คนไม่รู้จัก

คนไม่รู้จัก

4 / 126    0
coin × 0  coin × 0
ขนาดฟ้อนต์ 
ก+
ก-
โหมดกลางวัน
โหมดกลางคืน

         “หนูนิด หนูนิด” เสียงเรียกเบาๆ และแรงสะกิดจากด้านหลังทำให้ณิชาเงยหน้าจากแบบฝึกหัด แม้จะค่อนข้างแปลกใจที่มีคนเรียกเพราะปกติใครๆ ก็ไม่ค่อยอยากจะสุงสิงกับเด็กขี้โรคอย่างเธอเท่าไรนัก

“ตอนพักเรารอตรงบันไดริมนะมีเรื่องจะถาม” เสียงคนข้างหลังยังกระซิบเบาๆ ณิชาได้แต่พยักหน้าแล้วทำแบบฝึกหัดต่อ ตอนนี้เธออยู่ในชั่วโมงภาษาฝรั่งเศสโดยปกติถ้าเรียนจบหนึ่งบทก็จะทำแบบฝึกหัดเก็บคะแนนเป็นเรื่องปกติ

ห้องทั้งห้องเงียบกริบมีแต่เสียงพลิกหน้ากระดาษเป็นระยะถึงจะเป็นการเก็บคะแนนแต่นักเรียนยี่สิบชีวิตในห้องนี้ก็ตั้งใจกันเต็มที่

ที่นี่เป็นสถาบันสอนภาษาที่ค่อนข้างมีชื่อณิชาเรียนไม่ค่อยเก่งด้านวิชาการนี้ลืมไปได้เลยเด็กสาวแค่พอจะเอาตัวรอดได้เท่านั้น แต่เพราะความสนใจทางด้านภาษาที่พอจะเด่นกว่าด้านอื่นๆ คุณแม่จึงสนับสนุนให้เด็กสาวมาลองเรียนดู อย่างน้อยก็น่าจะได้ความรู้อะไรบ้าง

แม้จะแปลกใจที่เพื่อนนักเรียนที่ไม่ค่อยจะได้พูดคุยสุงสิงกันทั้งๆ ที่เรียนห้องเดียวกันแท้ๆ เปิดปากพูดกับตัวเธอก่อนอาจจะเป็นเพราะปัญหาขี้อิจฉาแบบผู้หญิงๆ ที่โรงเรียน แต่ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องต้องใส่ใจแบบฝึกหัดตรงหน้านี่ต่างหากที่เธอควรจะใส่ใจมัน

แล้วความอยากรู้อยากเห็นว่าอดีตเพื่อนในกลุ่มมีเรื่องราวอันใดกับตัวเธอเมื่อส่งแบบฝึกหัดแล้วออกมาพักเด็กสาวจึงออกมารอที่จุดนัดพบ บันไดริมที่ว่าคือบันไดด้านขึ้นชั้นสองที่อยู่ตรงมุมตัวตึกพอดิบพอดี

 

“มีอะไรกับเราหรอหวาน?” ยิงคำถามใส่สาวแว่นทันทีที่อีกฝ่ายก้าวขามาถึงจุดนัดพบ

“เรามีเรื่องจะถามหนูนิด เอ่อ หนูนิดเป็นแฟนพี่หมอเจหรอ” สาวแว่นแก้มกลมรีบพูดออกมาทันที่เพราะความสงสัยก็ปะทุอยู่ในใจไม่แพ้กัน หมอเจก็ออกจะหน้าตาดีถ้าเรื่องนี้ไปถึงหูยัยพวกนั้นก็กลัวคนตรงหน้าจะโดนรังแกอีก

“เราไม่รู้จักคนชื่อหมอเจเลยที่สำคัญเราไม่มีแฟนหรอกหวานก็น่าจะรู้ ว่าแต่ทำไมถึงถามเราแบบนี้แล้วหมอเจเป็นใคร” คนถูกถามยิงคำถามกลับเพราะเท่าที่จำได้เธอไม่รู้จักคนชื่อเจที่เป็นหมอเลยสักคน

“สงสัยพี่หมอกำลังจีบหนูนิดแน่ๆ เอ่อ อีกอย่างเราขอโทษนะที่...” สาวแว่นละล่ำละลักเท่านี้เจ้าของนัยน์ตากลมโตก็รู้แล้วว่าเพื่อนจะพูดอะไร

“เราไม่เป็นไรหรอก พวกนั้นแค่เด็กขี้อิจฉา” ณิชาพูดไปก็คิดไปถึงปัญหาที่เธอเจอมาตลอดตั้งแต่ย้ายมาตอนต้นเทอมแค่เรื่องอิจฉากันของเด็กผู้หญิงเธอจะไม่เอามันมาใส่ใจ ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันจะทำให้เธอเป็นคนไม่มีใครกล้าคบหาก็ตาม

“เราอยากเป็นเพื่อนกับหนูนิดนะ แต่ว่า” สาวแว่นไม่กล้าพูดต่อจนจบเพราะกระดากปาก พูดไปก็จะกลายเป็นว่าเธอแก้ตัว ใครๆ ก็รู้ว่ายัยพวกนั้นร้ายกาจแค่ไหนการจะมีปัญหากับกลุ่มดาวโรงเรียนมันดูจะไม่ใช่เรื่องที่น่าจะทำดูอย่างหนูนิดสิโดนแกล้งสารพัดจนไม่มีเพื่อนคนไหนกล้ายุ่ง

“เราเข้าใจหวาน เราโอเค อย่าลำบากใจเพราะเราเลยนะ” คนตัวเล็กยิ้มกว้างแสดงให้อีกคนได้รู้ว่าเธอไม่ติดใจจะโกรธเคืองอะไรจะโทษกลุ่มของหวานก็ไม่ถูก ใครๆ ก็ไม่อยากจะหาเรื่องใส่ตัวนักหรอก

“อืม เราว่าพี่หมอเจก็น่ารักนะถ้าจะมีแฟนต้องอย่างนี้แหละ เราเชียร์พี่หมอสุดแรงเลย” พูดจบสาวแว่นก็ยิ้มหวานแล้วหมุนตัวเดินจากไปทิ้งให้อีกคนยืนเกาหัวด้วยความงงอยู่คนเดียว

 

“หมอเจนี่ใครนะ?” หนูนิดบ่นเบาๆ คนเดียวเพราะนึกไม่ออกจริงๆ ว่าตนเองเคยไปรู้จักคนชื่อหมอเจตอนไหนกัน 

เมื่อคิดยังไงก็คิดไม่ออกเด็กสาวเจ้าของทรงผมหน้าม้าจึงเลิกคิดแล้วเดินกลับไปยังห้องเรียนกวดวิชาเพราะว่าหมดเวลาพักพอดีอันที่จริงณิชาก็ดีใจที่มีเพื่อนมาทักแม้จะไม่ได้คุยอะไรมากก็ยังดีกว่าไม่มีคนพูดด้วยเลย เด็กนักเรียนที่ย้ายมากลางเทอมอย่างเธอดันมามีปัญหากับกลุ่มเจ้าถิ่นดาวโรงเรียนชีวิตก็ค่อนข้างจะอยู่ยากกันสักหน่อย

 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“เชิญครับ” หมอเจขานรับหลังจากเสียงเคาะประตูเบาๆ เงียบลงแต่ยังไม่ยอมเงยหน้าจากบัญชีค่าใช้จ่าย ให้ตายเถอะเขาล่ะเกลียดจริงๆ เรื่องดูบัญชีรายรับรายจ่ายเนี่ย

“จะไม่เงยมาดูโลกเลยหรือครับคุณหมอเจ” เสียงหมอฟู่ดังขึ้นพร้อมที่ร่างสูงใหญ่ลากเก้าอี้ตรงกันข้ามโต๊ะทำงานเขามานั่ง

“ไง” จิราทำเพียงแค่เหลือกตามองเพียงครู่เดียวแล้วหลุบตาลงไปมองที่เดิม

“อ้าว ไอ้นี่!” ณัฐดนัยพูดพลางแกล้งดึงปากกาในมือเพื่อนรักออกพลางยกยิ้มยียวน ใครๆ ก็รู้ว่าจิราเป็นคนจริงจังเล่นเป็นเล่นงานเป็นงานแต่เขาก็ชอบที่จะกวนประสาทเพื่อนเล่นแบบนี้แหละ

“ไอ้ฟู่ กูยังไม่ได้คิดบัญชีเก่ามึงอย่าสร้างคดีเพิ่ม” จิราเงยหน้ามามองเพื่อน พอเห็นสีหน้ายียวนก็เลยเก็บแฟ้มงานเอาไว้ก่อน ดูท่าไอ้หมอฟู่มันจะจริงจังในการป่วนประสาทเขามากทีเดียว

“แค่นี้ทำมาตีขรึม กูจะไม่ถามว่าเมื่อวานฝ้ายมาเกาะแกะอะไรมึงรึเปล่า โทษทีที่ไม่ได้บอกก่อนพอดีแม่กูใช้ให้ขับรถไปส่งที่สุพรรณด่วน มีญาติแม่เข้าโรงพยาบาล” คนที่เคยทำหน้ายียวนกวนประสาทเมื่อสักครู่เปลี่ยนกลับมาจริงจังเพราะรู้ว่าชายหนุ่มอีกคนพยายามจะเลี่ยงแฟนเก่าสุดชีวิต

“แค่ซื้อข้าวมาให้ไม่ได้พุ่งเข้าชาร์จ” หมอเจพูดถึงบุคคลที่สามพลางทำสีหน้าเมื่อยๆ ฝ้ายชอบถึงเนื้อถึงตัวชายหนุ่มเสมอโดยเฉพาะเวลาที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงที่นำมารักษานั้นเป็นผู้หญิงนางจะเข้าชาร์จแสดงความเป็นเจ้าของทันที

“จัดการขั้นเด็ดขาดเลยดีไหม?”

“ไม่อ่ะ จำไม่ได้หรอคราวก่อนที่บอกว่าไม่ต้องมาช่วยงานที่ร้านแล้วแม่คุณก็กรีดร้องจนประสาทแทบเสีย เอาเป็นว่าเลี่ยงได้กูเลี่ยงเองดีกว่า” พูดไปจิราก็ถอนใจไปเพราะเบื่อหน่าย

“มึงมันใจดีเกินไปไอ้หมอหมาเอ๊ย” หมอฟู่บ่นจิราไม่จริงจังนัก เขารู้ว่าเพื่อนไม่คิดอะไรกับอดีตคนรักแล้ว แต่ความใจดีของชายหนุ่มนี่แหละที่มันทำให้เขาวุ่นวายไม่หยุดไม่หย่อน

“ว่าแต่มึงเข้าเวรดึกแล้วจะรีบมาทำไม” เนื่องจากตอนนี้เป็นเวลาห้าโมงเย็นหมอฟู่มีเวลาตั้งเยอะแยะก่อนจะถึงเวลาเข้าเวร

“ก็จะมาถามเรื่องฝ้ายนี่แหละ เออ มีของฝากอยู่ข้างนอกแม่บอกว่าขนมเจ้านี้อร่อยกูเลยซื้อมาฝาก แต่ถ้ามึงไม่ไหวก็ต้องใจร้ายบ้างนะฝ้ายเค้าน่าจะคิดว่าที่มึงให้ทำงานอยู่ก็พอจะเขี่ยถ่านไฟเก่าให้ติดได้ มึงเข้าใจที่กูพูดป่ะเนี่ย?” หมอฟู่เสียงดังในตอนท้ายเมื่อเห็นว่าเพื่อนสนิทยังนั่งนิ่ง

“แต่กูไม่คิดอะไรกับฝ้ายแบบนั้น” จิรานั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางทำหน้าตากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ใช่เขาจะไม่เคยปฏิเสธแต่เขาทำมาแล้วทุกวิถีทางต่างหาก

“ประเด็นไม่ได้อยู่ที่มึง ฟังกูนะไอ้หมอมึงจะฟังกูเฉยๆ หรือจะจดเลคเชอร์ด้วยก็ได้กูกะจะเสียเวลาสละเวลาอันมีค่าชี้ทางสว่างเป็นวิทยาทานให้” หมอฟู่ยิ้มกว้างพร้อมทำหน้ากวนประสาท หมอเจเป็นคนนิ่งๆ จริงจังและมุ่งมั่น จะมีจุดอ่อนตรงที่ใจดีแล้วก็ขี้สงสารจนเกินไป

“ว่ามาครับท่านอาจารย์” หมอเจยืดตัวตรงพลางจ้องหน้าเพื่อนชนิดที่เรียกได้ว่าตาไม่กระพริบ อาจจะถึงเวลาที่เขาต้องจริงจังและยอมใจร้ายในเรื่องของฝ้ายสักที่เพราะคาราคาซังมานานเกินไปแล้ว

“มึงไม่เด็ดขาด ก็รู้ว่าจับเข่าคุยมาเป็นร้อยครั้งฝ้ายเค้าอยากจะจับแต่เข่าซะเมื่อไหร่ เท่าที่เห็นเป็นปีๆ มาเนี่ยฝ้ายทั้งกันท่ามึงจากผู้หญิงคนอื่นชอบแสดงความสนิทสนมถึงเนื้อถึงตัวจนเกินงาม กูพูดถูกไหม?”

คุณหมอหน้าหล่อพยักหน้าหงึกๆ เพราะเพื่อนรักพูดถูกทุกอย่างเข้าเป้าทุกข้อ พิรยาเป็นอย่างที่ณัฐดนัยพูดทุกอย่าง ใช่ว่าจิราจะไม่เคยคุยกับฝ้ายแต่มันไม่เคยจะได้คุยกันจนจบเรื่องหญิงสาวผู้เป็นอดีตคนรักก็จะตีโพยตีพายจนเขาต้องยุติการสนทนาเพื่อเลี่ยงการปะทะ

“หัดใจร้ายบ้างไม่งั้นฝ้ายก็จะตามติดมึงไปอย่างนี้แล้วความสงบสุขอยู่ที่ไหน พูดไปตรงๆ ว่าตัวมึงต้องการแบบไหน พูดให้จบไม่ว่าฝ้ายจะโวยวายร้องให้กรีดร้องก็ต้องทำ มึงห้ามสงสาร!” พอหมอฟู่พูดจบในห้องทำงานส่วนตัวเล็กๆ นี้ก็เงียบไปชั่วอึดใจ มันเป็นอย่างที่หมอฟู่ว่าเขาต้องไม่สงสาร ความสงสารที่มีให้ฝ้ายทำให้เธอเวียนวนเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเขาแบบนี้

“ถ้าฝ้ายทำเรื่องอีกครั้งกูสัญญาว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้าย ขอบใจมึงนะฟู่”

“เออ ออกไปกินหนมได้แล้วหกโมงกว่าแล้ว ให้เด็กๆ มันกลับเร็วนิดนึงก็ได้เดี๋ยวกูอยู่เอง” ณัฐดนัยพูดถึงสองหมอรุ่นน้องผู้ขยันขันแข็งตั้งแต่มีสองคนมาช่วยเบาแรงไปได้เยอะจริงๆ

พูดจบสองซี้เพื่อนสนิทก็เดินออกมาจากห้องทำงาน ที่เคาน์เตอร์หมอเฟิร์สและหมอบอส รวมถึงถึงเด็กๆ ผู้ช่วยกำลังล้อมวงกินขนมและผลไม้ มือก็หยิบใส่ปากแต่หน้าและตาหันไปมองทางหน้าคลินิก

“หนูนิดเด็กประหลาด” หมอเจหลุดปากเรียกสาวน้อยที่มายืนประจำการเล่นกับหมาหน้าร้านเช่นทุกวัน

“พูดถึงใครวะ รู้จักหรอ” หมอฟู่ที่ได้ยินคนข้างๆ มีอาการเดียวกันกับสองหมอคือดวงตาจดจ้องที่จุดเดียวกันก็ถามขึ้นมา

            “กำลังจะรู้จักตอนนี้กูรู้จักน้องเขา แต่เขาไม่รู้จักกู” พูดจบชายหนุ่มก็เดินไปหลังคลินิกหยิบไม้กวาดและที่ตักผงเดินออกไปข้างนอกทันที

 

            มือใหญ่หนากำไม้กวาดลากพื้นวนเวียนอยู่หน้าคลินิกพยายามหาจังหวะให้หญิงสาวหันมาสบตา แต่จนแล้วจนรอดเธอแค่เขยื้อนกายหลีกหนีไม้กวาดแต่ไม่มีทีท่าจะหันมาสบตาเขาสักที

            “ชอบหมาหรอ? หนูนิดจะเข้าไปดูข้างในก็ได้นะ” น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยชื่อคนตัวเล็กได้ถูกต้องทำเอาเจ้าของชื่อถึงกับสะดุ้ง ถึงหมาจะเป็นของลูกค้าที่เอามาตัดขนคงจะไม่เป็นไรถ้าเขาจะลองขอช่างให้หนูนิดได้เข้าไปดูใกล้ๆ

            “เกะกะหรือเปล่าคะ” หญิงสาวไม่ตอบคำถามแต่เลือกที่จะถามกลับ ผู้ชายตัวสูงหน้าตาดีที่ใส่ชุดกาวน์ยืนนิ่งสองมือถือไม้กวาดกับที่โกยผง เขากำลังระบายรอยยิ้มกว้างส่งมาให้ทำเอาใจเด็กสาวถึงกับเต้นตึกๆ

โอยย จะหล่อไปไหน

          “ไม่เกะกะหรอกครับว่าแต่อยากเข้าไปข้างในหรือเปล่า” เขาถามย้ำคำถามแรกเพราะคนตัวเล็กยังไม่ได้ตอบอะไรมาเลย

            “ไม่ดีกว่าขอบคุณนะคะ ไม่รบกวนแล้วค่ะ” ณิชาค้อมหัวเล็กน้อยให้ชายหนุ่มแล้วเดินกลับเข้าไปยังทิศทางของส่วนพลาซ่า วันนี้คงต้องรอคุณแม่ที่ศูนย์อาหารน่ากลัวเขาจะออกมาไล่ทางอ้อมเพราะตัวเองก็ไปเดินเกะกะหน้าคลินิกอยู่เป็นนานสองนาน

“เลยไม่ได้แนะนำตัวเลย” เป็นชายหนุ่มที่บ่นออกมาเบาๆ หนูนิดเด็กประหลาดทำไมถึงชอบเดินหนีเขาซะจริง

 

“มันยังไงกันพี่หมอเจไปรู้จักมักจี่ยอดยาหยีของผมตอนไหน” เป็นหมอบอสที่ร้องทักพร้อมส่งสายตาจับผิด เอ่อ ไม่ใช่แค่หมอบอสซะแล้วสิ ทั้งหมอเฟิร์ส หมอฟู่ พี่พุดก็มองมาทางเขาเป็นตาเดียว

“พูดดีๆ น้องเขาจะเสียมายาหยงยาหยี”

“แสดงว่างานนี้มีอะไรในกอไผ่ มามะมาเล่าให้น้องฟังซะดีๆ” หมอเฟิร์สยื่นหน้าหล่อๆ มาหาพลางทำท่าเอาใจนวดบ่านวดไหล่คุณหมอรุ่นพี่

“แค่รู้จักกันเท่านั้นแหละไม่มีอะไรหรอก”

“ตอนนี้ไม่มีแสดงว่าต่อไปไม่แน่มิน่าจะถึงจะเคลียร์ปัญหาเก่า... ร้ายนะมึง” ณัฐดนัยประติดประต่อข้อมูลที่มีในหัวแสดงว่าไอ้เพื่อนยากคิดจะจีบสาวมัธยมเลยจะกันฝ้ายออกไป ไม่อย่างนั้นรับรองว่าฝ่ายต้องตามอาละวาดจนเสียเรื่องเสียราวอีกแน่ๆ

“ตอนแรกยังไม่คิดแต่พอมึงพูดนี่กูคิดได้แล้วเดี๋ยวมานะไอ้ฟู่ ฝากด้วย” พูดจบหมอเจก็สาวเท้าเร็วๆ ออกจากคลินิกมุ่งหน้าเข้าไปในศูนย์อาหารที่เคยเจอเด็กสาวเมื่อเช้า ดูเวลาเพิ่งจะหกโมงกว่ายังไม่ใช่เวลาที่หนูนิดกลับบ้านถ้าเด็กสาวจะรอให้คนที่บ้านมารับก็คนเดินกลับไปรอที่ศูนย์อาหารแน่ๆ

            เขาก็ไม่รู้ว่าทำไมชายหนุ่มอายุยี่สิบแปดปีอย่างเขาต้องลดวัยมาทำอะไรอย่างกับเด็กหนุ่มอายุสิบแปด แต่เด็กประหลาดนั่นก็ไม่รู้มาอยู่ในใจให้คิดถึงตั้งแต่ตอนไหน รู้ตัวอีกที่หกโมงก็หาเรื่องออกมาทำงานหน้าเคาน์เตอร์ลอบมองหน้าหน้าหวานๆ ที่มายืนยิ้มดูหมาดูแมวของเธอไปเรื่อยไม่ได้จะสนใจคนในคลินิกเลยสักนิด

 


แสดงความคิดเห็น

emotion