นาคี ตอนที่ 9 (จบตอน)

นาคี ตอนที่ 9 (จบตอน)

11 / 777    0
coin × 0  coin × 0
ขนาดฟ้อนต์ 
ก+
ก-
โหมดกลางวัน
โหมดกลางคืน

นาคี ตอนที่ 9

 

แม่ทัพไชยสิงห์หารือเสนาทั้งสี่ อันได้แก่ กษิติ (ดิน) สินธุ (น้ำ) มารุต (ลม) และอัคนี (ไฟ) เบื้องหน้า ทรายถูกวาดเป็นแผนที่แสดงอาณาเขตของเมืองปัตตนคร เมืองมรุกขนคร และเมืองใกล้เคียง แสงไฟจากกองไฟจับดวงหน้าทุกคน ไม่ต่างจากภาพที่ทุกคนนั่งล้อมรอบกองไฟในปัจจุบัน

“เพลานี้พระเจ้านิรุทธราชกรีธาทัพตีหัวเมืองน้อยใหญ่ทางด้านทิศอุดรและทิศประจิมแตกพ่ายสิ้นแล้ว” ไชยสิงห์เอ่ยเสียงเข้ม

“อีกมิช้านาน คงถึงคราวเมืองปัตตนครของเราเป็นแน่” มารุตกังวล

สินธุวิตก “กษัตริย์ผู้นี้เต็มไปด้วยโมหะจริต ใคร่จักได้เป็นพระยาจักรพรรดิราช จึงประกาศศึกก่อไฟสงครามสร้างความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า”

 

กษิติเสริม “ข้าได้ยินมาว่าทัพของมรุกขนคร พอเข้าตีเมืองไหนได้ก็จักเข่นฆ่าทารกแลผู้เฒ่า ข่มเหงอิสตรี อีกทั้งยังกวาดต้อนผู้คนไปเป็นเชลย ช่างน่าเวทนายิ่งนัก”

 

อัคนีหนักใจ “ทัพของพระเจ้านิรุทธราชแข็งแกร่งยิ่งนัก ยากที่เมืองเล็กๆ อย่างเราจักต่อกรด้วยได้ หรือเราจักยอมแต่งเครื่องบรรณาการ ถวายส่วยสาข้าคน ต้นไม้เงินต้นไม้ทองเพื่อตัดศึก”

“ไม่ว่าจักรุกรบหรือยอมศิโรราบ ข้าเห็นว่าพระเจ้านิรุทธราชคงไม่ยอมปล่อยเมืองปัตตนครของเราไว้ให้เป็นหอกข้างแคร่” เสนาทั้งสี่ต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับไชยสิงห์ “เห็นทีเราควรใช้เพลาที่เมืองนั้นเพิ่งเสร็จศึกและพักทัพอยู่ เร่งตระเตรียมแต่งไพร่พลช้างม้าให้พร้อม ฝึกหัดให้เชี่ยวชาญสรรพอาวุธ เพื่อเตรียมพร้อมรับศึกใหญ่ในอีกมิช้าที”

สินธุเอ่ยกับไชยสิงห์ด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พวกเราทั้งสี่ขอให้สัตย์ปฏิญาณว่าจักขอร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านแม่ทัพไปทุกสมรภูมิศึก”

“ขอบใจพวกเจ้ามาก สินธุ กษิติ อัคนี มารุต... ด้วยเกียรติแห่งชายชาตินักรบ ข้าจักรักษาปัตตนครไว้ตราบจนลมหายใจสุดท้าย”

แม่ทัพไชยสิงห์ และเสนาทั้งสี่ ต่างฮึกเหิม พร้อมที่จะร่วมรบกับไชยสิงห์

 

ไชยสิงห์ขี่ม้าเข้าไปในสมรภูมิรบ ประจันหน้ากับพระเจ้านิรุทธราช ไพร่พลของพระเจ้านิรุทธราชมีจำนวนมากกว่าหลายเท่า

พระเจ้านิรุทธราชบนหลังม้า ท่าทางน่าเกรงขาม บัญชาการรบด้วยตัวเอง “ฆ่ามัน !!!!”

ทหารทั้งสองฝ่ายสู้รบกันอย่างดุเดือด ตะลุมบอน ฝุ่นตลบ เอาเป็นเอาตาย ไชยสิงห์รบบนหลังม้า เอาดาบฟาดฟันศัตรูฉับๆ ร่วงตายเป็นใบไม้ร่วง สู้ด้วยความห้าวหาญ ขุนวังที่ซุ่มอยู่ โก่งธนู เล็งเป้ามายังไชยสิงห์ ลูกธนูพุ่งอย่างแรง ปักฉึกเข้าที่หน้าอกของไชยสิงห์จนร่วงกระเด็นตกจากหลังม้า

มารุต (วันชนะ) เห็นเข้าก็ตกใจ ตะโกนลั่น “ท่านแม่ทัพ !!!!”

พระเจ้านิรุทธราชรีบห้อม้ามายังไชยสิงห์ ยกดาบขึ้นเงื้อสุดแขนหมายจะฟันไชยสิงห์

คำแก้วสะดุ้งตื่นขึ้นมา หายใจหอบระรัว “อย่า !!!” คำแก้วมองไปรอบๆ ตัว พบว่าอยู่ในห้องของตัวเอง “หรือว่าความฝันนี่จะเป็นลางบอกเหตุร้ายที่จะเกิดกับพี่ ?” คำแก้วยังใจสั่นระรัว ภาพการสู้รบยังคงติดตา

 

เช้าวันใหม่ บ้านดอนไม้ป่า นกกาที่เกาะอยู่บนต้นไม้ตีปีกกระพือบินหนีพึ่บพั่บเพราะเสียงเอ็ดตะโรของทศพล

วันชนะ ประกิต สมมาตร และเชษฐ์ ช่วยกันจับตัวทศพลที่ดิ้นพราดๆ มาที่กระต๊อบ

“ปล่อยกู !”

คำแก้วได้ยินเสียงโหวกเหวกก็ออกมาจากบ้าน พอเห็นทศพลโดนเพื่อนลากมาก็ตกใจ “พี่พล! นี่มันอะไรกัน ?”

“พวกฉันไปลากตัวมันมาจากหน้าบ้านลำเจียก”

คำแก้วได้ยินก็ตกใจ “อะไรนะ!”

“สงสัยคงนอนตากยุงที่นั่นทั้งคืนพอตื่นขึ้นมาก็พูดจาไม่รู้เรื่อง เพ้อหาแต่ลำเจียก จนต้องจับมันมาที่นี่” สมมาตรล็อคแขนทศพลไว้

ทศพลที่ตาขวาง ท่าทางคลุ้มคลั่ง พยายามสะบัดให้หลุดแต่ก็ทำไม่ได้เพราะโดนล็อคตัวไว้แน่น

คำแก้วขยับเข้าไปจับแขนทศพลด้วยความเป็นห่วง “พี่...”

“อย่ามาถูกตัวกู! อีดอกกระทือ!”

คำแก้วชะงักหน้าถอดสี ที่ทศพลกลายเป็นคนหยาบคาย เพื่อนๆ ทุกคนก็มองทศพลอย่างสงสัย

“เป็นอะไรของแกวะไอ้พล นี่คำแก้วเมียแกนะเว้ย” วันชนะแปลกใจ

“ไม่ใช่! ปล่อยกู! กูจะไปหาลำเจียก!” ทศพลท่าทีก้าวร้าว

พิมพ์พรกับเจิดนภาได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจึงรีบเสนอหน้าเข้ามาดู

“พี่พล ! ตั้งสติหน่อยสิพี่ นี่ฉันคำแก้ว เมียพี่ไง” คำแก้วพยายามใจเย็น

“มึงไม่ใช่เมียกู เมียกูชื่อลำเจียก!”

คำแก้วเสียใจที่ทศพลเปลี่ยนไป

“โถๆๆ... น่าเวทนาแท้ๆ ไม่ได้นอนด้วยกันแค่คืนเดียว ผัวก็จำไม่ได้ว่าเป็นเมียเสียแล้ว” พิมพ์พรรีบเข้ามาเยาะเย้ย

“ยัยเจิดพายัยพิมพ์ไปหาอะไรกินไป ปากจะได้ไม่ว่าง !” ประกิตร้องสั่ง

“จับไอ้พลไปมัดไว้ที่เสานั่นก่อนดีกว่า” สมมาตรบอกเพื่อน

คำแก้วตกใจ “ถึงกับต้องมัดกันเลยเหรอ”

“มัดเอาไว้ก่อน มันบ้าขนาดนี้ ฉันกลัวมันจะไปทำเรื่องเดือดร้อนเข้าอีก”

สมมาตรกับเพื่อนๆ ช่วยกันลากทศพลไปทางหลังบ้าน

 

สมมาตรกับเชษฐ์ ยืนคุยกับคำแก้ว แต่ละคนหน้าตาเคร่งเครียด

“สอง-สามวันมานี้ ไอ้ทศพลมันดูแปลกๆ ไป” สมมาตรบอกคำแก้ว

“พี่พลไม่ยอมกินข้าวกินปลา ตอนกลางคืนก็กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ” คำแก้วหน้าเศร้า

“คำแก้วกับไอ้พลมีปัญหาอะไรกันหรือเปล่า” เชษฐ์สงสัย

“เปล่า... แทบจะไม่ได้คุยกันเลยด้วยซ้ำ ถามคำก็ตอบคำ ทำไมเหรอ”

สมมาตรอึกๆ อักๆ “ไอ้พลมันบ่นๆ กับพวกฉันว่ามันอึดอัดเวลาอยู่ใกล้คำแก้ว”

“พี่พลพูดอย่างนั้นเหรอจ๊ะ” คำแก้วนิ่งอึ้งไปกับสิ่งที่ได้รู้ จนสมมาตรหน้าเสียรู้สึกผิด

ทันใดนั้น ประกิตกับวันชนะก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา “ไอ้พลหนีไปแล้ว!”

“ว่าไงนะ !” สมมาตรตกใจ

“พี่พล!” คำแก้วรีบวิ่งออกไปตามทศพลทันที

 

ทศพลวิ่งหนีกระเซอะกระเซิงมาจนกระทั่งถึงท่าน้ำไม่รู้จะตามหาลำเจียกได้ที่ไหน “ลำเจียก! ลำเจียกอยู่ไหน!!”

ลุงคนแจวเรือรับจ้างหันมามองทศพลที่ท่าทางมึนงงเหมือนกำลังสับสนอยู่ “จะไปไหนพ่อหนุ่ม”

ทันใดนั้น ทศพลก็แว่วได้ยินเสียงกระซิบเบาๆ ลอยมาตามลม

“นาคหนี~”

“นาคหนี ลุง ! ฉันจะไปนาคหนี!” ทศพลโดดลงเรือจ้างทันที ใจคิดถึงแต่ลำเจียกด้วยอำนาจแห่งมนต์เสน่ห์ลึกลับ!

 

 

 

วันชนะ ประกิต สมมาตร เชษฐ์ กลับจากตามหาทศพล

วันชนะกังวลหนัก “พวกฉันแยกย้ายกันตามหาจนทั่วหมู่บ้านแล้ว ไม่มีวี่แววของไอ้พลเลย”

“คนทั้งคน จะหายไปได้ยังไงกัน” พิมพ์พรร้อนใจ

เชษฐ์วิตก “ไอ้พลอาละวาดคลุ้มคลั่งขนาดนี้ ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ”

ประกิตเห็นด้วยกับเชษฐ์ “ฉันก็ว่ามันแปลกๆ หน้าตาไอ้พลดูหมองคล้ำชอบกล เหมือนคนโดนของ!”

“นี่มันยุคไหนแล้ว แกยังเชื่อเรื่องมนต์เสน่ห์คุณไสยอีกเหรอวะ ไอ้กิต !” สมมาตรแย้ง

“พลคงจะรู้ความจริงแล้วแน่ๆ ถึงได้หนีเตลิดไป” พิมพ์พรพูดเป็นปริศนา

วันชนะสงสัย “ความจริงอะไร”

“ก็ความจริงที่นังคำแก้วเป็นงูไงล่ะ พลรับไม่ได้ก็เลยสติแตกหนีไป” พิมพ์พรโพล่งออกมา

ประกิตทำท่าจะร้องไห้ “โธ่ ไอ้พล ตัดช่องน้อยแต่พอตัวหนีไปซะแล้ว”

เชษฐ์ตัดบท “อย่าเพิ่งเดาสุ่มกันเลยรีบบอกดอกเตอร์สุภัทรให้รู้เรื่องก่อนดีกว่า”

ทุกคนเห็นด้วยกับเชษฐ์

 

ที่เรือนรับรอง สุภัทรชะงักไปนิดหนึ่ง แต่ยังไม่เงยหน้าขึ้นจากแผนที่เทวาลัยที่กางอยู่ตรงหน้า “แค่เรื่องผัวเมียทะเลาะกัน ตื่นตูมกันไปได้”

“แต่...” วันชนะอ้ำอึ้ง

สุภัทรตัดบท “มันไปได้ มันก็กลับมาเองได้”

เหล่าเพื่อนๆ ของทศพลต่างอึ้ง ไม่คิดว่าสุภัทรจะเย็นชาได้ขนาดนี้

“คุณหนูหายไปทั้งคน คุณท่านไม่ห่วงบ้างเลยเหรอคะ” ป้าอิ่มร้อนรน

“คนอวดดื้อถือดีอย่างมันไม่เป็นอะไรง่ายๆ หรอก ฉันมีเรื่องต้องทำอีกเยอะ” สายตาของสุภัทรจับจ้องไปที่แผนที่เทวาลัย แต่ใจกลับกระหวัดนึกเป็นห่วงทศพล

“โธ่ คุณหนูของป้า ป่านนี้จะเป็นตายร้ายดียังไงบ้างก็ไม่รู้” ป้าอิ่มใจคอไม่ดี เป็นห่วงทศพลจับใจ

กระต๊อบทศพล คำแก้วผุดลุกผุดนั่ง ชะเง้อชะแง้รอทศพลกลับมา พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นสองงูเขียวเลื่อมประภัสร์ ฉัตรสุดาที่เลื้อยมาหยุดอยู่ตรงหน้า

“พวกเจ้ามีอะไรจะบอกงั้นเหรอ” งูเขียวเลื่อมประภัสร์ ฉัตรสุดาทำท่าเหมือนจะส่งสารบอกข้อความบางอย่างแก่คำแก้ว “ว่าไงนะ ! คุณทศ..... นาคหนี....” คำแก้วรู้เรื่องราวจากงูเขียวทั้งสองที่มาส่งข่าว

 

คำแก้วมาลาคำปองที่บ้าน “ฉันมาลาแม่จ้ะ”

“คำแก้วเอ๊ยยย เอ็งจะไปตามหาเค้าที่ไหน” คำปองเป็นห่วง

“มีคนบอกฉันว่าคุณพลอยู่ที่นาคหนี”

“ใครบอกเอ็ง ?” คำปองสงสัย

“เพื่อนของฉัน”

“ตั้งแต่เล็กจนโต แม่ไม่เคยเห็นเอ็งมีเพื่อนที่ไหน”

คำแก้วบ่ายเบี่ยง “แม่ไม่รู้จักหรอกจ้ะ”

“ตั้งแต่เล็กจนโต แม่ไม่เคยเห็นเอ็งมีเพื่อนที่ไหน”

คำแก้วบ่ายเบี่ยง “แม่ไม่รู้จักหรอกจ้ะ”

“แล้วเอ็งจะไปยังไง นาคหนีไม่ใช่ใกล้ๆ”

“ต่อให้ต้องบุกป่าฝ่าดง ข้ามน้ำข้ามทะเล ฉันก็ต้องหาทางไปนาคหนีจนได้”

“แม่รู้ ถึงจะห้าม เอ็งก็ไม่ฟัง... ไปเถอะลูก...ไปตามเอาหัวใจเอ็งกลับคืนมาไปดีมาดี คุณพระรักษานะลูก”

คำแก้วก้มกราบที่ตักคำปองคำปองเอามือลูบหัวคำแก้วรู้สึกใจหาย เป็นห่วงคำแก้วอย่างประหลาด

 

คำแก้วมาถึงที่ท่าน้ำ เห็นเรือแจวเทียบท่าอยู่

คนแจวตะโกนปลายทางลั่น “นาคหนีจ้า! นาคหนี! เรือจะออกแล้ว”

“คอยฉันด้วยจ้ะ” คำแก้วรีบโดดลงเรือไป ก่อนที่เรือจะออกทันเวลาพอดี

 

เรือทศพลเข้าเทียบท่าน้ำตำบลนาคหนี

“ถึงแล้วพ่อหนุ่ม..ที่นี่แหละตำบลนาคหนี” ลุงแจวเรือเอ่ยบอก ทศพลลุกขึ้นยืนก้าวขึ้นมาบนฝั่ง หันมองซ้ายขวา ลุงแจวเรือเห็นท่าทางเก้ๆ กังๆ ก็เอ่ยถาม “แล้วนั่นเอ็งจะไปไหนต่อล่ะ”

ทศพลท่าทางมึนงงมองเห็นบ้านเรือนแปลกตา ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาไม่คุ้นหน้าคุ้นตาแม้แต่น้อย ทศพลไม่รู้จะไปต่อทางไหน ทันใดนั้นก็มีเสียงลึกลับพึมพำที่ข้างหูทศพล “ตามมา ~”

ทศพลก้าวเดินตามสายลมออกไป อาการคล้ายคนเลื่อนลอย

“ไอ้หนุ่มนี้ท่าทางหยิ่งพิลึก ถามก็ไม่ตอบ” ลุงแจวเรือมองตาม เกาหัวแกรกๆ

 

ลำเจียกผุดลุกผุดนั่งอยู่ตรงแคร่หน้าบ้าน “ทำไมคุณทศพลถึงยังไม่มาสักที นี่ตะวันก็ตรงหัวแล้ว!”

ซ่อนกลิ่นช่วยมองหา “หรือคาถาอาคมของพ่อหมอเมืองอินทร์จะสู้เสน่ห์นังคำแก้วไม่ได้วะ”

“เอ๊ะ ! นังนี่ ! คนยิ่งกลุ้มๆ อยู่เดี๋ยวแม่ยันโครมให้”

ชบายกมือห้ามปลอบลำเจียก “ใจเย็นก่อนเถอะน่า คุณทศพลอาจกำลังหาทางมาที่นี่อยู่ก็ได้”

“ไม่รงไม่รอมันแล้ว ฉันจะกลับดอนไม้ป่า!” ลำเจียกลุกขึ้นกำลังจะเดินออกไป เห็นทศพลยืนอยู่ที่หน้าบันไดเรือน “คุณทศพล!” ลำเจียกเห็นทศพลก็ตาวาว นึกชื่นชมอาคมของเมืองอินทร์ช่างศักดิ์สิทธิ์แท้!

 

เรือมาเทียบท่าที่ท่าน้ำตำบลนาคหนี คำแก้วก้าวเท้าขึ้นท่าน้ำก็เซจะล้มคำแก้วฝืนจะเดินต่อ แต่กลับแทบทรงตัวยืนไม่ได้ เหมือนโลกหมุน คำแก้วทรุดลงที่ท่าน้ำ สภาพกะปลกกะเปลี้ยด้วยอิทธิฤทธิ์คำสาปของมหาฤาษี“นี่มันอะไรกัน เรี่ยวแรงของเราหายไปไหนหมด” คำแก้วสีหน้าซีดเซียว ไร้เรี่ยวแรง สับสน ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัว

 

เมืองอินทร์เล่าประวัตินาคหนีให้ชบากับซ่อนกลิ่นฟัง

“ถ้านังงูผีมันรู้ว่าพวกเรามาสุมหัวกันอยู่ที่นี่ต้องตามมาฆ่าพวกเราแน่ๆ” ชบาท่าทีหวาดกลัว

“ที่นาคหนี ไม่ว่างูเจ้าแม่นาคีหรืองูตัวไหน ก็ไม่กล้าโผล่หัวเข้ามาทั้งนั้น” เมืองอินทร์ปลอบ

ซ่อนกลิ่นสงสัย “ทำไมล่ะจ๊ะพ่อหมอ”

เมืองอินทร์เล่าความเป็นมา “มีตำนานเล่าว่า ธิดาพญานาคตัวหนึ่งลำพองใจในความงามของตนจึงคิดลองดี ยั่วยวนมหาฤาษีผู้มีฌานแก่กล้าหวังทำลายตบะ แต่มหาฤาษีมิได้หลงใหลไปกับความงามของนาง จึงสาปแช่งห้ามไม่ให้นางนาคและบริวารเข้ามาในอาณาบริเวณนี้เด็ดขาด ตำบลนี้ถึงได้ชื่อว่านาคหนี”

“แล้วถ้ามันบ้าระห่ำบุกมาที่นี่ล่ะ” ชบาเกรงๆ

“มันก็จะกะปลกกะเปลี้ย อ่อนแรง ไร้พิษสง เจอเมื่อไหร่ ก็ฆ่ามันได้เมื่อนั้น”

ชบากับซ่อนกลิ่นได้ยินเมืองอินทร์แล้วค่อยอุ่นใจ

 

คำแก้วพยายามเดินโซซัดโซเซมาถึงกลางตลาด แต่แล้วก็ทนไม่ไหว เข่าอ่อนล้มพับไป

หญิงชาวบ้านนางหนึ่งเห็นคำแก้วหน้าซีดเซียวอ่อนแรงก็เข้ามาช่วย “แม่หนู !! ตายแล้ว... ไปยังไงมายังไงล่ะลูก”

“ฉันมาจากดอนไม้ป่า” คำแก้วเสียงเบาเหมือนเรี่ยวแรงจะหมดไปทุกที

“โถ....มาตั้งไกล แล้วเอ็งมาทำอะไรที่นาคหนีเล่า”

“มาตามหาผัว น้าเห็นผัวฉันบ้างมั้ยจ๊ะ”

“ผัวเอ็งน่ะใคร รูปร่างหน้าตาเป็นยังไงล่ะ” หญิงชาวบ้านสงสารคำแก้วจับใจ

 

ทศพลกอดลำเจียกไว้ในอ้อมอก

ลำเจียกออเซาะ “คุณทศพลมาหาลำเจียกแบบนี้ นังคำแก้วมันไม่ว่าเอาหรือ”

“คำแก้ว? ใครกัน?”

ลำเจียกนึกงงที่ทศพลไม่รู้จักคำแก้ว “ก็นังคำแก้ว เมียงูของคุณไง”

“ผมไม่รักใครทั้งนั้น นอกจากคุณคนเดียว ลำเจียก” ลำเจียกนึกสะใจ “ผมคิดถึงลำเจียกแทบใจจะขาด ขอหอมให้ชื่นใจหน่อยได้มั้ย”

ทศพลมองลำเจียกตาหวานเยิ้ม จนลำเจียกสะท้าน ยอมยื่นแก้มให้ทศพลหอมแต่โดยดี ทศพลยังไม่ทันหอมแก้มลำเจียก ซ่อนกลิ่นกับชบาก็เข้ามาขัดจังหวะ

ซ่อนกลิ่นถือถาดสำรับกับข้าว ส่วนชบาถือไหเหล้ามาสองไห “อะแฮ่ม..”

ทศพลชะงัก ผละจากลำเจียก ลำเจียกเซ็งกระซิบด่า “มารความสุขแท้ๆ กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มเชียว”

“จะรีบร้อนไปไหนเล่า ยังมีเวลาอีกทั้งคืน” ชบาแซว

“คุณทศพลเพิ่งมาถึงเหนื่อยๆ กินข้าวกินปลาก่อนจะได้มีแรง” ซ่อนกลิ่นเชื้อชวน

ชบาวางไหเหล้า “ส่วนนี่ ม้ากระทืบโรง เอาไว้กรึ๊บชูกำลังสักไหสองไห”

ซ่อนกลิ่นกับชบาหันไปมองหน้ากันหัวเราะคิกคัก ยิ้มทะลึ่ง

“นังบ้า!” ลำเจียกหันไปหาทศพล “หิวมั้ยจ๊ะ เดี๋ยวลำเจียกป้อน” ลำเจียกหยิบกับข้าวจะป้อนให้ถึงปากทศพล

แต่ทศพลกลับจับมือลำเจียกเอาไว้ “ผมยังไม่หิว..ผมอยากอยู่กับลำเจียก สองต่อสองมากว่า”

ลำเจียกทั้งตื่นเต้นทั้งดีใจจะได้ผัวก็คราวนี้ รีบหันมาไล่ซ่อนกลิ่นกับชบา “เอ้า นั่งมองอะไรอยู่ล่ะ ผัวเมียเค้าจะจู๋จี๋กัน”

ซ่อนกลิ่นกับชบารีบปลีกตัวออกไป ปล่อยให้ลำเจียกอยู่กับทศพลสองต่อสอง

 

ทศพลอุ้มลำเจียกมาวางบนที่นอน จูบที่ซอกคอด้วยความหื่นกระหาย

“เบาๆ สิจ๊ะ คุณทศพล ลำเจียกช้ำทั้งตัวแล้ว” ลำเจียกออดอ้อน

“ลำเจียก... ผมรักคุณ.... รักจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว”

“ลำเจียกก็รักคุณ”

ทศพลระดมจูบลำเจียกทั้งตัวด้วยอำนาจแห่งมนต์เสน่ห์ “เป็นเมียผมเถอะนะ”

“อย่าเก่งแต่ปาก ทำเลยสิจ๊ะ ลำเจียกพร้อมแล้ว” ลำเจียกให้ท่าเต็มที่

ผ้าถุงของลำเจียกถูกโยนกองอยู่ที่พื้นกระดาน บัดนี้แหวนพิรอดบนนิ้วลำเจียกเสื่อมสลายกลายเป็นผุยผงในพริบตา เนื่องจากทำผิดศีลข้อ 3

 

ทศพลนอนกอดลำเจียกหน้าตาอิ่มเอมสุขสม

ลำเจียกกอดอ้อนทศพล “คุณได้ลำเจียกเป็นเมียแล้ว อย่าทิ้งลำเจียกนะ”

“ผมจะทิ้งผู้หญิงที่ผมรักไปได้ยังไงล่ะ” ทศพลเสียงหวานด้วยความหลงใหล

“แสดงว่าคุณจะแต่งงานกับลำเจียกอยู่กินกับลำเจียกอย่างเปิดเผย แล้วก็พาลำเจียกไปอยู่กรุงเทพฯ ด้วยใช่มั้ย”

“ลำเจียกอยากได้อะไร ผมจะทำตามทุกอย่าง ถ้า...”

“ถ้าอะไร?”

“ถ้าคุณพิสูจน์ให้ผมเห็นว่าคุณรักผม เท่ากับที่ผมรักคุณ” ทศพลจะปล้ำจูบลำเจียก หวังบรรเลงเพลงรักอีกรอบ

ลำเจียกกลัวทศพลจะเบื่อซะก่อน เลยทำบ่ายเบี่ยง ยั่วอารมณ์ “ลำเจียกเพลียแล้ว เอาไว้ค่อยพิสูจน์วันหลังดีกว่า”

ลำเจียกรีบลุกขึ้น ฉวยผ้าผ่อนขึ้นมาห่มกายแล้วรีบเดินออกไป ยั่วให้ทศพลตาม ทศพลมองตามลำเจียก แววตาลุ่มหลง ก่อนจะลุกตามลำเจียกไป

 

คำแก้วดั้นด้นตามหาทศพลจนกระทั่งมาถึงหน้าบ้านญาติของชบา ทศพลนั่งเหม่อลอย ไม่ได้สติอยู่ที่แคร่หน้าบ้าน ร่างกายซูบผอม หน้าดำคล้ำ

คำแก้วเห็นสีหน้าทศพลก็ตกใจ “พี่พล.... แค่เพียงไม่กี่วัน ทำไมพี่ถึงได้เปลี่ยนไปถึงขนาดนี้”

ทศพลนั่งโคลงตัวปากพร่ำเพ้อหา “ลำเจียก.... ลำเจียกของพี่....”

“กลับบ้านเราเถอะนะพี่ คำแก้วจะพาพี่กลับบ้านเอง” คำแก้วค่อยๆ ประคองทศพลที่แววตาเลื่อนลอยด้วยอำนาจยาเสน่ห์ ไม่รู้เรื่องรู้ราว

ทันใดนั้น ลำเจียกก็เข้ามากระชากแขนคำแก้ว ผลักจนล้ม “มึงจะเอาผัวกูไปไหน อีคำแก้ว”

“ฉันมาตามผัวฉันกลับบ้าน”

“เอ๊ะ อีนี่ ! มึงก็เห็นอยู่เต็มสองตา ว่าคุณทศพลเป็นผัวกู อุตส่าห์มาถึงนาคหนี มึงยังกล้าตามมาราวีกูอีกเหรอ” “คุณทศพลเป็นของฉัน แกนั่นแหละที่แย่งเขาไปจากฉัน ทำเสน่ห์เล่ห์กลใส่เขาจนมีสภาพเป็นแบบนี้”

ชาวบ้านนาคหนีเข้ามามุงดูสองสาวทะเลาะกัน

“ต๊ายยยยย.....น้อยๆ หน่อย ไม่อายปากก็อายชาวบ้านที่นี่บ้าง ถ้าเขาไม่รักกู เขาจะซมซานมาหากูถึงที่นาคหนีนี่เหรอ ต้องให้สาธยายให้ฟังมั้ยว่าทำอะไรกันมั่ง” ลำเจียกด่ากราด

“หน้าด้านที่สุด !” คำแก้วด่ากลับทนไม่ไหว

ลำเจียกโกรธจัดตบคำแก้วเต็มแรง เพี๊ยะ!! คำแก้วทั้งเจ็บทั้งอาย ได้แต่มองลำเจียกอย่างไม่พอใจ แต่ไม่มีแรงสู้ แค่ยืนยังแทบไม่ไหว

“มึงนั่นแหละหน้าไร้ยาง ตู่ว่าผัวคนอื่นเป็นผัวตัวเอง เจ้าข้าเอ๊ย... ใครไม่เคยเห็นคนหน้าด้านหน้าทน ก็เร่เข้ามาดูหน้านังนี่มันเอาไว้” ลำเจียกตะโกนด่าลั่น

ชาวบ้านกลุ้มรุมเข้ามาจับกลุ่มซุบซิบนินทาคำแก้ว ซ่อนกลิ่น ชบาที่เข้ามาเห็นชาวบ้านยืนมุงกันอยู่ก็รีบเข้ามามุงด้วย

คำแก้วไม่สนใจ แต่ยอมเสียทศพลไปไม่ได้ พยายามเฮือกสุดท้ายเข้าไปดึงทศพลมาจากลำเจียก “ปล่อยผัวกูเดี๋ยวนี้นะ” คำแก้วจับมือทศพลไว้แน่น “พี่พล..ฉันคำแก้ว เมียพี่ไง พี่ลืมคำแก้วแล้วเหรอกลับบ้านเราเถอะนะพี่”

 

ทศพลมองสบตาคำแก้ว พลังความรักคำแก้วเหมือนจะดึงทศพลหลุดพ้นจากมนต์เสน่ห์ของเมืองอินทร์ได้ “คำแก้ว....”

ทศพลมองสบตาคำแก้ว พลังความรักคำแก้วเหมือนจะดึงทศพลหลุดพ้นจากมนต์เสน่ห์ของเมืองอินทร์ได้ “คำแก้ว....”

ลำเจียกช็อก / คำแก้วยิ้มดีใจ ลำเจียกเอื้อมมือไปกระชากทศพลกลับมา

สติทศพลเหมือนถูกกระชากกลับมาสู่มนต์ดำตามเดิม สะบัดมือคำแก้วทิ้ง “กลับไปซะ มึงไม่ใช่เมียกู.. กูเกลียดมึง.... ผู้หญิงคุยกับงูรู้เรื่อง ไป๊ ! ไปให้พ้น กูไม่อยากเห็นหน้า เมียกูคือลำเจียกคนเดียวเท่านั้น”

คำแก้วตะลึงเหมือนโดนฟ้าผ่ากลางใจ น้ำตาไหลพรากอย่างสุดกลั้นทั้งเจ็บทั้งอายแทบแทรกแผ่นดินหนี “พี่ลืมคำแก้ว เมียพี่แล้วหรือจ๊ะ อำนาจมนต์เสน่ห์ยาแฝดทำให้พี่ลืมความรักของเราสองคนแล้วเหรอ”

ทศพลจ้องหน้าคำแก้วยืนนิ่ง เหมือนจะจำคำแก้วได้ แต่มนต์เสน่ห์ก็ทำให้เขาปวดหัวจนแทบระเบิด

“อีคำแก้ว ! มึงกล้ามาหยามกูถึงที่ ถ้ากูไม่ตบล้างน้ำให้มึงหลาบจำ กูก็ไม่ใช่ลูกคนล่ะวะ 

อีชบา อีซ่อนกลิ่น จับมันไว้ !” ซ่อนกลิ่น ชบา เข้ามายืนขนาบลำเจียก แววตามุ่งร้าย ลำเจียกตรงเข้าไปจิกผมคำแก้ว มาตบไม่เลี้ยงซ่อนกลิ่นกับชบาช่วยจับตัวคำแก้ว คำแก้วสู้ไม่ไหวเพราะไม่มีแรง ถูกลำเจียกตบไม่เลี้ยง “คุณทศพลเขาเป็นของกู แต่มึงใช้เล่ห์นังงูผีแย่งเขาเอาไปเป็นผัวเป็นไงล่ะ! สุดท้ายเขาก็เบื่อมึง กลับมาหากูอยู่ดี อีสารเลว !” ลำเจียกพร่ำด่าหยาบคาย

 

ทศพลมองอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกปวดใจกับภาพตรงหน้าจนทนไม่ไหว ลำเจียกกำลังเงื้อมือจะตบคำแก้ว เสียงทศพลดังขึ้น “พอได้แล้ว!”

“คุณทศพล !” ลำเจียกชะงัก

“ผมไม่อยากเห็นหน้าผู้หญิงคนนี้อีก รีบไล่ไปซะ” ทศพลออกปากไล่

ลำเจียกสะใจมากยิ้มหยัน ปล่อยมือจากคำแก้ว คำแก้วค่อยๆ ยันกายลุกจากพื้น น้ำตานองหน้า หัวใจแหลกสลาย

 

คำแก้วเดินโซซัดโซเซห่างจากทศพลไปเรื่อยๆ ในสภาพไร้เรี่ยวแรง ล้มลุกคลุกคลานน่าสงสารมาก “คำแก้วจะต้องหาวิธีช่วยพี่ให้ได้....”.คำแก้วนอนฟุบหน้าร้องไห้กับดิน สลบไปอย่างหมดแรง ภาพในอดีตชาติย้อนกลับมา

 

เสียงเป่าเขาสัตว์ดังก้องขึ้นมา พระเจ้านิรุทธราชได้รับชัยชนะเหนืออริราชศัตรู ชาวเมืองมรุกขนครต่างเฝ้าแหนรับเสด็จกองทัพพระเจ้านิรุทธราช พระเจ้านิรุทธราชประทับนั่งอยู่บนหลังม้าควบม้าห้อตะบึงให้วิ่งอย่างเร็วเข้าเมืองจนฝุ่นตลบ แม่ทัพไชยสิงห์ถูกจับเป็นเชลย ผูกไว้กับม้าของพระเจ้านิรุทธราช ลากไถลไปบนพื้นอย่างน่าเวทนา

เหล่าเสนาทั้งสี่ มารุต อัคนี กษิติ สินธุ ถูกจองจำด้วยขื่อคา มีทหารคุมตัวเข้าเมือง แม้ใบหน้าจะอิดโรย บอบช้ำจากการกรำศึก แต่แววตาแข็งกร้าว เจ็บแค้นแทนแม่ทัพไชยสิงห์ ชาวเมืองต่างโห่ร้องแซ่ซ้องด้วยความยินดีที่เป็นฝ่ายกำชัยชนะ พร้อมทั้งเอาก้อนหินปาเชลยที่จับมาได้ จนหัวแตกเลือดอาบไปตามๆ กัน สาปแช่งก่นด่าด้วยความคั่งแค้น

“ฆ่ามัน !!! ฆ่ามัน !!!”

บรรยากาศแห่งความยินดีนั้น นาคีปลอมตัวใช้ผ้าคลุมหน้าแทรกตัวอยู่ในกลุ่มชาวบ้าน มองตามแม่ทัพไชยสิงห์ไปด้วยแววตาเจ็บปวดแทบจะขาดใจ

ที่อุทยาน เมืองมรุกขนคร กระต่ายสีขาววิ่งมา พิมพาวดี (พิมพ์พร) และกรรเจียก (ลำเจียก) พร้อมนางกำนัลทั้ง 4 ไล่ตะครุบกระต่ายตัวนั้น แต่จับเท่าไรก็จับไม่ได้สักที กรรเจียกตั้งท่าเหมือนจะตะครุบกระต่ายได้แต่หลุดมือ พิมพาวดีรีบชิงรวบหูกระต่ายขึ้นอย่างรวดเร็ว “ข้าจับมันได้แล้ว เจ้าพี่ ข้าจักเอามันไปเลี้ยงบนตำหนัก”

“กระต่ายขี้เยี่ยวเหม็นนัก เจ้าแม่เจ้าคงไม่ยอมแน่ พิมพา...” กรรเจียกค้าน

“ข้าจักบอกว่าเป็นกระต่ายของเจ้าพี่กรรเจียก เจ้าแม่ของเจ้าพี่เป็นถึงมหาเทวี เจ้านางเล็กๆ เยี่ยงเจ้าแม่ข้า ไม่กล้าว่ากระไรหรอก”

กรรเจียกค้อนขวับ “เจ้านี่นะ !”

พิมพาวดีหัวเราะเสียงใส กรรเจียกได้แต่ส่ายหน้าในความแก่นแก้วของน้องสาวต่างมารดา

 

ขบวนเชลยผ่านเข้ามาในเขตพระราชฐาน พิมพาวดีเห็นใบหน้าของแม่ทัพไชยสิงห์เข้าก็ตกตะลึงในความรูปงามจนกระทั่งปล่อยกระต่ายในมือร่วงลงพื้น เจ้ากระต่ายรีบเผ่นผล็อยไปทันที

“ใครกัน ?” พิมพาวดีมองไม่วางตา

“คงเป็นพวกเชลยศึกต่างเมือง” กรรเจียกก็จ้องไชยสิงห์เช่นกัน ทั้งสองหลงใหลใฝ่ปฏิพัทธ์ทั้งคู่

“ช่างรูปงามแท้..... ข้าใคร่เห็นหน้าเขาชัดๆ”

กรรเจียกเอ่ยเตือน “พูดกระไรเยี่ยงนั้น พิมพา เจ้าเป็นหญิง มันไม่งาม”

พิมพาวดีไม่ใส่ใจคำเตือนของกรรเจียก สายตายังคงจ้องไชยสิงห์ไม่วางตา พิมพาวดีแสดงอาการปลื้มเปรมไชยสิงห์อย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่กรรเจียกยังคงหงิมๆ เก็บอาการอยู่

 

พระเจ้านิรุทธราชเดินมาประทับบนบัลลังก์ รายล้อมด้วยพระธิดาทั้งสอง และเหล่านางกำนัล มหาอำมาตย์ ขุนวัง เจ้าอินทร์ พระโหราธิบดี พราหมณ์เฒ่าทั้ง 6 เหล่าเสนาอำมาตย์ นางใน ต่างถวายบังคม นั่งเฝ้าแหนตามบรรดาศักดิ์ลดหลั่นกันไป

มหาอำมาตย์รายงาน “เพลานี้แม่ทัพไชยสิงห์กับเชลยปัตตนครทั้งสิ้นทั้งปวงถูกจำไว้ในตรุ พระบาทเจ้าจักตัดสินโทษเยี่ยงไรเจ้าข้า”

“ฆ่ามันซะ”

กรรเจียกและพิมพาวดีต่างร้อนรนที่ได้ยินคำสั่งจากพระเจ้านิรุทธราช

พิมพาวดีค้าน “จักประหารแม่ทัพผู้นั้นมิได้นะเจ้าข้า”

อำมาตย์ต่างมองพิมพาวดีเป็นตาเดียวกันที่กล้าขัดรับสั่งเจ้าเหนือหัว

“เหตุใดพ่อจึงประหารมันไม่ได้เล่า พิมพาวดี ในเมื่อมันเป็นเชลยศึกของพ่อ พ่อเป็นเจ้าชีวิต จักทำเยี่ยงใดกับมันก็ได้”

พิมพาวดีจนคำตอบ หันไปมองกรรเจียก ส่งสายตาขอให้ช่วยพูด

“เจ้าพ่อเจ้าข้า วันนี้เป็นวันบัณรสี พระจันทร์เต็มดวง หากฆ่าสัตว์ตัดชีวิต จักเป็นบาปมหันต์ ขอเจ้าพ่อทรงงดโทษตายไว้ก่อน พ้นวันบัณรสีนี้เมื่อใด ค่อยสั่งประหารแม่ทัพมีชื่อผู้นี้ก็ยังมิสายเจ้าข้า”

พระเจ้านิรุทธราชครุ่นคิดนิ่งฟังอย่างเห็นด้วยตามคำกล่าวของกรรเจียก

“จริงของเจ้า กรรเจียก วันนี้พระจันทร์เต็มดวงพ่อลืมเสียสิ้น เอาเถิด พ่อจักถือว่าโปรดสัตว์สักครั้ง.... ขุนวัง”

“เจ้าข้า”

“อย่าเพิ่งฆ่าพวกมันจนกว่าจักมีคำสั่งจากข้า”

“รับใส่เศียรเกล้าเจ้าข้า” ขุนวังรับคำ

กรรเจียกและพิมพาวดีต่างยิ้มยินดี

 

พิมพาวดีปรึกษากับกรรเจียกเรื่องหาทางช่วยเหลือไชยสิงห์

“เหตุใดเจ้าพี่จึงไม่ขอให้เจ้าพ่อปล่อยตัวแม่ทัพเชลยผู้นั้นเล่า” พิมพาวดีท่าทางร้อนใจ

“เจ้าพ่อกำลังกริ้ว หากพี่ขอเยี่ยงนั้น ก็เท่ากับเร่งรัดโทษตายให้ไวขึ้น” กรรเจียกตอบอย่างใจเย็น

“ถึงแม้วันนี้ แม่ทัพผู้นั้นจักรอดไปได้ แต่คืนพรุ่งก็ต้องตายอยู่ดี”

“บุราณว่าน้ำเชี่ยวอย่าเพิ่งเอาเรือไปขวาง รอให้เจ้าพ่อค่อยคลายโทสะลงก่อน พี่จักขอเจ้าพ่ออีกครา พี่สัญญาว่าจักช่วยแม่ทัพแห่งปัตตนครให้แคล้วคลาดจากราชภัยให้จงได้”

พิมพาวดียกยอ “นอกจากรูปโฉมจักงามแล้ว เจ้าพี่กรรเจียกยังเปรื่องปราดฉลาดเฉลียวยิ่งนัก หาผู้ใดเปรียบมิได้... รู้เยี่ยงนี้ข้าค่อยคงโล่งใจ”

“เจ้าต้องใจแม่ทัพหนุ่มรูปงามผู้นั้นรึ พิมพา”

พิมพาวดีตกใจที่กรรเจียกรู้ทัน “เจ้าพี่! ข้าต่างด้าว ท้าวต่างแดน ข้าไม่สนใจดอก...เจ้าพี่ช่วยชีวิตเขา ก็เก็บไว้เองเถิด จริงหรือไม่...นางเพ็ง นางแพน”

เพ็ง/ แพนสอพลอตามประสานายว่าขี้ข้าพลอย “จริงแท้เจ้าข้า”

กรรเจียกยิ้มเขิน หน้าแดง โล่งใจที่พิมพาวดีไม่ได้สนใจไชยสิงห์ หารู้ไม่ว่าพิมพาวดีปากไม่ตรงกับใจ!

 

หน้าคุกเหล่าทหารเฝ้าเวรยามอย่างแน่นหนา

แม่ทัพไชยสิงห์ถูกขังเดี่ยว มัดมือมัดเท้าไว้ด้วยโซ่ตรวนเอ่ยพึมพำ “ข้าคงไม่ได้กลับไปหาเจ้าอีกแล้ว..แม่นางไม้”

แม่ทัพไชยสิงห์สภาพร่างกายบอบช้ำอย่างแสนสาหัส ลืมตาแทบไม่ขึ้นเนื่องจากถูกทรมานอย่างหนัก กรรเจียก เดินเข้ามาในคุกพร้อมอี่และบาจนมาหยุดอยู่หน้าห้องขังแม่ทัพไชยสิงห์ ทหารยามเห็นกรรเจียกเข้ามาก็รีบทำความเคารพ

“เปิดประตูบัดเดี๋ยวนี้” อี่ออกคำสั่งแทน

ทหารยามมองหน้ากันอึกอัก

“ยัง.... ยังอีก.... พวกเจ้าอยากหัวหลุดจากบ่าเยี่ยงนั้นรึ” บาเร่ง

ทหารยามจำต้องรีบเปิดประตูให้

“พวกเจ้าออกไปก่อน ข้ามีเรื่องจะคุยกับแม่ทัพไชยสิงห์ตามลำพัง” กรรเจียกสั่ง

ทหารยามค้าน “แต่องค์นิรุทธราชสั่งให้พวกข้าเฝ้าแม่ทัพไชยสิงห์เอาไว้ อย่าให้คลาดสายตาเจ้าข้า”

“ถ้าพวกเจ้าไม่พูด แล้วเจ้าพ่อจะทรงทราบได้เยี่ยงไร” กรรเจียกทำเสียงเข้มใส่

“แต่...” ทหารยามอึกอัก

บาข่มขู่ “พวกเจ้าลืมไปแล้วรึว่านี่องค์หญิงกรรเจียก ราชธิดาขององค์นิรุทธราชกับพระมหาเทวี พวกเจ้ากล้าขัดคำสั่งระวังจะไม่มีเงาหัว”

ทหารยามเกรงกลัวอำนาจกรรเจียกจึงจำยอมถอยออกไป พระธิดากรรเจียกยืนมองแม่ทัพไชยสิงห์ด้วยแววตาเสน่หา ก่อนจะหันมาเห็นอี่กับบายืนมองแม่ทัพไชยสิงห์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ขวยเขิน

“เจ้าสองคนก็ออกไปด้วย”

อี่กับบาจำใจต้องทำตามคำสั่งกรรเจียก “เจ้าข้า”

อี่กับบารีบเดินออกไป ทิ้งให้กรรเจียกอยู่กับแม่ทัพไชยสิงห์ตามลำพัง กรรเจียกเดินเข้าไปหยุดอยู่หน้าแม่ทัพไชยสิงห์ แม่ทัพไชยสิงห์ได้สติ ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาก็เห็นกรรเจียกยืนอยู่ จึงค่อยๆ ชันตัวขึ้นลุกขึ้นอย่างยากเย็นเพราะระบมไปทั้งตัว

“พระธิดากรรเจียก”

กรรเจียกยิ้ม “เจ้ารู้จักข้าด้วยหรือ”

“องค์หญิงรูปโฉมงดงาม ผู้คนต่างร่ำลือกันไปทั่ว ชาวเมืองปัตตนคร เมืองเล็กๆ อย่างข้า มีหรือจะไม่รู้จัก”

“อยู่ในนี้ เจ้าคงลำบากไม่น้อย”

“เชลยศึกอย่างข้า ก็เปรียบเสมือนลูกไก่ในกงเล็บพญาอินทรี จักฆ่าจักแกงก็ย่อมได้ทั้งนั้น”

“ข้าจักหาวิธีช่วยเจ้าออกไปจากที่นี่ให้จงได้”

แม่ทัพไชยสิงห์แปลกใจ “องค์หญิงจักทรงทำเยี่ยงนั้นเพื่ออะไร”

กรรเจียกอึกอัก พูดไม่ออก “ข้า... เอ่อ... ข้า...”. เธออยากจะบอกว่ารักแต่ก็ไม่กล้า

“กลับไปเสียเถอะองค์หญิง ที่คุมขังเชลยแห่งนี้จักทำให้เสื่อมเสียเกียรติ เป็นที่ติฉินเอาได้ วันรุ่งพรุ่งนี้ ชะตาข้าจักถึงฆาต ไม่ได้แผ่นดินถิ่นเกิด ก็ขอเอาเมืองขององค์หญิงเป็นป่าช้าสุมเพลิงเชิงตะกอน”

กรรเจียกยิ่งมองแม่ทัพไชยสิงห์ด้วยความชื่นชมในความทระนงในชาตินักรบ

กรรเจียกเดินกลับตำหนัก ยังคงปลื้มในความสง่างามของไชยสิงห์ “ช่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยวสมเป็นแม่ทัพเอกแห่งปัตตนคร”

“มิหนำซ้ำ ยังรูปงามด้วยนะเจ้าข้า” บายิ้มเขิน

อี่รีบเสริม “เสียดาย โง่ไปหน่อย หากเป็นข้าคงไม่กล้าปฏิเสธไมตรีจากองค์หญิง”

“ขึ้นชื่อว่าชายชาตินักรบ คงยอมตายดีกว่าไร้ศักดิ์ศรี.... ช่างน่าสงสารเหลือเกิน ข้าจักหาทางช่วยเขาได้เยี่ยงไร” กรรเจียกครุ่นคิด พิมพาวดี เดินเข้ามาพร้อมกับเพ็งแพนที่ถือสำรับกับข้าวมาด้วย พิมพาวดีชะงักไปเมื่อเห็นกรรเจียกที่หน้าคุก “พิมพาน้องพี่ ! สำรับคับค้อนตั้งมากมาย เจ้าจักเอาไปให้ใคร”

 

พิมพาวดีโกหก“เอ่อ....ข้าจักเอาไปถวายพระโหราธิบดี เจ้าพี่”

“ขึ้นชื่อว่าชายชาตินักรบ คงยอมตายดีกว่าไร้ศักดิ์ศรี.... ช่างน่าสงสารเหลือเกิน ข้าจักหาทางช่วยเขาได้เยี่ยงไร” กรรเจียกครุ่นคิด พิมพาวดี เดินเข้ามาพร้อมกับเพ็งแพนที่ถือสำรับกับข้าวมาด้วย พิมพาวดีชะงักไปเมื่อเห็นกรรเจียกที่หน้าคุก “พิมพาน้องพี่ ! สำรับคับค้อนตั้งมากมาย เจ้าจักเอาไปให้ใคร”

พิมพาวดีโกหก“เอ่อ....ข้าจักเอาไปถวายพระโหราธิบดี เจ้าพี่”

“ดีแท้ เยี่ยงนั้น พี่จักไปด้วย”

พิมพาวดีรีบปฏิเสธ “อย่าเลยเจ้าพี่ ช่วงนี้พระโหราธิบดีทำนายว่าข้ากำลังมีเคราะห์”

“จริงรึ แล้วต้องทำเยี่ยงใด จึงจักปัดเป่าเคราะห์ภัยของเจ้าลงได้”

 

“ถือศีลเจ้าข้า ! ข้าต้องถือศีลตามลำพังที่เทวาลัย จักให้ผู้ใดรบกวนมิได้” พิมพาวดีรีบตอบทันควัน

“หากเป็นเช่นนั้น เจ้าจงรีบไปเถิด พิมพา.... พี่จักกลับไปรอเจ้าที่ตำหนัก”

“เจ้าข้า” พิมพาวดียิ้มมุมปากที่มุสากรรเจียกได้สำเร็จ กรรเจียกไม่เฉลียวใจแม้แต่น้อย

 

พิมพาวดีทรุดตัวลงนั่งข้างๆ แม่ทัพไชยสิงห์ “เจ้าคงจะเจ็บมากสินะข้าเอาอาหารและยาจากหมอหลวงมาให้”

“ท่านเป็นใคร?” แม่ทัพไชยสิงห์สีหน้างุนงงไม่รู้จัก

“ข้าชื่อพิมพาวดี เป็นธิดาคนเล็กของเจ้าพ่อ แม่ข้าเป็นแค่เจ้านางปลายแถว เลยไม่ค่อยมีใครรู้จัก แม้แต่เจ้าพ่อของข้าเองก็ทรงอาจลืมไปแล้วว่าข้าเป็นลูก”

“องค์หญิงพิมพาวดีช่างมีเมตตา แต่ข้าคงรับไว้ไม่ได้”

“เหตุใดเล่า” พิมพาวดีแปลกใจ

“ข้าเป็นแค่เชลยศึกต่ำต้อย มิอาจรับความกรุณาจากองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ได้หรอกเจ้าข้า”

“แต่ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้น ถึงเจ้าจะเป็นเชลย แต่เจ้าก็เป็นคนเหมือนกันข้าจักขอชีวิตเจ้ากับเจ้าพ่อ”

“อย่าเลยเจ้าข้า ถ้าทำอย่างนั้น องค์หญิงจะทรงถูกกริ้ว”

“แต่ข้าอยากช่วยเจ้า ข้าไม่เห็นด้วยกับเจ้าพ่อเรื่องการทำศึกสงครามแต่แรก มรุกขนครและปัตตนครต่างเป็นบ้านพี่เมืองน้องกัน เหตุใดจึงต้องรบราฆ่าฟันกันเอง เราสูญเสียกันมากพอแล้ว ข้าจักไม่ยอมให้เกิดความสูญเสียขึ้นอีก โดยเฉพาะกับเจ้า... แม่ทัพไชยสิงห์”

แม่ทัพไชยสิงห์มองพิมพาวดีอย่างประทับใจในความมีเมตตา และคำพูดที่ฉลาดเฉลียว พิมพาวดีลอบยิ้มอย่างพอใจ

กรรเจียกกรองมาลัย ใจลอยคิดถึงแม่ทัพไชยสิงห์ ทั้งรักทั้งห่วง

คำพูดของแม่ทัพไชยสิงห์ยังคงก้องอยู่ในหัว“กลับไปเสียเถอะองค์หญิง ที่คุมขังเชลยแห่งนี้จักทำให้เสื่อมเสียเกียรติ เป็นที่ติฉินเอาได้ วันรุ่งพรุ่งนี้ ชะตาข้าจักถึงฆาต ไม่ได้แผ่นดินถิ่นเกิด ก็ขอเอาบ้านเมืองขององค์หญิงเป็นป่าช้าสุมเพลิงเชิงตะกอน”

นางอี่ นางบาที่เฝ้าสังเกตอาการกรรเจียกอยู่ต่างยิ้มกระซิบ รู้ดีว่ากรรเจียกกำลังคิดถึงใคร

 

พิมพาวดีนั่งลูบหัวกระต่ายที่จับมาได้อยู่บนตำหนักเพียงลำพัง

ใบหน้าของแม่ทัพไชยสิงห์ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว“ข้าเป็นแค่เชลยศึกต่ำต้อย มิอาจรับความกรุณาจากองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ได้หรอกเจ้าข้า”

พิมพาวดีตกหลุมรักแม่ทัพไชยสิงห์จนยากจะถอนตัว “เหตุใดจิตใจของข้าจึงได้คิดวนเวียนถึงแต่เจ้านะ แม่ทัพไชยสิงห์....” สายตาพิมพาวดีออกไปนอกตำหนักยังทิศที่ตั้งของคุกหลวง

 

มรุกขนครยามค่ำคืน แสงไฟจากอัจกลับมลังเมลืองสวยงาม พระเจ้านิรุทธราชนอนอยู่บนแท่นบรรทม รอบกายรายล้อมด้วยสนมทั้ง 5 คอยรินน้ำจันท์ปรนนิบัติพัดวีไม่ห่าง

กรรเจียกเดินเข้ามาพร้อมกับพวงมาลัยในมือ “เจ้าพ่อ...”

“พวกเจ้าออกไปก่อน” เหล่าสนมนางในออกไปตามคำสั่ง “มีอะไรรึเปล่าลูกหญิง ถึงได้มาหาพ่อเอาป่านนี้”

“ลูกกรองมาลัยมาถวายเจ้าข้า”

“ประจบพ่อ มีอะไรจะขออีกล่ะ” พระเจ้านิรุทธราชรู้ทัน

“รับสั่งมาก่อนสิเจ้าข้าว่าถ้าลูกขอ เจ้าพ่อจะประทานให้”

“เจ้าก็บอกมาก่อนสิว่าอะไร”

“หากเจ้าพ่อไม่รับสั่ง แสดงว่าไม่รักลูกแล้ว” กรรเจียกทำทีเง้างอด

“พูดอะไรอย่างนั้น กรรเจียก เจ้าเป็นยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจของพ่อ แม้แต่ดาวกับเดือน หากเจ้าต้องการ พ่อก็จะหามาให้เจ้าจนได้ บอกมาเถอะว่าเจ้าต้องการอะไร” พระเจ้านิรุทธราชเอ่ยเอาใจ

“ลูกอยากขอชีวิตแม่ทัพไชยสิงห์เจ้าข้า”

พระเจ้านิรุทธราชได้ยินก็หน้าเครียดขึ้นมาทันที “เจ้ารู้หรือไม่ ว่าพูดอะไรออกมา”

“ลูกรู้ดี แล้วก็คิดดีแล้วเจ้าข้า...ถึงแม่ทัพไชยสิงห์จะเป็นเชลยศึกก็จริง แต่ก็สืบเชื้อเครือวงศ์มาแต่เจ้าเมืองปัตตนครองค์ก่อน แทนที่เจ้าพ่อจะรับสั่งให้ประหารชีวิตเหตุใดจึงไม่เก็บแม่ทัพผู้นี้เอาไว้เป็นกำลังสำคัญเพื่อแผ่ขยายอาณาจักรมรุกขนครของเราเล่าเจ้าข้า”

“เจ้าจักให้พ่อไว้ใจศัตรูได้เยี่ยงไร กรรเจียก”

“ยิ่งเป็นศัตรู ยิ่งต้องเก็บไว้ใกล้ตัวเจ้าข้า”

พระเจ้านิรุทธราชคล้อยตามกรรเจียก “ก็ได้! พ่อจักเว้นโทษตายให้แก่มัน”

“กษัตริย์เอ่ยแล้ว ห้ามคืนคำนะเจ้าข้า” กรรเจียกยิ้มด้วยความยินดีที่ช่วยชีวิตไชยสิงห์เอาไว้ได้

ทหารยามเข้ามาปลดโซ่ตรวนที่ล่ามแม่ทัพไชยสิงห์

“เจ้าเป็นอิสระแล้ว แม่ทัพไชยสิงห์” กรรเจียกเอ่ยบอก

“ถึงข้าจักออกจากตรุ แต่ก็หาออกพ้นนอกเขตกำแพงเมืองมรุกขนครได้ไม่”

“ตราบใดที่เจ้ายังอยู่ในมรุกขนคร ข้าจักดูแลเจ้า....แลเหล่าบริวารของเจ้าเป็นอย่างดี”

“เจ้าพ่อขององค์หญิงคงมีกลศึกในใจถึงได้ยอมปล่อยตัวข้า”

“หามิได้... ข้าเป็นคนขอให้เจ้าพ่องดโทษเจ้าเอง”

พิมพาวดีแอบดูอยู่ที่มุมหนึ่ง

แม่ทัพไชยสิงห์ไม่อยากจะเชื่อ “องค์หญิง....”

“ไชยสิงห์.... ตั้งแต่ข้าพบเจ้า ข้าก็รู้ทันทีว่าเจ้าคือคนที่ข้ารอคอยมาชั่วชีวิต” กรระจียกอึกอัก “ ...ข้า....ข้ารักเจ้านะ ไชยสิงห์”

พิมพาวดีเจ็บปวดที่กรรเจียกพี่สาวตัวเองรักกับแม่ทัพไชยสิงห์

“ข้าซาบซึ้งในเมตตาที่องค์หญิงประทานให้ แต่ข้ามีคนรักอยู่แล้ว”

กรรเจียกหน้าเสีย “เจ้ามีคนรักอยู่แล้ว..... นางเป็นใคร ??”

กรรเจียกและพิมพาวดีต่างอึ้งไม่แพ้กันเมื่อรู้ว่าแม่ทัพไชยสิงห์มีคนรักอยู่แล้ว

 

รัตติกาลคลี่คลุมท้องฟ้า หมอกลอยจัด น้ำค้างหยดลงที่ใบหน้าคำแก้ว ทำให้รู้สึกตัว ตื่นจากความฝันในอดีตชาติ

บาดแผลยังคงปวดแปลบไปทั่วทั้งร่าง คำแก้วกัดฟันทน “เราต้องไปให้พ้น...จากที่นี่....” คำแก้วค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ ฝืนอำนาจคำสาปฤาษี

 

ที่อาศรมเมืองอินทร์ เมืองอินทร์รู้สึกท้าทาย “มันกล้ามาเหยียบถึงที่นาคหนีเชียวเหรอวะ”

“ใช่ นังงูผีมันตามมาแย่งผัวฉันถึงนี่ นังงูผีนั่นเหมือนปีศาจสิ้นฤทธิ์ ฉันตบมันเกือบตาย มันยังไม่กล้าสู้ฉันเลย ถ้าผัวฉันไม่ห้ามไว้ก่อน ฉันคงถลกหนังหัวมันออกมาแล้ว” ลำเจียกสีหน้าตื่นเต้น

“เอ็งนี่มันกล้าบ้าบิ่นเสียจริง ไม่กลัวฤทธิ์มันบ้างหรือไง” เมืองอินทร์ติง

“ฉันไม่กลัวหรอก ฉันมีแหวน...” ลำเจียกชูนิ้วที่สวมแหวนขึ้นมา ไม่มีแหวน “ห๊ะ แหวนพิรอด !! แหวนพิรอดฉันหายไปไหน หายไปได้ยังไง” ลำเจียกลุกลี้ลุกลนรีบค้นหาแหวนทั่วตัวแต่ก็ไม่เจอ

“เอ็งแน่ใจนะว่าไม่ได้ผิดลูก ผิดผัวเขา”

ลำเจียกยิ้มแหยๆ “ก็นิดนึง...”

“ข้าล่ะปวดหัวกับเอ็งจริงๆ ต่อให้ของศักดิ์สิทธิ์แค่ไหน คนไม่มีศีลไม่มีธรรม ก็เสื่อมได้ทั้งนั้น”

ลำเจียกหน้าชาเหมือนถูกตบ “แล้วฉันจะทำยังไงดีล่ะ ไม่มีแหวนพิรอด ฉันต้องโดนมันเล่นงานแน่ๆ”

“แล้วตอนนี้นังงูผีมันอยู่ที่ไหน” “มันก็หนีหัวซุกหัวซุนไปน่ะสิ” ลำเจียกหัวเราะร่วน

เมืองอินทร์ฉุน จนควันออกหู ตวาดลั่นอาศรม “อีโง่ !!! แล้วทำไมเอ็งไม่จับมันมัดเอาไว้ ป่านนี้มันหนีไปไหนต่อไหนแล้ว” เมืองอินทร์โมโหลำเจียกปล่อยงูผีหนีรอดกลับไปได้

 

คำแก้ววิ่งหนีโจรมาเรื่อยๆ พลางหันมองโจรเป็นระยะ โจรทั้ง 3 วิ่งตามคำแก้วมาไม่ลดละ คำแก้วกัดฟันวิ่งหนีให้พ้นเขตนาคหนี จะเข้าบ้านหนองไทร แต่แล้วกลับเหยียบเอารากไม้แทงเท้าเป็นแผลลึก คำแก้วทรุดฮวบลงที่พื้น กุมเท้าไว้อย่างเจ็บปวด เลือดไหลทะลักออกมา

โจรทั้ง 3 วิ่งตามมาทัน โจรคนแรกเอ่ย “คิดว่าพ้นเขตนาคหนี แล้วน้องจะหนีพวกพี่พ้นเหรอ”

“อย่าหนีให้เหนื่อยเลย มาขึ้นสวรรค์กับพวกพี่ดีกว่า” โจรคนที่สามพูดจาลวนลาม

โจรคนที่สองเห็นแผลที่เท้าคำแก้ว “โถ แม่คุณ คงเจ็บมากสินะ ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวพี่รักษาให้ถึงใจแป๊บเดียวหายเจ็บเป็นปลิดทิ้ง” โจรคนที่สองโน้มหน้าลงมาใกล้คำแก้ว คำแก้วตัดสินใจยกเท้าถีบหน้าโจรจนหน้าหงาย

คำแก้วรีบตะเกียกตะกายคลานหนีร้องให้คนช่วยอย่างน่าเวทนาจนจะพ้นเขตนาคหนีอีกชั่วเส้นยาแดงผ่าแปด

“ช่วยด้วย...ใครก็ได้ช่วยด้วย”

โจรคนที่สองโกรธมากตามมากระชากข้อเท้าคำแก้วเอาไว้ได้ “มึงกล้าถีบกูเหรอ คอยดู คืนนี้กูจะทำให้ยกขาไม่ขึ้นเลยมึง” โจรคนที่สองบุ้ยใบ้ให้เพื่อนอีกสองคนจับคำแก้วขึงพืดที่พื้น

คำแก้วดิ้นรนสู้ ร้องโวยวาย “อย่า!! ปล่อยฉัน อย่าทำอะไรฉันเลย” คำแก้วทั้งร้องทั้งดิ้น แต่สู้แรงไม่ได้จึงเปลี่ยนมาอ้อนวอนแทน

โจรคนที่สองเยาะเย้ย “ยิ่งร้อง ยิ่งถูกใจ อ้อนวอนพี่อีกสิจ๊ะ พี่ชอบ” พวกโจรหัวเราะลั่น

 

คำแก้วหนีพวกโจรจนกระทั่งเข้าเขตตำบลหนองไทร พวกโจรล้อมคำแก้วไว้ ไม่เปิดทางให้หนี กระชากแขนคำแก้ว ยุดเอาไว้จะลากไปข่มขืน จู่ๆ แขนคำแก้วชัดๆ ขึ้นเกล็ดงู น่ากลัว

โจรคนแรกเห็นเข้า “เฮ้ย !!! ทำไมแขนเอ็งถึงได้เป็นแบบนี้วะ”

“ปล่อยกูเดี๋ยวนี้ !” ทันใดนั้นดวงตาคำแก้วก็เปลี่ยนเป็นตาอสรพิษ ด้วยความโกรธแค้น

โจรทั้ง 3 ผงะ ร้องเสียงหลง “เฮ้ย งู!! งูผี !!!”

โจรคนแรกผวา “ใครจะเอาก็เอา กูเผ่นล่ะ !”

โจรทั้ง 3 เผ่นแน่บป่าราบไม่คิดชีวิต

คำแก้วซมซานกลับมาหาคำปอง

 

คำปองเห็นสภาพคำแก้วที่ยืนอยู่หน้าบ้านก็ตกใจ “คำแก้ว!” คำปองรีบวิ่งเข้ามาหา “เจอพ่อทศพลมั้ย ?”

คำปองเห็นสภาพคำแก้วที่ยืนอยู่หน้าบ้านก็ตกใจ “คำแก้ว!” คำปองรีบวิ่งเข้ามาหา “เจอพ่อทศพลมั้ย ?”

คำแก้วจุกจนน้ำตาไหล “แม่.... เขาไม่รักฉันแล้ว เค้ามีผู้หญิงอื่นแล้วจ้ะแม่” คำแก้วทรุดลงนั่งกอดขาคำปองร้องไห้

คำปองใจเหมือนหล่นไปที่ตาตุ่ม นั่งลงกอดปลอบคำแก้ว นึกสงสารคำแก้วจับใจ “โธ่... คำแก้วเอ๊ย.... ทำไมเวรกรรมของเอ็งถึงไม่จบไม่สิ้นเสียทีนะ”

คำแก้วกอดแม่ร้องไห้สะอึกสะอื้นน่าเวทนา

 

เมืองอินทร์ยังโมโหที่ลำเจียกปล่อยงูผีไป “นังงูผีมันอุตส่าห์มารนหาที่ตายถึงนี่ แต่เอ็งกลับปล่อยมันไป! ประเพณีตีงูให้หลังหัก สักวันมันจะย้อนกลับมาทำร้ายเอ็งภายหลัง”

 

“โธ่ พ่อหมอ เรื่องมันก็แล้วไปแล้ว จะฟื้นฝอยหาตะเข็บทำไม ฉันว่าทางที่ดี เรามาช่วยกันคิดหาทางกำจัดเจ้าแม่นาคีกันดีกว่า” เมืองอินทร์เงียบ ไม่ตอบยังเคืองไม่หาย ลำเจียกแกล้งหยั่งเชิงท้าทาย “หรือว่า....พ่อหมอกลัว”

“กลัวอะไร”

“ก็กลัวจะแพ้นังเจ้าแม่น่ะสิ”

“คนอย่างข้าไม่เคยกลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น”

“ถ้าไม่กลัว พ่อหมอก็รีบไปปราบมันสิ ถ้าใครรู้เข้าว่าอาจารย์เมืองอินทร์เอาแต่มุดหัวอยู่ในกระดอง อีกหน่อยชาวบ้านที่ไหนจะนับถือ” ลำเจียกยุส่ง

เมืองอินทร์หันขวับมองลำเจียก แววตาไม่พอใจ “นังลำเจียก! เอ็งดูถูกฝีมือข้าเกินไปแล้ว ถ้าข้ารู้ว่านังงูผีมันกบดานอยู่ที่ไหน ข้าไม่ปล่อยมันไว้แน่”

“แต่ฉันรู้ ว่าตอนนี้นังงูผีมันอยู่ที่ไหน”

เมืองอินทร์สนใจลำเจียกขึ้นมาทันที

 

ซ่อนกลิ่นต่อว่าลำเจียก “จะรีบตามไปทำไม รอให้พ่อหมอเมืองอินทร์ปราบนังเจ้าแม่ให้ได้ก่อนไม่ดีกว่าเหรอ”

ชบาเห็นด้วย “จริงของนังซ่อนกลิ่นมัน อยู่ที่นาคหนียังไงเจ้าแม่นาคีก็ทำอะไรเราไม่ได้ปลอดภัยกว่าที่ดอนไม้ป่าตั้งเยอะ”

“แกสองคนอย่าปอดแหกไปหน่อยเลย จะต้องกลัวอะไร ในเมื่อฉันมีพ่อหมอเมืองอินทร์อยู่ทั้งคน”

“แล้วคุณทศพลล่ะ ? แกจะเอาเขาไว้ที่ไหน ?” ซ่อนกลิ่นสงสัย

“มีผัวเมืองกรุงทั้งที มันก็ต้องโพนทะนาให้ฟุ้งทั่วดอนไม้ป่าหน่อยสิโว้ย” ลำเจียกยิ้มกริ่ม คิดจะควงทศพลไปเย้ยทั้งพิมพ์พรทั้งคำแก้วให้สาสมใจ

 

สุภัทรเดินลงมาจากเรือนรับรองพร้อมกับแผนที่เทวาลัยแล้วชะงักไป เมื่อเจอเพื่อนทศพลที่เดินเข้ามา “เจ้าทศพลมันกลับมาแล้วหรือยัง”

“ยังเลยครับดอกเตอร์ไม่รู้มันหายหัวไปไหนของมัน” วันชนะส่ายหน้า

“เพราะนังคำแก้วคนเดียว ทำให้พลหนีไป” พิมพ์พรโพล่งออกมา

สมมาตรปราม “ยัยพิมพ์!”

“เธอกำลังจะบอกว่าที่เจ้าทศพลมันเลิกกับเมีย เพราะเมียมันเป็นงูงั้นสิ” พิมพ์พรและเพื่อนๆ ทศพลต่างแปลกใจที่สุภัทรรู้เรื่องนี้ “งมงายเหมือนกันไม่มีผิด ทั้งพ่อทั้งลูก” พิมพ์พรนิ่งไปเหมือนโดนตีแสกหน้า “เลิกเอาเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งของเจ้าทศพลมารายงานฉันได้แล้ว ฉันยังมีธุระสำคัญต้องทำอีกเยอะ” สุภัทรพูดจบจะเดินออกจากห้อง

ประกิตร้องถาม “อาจารย์จะไปไหนครับ”

“ฉันจะกลับไปที่ถ้ำนั่นอีกครั้ง”

เชษฐ์ตกใจ “อาจารย์จะเข้าไปได้ยังไงในเมื่อหินมันถล่มลงมาปิดปากถ้ำหมดแล้ว”

“หินแค่นี้ไม่ทำให้ฉันอับจนหนทางง่ายๆห รอก” สุภัทรพูดจบก็เดินออกไป

 

สุภัทรเข้ามาสำรวจภายในเทวาลัย สุภัทรเห็นช่องที่ทศพลตกลงไป ตามแผนที่ที่วันชนะวาดให้ดู สุภัทรหยิบเชือกหนังออกมาจากกระเป๋าสะพายด้านหลัง ซึ่งใส่อุปกรณ์ในการสำรวจโบราณสถาน สุภัทรเอาตะขอเหล็กเกี่ยวยึดจากด้านบน แล้วค่อยโรยตัวลงไปเบื้องล่างทันที

 

สุภัทรโรยตัวลงมาถึงด้านล่าง โดยมีไฟฉายที่หมวกส่องแสงนำทาง สุภัทรเดินสำรวจรอบๆ ถ้ำ ตื่นตะลึงกับสิ่งที่เห็น หินงอกหินย้อยงดงามมาก สุภัทรเดินเข้าไปในถ้ำลึกเข้าไปเรื่อยๆ จู่ๆ แผ่นหินที่สุภัทรเหยียบเกิดทรุดตัว สุภัทรรีบคว้าหินที่ผนังถ้ำเอาไว้ รอดมาได้อย่างน่าหวาดเสียว สุภัทรหันกลับมาเห็นหัวกะโหลกที่ผนังถ้ำ เมื่อต้องแสงไฟ สะดุ้งเล็กน้อย สุภัทรเห็นโครงกระดูกที่ผนังถ้ำกอดแผ่นศิลาจารึกแผ่นหนึ่งไว้แน่นราวกับของล้ำค่า

สุภัทรค่อยๆ งัดศิลาจารึกออกจากโครงกระดูกนั้น “ศิลาจารึกนี่น่าจะอายุสักพันปี” สุภัทรลูบฝุ่นที่เกาะศิลาจารึกปัดออก เพื่ออ่านดู ก็ต้องตกตะลึง“จารึกมรุกขนคร !!!”

สุภัทรดีใจที่ได้เจอวัตถุโบราณชิ้นสำคัญ ทันใดนั้น หางตาก็เห็นบางสิ่งเลื้อยผ่านหลังไป สุภัทรหันหลังกลับ สาดไฟฉายมองไปยังต้นเสียง แต่ไม่พบอะไร สุภัทรหันกลับมา แล้วก็ต้องเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ

 

อีกมุมของเทวาลัย วัชระปราการหัวเสีย “พวกเจ้ามาห้ามข้าทำไม”

“ชายผู้นั้นเป็นพ่อของแม่ทัพไชยสิงห์” เลื่อมประภัสร์เอ่ยบอก

“แต่มันมาขโมยแผ่นศิลานั่นไป แค่ลูกชายของมันก็ทำให้เจ้าแม่เสียใจมากพอแล้ว”

ฉัตรสุดาปราม “ท่านไม่ควรเอ่ยถึงคนรักของเจ้าแม่เช่นนั้น”

“ในเมื่อมนุษย์นั่นไม่ซื่อสัตย์ต่อเจ้าแม่ ข้าก็ไม่จำเป็นต้องไว้ชีวิตวงศ์วารว่านเครือของมัน” วัชระปราการอาฆาต

“เขาเป็นแค่นักโบราณคดี ไม่ใช่หมออาคมชั่วช้า ถึงจะได้แผ่นศิลานั่นไป ก็ทำอะไรไม่ได้หรอก ถ้าท่านฆ่าเขา เจ้าแม่ต้องไม่ให้อภัยท่านแน่” เลื่อมประภัสร์เตือน

“แล้วพวกเจ้าต้องเสียใจที่คิดเยี่ยงนี้ เลื่อมประภัสร์” วัชระปราการเดินหุนหันผละไป

เลื่อมประภัสร์ ฉัตรสุดา สบตากันอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก

 

คำแก้วนั่งซึมไม่พูดไม่จา นับตั้งแต่กลับจากนาคหนี

คำปองเข้ามาดูคำแก้วด้วยความเป็นห่วง “ตั้งแต่เอ็งกลับมาจากนาคหนี ข้าวสักคำ น้ำสักหยดเอ็งก็ไม่แตะ ระวังจะเป็นลมเป็นแล้งเอา”

“ฉันกินไม่ลง เป็นห่วงก็แต่คุณทศพล… แค่เพียงไม่กี่วันที่ไปอยู่นาคหนี สภาพของคุณทศพลก็แทบไม่ต่างจากซากศพเดินได้” คำแก้วหน้าเศร้า

“อีลำเจียกมันเจ้ายาแฝดแปดยาช้าง หาทางแย่งผัวเอ็งไปจนได้”

“มนต์เสน่ห์ที่ลำเจียกทำใส่คุณทศพล มันช่างรุนแรงเหลือเกิน ขืนปล่อยไว้ถ้าไม่ตายก็ต้องเป็นบ้า ฉันไม่รู้จะช่วยคุณทศพลยังไงดี”

“เอ็งอย่าคิดมากไปเลย คู่กันแล้วต้องไม่แคล้วกัน ถ้าฟ้าลิขิตให้เขาเป็นของเอ็ง สักวันเขาก็จะต้องกลับมา”

คำแก้วส่งยิ้มจืดเจื่อนให้แม่ แทบไม่มีความหวังเลยว่าทศพลจะกลับมา

 

เรือเข้าเทียบท่าน้ำบ้านดอนไม้ป่า ลำเจียกนั่งควงทศพลประคองขึ้นมาที่ท่า ซ่อนกลิ่น ชบา ก้าวตาม

เมืองอินทร์ดูทรงอำนาจ น่าเกรงขาม ขึ้นจากเรือเป็นคนสุดท้าย กวาดตาสำรวจ “ไหนล่ะ นังงูผี”

“ใจเย็นซี๊ ถึงยังไงนังงูผีมันก็ไม่หนีพ่อหมอไปไหนหรอก” ลำเจียกเอ่ย

“นางงูผี ใครกัน” ทศพลสีหน้ามึนงง

“เดี๋ยวก็รู้” ลำเจียกยิ้มรับ ควงแขนทศพลพาเดินนำเมืองอินทร์ไป

 

คำแก้วยังนั่งซึมอยู่คนเดียว คำแก้วทอดถอนใจ ก่อนจะลุกขึ้นยืน หันกลับเตรียมจะเดินขึ้นบ้านแต่แล้วก็ต้องตะลึงเมื่อเห็นทศพลเดินเข้ามา “พี่พล” ทศพลชะงักไปเมื่อเห็นคำแก้ว “พี่กลับมาหาคำแก้วแล้ว” คำแก้วจะวิ่งเข้าไปหาทศพล แต่แล้วก็ชะงัก เมื่อเห็นลำเจียก ซ่อนกลิ่น ชบาเดินเข้ามาขนาบข้างทศพลไว้

“แย่งผัวชาวบ้าน จนโดนตบล้างน้ำเจียนตาย ยังไม่เข็ดอีกเหรอ” ลำเจียกหัวเราะเยาะ

“สงสัยคงต้องตบซ้ำอีกสักยก สองยก” ชบายิ้มมุมปาก

ซ่อนกลิ่นหวาดๆ คำแก้วอยู่ในทีเอ่ยห้าม “จะดีเหรอ”

ลำเจียกหันขวับมามองซ่อนกลิ่นตาเขียวปั้ด

“พาผมมาที่นี่ทำไม บอกแล้วไงว่าผมไม่อยากเห็นหน้าผู้หญิงคนนี้”

คำแก้วสะอึกในคำพูดของทศพล ร้าวไปทั้งใจ

“ลำเจียกก็แค่พาคุณมาดูหน้ามันครั้งสุดท้าย ก่อนจะไม่ได้เห็นมันอีก”

คำแก้วหันขวับ “แกหมายความว่าไง”

“ก็หมายความว่าใกล้ถึงเวลาที่แกต้องชดใช้กรรมในขุมนรกแล้วน่ะสิ นังงูผี” ลำเจียกตวาดเสียงดัง

“พูดเรื่องอะไรกัน ผมงงไปหมดแล้ว ใคร ? ใครเป็นงูผี ?” ทศพลกุมหัว

“จะใครที่ไหนซะอีกเล่า ก็นังคำแก้วไงล่ะ มันเป็นงูผีจำแลงร่างมาหาผัว” ลำเจียกเสียงเหยียด

“ไม่ใช่นะ พี่พล.... นี่คำแก้ว เมียพี่ไง ตั้งสติให้ดีสิจ๊ะพี่”

คำแก้วเข้าไปหา แต่ทศพลผลักคำแก้วจนล้มด้วยอำนาจแห่งมนตร์เสน่ห์ “ฉันเกลียด ! เกลียดเธอ นังปีศาจงู ไปให้พ้น! ฉันรักลำเจียกคนเดียว”

“ได้ยินชัดเต็มสองรูหูหรือยัง อีคำแก้ว !” ลำเจียกหัวเราะร่า ก่อนเดินควงทศพลลอยหน้าไป ชบา ซ่อนกลิ่นรีบตามไป

 

เมืองอินทร์เข้ามาประจันหน้ากับคำแก้ว คำแก้วรู้สึกชาวาบไปทั้งร่าง ภาพในอดีตตอนที่เมืองอินทร์เป็นพราหมณ์เจ้าอินทร์ตอนกำลังร่ายมนต์จับปลาไหลเผือกผุดขึ้นมา คำแก้วรู้สึกตะครั่นตะครอ หวั่นเกรงอำนาจบางอย่างจากเมืองอินทร์ คำแก้วรีบหลบหน้าหนีไปทางหลังกระต๊อบ เมืองอินทร์แววตามุ่งร้าย พร้อมประกาศสงคราม

 

เมืองอินทร์ล้วงหยิบใบขนครุฑออกมาจากย่าม “นังคำแก้ว....เอ็งเป็นคนหรือเป็นงู ใบขนครุฑจะเป็นเครื่องพิสูจน์มีแต่งูเท่านั้นที่จะถูกใบขนครุฑนี่เล่นงาน” เมืองอินทร์กำใบขนครุฑในมือ หลับตา บริกรรมคาถา เป่าพ้วง แล้วแบมือออก ใบขนครุฑลอยหวือจากมือเมืองอินทร์พุ่งออกไปยังกระต๊อบที่คำแก้วอยู่ เมืองอินทร์สีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง

 

คำแก้วโปรยข้าวเปลือกให้ไก่กิน ยกมือปาดน้ำตา คิดถึงภาพตอนลำเจียกควงทศพลมายิ้มเย้ย ก็ยิ่งน้อยใจ ทันใดนั้นใบขนครุฑก็พุ่งหวือแล้วปักเข้าที่หน้าอกคำแก้วอย่างแรงคล้ายลูกดอก

“อ๊ายยยย” คำแก้วทรุดฮวบลงไปกับพื้น ดิ้นทุรนทุราย เจ็บแปลบที่หน้าอก

คำปองผ่านมา เห็นลูกลงไปชักดิ้นชักงอกับพื้นก็วิ่งเข้ามาดูตกใจ “คำแก้ว... เอ็งเป็นอะไร คำแก้ว”

“แม่จ๋า ช่วยฉันด้วย”

สายตาคำปองเห็นใบขนครุฑปักที่หน้าอกคำแก้วเลือดไหลโชก ก็พยายามดึง แต่ดึงเท่าไรก็ดึงไม่ออก ยิ่งคำปองดึงเท่าไหร่ คำแก้วก็ยิ่งเจ็บปวดทุรนทุรายเท่านั้น

“ไอ้ใบไม้ประหลาดนี่มันปักแน่น ดึงเท่าไหร่ก็ดึงไม่ออก”

“แม่จ๋า... พาฉันไปที่เทวาลัยที”

 

“เทวาลัย? เอ็งจะไปที่นั่นทำไม” คำปองสงสัย

 

 

จบตอน

 

 

 

 

 

จาก  ไทยรัฐ

#นิยายนางอาย ตอนที่ 10 

นางอาย ตอนที่ 10 

 


แสดงความคิดเห็น

emotion