เขาอาจจะจู่โจมมากไปเด็กสาวจึงมีท่าทีหวาดระแวง

 

หนูนิดมองคนตรงหน้าพลางคิดไตร่ตรองอีกเล็กน้อย คุณแม่บอกว่าจะมารับช้าหน่อยให้นั่งรอไปก่อนเธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอะไรฆ่าเวลาดี ทุกวันก็อาศัยไปนั่งมองหมาดูปลาอยู่ที่หน้าคลินิกถึงจะไม่มีโอการได้สัมผัสพวกมันแต่ได้ใช้สายตามองตัวเธอก็พอใจแล้ว

“ก็ไปดูฆ่าเวลา... หมาพวกนั้นก็น่ารักดี” เธอตอบคำถามที่เขาถามไว้ก่อนหน้านี้แล้วชักเท้ากลับมานั่งตรงที่เดิม

“พี่เจ หรือหนูนิดจะเรียกพี่หมอก็ได้นะ” เขาแนะนำตัวเองอีกครั้ง

“พี่หมอ หนูนิดขอไปดูหมาหลังเลิกเรียนได้ไหม? จะเกะหรือเปล่า” หลังจากนั่งทำตาปริบๆ มาหนึ่งอึดใจณิชาก็ลองพูดขอคุณหมอดีๆ

เธอรู้ว่ามันดูไม่มีมารยาทที่ไปยืนขวางทางหน้าคลินิกแบบนั้น ใครๆ อาจจะมองว่าหนูนิดทำตัวพิลึกกึกกือไปยืนจ้องมองหมาแมวผ่านกระจก แต่ถ้ารู้ว่าโรคประจำตัวที่เธอเป็นอยู่มันทำให้เธอใช้ชีวิตประจำวันได้ยากเย็นขนาดไหนก็คงจะเข้าใจอยู่บ้าง

“ได้สิ จะเข้าไปดูข้างในก็ได้บางตัวถ้ามันไม่ป่วย ไม่ขี้ตื่นจะอุ้มก็ได้นะ” ชานหนุ่มฉีกยิ้มกว้างแสดงอาการดีใจจนออกนอกหน้า ถ้าหนูนิดแวะไปดูหมาดูแมวเขาก็จะมีโอกาสทำคะแนนบ้างไม่มากก็น้อย

“คือหนูนิดแพ้ขนสัตว์ไม่รบกวนขนาดนั้นหรอกค่ะแค่ไปยืนมองก็พอ จริงๆ แล้วก็แพ้ไปเสียทุกอย่างนั่นแหละ เฮ่อ” หมอเจมองหน้าเด็กสาวที่ถอนใจยาวโดยไม่ได้ตั้งใจ ดูท่าหนูนิดน่าจะเป็นเด็กที่ไม่ค่อยจะแข็งแรงดูจากผิวซีดๆ กับขอบตาดำๆ ก็พอจะดูออก

“อยากเล่าให้พี่ฟังไหมคะ? ขอโทษนะพี่ละลาบละล้วงพอดีเห็นเรานั่งคนเดียวทำไมไม่ไปนั่งกะเพื่อนล่ะ?”

ณิชากวาดตามองไปรอบๆ ก็ความขี้โรคบอบบางน่าทะนุถนอมนี่แหละที่ทำให้เธอมีปัญหากับเพื่อนนักเรียนด้วยกัน แล้วหมอเจจะไว้ใจได้แค่ไหนนะถ้าเธอจะเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟัง

“ไว้ใจพี่ได้หนูนิดเล่าเท่าที่พอจะเล่าได้สบายใจจะเล่าแค่ไหนก็เล่ามา คิดว่าพี่เป็นพี่ชายก็ได้” หมอเจเหมือนจะรู้ความคิดของเด็กสาว เขาส่งยิ้มบางๆ มาให้ ซึ่งมันก็ทำให้เขาแลดูเป็นผู้ชายอบอุ่นขัดกับใบหน้าที่ปกติจะเรียบๆ นิ่งๆ ขึ้นมาทันที

“...”

“หนูนิดเรียนชั้นไหนแล้วครับ” เมื่อเห็นเด็กสาวนั่งนิ่งมองมือตัวเองที่ประสานกันไว้บนโต๊ะ จิราเลยเลือกที่จะเริ่มถามออกมาก่อนเพื่อให้เธอคุ้นเคยและวางใจ เขาก็ไม่เคยมีประสบการณ์ในการจีบเด็กมัธยมก็ต้องเริ่มเรียนรู้ไปแบบนี้ก่อน

“เรียน ม.5 ค่ะ โรงเรียนอยู่ตรงสี่แยกนี่เอง” เธอเอ่ยชื่อโรงเรียนรัฐบาลขนาดใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากตรงนี้เท่าไรนัก หากนั่งรถประจำทางมาก็ไม่เกินสิบนาที

เรียนอยู่ ม.อายุก็ประมาณสิบเจ็ดสิบแปด หมอเจคิดไปก็แอบกลืน

น้ำลายลงคอ น้องยังเด็กเกินไปหน่อยถ้าเทียบกับอายุของเขาที่ปีนี้จะยี่สิบแปดปีพอดิบพอดี

“หนูนิดคงรู้ว่าพี่เป็นสัตวแพทย์แล้วร้านปลาข้างๆ ก็ของพี่เหมือนกันจะแวะไปก็ได้” หมอเจเชิญชวนณิชาไปเที่ยวที่ร้านปลาเหมือนที่ชวนไปคลินิก เขารู้ตัวว่ากำลังเอาของที่เด็กสาวชอบมาเป็นตัวล่อเพื่อสร้างความสัมพันธ์ มันอาจจะเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องแต่เขาก็ไม่รู้จะหาทางใกล้ชิดเธออย่างไรถ้าไม่ใช้วิธีนี้

“ไปได้จริงๆ หรอคะ คุณแม่เคยบอกว่าสัตว์ที่หนูนิดน่าจะเลี้ยงได้ก็ปลานี่แหละไว้หนูนิดจะพาแม่ไปเลือกดูนะคะ” ดวงตากลมโตทอประกายแวววาวดังลูกแก้ว ดูท่าแล้วหนูนิดจะอยากมีสัตว์เลี้ยงเป็นของตัวเองจริงๆ

“แล้วคุณแม่จะมารับตอนไหน? ทานอะไรรอก่อนไหมคะ?”

“น่าจะทุ่มกว่าๆ คุณแม่มีประชุมด่วนเลยมาช้า จริงๆ วันเสาร์คุณแม่เลิกครึ่งวันแล้วนั่งอยู่อย่างนี้ก็ได้หนูนิดกินยากไม่เอาดีกว่าค่ะไม่อยากรบกวนพี่หมอ”

นับเป็นประโยคยาวที่สุดที่หนูนิดพูดกับเขาในวันนี้ก็ว่าได้ แต่ความตั้งใจของคุณหมอคืออยากรู้จักคนตรงหน้าจริงๆ เรื่องแค่หาขนมให้เธอทานไม่น่าจะลำบาก

“ถ้าของกินมันต้องระวังก็เอาผลไม้นะครับน่าจะทานได้ทุกอย่าง ไม่แพ้ใช่ไหม?”

“งั้นก็ได้ค่ะผลไม้หนูนิดทานได้หมด”

“รอพี่แป๊บนึงนะ” จิราพูดแล้วก็ลุกพรวดไปยังทิศทางของร้านที่ขายผลไม้ตัดแต่งพร้อมทาน รอครู่เดียวก็กลับมาหาเด็กสาวพร้อมแตงโมกับสับปะรดและน้ำกีวี่ปั่น

“ขอบคุณค่ะ พี่หมอทานด้วยกันนะคะ” ณิชายิ้มหวานให้เพราะแตงโมเป็นผลไม้โปรดของเธอ แล้วเธอก็ไม่ลืมชวนเขาทานด้วยกันเพราะยังไงจิราก็อุตส่าห์มีน้ำใจไปซื้อให้

ระหว่างที่ทานผลไม้จิราเองก็ถามเรื่องส่วนตัวของณิชาไปเรื่อยๆ ถ้าเธอสะดวกใจจะเล่าเธอก็ตอบอย่างไม่ลังเลแต่ถ้าเธอไม่อยากพูดถึงก็จะเลี่ยงที่จะตอบซึ่งเขาก็เข้าใจดีว่าคนคุยกันครั้งแรกคงจะไม่ไว้วางใจกันง่ายๆ ทั้งสองคนนั่งคุยกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีเสียงข้อความดังขึ้นจากมือถือเด็กสาว

“คุณแม่มาแล้วค่ะ” ณิชาพูดขึ้นหลังจากอ่านข้อความจบ คุณแม่กำลังเดินมาหาเพราะอยากจะซื้อของสดไปทำกับข้าว

“พี่เดินไปส่งคุณแม่จองรถตรงไหน” จิราทำท่ากระตือรือร้นจนน่าหมั่นไส้ ก็เขาดีใจที่จะเจอกับว่าที่แม่ยายนี่นา

“คุณแม่มานู่นแล้วค่ะ” จิราหันไปตามทิศทางที่ณิชาบอกก็พบกับสตรีร่างเล็กในชุดสูททางการแบบสุภาพ รอยยิ้มหวานๆ นี่ไม่ต้องบอกเลยว่าหนูนิดได้มันมาจากใคร

“สวัสดีครับคุณแม่ ผมจิราเรียกเจก็ได้ครับ ผมเป็นสัตวแพทย์เปิดคลินิกอยู่ปากทางนี่เองครับ” ไม่ต้องรอให้ใครแนะนำตัวเขาก็จักการบรรยายสรรพคุณของตัวเองเสร็จสรรพ มันดูจะเป็นการกระทำที่ส่งผลไปในทางบวกเพราะคุณแม่หนูนิดยิ้มหวานและยกมือรับไหว้เขา

 

“สวัสดีจ้ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะ”

 


แสดงความคิดเห็น

emotion