นาคี ตอนที่ 8 (จบตอน)

นาคี ตอนที่ 8 (จบตอน)

10 / 751    0
coin × 0  coin × 0
ขนาดฟ้อนต์ 
ก+
ก-
โหมดกลางวัน
โหมดกลางคืน

นาคี ตอนที่ 8

คำแก้วทนสายตาออดอ้อนของทศพลไม่ไหว เลยยอมป้อนข้าวต้มให้ สุภัทรเดินเข้ามาพร้อมกับป้าอิ่ม คำแก้วและทศพลชะงัก สุภัทรเห็นสภาพทศพลบาดเจ็บฟกช้ำไปทั้งตัวและแผลที่โดนหินหล่นใส่ตรงไหล่เริ่มเป็นรอยม่วงคล้ำก็ทั้งเป็นห่วงทั้งไม่พอใจ

คำแก้วเห็นสุภัทรก็เดินผละไป “เดี๋ยวฉันไปหาน้ำหาท่ามาต้อนรับพ่อคุณดีกว่า”

“ฉันมาเยี่ยม” สุภัทรเอ่ยบอก

ทศพลเมินหน้าหนี “ไม่ยักรู้ว่าพ่อจะสนใจผมด้วย”

“แม่อิ่มบอกฉันว่าแกถูกทำร้าย”

 

“คุณท่านเป็นห่วงคุณหนูมากเลยนะคะ” ป้าอิ่มพยายามประนีประนอม

สุภัทรส่งสายตาปรามป้าอิ่ม ป้าอิ่มเลยหยุดพูด

 

“ผมยังไม่ตายง่ายๆ หรอก”

สุภัทรนึกโมโหที่ทศพลเอาแต่ประชด “อยู่ดีไม่ว่าดี ไปทำตัวกร่างจนโดนเจ้าถิ่นเค้าสั่งสอน”

“พ่อคงพอใจแล้วที่เห็นผมในสภาพแบบนี้” ทศพลขยับจะลุกหนี แต่เพราะเจ็บแผลเลยทรุดฮวบลง

ป้าอิ่มรีบเข้าไปช่วยประคอง “โธ่ คุณหนู...”

สุภัทรแอบมองทศพลอย่างเป็นห่วง แต่พอทศพลหันมา ก็เปลี่ยนเป็นแววตาเฉยชาดังเดิม “แกมันอวดดี อวดเก่งกับเขาไปทั่ว ชาวบ้านเขาถึงได้เหม็นหน้าแก ขืนอยู่ที่นี่ต่อไป แกคงได้ไปนอนในป้าช้าเข้าซักวัน”

“ถ้าพ่อไม่อยากทนเห็นหน้าผมนัก พ่อก็กลับกรุงเทพฯ ไปสิครับ”

“ฉันกลับแน่ แต่แกต้องกลับไปกับฉันด้วย พอกันที ฉันจะไม่ทนให้แกอวดดีกับฉันอีกต่อไปแล้ว”

“ผมบอกแล้วไงว่าไม่กลับ ผมจะอยู่ที่นี่กับคำแก้ว คนที่ผมรักเชิญพ่อกลับไปเสวยสุขอยู่ที่คฤหาสน์หลังโตของพ่อคนเดียวเถอะ”

“ไอ้ทศพล! แกมันหลังผู้หญิงจนโงหัวไม่ขึ้น สักวันแกจะต้องเสียใจ” สุภัทรเดินหนีไปทันที

ป้าอิ่มมองพ่อทีลูกทีอย่างไม่สบายใจ ก่อนจะรีบตามสุภัทรไป ทศพลมองตามสุภัทรไปด้วยแววตาเจ็บปวดเสียใจ

 

สุภัทรเดินออกมาเจอคำแก้วที่กำลังถือขันน้ำจะเอาไปให้อย่างจัง ป้าอิ่มตามออกมาด้วย คำแก้วฟังอยู่ได้ยินทุกอย่างที่สองพ่อลูกคุยกันแต่เก็บอาการเอาไว้ ทำเหมือนไม่ได้ยิน

“สาวบ้านป่าบ้านดงอย่างเธอมันมีดี อะไรนักหนา ลูกชายฉันมันถึงได้หลงหัวปักหัวปำ...”

“คุณท่าน......” ป้าอิ่มอ้อนวอน

สุภัทรเดินผละไปทันที คำแก้วน้ำตาซึม ป้าอิ่มมองคำแก้วอย่างเห็นใจ

 

ทศพลยืนหันหลังให้ป้าอิ่ม หน้าเครียด “ยังไงผมก็ไม่กลับ”

“โธ่ คุณหนูอย่าดื้อแพ่งกับคุณพ่อเลยนะคะ หนูคำแก้วคงไม่มีความสุขที่ต้องเห็นคุณหนูกับคุณพ่อแตกหักกันเพราะเธอ”

“แล้วป้าอิ่มจะให้ผมทำยังไงถึงจะพอใจพ่อ ป้าอิ่มจะให้ผมทิ้งคำแก้ว ไปเหมือนที่พ่อทิ้งแม่น่ะเหรอ”

“ป้าก็ไม่ได้หมายความอย่างนั้น ถึงคุณหนูจะกลับกรุงเทพฯ คุณหนูก็พาหนูคำแก้วไปอยู่ด้วยได้นี่คะ”

“ผมพาคำแก้วไปอยู่ด้วยก็ใช่ว่าทุกอย่างจะจบ ยังไงพ่อก็ยังไม่ยอมรับคำแก้วอยู่ดี”

“ทำไมคุณหนูไม่คุยกับคุณท่านให้รู้เรื่องล่ะคะ”

“พ่อไม่มีวันเข้าใจผมหรอกเพราะพ่อไม่เคยมีหัวใจ”

ป้าอิ่มนิ่งไปอย่างจนใจ รับรู้ถึงความโกรธความน้อยใจของทศพลที่มีต่อพ่อดี อีกมุมหนึ่ง คำแก้วยืนฟังอยู่ ได้ยินทุกอย่าง ใจหนึ่งสงสารทศพล อีกใจหนึ่งก็แอบดีใจที่ทศพลไม่คิดทอดทิ้งเธอ คำแก้วนิ่งคิด ก่อนจะตัดสินใจได้

 

ทศพลนอนลืมตาโพลงอยู่บนเตียง คิดถึงตอนที่ทะเลาะกับสุภัทร คำแก้วเดินเข้ามาเห็นทศพลยังไม่นอนก็รู้ว่ากลุ้มใจเรื่องพ่อ

คำแก้วเดินมานั่งข้างๆ “ดึกป่านนี้ ทำไมคุณยังไม่นอน หรือว่ายังเจ็บแผล”

“คงงั้น ผมขอนอนแบบนี้สักพักได้มั้ย เผื่อจะดีขึ้น” ทศพลขยับเข้านอนหนุนตักคำแก้ว คำแก้วเขิน รู้ทัน แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร “ขอบคุณนะคำแก้ว”

“ขอบคุณที่ฉันให้คุณนอนหนุนตักน่ะเหรอ”

“ขอบคุณที่คุณอยู่ข้างๆ ผม คุณรู้มั้ยว่าเพราะผมมีคุณ ผมถึงมีกำลังใจ คุณเข้ามาเต็มความสุขในชีวิตผม คุณคือชีวิตของผมนะคำแก้ว”

“แต่ครอบครัวคุณก็คือชีวิตส่วนหนึ่งของคุณเหมือนกันนะ”

“อย่าผลักไสผมอีกคนเลยนะคำแก้ว ผมไม่เหลือใครอีกแล้ว”

“ฉันจะทำอย่างนั้นได้ยังไง ในเมื่อคุณคือครอบครัวของฉัน คุณคือส่วนหนึ่งในชีวิตของฉันเหมือนกัน” ทศพลลุกขึ้นนั่ง หันมามองหน้าคำแก้วทั้งอึ้ง ทั้งดีใจในที่สุดคำแก้วก็เปิดใจรับรักเขาเสียที คำแก้วมองทศพลด้วยแววตาเปี่ยมรักอย่างไม่ปิดบัง “คุณบอกว่าฉันคือกำลังใจของคุณ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ฉันจะอยู่ข้างๆ คุณ คอยเป็นกำลังใจให้คุณ จนกว่าจะถึงวันที่คุณ...หมดรักฉัน”

ทศพลใช้นิ้วแตะปากคำแก้วเบาๆ อย่างนึกรู้ว่าคำแก้วจะพูดอะไร “มันจะไม่มีวันนั้นเด็ดขาดคำแก้ว”

“ฉันจะแน่ใจได้ยังไงว่าคุณ....”

“เลิกเรียกผมว่า “คุณ” เสียที”

“ไม่ให้เรียกว่า “คุณ” แล้วจะให้เรียกว่าอะไร”

“พี่”.... เรียกผมว่าพี่ แล้วเรียกแทนตัวเองว่า “คำแก้ว” รู้หรือเปล่า”

“ทำไมฉันต้องเชื่อคุณด้วย”

“ก็เพราะว่าตอนนี้คุณเป็น”เมีย” ผมแล้ว... ไหนลองเรียกซิ”

“พี่...” คำแก้วเอ่ยเขินๆ

“ดีมาก...”

ทศพลนอนหนุนตัก กอดมือคำแก้วไว้แนบอก ยิ้มกริ่ม คำแก้วอดเผลอยิ้มไปด้วยไม่ได้

 

เมืองอินทร์เดินออกมาที่นอกชาน ก่อนจะชะงักไปเมื่อเห็นลำเจียกนั่งรอพร้อมสำรับกับข้าวก็เอ่ยทัก “นี่เอ็งยังไม่ไปอีกเหรอ”

“ยัง ฉันจะอยู่ที่นี่ปรนนิบัติพัดวีพ่อหมอ จนกว่าพ่อหมอจะใจอ่อน”

“กลับไปซะเถอะ เสียเวลาเปล่า ยังไงข้าก็ไม่มีทางทำเสน่ห์ให้เอ็งหรอก” เมืองอินทร์หันหลังจะเดินกลับเข้าไปในอาศรม

ลำเจียกหน้าเสีย รีบลุกขึ้นโผเข้าไปประชิดตัวเมืองอินทร์ รั้งแขนเอาไว้ ลำเจียกยิ้มหว่านเสน่ห์แกล้งเบียดหน้าอกเข้าไปใกล้เมืองอินทร์ เนื้อแนบเนื้อ “เดี๋ยวสิพ่อหมอ ไม่ทำก็ไม่เป็นไร แต่พ่อหมอจะไม่ลองชิมฉัน เอ้ย กับข้าวฝีมือฉันสักหน่อยเหรอ ว่ามันจะอร่อยสักแค่ไหน ฉันอุตส่าห์ทำเพื่อพ่อหมอสุดฝีมือเลยนะ”

เมืองอินทร์เห็นร่องอกลำเจียกก็แอบกลืนน้ำลาย รีบหันหน้าหนีไปทางอื่น “ข้ากินข้าวแค่วันละมื้อเท่านั้น” เมืองอินทร์พูดจบก็เดินเข้าอาศรมปิดประตูใส่ลำเจียกทันที

ลำเจียกแทบจะกรี๊ด แต่แล้วก็ชะงักคิดแผนการต่อ

 

เมืองอินทร์ยืนอยู่หน้าประตูพยายามข่มอารมณ์พิศวาสลำเจียก “นังคนนี้มันดื้อด้านจริงๆ” เมืองอินทร์หันหลังจะเดินผละไปจากประตู

“กรี๊ดดดดดดดดด ....!!!!”

เมืองอินทร์ได้ยินเสียงลำเจียกหวีดร้องก็ตกใจรีบวิ่งไปดู

 

เมืองอินทร์เปิดประตูผัวะออกมาอีกครั้ง ลำเจียกร้องกรี๊ดๆ โผเข้ามาซบเมืองอินทร์ “พ่อหมอ...พ่อหมอช่วยฉันด้วย”

เมืองอินทร์ไม่ทันตั้งตัวเสียหลักหลายหลังไปบนพื้น ลำเจียกล้มตามลงไป นอนคร่อมอยู่บนตัวเมืองอินทร์ ลำเจียกร้องกรี๊ดๆ กอดซุกเมืองอินทร์ ยิ่งดิ้น เสื้อก็ยิ่งหลุด โชว์ไหล่ขาวนวลเนียน จงใจยั่วให้เมืองอินทร์ตบะแตก

เมืองอินทร์เริ่มเคลิ้มตามแต่ทำเป็นตวาดใส่ “หยุดร้องแหกปากเสียที เป็นอะไรก็บอกมา”

“จิ้งจกจ้ะ จิ้งจกมันตกลงมาใส่ฉัน มันเลื้อยไปไหนแล้วก็ไม่รู้”

“ขวัญอ่อนจริงนะเอ็ง ร้องซะอย่างกับใครตาย ไป๊ ! ไปได้แล้ว !”

“ถ้าพ่อหมอไม่ทำเสน่ห์ให้ฉัน ฉันก็จะปักหลักอยู่มันที่นาคหนีนี่แหละ”

“อุวะ ผู้หญิงตัวคนเดียว เอ็งจะอยู่ได้ยังไง”

“ฉันก็อยู่กับพ่อหมอที่อาศรมนี่ไง”

“เอ็งนี่มันพูดจาไม่รู้เรื่อง”

“พ่อหมอนั่นแหละที่พูดไม่รู้เรื่อง ก็ทำเสน่ห์ให้ฉันสิ ฉันจะได้กลับไปหาผัว”

“เออ ! ทำก็ทำวะ !”

ลำเจียกดีใจ แววตาเป็นประกาย “พ่อหมอจะลงมือเมื่อไหร่จ๊ะ”

“คืนนี้!”

ลำเจียกตาวาว ดีใจที่ความหวังของเธอใกล้จะมาถึงในเร็ววัน

 

ทศพลกับคำแก้วเอาดอกไม้มาขายที่ตลอด ทศพลช่วยยกกระจาดดอกไม้ทั้งหมด ให้คำแก้วเดินตัวเปล่าสบายๆ พอมาถึงทศพลก็กุลีกุจอช่วยคำแก้วจัดเรียงกระจาดดอกไม้อย่างแข็งขัน คำแก้วเห็นทศพลเหงื่อไหล จึงหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับเหงื่อให้ ทศพลจับมือคำแก้วไว้ ส่งสายตาวิบวับให้คำแก้ว คำแก้วดึงมือออกอย่างเขินๆ หันไปจัดเรียงดอกไม้ต่อ

พิมพ์พรกับเจิดนภาแอบดูอยู่ห่างๆ พิมพ์พรกำมือแน่นด้วยความแค้นใจ “ฉันเกลียดมัน ! ถ้ามีฉันก็ต้องไม่มีนังคำแก้ว !”

“เราจะเอาอะไรไปสู้กับนังปีศาจงูนั่นได้ ขนาดพญาครุฑของพ่อเธอ มันยังไม่กลัวเลย”

“ฉันจะเตือนให้พลรู้ว่านังคำแก้วมันไม่ใช่คน”

“ช่วงข้าวใหม่ปลามันแบบนี้ พลไม่เชื่อเธอหรอก ดีไม่ดีจะหาว่าเธอเสียสติปั้นเรื่องใส่ร้ายเมียเค้า”

“แล้วเธอจะปล่อยให้พลสมสู่กับนังงูผีอย่างนี้เหรอ”

“เขาไม่เชื่อเธอ เธอต้องหาตัวช่วย”

พิมพ์พรตาวาวขึ้นมาทันที คิดแผนการตามที่เจิดนภาแนะนำ

พิมพ์พร เจิดนภา เอาเรื่องมาบอกวันชนะ ประกิต สมมาตรและเชษฐ์หมายจะหาพวก

“คำแก้วคือเจ้าแม่นาคี!..ท่าทางยัยพิมพ์จะชอบดูหนังจักรๆ วงศ์ๆ ว่ะ” วันชนะหัวเราะลั่น

 

“ไอ้พลมันก็พิสูจน์ให้เห็นแล้ว ว่าเจ้าแม่นาคีไม่มีจริง แล้วคำแก้วจะเป็นงูเจ้าแม่อย่างที่เธอพูดได้ยังไง เมายาดองหรือเปล่า” ประกิตเหน็บ

“ไอ้พลมันก็พิสูจน์ให้เห็นแล้ว ว่าเจ้าแม่นาคีไม่มีจริง แล้วคำแก้วจะเป็นงูเจ้าแม่อย่างที่เธอพูดได้ยังไง เมายาดองหรือเปล่า” ประกิตเหน็บ

พิมพ์พรย้อน “ฉันไม่ได้เมา ! นังคำแก้วมันทำเสน่ห์ใส่พล พลถึงได้หลงมันจนโงหัวไม่ขึ้น”

“มีงูเจ้าแม่ยังไม่พอ มีทำเสน่ห์เล่ห์กลด้วยว่ะ” วันชนะหัวเราะ “สักพักต้องมีเรือเหาะกับม้าบินแหงๆ”

พิมพ์พรโมโหหันไปเห็นกระด้งอยู่ข้างๆ ก็เอามาร่อนใส่หัววันชนะ “ฉันไม่ได้พูดเล่นนะ แต่นังคำแก้วมันเป็นนางงูผีจริงๆ”

 

“ฉันรู้ว่าเธอเสียใจเรื่องพล แต่เธอก็ไม่น่าใส่ร้ายคำแก้วเขาแบบนี้” สมมาตรติง

“ฉันไม่ได้ใส่ร้าย ถ้าไม่เชื่อถ้ายัยเจิดดูก็ได้” เจิดนภาพยักหน้าหงึกๆ

 

ประกิตตัดบท “ก็ได้ ถ้างั้นเรามาช่วยกันพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่าคำแก้วเป็นคนหรือเป็นงูกันแน่”

เชษฐ์หันไปหาประกิตด้วยความสงสัย “แกจะพิสูจน์ยังไงวะ ไอ้ประกิต”

ประกิตยักคิ้ว ยิ้มมุมปาก ทำท่าอมภูมิจนน่าหมั่นไส้

 

ทศพลเข้ามาหอมคำแก้วฟอดใหญ่ คำแก้วบ่ายเบี่ยง เขินอาย “อย่า.....เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า”

“เราอยู่กันแค่สองคน ใครจะมาเห็น นอกจากพี่กับคำแก้ว...พี่อยากกอดอยากหอมคำแก้วทั้งวันทั้งคืนเลย”

“เมื่อแรกรักน้ำต้มผักก็ว่าหวาน อยู่ด้วยกันนานๆ น้ำตาลก็พาลขม”

“แต่รักกับพี่ไม่มีหวานน้อยลง ขนาดเกลือยังกลายเป็นน้ำผึ้งได้เลย” ทศพลออดอ้อน

“เหนื่อยมาทั้งวัน คำแก้วอยากนอนแล้ว”

“ไม่อยากเหนื่อย ก็รีบมีลูกกับพี่เร็วๆ สิ จะได้มีเจ้าตัวน้อยคอยช่วยคำแก้วไง ดีมั้ย ?”

“บ้า....พูดบ้าๆ”

“คืนนี้ ขอผมนอนกอดคำแก้วนะ”

“ทำไมต้องกอดด้วย”

“ผมขี้หนาว ถ้าไม่ได้กอดคำแก้ว ผมต้องหนาวตายแน่ๆ”

“แค่กอดเท่านั้นนะ”

“ผมรับรองว่าจะไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่านั้นแน่นอน นะ....นะ....”

คำแก้วใจอ่อน ยอมพยักหน้ายินยอม “ก็ได้...”

ทศพลนอนกอดคำแก้ว หลับตาพริ้ม ยิ้มกริ่ม

เหล่าเพื่อนๆ ทศพลเห็นเงาคนสองคนเคลื่อนไหวอยู่ในห้อง

“ไหนล่ะ วิธีพิสูจน์ของแก” พิมพ์พรเอ่ยถาม

ประกิตควักปี่ออกมาโชว์ “นี่ไง ปี่พิฆาต”

“ปี่เนี่ยนะ” เจิดนภาเบ้หน้า

“ใช่! เธอไม่เคยได้ยินเหรอ งูมันกลัวเสียงปี่ เดี๋ยวพอฉันเป่าปี่ ถ้าคำแก้วเป็นงูจริงอย่างที่ยัยพิมพ์พูด รับรองว่าจะต้องเลื้อยด่อกแด่กๆ เป็นงูแน่ๆ”

พิมพ์พรหน้าง้ำ “ฉันไม่ตลกกับแกด้วยหรอกนะ”

ประกิต วันชนะ สมมาตร หัวเราะเฮฮาชอบใจ ในขณะที่เชษฐ์ส่ายหน้ามองเพื่อนๆ ปลงๆ

วันชนะมองผ่านผ้าม่านเห็นเงาทศพลกับคำแก้วกอดประสานกัน “เอาแล้วๆ ! สงสัยคำแก้วกำลังจะรวมร่าง เอ้ย กลายร่างเป็นงู อย่างที่ยัยพิมพ์บอกแล้วรีบๆ เป่าปี่เร็วเข้าสิวะไอ้กิต”

ประกิตเป่าปี่ยั่วแหย่พิมพ์พร พิมพ์พรโกรธจัดเดินสะบัดหน้าหนีไปทันที

“พอเหอะ ยัยพิมพ์งอนเป็นช้อนหอย หนีไปโน่นแล้ว” เชษฐ์เย้า

สมมาตรแหย่ “เอ้า ยัยพิมพ์ ไม่อยู่ดูงูแล้วเหรอ”

“แล้วพวกนายจะเสียใจ ที่ไม่เชื่อยัยพิมพ์” เจิดนภามองค้อนพวกวันชนะก่อนจะวิ่งตามพิมพ์พรไปอีกคน

ประกิตเป่าปี่ต่อ เชษฐ์ส่ายหน้า ที่ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ

 

ภายในกระต๊อบ ทศพลโน้มหน้าลงจะจูบคำแก้ว แต่ยังไม่ทันจะจูบก็ชะงักเพราะได้ยินเสียงปี่ “ดึกๆ ดื่นๆ ใครมาเป่าปี่ตอนนี้” ทศพลลุกเดินขึ้นไปดูที่หน้าต่าง

คำแก้วตามมาด้วย “พวกเพื่อนของพี่แน่ๆ”

ทศพลเห็นประกิต เป่าปี่ วันชนะและสมมาตรเต้นตามจังหวะส่ายตัวส่ายหัวให้เลื้อยไปมาดูเหมือนงู ก่อนจะโน้มหน้าเข้ามาใกล้เหมือนจะจูบกันหัวเราะเฮฮา ในขณะที่เชษฐ์ยืนสงบนิ่งสำรวมอยู่ห่างๆ

“คำแก้วรอพี่เดี๋ยวนะ”ทศพลเดินหายไป ก่อนจะกลับมาพร้อมถังน้ำ สาดโครมไปทางพวกวันชนะทันที เหล่าเพื่อนๆ ทศพลเปียกซ่กเป็นลูกหมาตกน้ำ

“เฮ้ย ! ไอ้พล สาดมาทำไมวะ หนาวนะโว้ย !!!” วันชนะโวยวาย

“พวกแกเองเหรอ นึกว่าหมาที่ไหนมาเห่าหอน”

วันชนะ ประกิต สมมาตร แกล้งโก่งคอหอน บรู๋ววววว..... พร้อมๆ กัน

คำแก้วหัวเราะชอบใจ ทศพลหันมาเห็นก็มองยิ้มๆ คำแก้วชะงักเขิน หลบตา เอียงอาย

 

ลำเจียกนั่งอยู่ตรงหน้าเมืองอินทร์แววตามุ่งมั่น

“ถอดเสื้อสิ ข้าจะได้ทำพิธีให้”

ลำเจียกค่อยๆ ถอดเสื้อผ้าออก ทำท่าเอียงอายเล็กน้อยตามจริตมารยา เมืองอินทร์เหลือบมองเรือนร่างเซ็กซี่ยั่วยวนของลำเจียกอย่างตะลึงงัน

 

เท้าขาวผ่องของลำเจียก ค่อยๆ ก้าวลงไปแช่ในอ่างน้ำว่านอย่างเซ็กซี่ เย้ายวน เมืองอินทร์คอยมองอยู่อย่างพอใจ

“ว่านผัวหลงเป็นสุดยอดว่านมหาเสน่ห์ ใครที่ได้อาบน้ำว่านนี้จะมีเมตตา มหานิยมผัวรักผัวหลง ไอ้หนุ่มนั่นจะกระสันรัญจวนอยากร่วมเสพสังวาสกับเอ็งไม่ว่าจะยามหลับหรือยามตื่น...”

ลำเจียกหลับตาพริ้มแช่น้ำอยู่ในอ่างน้ำว่าน ครึ่งตัว เมืองอินทร์พนมมือหลับตาร่ายคาถา ก่อนจะเป่าพ้วงลงในอ่างน้ำว่านมหาเสน่ห์ เมืองอินทร์พยักหน้าส่งสัญญาณลำเจียกค่อยๆ ดำลงไปในน้ำว่าน จนจมมิดลงไปทั้งตัว สักพัก ลำเจียกก็โผล่ขึ้นมาจากน้ำ มีราศีจากการทำเสน่ห์จับทำให้ดูผุดผาดกว่าเดิม ลำเจียกและเมืองอินทร์สบตากันอย่างพอใจ

 

คำแก้วเดินอยู่ลำพังในป่ารกร้าง เปลี่ยว น่ากลัว คำแก้วหันกลับมาเห็นชายร่างกำยำผิวดำมะเมื่อม หน้าตาถมึงทึง ก็ผงะ ชายคนนั้นย่างสามขุมเข้ามา แล้วควักลูกตาคำแก้วออกไปทั้งสองข้าง

“อ๊ายยยยยยย !!!!” คำแก้วหวีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด เลือดไหลอาบเบ้าตาทั้งสองข้าง

 

คำแก้วผวาเฮือกตื่นขึ้นมาจากที่นอน เอื้อมมือสั่นเทาไปแตะที่ตา ด้วยมือสั่นเทา ความฝันเหมือนจริงมาก

“คำแก้ว ฝันร้ายเหรอ” ทศพลตกใจ

“อืมมม...คำแก้วฝันว่าโดนควักลูกตาไปทั้งสองข้าง”

“มันก็แค่ฝันร้าย ไม่ต้องกลัวนะ พี่อยู่ด้วยทั้งคน”

“แม่เคยบอกถ้าฝันว่าโดนควักลูกตามันเป็นลางว่าจะสูญเสียของรัก”

“แล้วของรักของคำแก้วคืออะไร.... พี่หรือเปล่า” คำแก้วเผลอพยักหน้าออกมา “ถ้างั้นก็ไม่มีอะไรต้องกลัว เพราะพี่จะไม่มีวันจากคำแก้วไปไหน เราจะอยู่ด้วยกันจนกว่าเราจะตายจากกัน”

“อย่าพูดเรื่องเป็นเรื่องตายได้มั้ย โบราณเค้าถือ”

“ฝันร้ายจะกลายเป็นดี เชื่อพี่.... นอนต่อเถอะ” ทศพลกอดคำแก้วไว้ หลับต่ออย่างมีความสุข

คำแก้วนข่มตาหลับไม่ลง ยังรู้สึกหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูก

 

อาศรมเมืองอินทร์ ฟ้าเริ่มสาง ลำเจียกขยับเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง หลังเสร็จพิธีอาบน้ำว่านผัวหลง

“คราวนี้เอ็งก็กลับไปหาผัวได้แล้ว รับรองว่าผัวเอ็งจะทั้งรักทั้งหลงเอ็งจนโงหัวไม่ขึ้น”

“จริงเหรอจ๊ะ พ่อหมอ” ลำเจียกยิ้มอ่อย

“เออสิวะ พอผัวเห็นหน้าเอ็งจะซู่ซ่าเป็นม้าคึก เตรียมรับศึกไว้ให้ดีก็แล้วกัน (ไล่) เอ้า! ไสหัวกลับไปได้แล้ว ข้าจะได้หลับได้นอนเสียที”

“เอ่อ…พ่อหมอจ๊ะ คือว่า....” ลำเจียกอึกๆ อักๆ

“มีอะไรอีก”

ลำเจียกอ้อมแอ้ม “จริงๆ แล้วเขายังไม่ได้เป็นผัวฉันหรอก”

“ห๊า!!!!!แล้วทำไมเอ็งไม่บอกข้าแต่แรก !”

“ก็ฉันอยากได้เขาเป็นผัวนี่ แต่เขาไม่ยอม ฉันก็เลยต้องมาพึ่งพ่อหมอนี่ไง”

ลำเจียกสบตาเมืองอินทร์พลางยิ้มแหยๆ เมืองอินทร์เอามือตบหน้าผาก ปวดกะโหลกกับลำเจียกจริงๆ

 

คำแก้วกำลังทำข้าวเม่าจะเอาไปขายที่ตลาด

“ทำอะไรอยู่เหรอจ๊ะ คำแก้ว” ทศพลเสียงอ่อนเสียงหวาน

“เขาเรียกว่าข้าวเม่า ลองกินดูสิ พอใช้ได้ไหม”

ทศพลลองหยิบชิมดู “อื้ม... อร่อย ! ทั้งหอม ทั้งหวาน พี่ไม่เคยกินมาก่อน”

“ช่วงนี้ขายผักไม่ค่อยดี คำแก้วก็เลยจะลองทำข้าวเม่าไปขายที่ตลาดเผื่อจะได้แลกลูกหมู ลูกวัวเอามาเลี้ยง”

 

“คำแก้วไม่เชื่อใจพี่เหรอว่าพี่จะเลี้ยงดูคำแก้วได้” ทศพลหน้าสลดลงนิดนึง

“ช่วงนี้ขายผักไม่ค่อยดี คำแก้วก็เลยจะลองทำข้าวเม่าไปขายที่ตลาดเผื่อจะได้แลกลูกหมู ลูกวัวเอามาเลี้ยง”

“คำแก้วไม่เชื่อใจพี่เหรอว่าพี่จะเลี้ยงดูคำแก้วได้” ทศพลหน้าสลดลงนิดนึง

“เชื่อน่ะเชื่อ แต่อะไรที่พอทำได้ คำแก้วก็ทำทั้งนั้น”

“พี่ไม่อยากให้คำแก้วต้องเหนื่อย ต้องลำบาก พี่จะพยายามสร้างครอบครัวด้วยน้ำพักน้ำแรงของพี่เอง”

“ตัดสินใจใช้ชีวิตด้วยกันแล้ว คำแก้วก็ไม่อยากให้พี่ต้องเหนื่อยคนเดียว” ทศพลมองหน้าคำแก้วรู้สึกว่าคำแก้วงามทั้งกายและใจ “เอ้า! มัวนั่งจ้องหน้าอยู่ได้ เอาข้าวเม่าใส่กระจาดเข้าสิ” คำแก้วแกล้งออกคำสั่ง

“จ้ะๆ”

 

คำแก้วเหลือบมองทศพลที่กุลีกุจอเอาข้าวต้มมัดร้อนๆ ใส่กระจาด แล้วเผลอยิ้ม

พิมพ์พรกับเจิดนภามองบางอย่างตรงหน้าอย่างงงๆ สายตาของทั้งคู่เห็นพังพอนหน้าตาน่ารักที่วันชนะอุ้มอยู่

 

เจิดนภาร้องถาม “ตัวอะไรน่ะ ? แมวเหรอ หน้าตาแปลกๆ”

“พังพอน!” วันชนะตอบ

“พังพอน !!! เอามันมาทำไม เหม็นก็เหม็น” พิมพ์พรยี้

“ก็พวกเธออยากพิสูจน์นักไม่ใช่เหรอว่าคำแก้วเป็นงูหรือเปล่า ก็เอาเจ้านี่ไปพิสูจน์สิ ถ้าคำแก้วเป็นงูจริงก็ต้องกลัวพังพอน”

เจิดนภาอุทาน “พูดเป็นเล่น?”

ประกิตอธิบาย “ไม่เคยเห็นปาหี่ที่เขาเอางูมาสู้กับพังพอนแล้วหลอกขายยาหรือไง ร้อยทั้งร้อยพังพอนชนะ”

สมมาตรเสริม “สัญชาตญาณพังพอนปราดเปรียวกว่าก็ต้องชนะงูเป็นธรรมดา”

“พังพอนตัวกะเปี๊ยกจะไปสู้งูเจ้าแม่ได้ยังไง” เจิดนภาไม่อยากเชื่อ

“เอ้า! ถ้าอยากรู้ก็เอาไปสิ” วันชนะยื่นพังพอนให้เจิดนภา

แต่เจิดนภาไม่ยอมรับ “อี๋.... ไม่เอาอ่ะ!”

พิมพ์พรรับเอาไว้เอง “เอามานี่ ! ฉันจะพิสูจน์ให้พวกนายเห็นเอง” พิมพ์พรอุ้มพังพอนไว้ มั่นใจว่าจะต้องเปิดโปงคำแก้วได้แน่

 

คำแก้วหอบกระจาดใส่ข้าวต้มมัดเดินออกมา

ทศพลรีบตามมาดึงกระจาดไปถือเอง “เดี๋ยวพี่ไปช่วยขายนะ”

“ไม่ต้องหรอก อยู่บ้านนี่แหละ คำแก้วขายคนเดียวได้”

“แต่พี่อยากช่วย” ทศพลตื๊อ

“ต้องไปขุดท้องร่องสวนไม่ใช่เหรอ”

“ไว้ค่อยกลับมาขุดก็ได้”

คำแก้วอ่อนใจ รู้ว่ายังไงทศพลก็ไม่ฟังเลยปล่อยเลยตามเลย คำแก้วเลยจะเดินนำไปก่อน แต่ก็ต้องชะงัก คำแก้วเห็นพังพอนวิ่งมาจากไหนไม่รู้ อยู่ดีๆ ก็มาหยุดตรงหน้าเธอ ก่อนจะจ้องหน้าคำแก้วอยู่ครู่แล้วโก่งตัวขู่เธออย่างเอาเป็นเอาตาย

 

ที่หลังพุ่มไม้แถวๆ หน้ากระต๊อบทศพล พิมพ์พร เจิดนภา วันชนะ ประกิต สมมาตร และเชษฐ์กำลังซุ่มแอบดูอยู่ พิมพ์พรกับเจิดนภาเห็นพังพอนขู่คำแก้วใหญ่ก็หันไปมองหน้าวันชนะที่ท่าทางอึ้งไปนิดหน่อย

พิมพ์พรย้ำ “เห็นมั้ยฉันบอกแล้วว่านังคำแก้วมันเป็นงู”

วันชนะกับประกิตหันมองหน้ากัน เริ่มลังเล

เชษฐ์ส่ายหัว หน้าตาเบื่อๆ ที่ต้องมาทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง “แค่นี้จะตัดสินว่าคำแก้วเป็นงูไม่ได้หรอกมันอาจกลัวคน”

“พวกนายบอกเองไม่ใช่เหรองูกลัวพังพอน นังคำแก้วยืนหน้าถอดสีอยู่นั่น” เจิดนภาบุ้ยปาก

“ตอนพวกเธอเห็นพังพอนทีแรกก็หน้าซีดเป็นไก่ไหว้เจ้าเหมือนกันแหละ” สมมาตรแขวะ

“แหกตาดูสิ !พังพอนมันขู่นังคำแก้วเอาเป็นเอาตายขนาดนั้น ไม่ใช่งูแฝงอยู่ในร่างมันแล้วจะอะไร” พิมพ์พรพยักเพยิดให้ทุกคนหันกลับไปสนใจคำแก้วที่กำลังยืนจ้องตากับพังพอนอยู่ ท่าทางโมโห รู้สึกเหมือนมีใครมาลองดีกับเธอ

ทศพลเห็นคำแก้วชะงักยืนนิ่งก็ก้มลงมองตามสายตา เห็นพังพอนก็นิ่วหน้าสงสัย “พังพอนมาจากไหน” พังพอนยังโก่งตัวขู่คำแก้วไม่เลิก คำแก้วโมโหก้าวเท้ากำลังจะเข้าไปจัดการ แต่ทศพลที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวดึงแขนเธอไว้อย่างเป็นห่วง “ท่าทางดุไม่เบา คำแก้วระวังมันกัดเอานะ”

“มันก็แค่ขู่ ทำอะไรคำแก้วไม่ได้หรอก” คำแก้วตวัดสายเหยียดไปมอง แววตาเหมือนสัตว์ดุร้ายขึ้นมาวูบหนึ่ง เหมือนงูกับพังพอนที่จ้องตากัน

ที่หลังพุ่มไม้ตรงมุมที่วันชนะกับประกิตแอบอยู่ทำให้เห็นแววตานั้นเข้าอย่างจัง ทั้งคู่ชะงักไป เหลือบตามองกันอย่างอึ้งๆ

“แกเห็นเหมือนที่ฉันเห็นมั้ยวะไอ้กิต”

ประกิตพยักหน้ารับ กลืนน้ำลายเอื๊อกอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา “เต็มสองลูกกะตาเลยว่ะ”

คำปองเดินมาที่กระต๊อบพอดี เห็นพังพอนยืนขู่คำแก้วอยู่ “ใครมันเล่นพิเรนทร์เอาพังพอนมาปล่อยแถวนี้” คำปองหันมองรอบๆ เหมือนเห็นอะไรแว้บๆ หลังพุ่มไม้ พวกวันชนะรีบก้มหลบกันใหญ่ “พ่อทศพลไล่มันไปซะ เดี๋ยวมันกินไก่หมดเล้า”

ทศพลพยักหน้ารับคำ วางกระจาดขนมที่แคร่ “จ้ะ แม่” เขาหยิบกิ่งไม้แถวนั้นมาขู่ไล่ “ชิ้วๆๆ!!! ไป !” พังพอนวิ่งจู๊ดหนีไปในที่สุด

คำปองเห็นคำแก้วยังมองตามพังพอนไป แววตายังอาฆาตไม่หายก็รีบเปลี่ยนเรื่อง “จะไปขายของกันไม่ใช่รึ รีบไปเถอะ เดี๋ยวสายตลาดจะวายซะก่อน”

ทศพลจูงมือคำแก้วเดินออกจากบ้านไป คำปองมองตามหลังแล้วถอนหายใจ ก่อนจะหันไปที่พุ่มไม้ให้พวกวันชนะสะดุ้ง ก่อนหันหลังเดินกลับไป

 

ที่พุ่มไม้ ทุกคนรอจนทศพล คำแก้วและคำปองเดินห่างออกไปไกลก็เดินออกมา

“เกือบไปแล้วมั๊ยล่ะ น้าคำปองนี่หูตาไวชะมัด” ประกิตถอนหายใจ

พิมพ์พรได้ที สำทับ “คราวนี้จะเชื่อได้หรือยังว่าคำแก้วมันเป็นคนครึ่งงู”

สมมาตรโต้กลับ “เหลวไหล ! เธอนี่ท่าจะอ่านนิยายมากไป คนครึ่งงูมีที่ไหน ประสาท !”

“นัตถิ ปัญญา อะฌายิโน”

วันชนะหันไปถามเชษฐ์ “แปลว่าอะไรวะ หลวงปู่”

“คนไม่พินิจพิจารณา เป็นคนไม่มีปัญญา”

“แกหาว่าพวกฉันโง่เหรอ” เจิดนภาหัวเสีย

“ก็แล้วแต่เธอจะคิด”

เจิดนภาไม่สบอารมณ์ ที่ถูกเชษฐ์ด่านิ่มๆ

 

วันชนะ ประกิต สมมาตร และเชษฐ์เดินมาตามทาง วันชนะกับประกิตนิ่งเงียบเหมือนกำลังครุ่นคิดบางอย่าง

“ยัยพิมพ์กับยัยเจิดพร่ำอยู่ได้ว่าคำแก้วเป็นงู น่าขำจริงๆ” สมมาตรหัวเราะ

วันชนะกับประกิตเหลือบตามองกัน “บางทีที่ยัยพิมพ์กับยัยเจิดอาจจะไม่ได้โกหกก็ได้นะ”

สมมาตรกับเชษฐ์ชะงัก หันขวับมองวันชนะอย่างอึ้งๆ สมมาตรต่อว่าเพื่อน “แกถูกยัยสองคนนั่นล้างสมองไปแล้วหรือไง คำแก้วเป็นเมียไอ้พลนะโว้ย”

“ฉันเองก็ไม่อยากจะเชื่อหรอกนะ แต่ฉันเห็น...” วันชนะอ้ำอึ้ง

“เห็นอะไร” เชษฐ์ซัก

“สายตาที่คำแก้วจ้องพังพอนราวกับเจอศัตรูคู่อาฆาตยังไงยังงั้น”

สมมาตรย้อน “พังพอนขู่ฟ่อๆ ขนาดนั้นแกจะให้คำแก้วยิ้มร่าหรือไง”

“ฉันก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่เห็นแล้ว อดขนลุกซู่ไม่ได้” ประกิตเสริม

“แกก็เป็นไปกับเขาด้วยเหรอวะไอ้กิต” เชษฐ์หนักใจ

วันชนะอึดอัด “แกสองคนไม่เชื่อพวกฉันเหรอวะ”

“ฉันเชื่อแต่สิ่งที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้เว้ย” สมมาตรประกาศก้อง

“แล้วแกล่ะไอ้หลวงปู่”

เชษฐ์ตอบประกิตอย่างจริงจัง “ฉันยึดหลักกาลามสูตร....ไม่เชื่ออะไรจนกว่าจะใช้ปัญญาพิจารณาอย่างถ่องแท้ พวกแกก็เหมือนกันอย่างงมงายให้มันมากนัก มีสติกันซะมั่ง”

วันชนะกับประกิตมองหน้ากันอย่างอ่อนใจที่เพื่อนไม่เชื่อ

 

ทศพลกับคำแก้วช่วยกันขายขนมที่ตลาด กำนันแย้ม หมออ่วม บุญส่ง ผ่านหน้าร้านคำแก้วกำลังจะไปบ้านหมออ่วม คำแก้วเหยียดยิ้ม ส่งสายตาเยาะเย้ยดูถูกอย่างเปิดเผย

กำนันแย้มพูดกระทบ “เปรี้ยวปาก อยากกินผัดเผ็ดงูแกล้มเหล้าโว้ย!”

“ลองออกไปล่างูแถวปราสาทร้างท้ายหมู่บ้านดูสิ เขาว่ากันว่างูชุมนัก อาจจะได้งูตัวใหญ่ๆ ก็ได้ แต่ระวังนะ งูมันจะฉกเอา” คำแก้วส่งสายตาท้าทายแฝงแววตาอาฆาตแค้นไปให้ พวกกำนันแย้มชะงักพากันร้อนๆ หนาวๆ

“ต่อให้ใหญ่แค่ไหน ผมก็ไม่กลัว ยิ่งตัวใหญ่สิยิ่งดี จะได้แล่เนื้อมันเอามาผัดเผ็ดเลี้ยงคนทั้งดอนไม้ป่า เนื้อมันคงจะหวานพิลึก” บุญส่งยังไม่ยอมแพ้ ส่งสายตาท้าทายกลับ

 

คำแก้วยิ่งโกรธแค้นเมื่อนึกถึงเรื่องในอดีตชาติ

“เอ็งสองคนผัวเมียจะมากินกับพวกข้ามั้ยล่ะ” กอแกล้งยั่ว

“คำแก้วไม่กินเนื้องู ผมก็ไม่ชอบเหมือนกันอยากทำอะไรก็เชิญตามสบายกันเถอะ ดอนไม้ป่าเป็นของกำนันอยู่แล้วนี่” ทศพลตอบเสียงเรียบ

คำแก้วแดกดัน “อยากกินเนื้องู ก็ระวังตัวไว้ให้ดีก็แล้วกัน โบราณว่าหมองูมักจะตายเพราะงู คราวนี้กำนันอาจดวงไม่แข็งเหมือนคราวก่อน”

“ก็ให้มันรู้ไปสิว่างูมันจะเก่งกว่าคน ต่อให้เป็นงูเจ้าแม่ ข้าก็จะหาวิธีจัดการกับมันจนได้” กำนันแย้มเสียงเข้ม

“กำนันจะจัดการกับงูที่ไหนผมไม่ว่า แต่อย่ามารังแกเมียผมก็แล้วกัน” ทศพลพูดทิ้งท้าย

คำแก้วจ้องตากับพวกกำนันแย้มเขม็ง เป็นศัตรูกันข้ามภพข้ามชาติ

 

ที่บ้านหมออ่วม กอบ่น “พวกเราจะรอให้เจ้าแม่นาคีมันกลับมาเล่นงานอยู่อย่างนี้เหรอ ข้าเครียด ประสาทจะกินอยู่แล้ว”

“ข้าก็ให้ว่านพญาลิ้นงูไว้ป้องกันตัวแล้วไง”

กอย้อนหมออ่วม “มันจะช่วยป้องกันได้ซักกี่น้ำตอนนี้เรารู้แล้วว่าเจ้าแม่นาคีแฝงตัวอยู่ในร่างนังคำแก้ว มันไม่ปล่อยเราไว้แน่”

 

กำนันแย้มตัดบท “เราต้องหาทางกำจัดมัน ก่อนที่มันจะกำจัดเราหมออ่วมพอมีวิธีมั้ย”

กอย้อนหมออ่วม “มันจะช่วยป้องกันได้ซักกี่น้ำตอนนี้เรารู้แล้วว่าเจ้าแม่นาคีแฝงตัวอยู่ในร่างนังคำแก้ว มันไม่ปล่อยเราไว้แน่”

กำนันแย้มตัดบท “เราต้องหาทางกำจัดมัน ก่อนที่มันจะกำจัดเราหมออ่วมพอมีวิธีมั้ย”

หมออ่วมนิ่งคิด “มีน่ะมันก็มีอยู่แต่มันอันตราย”

กอไม่กลัว “ตอนนี้ไม่มีอะไรอันตรายไปกว่าเจ้าแม่นาคีแล้ว”

บุญส่งซัก “มีวิธีอะไร บอกมาเลย มาถึงขั้นนี้แล้ว มันต้องแตกหักกันไปข้าง”

หมออ่วมหันมาหาบุญส่ง “คุณเคยได้ยินตำนานเหล็กไหลหรือเปล่า”

 

“เหล็กไหล ที่เขาว่ากันว่าอยู่ในป่าดงดิบนั่นน่ะเหรอ”

 

หมออ่วมพยักหน้า “ใช่ มันเป็นโลหะธาตุแปลกประหลาดมีชีวิต สามารถเคลื่อนที่เองได้ อาศัยอยู่ตามถ้ำในป่าลึก อานุภาพของมันสามารถป้องกันภยันตรายจากสิ่งลี้ลับได้ทุกประเภท”

“แล้วเราจะไปเสาะแสวงหาเหล็กไหลได้จากที่ไหนวะ หมออ่วม” กอเอ่ยถาม

“ภูพระนาง !”

ทุกคนมองหน้ากันอย่างเริ่มมีความหวังอีกครั้ง

คำแก้วนั่งอยู่ที่แคร่ วิตกกังวลถึงเรื่องความปกติในตัวเธอ คำแก้วคิดถึงตอนที่ลอกคราบ และกลายร่างเป็นงูเจ้าแม่นาคี

ทศพลเอาผ้าผวยมาห่มให้คำแก้วคลายหนาว “คิดเรื่องกำนันแย้มอยู่เหรอ... อย่าไปใส่ใจเลย เขาจะคิดยังไงก็ช่าง เราเปลี่ยนความคิดเขาไม่ได้”

“พี่เชื่อเรื่องที่พวกกำนันแย้มหาว่าคำแก้วเป็นงูหรือเปล่า” คำแก้วถามหยั่งเชิง

“พุทโธ่ ! ใครจะไปเชื่อ พวกนั้นหลอกว่าคำแก้วเป็นงู จะได้ไล่พี่กลับกรุงเทพฯ แผนตื้นๆ พี่รู้ทันหรอก”

“แล้วถ้าคำแก้วเป็นงูขึ้นมาจริงๆ ล่ะ”

“พี่ก็จะยอมให้คำแก้วรัดให้ตายเลย...แบบนี้ๆ” ทศพลกอดรัดคำแก้ว แล้วหอมซ้ายทีขวาทีด้วยความรัก

“พอได้แล้ว ! คำแก้วช้ำไปทั้งตัวแล้ว!”

“พี่รักคำแก้วนะ แล้วคำแก้วล่ะ รักพี่หรือเปล่า”

คำแก้วพยักหน้า พูดเบาๆ “รัก...”

“อะไรนะ ไม่ได้ยิน”

คำแก้วพูดดังขึ้น “รัก”

ทศพลแกล้งไม่ได้ยิน “ห๊ะ?”

“บอกว่ารักไง รักๆๆ ได้ยินหรือยัง”

ทศพลโอบกอดคำแก้วแน่น ยิ้มอย่างมีความสุข คำแก้วหันมองหน้าทศพลเห็นส่งยิ้มละมุนมาให้ก็รู้สึกสังหรณ์ใจกลัวว่าจะเสียเขาไป

 

เมืองอินทร์นั่งอยู่หน้าหิ้งพิธี ในมือมีธงสามชายที่กำลังใช้เทียนไขลงอักขระคาถาอยู่ เมืองอินทร์เป่าพ่วงใส่ธงสามชาย แล้วส่งให้ลำเจียกที่นั่งพนมมือก่อนจะรับไปอย่างงงๆ

“อะไร ?”

“มนต์เสน่ห์ธงสามชาย ข้าเขียนชื่อเอ็งกับชื่อไอ้หนุ่มนั่นลงไปในนั้นธงแล้ว เอ็งเอาไปปักที่ยอดต้นไม้สูงๆ ลมจะนำมนต์เสน่ห์ในธงนี่ไปหามัน”

“จะได้ผลแน่เหรอ”

“ถ้าไม่เชื่อ เอ็งก็ไม่ต้องเอา”

ลำเจียกรีบตะครุบธง “เอาจ้ะเอา”

“มนต์ของข้าจะทำให้มันเกิดความรัญจวนใจ เอาแต่คิดถึงเอ็ง ร่ำร้องหาเอ็งตลอดเวลา ไม่เกิน 3 วันมันจะร้อนรนจนทนไม่ไหวตามเอ็งมาถึงที่นี่”

“แล้วหลังจากนั้นล่ะ”

“อีโง่! เอ็งก็จับมันทำผัวสิวะ”

ลำเจียกมองธงแล้วยิ้มอย่างหมายมั่นปั้นมือ

ชบายืนชะเง้อคอมองไปในบ้าน คอยดูต้นทางอยู่ในสวน ส่วนซ่อนกลิ่นคอยดูต้นทางให้ ลำเจียกกำลังปีนต้นไม้ใหญ่เอาธงไปปักอยู่

“เร็วๆ สิลำเจียก เดี๋ยวพ่อฉันก็ตื่นมาเห็นกันพอดี” ชบาเร่งมองซ้ายมองขวา

“ฉันต้องปักให้สูงๆ ลมแรงๆ มนต์เสน่ห์จะได้พัดไปหาคุณทศพลไวๆ” ลำเจียกปีนป่ายหามุมปักธง

ซ่อนกลิ่นเหน็บ “เดี๋ยวก็ตกลงมาแข้งขาหักหรอก”

ลำเจียกย้อนทันควัน “ขาหักแต่ได้คุณทศพลมาเป็นผัว ฉันยอม !”

ลำเจียกปีนลงมาจากต้นไม้อย่างปลอดภัย ซ่อนกลิ่นถอนหายใจเฮือกออกมา ทั้งสามคนยืนมองธงสามชายบนยอดต้นไม้ ลำเจียกยิ้มอย่างพอใจ

“คุณทศพลจะมาหาแกมาภายใน 3 วันแน่เหรอ” ชบาสงสัย

“ดีไม่ดี เขาอาจจะมาพรุ่งนี้เช้าเลยก็ได้ เขาไม่มีทางต้านทานมนต์เสน่ห์ของพ่อหมอเมืองอินทร์ได้หรอก” ลำเจียกยิ้มมั่นใจ ฝันหวานถึงวันพรุ่งนี้

“จะว่าไปพ่อหมอเมืองอินทร์นี่ก็หล่อไม่เบานะ หล่อกว่าคุณประกิตอีก” ซ่อนกลิ่นทำตาเยิ้ม

ลำเจียกชะงักกึก หันขวับไปมองซ่อนกลิ่น แต่ซ่อนกลิ่นมัวแต่เพ้ออยู่กับชบาเลยไม่ทันได้สังเกต

“ทั้งหล่อ ทั้งเก่ง ทั้งโหด เวลาจ้องทีฉันล่ะแข้งขาอ่อนระทวย ลืมคุณเชษฐ์ไปเลย” ชบาเพ้อ

“โอ๊ย อย่าเพ้อไปหน่อยเลย พ่อหมอเขาถือพรหมจรรย์ ไม่หือไม่อือกับผู้หญิงหรอก แกสองคนอย่าคิดไปยุ่งกับเขาให้เสียเวลาเลย มองหาผู้ชายคนอื่นดีกว่า” ลำเจียกกันท่า

“แหม... แกก็พูดได้สิลำเจียก แกมีคุณทศพลแล้วนี่” ซ่อนกลิ่นเบ้ปาก

“ทำแบบนี้นี่เท่ากับประกาศตัวเป็นศัตรูกับเจ้าแม่นาคีเลยนะ แย่งผัวทั้งคน เจ้าแม่ไม่เอาแกไว้แน่” ชบานึกเป็นห่วง

“ฉันไม่กลัวมันหรอก ตราบใดที่หมอเมืองอินทร์ยังอยู่ทั้งคน สักวันต้องกำจัดมันได้แน่” ลำเจียกยิ้มเยาะ เหลือบตาไปมองธงสามชายบนยอดไม้อย่างเปี่ยมไปด้วยความหวัง

จู่ๆ ก็เกิดแสงวาบขึ้นที่ธงสามชายซึ่งกำลังปลิวสะบัด ก่อนจะมีกลุ่มควันมนต์เสน่ห์บางเบาลอยอ้อยอิ่งไปตามแรงลม

 

กลุ่มควันมนต์เสน่ห์ลอยมาตามลม ก่อนจะลอยมาวนรอบๆ ทศพลที่กำลังนั่งยิ้มพลางโอบกอดคำแก้วอยู่ ครู่เดียวควันก็พุ่งเข้าใส่กลางหน้าอกทศพล

ทศพลกระตุกเฮือกจนคำแก้วหันไปมองอย่างสงสัย “พี่....เป็นอะไรหรือเปล่า”

ทศพลสะบัดหน้าไล่อาการแปลกๆ คำแก้วเห็นก็เอื้อมมือไปแตะแขนทศพล พอมือคำแก้วแตะโดน ทศพลก็สะดุ้งเฮือก ดีดตัวออกจากคำแก้วทันที คำแก้วชะงัก นิ่วหน้ามองทศพลอย่างไม่เข้าใจ

“ร้อนๆ หนาวๆ ครั่นเนื้อครั่นตัวบอกไม่ถูก”

“เมื่อกี้นี้ยังดีๆ อยู่เลย”

คำแก้วทำท่าจะขยับเข้าไปหาทศพลอีก แต่ทศพลก็ขยับหนีทันทีจนคำแก้วขมวดคิ้วสงสัย

“ไม่รู้เหมือนกัน พี่ไปนอนก่อนนะ” ทศพลรีบหันหลังเข้าบ้านไปทันทีไม่อยากอยู่ใกล้คำแก้ว

คำแก้วมองตามไปอย่างแปลกใจ

 

ทศพลนอนหลับตาหันหลังให้ คำแก้วเปิดประตูเข้ามา แล้วเดินเข้ามานอนข้างๆ ทศพลนิ่วหน้า รู้สึกแปลกๆ พยายามข่มตาหลับ คำแก้วเหล่มองทศพลอย่างสงสัย ก่อนจะหลับตานอนลงไปทั้งๆ ที่ยังติดใจ เวลาผ่านไปทศพลนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย พลิกไปพลิกมา

“นอนไม่หลับเหรอพี่”

ทศพลขมวดคิ้วแน่น เขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร แต่เขาไม่อยากอยู่ใกล้คำแก้ว มันร้อนแปลกๆ “อืมมม.... มันร้อน.... ร้อนไปหมด....”

คำแก้วมองไปที่หน้าต่างเห็นเปิดรับลมเป็นปกติ “ลมพัดตึงๆ พี่ยังร้อนอีกเหรอ”

ทศพลทนไม่ไหว ลุกขึ้นมานั่ง “คืนนี้พี่ไปนอนกับพวกไอ้นะที่เถียงนานะ” พูดจบก็สะบัดผ้าห่มเดินดุ่มๆ ออกไปเลย

คำแก้วจะเรียกแต่ก็ไม่ทัน ได้แต่มองตามอย่างงงๆ ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

 

วันชนะ ประกิต สมมาตร และเชษฐ์กำลังกางมุ้งเตรียมจะนอนกัน ทศพลก็เดินดุ่มๆ ขึ้นบันไดมา ทุกคนหันไปมองอย่างงงๆ

“อ้าว ไอ้พล ไปไงมาไงวะ” วันชนะร้องทัก

“มาขอนอนด้วย”

วันชนะงง “ทำไมไม่นอนก็เมียแกวะ อย่าบอกนะว่าทะเลาะกัน”

“ไม่ได้ทะเลาะ แค่รู้สึกแปลกๆ”

ประกิตอยากรู้ “แปลกยังไงวะ”

“อยู่ใกล้แล้วอึดอัด” ทศพลไม่เข้าใจตัวเอง

สมมาตรงง “ก่อนหน้านี้เห็นติดหนึบคำแก้วอย่างกะตุ๊กแก”

ประกิตซัก “นั่นสิ เบื่อเร็วขนาดนี้เลยเหรอวะ”

“หรือแกได้ใหม่แล้วลืมเก่า หลงสาวบ้านไหนเข้าวะ แกนี่มันพ่อไก่แจ้จริงๆ” วันชนะหัวเราะร่าแซวทศพลสนุกปาก

ทศพลนิ่วหน้ากำลังจะอ้าปากเถียง แต่ภาพในหัวทศพล ลำเจียกยิ้มหวานมาให้แว้บขึ้นมา ทศพลชะงัก กะพริบตาปริบ รู้สึกแปลกๆ

“กาเมสุ มิจฉาจาราเวระมณี... ผิดศีลข้อ 3 ตายไปต้องตกนรกปีนต้นงิ้วหนามแหลมยาว 16 องคุลี” เชษฐ์เทศน์

วันชนะรีบแก้ตัว “รู้แล้วน่า ฉันก็แค่แซวไอ้พลมันเล่นๆ ใครวะจะอยากให้เพื่อนมีชู้ จริงมั้ย?”

ทศพลรู้สึกหลงใหลคิดถึงแต่ลำเจียกด้วยอำนาจแห่งมนต์เสน่ห์

เช้าวันใหม่ คำแก้วจัดสำรับกับข้าวไว้รอท่าทศพล ทศพลเดินเข้าบ้านมาพอดีชะงักไปนิดเมื่อเห็นคำแก้วเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะยิ้มให้

“มาพอดีเลย ฉันว่าจะไปตามพี่อยู่ ข้าวกำลังร้อนๆ พี่จะกินเลยมั้ย”

ทศพลมองหน้าคำแก้วแล้วเหลือบไปมองกับข้าว 2-3 อย่างหน้าตาน่ากิน “พี่ไม่ค่อยหิวจะกินก็กินก่อนเลย” ทศพลยิ้มบางให้คำแก้วแล้วทำท่าจะผละไป

“นั่นพี่จะไปไหน”

ทศพลหยุดชะงัก แต่ไม่ยอมหันมามองหน้าคำแก้ว “ขุดดินยกร่องแปลงผัก”

 

“ไม่กินข้าวกินปลาเสียหน่อยเหรอพี่ เดี๋ยวก็เป็นลมเป็นแล้งกันพอดี”

ทศพลหยุดชะงัก แต่ไม่ยอมหันมามองหน้าคำแก้ว “ขุดดินยกร่องแปลงผัก”

“ไม่กินข้าวกินปลาเสียหน่อยเหรอพี่ เดี๋ยวก็เป็นลมเป็นแล้งกันพอดี”

ทศพลไม่ฟังเสียง แบกจอบเดินออกจากกระต๊อบไป คำแก้วขมวดคิ้ว เหลือบมองกับข้าวที่ทำไว้แล้วถอนใจ

 

ทศพลขุดดินอย่างขะมักเขม้น ทศพลยกมือปาดเหงื่อ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาแล้วชะงัก ทศพลเห็นลำเจียกกำลังเดินผ่านพลางยิ้มหวานให้ ทศพลเบิกตาโพลง แต่พอกะพริบตา ภาพลำเจียกหายไปกลายเป็นหญิงชาวบ้านเดินผ่านไป ทศพลสะบัดหัวตั้งสติ กำลังจะขุดดินต่อก็เหลือบไปเห็นดอกไม้ใกล้ๆ แปลง “ดอกลำเจียก...”

 

ภาพในหัวทศพล ลำเจียกยิ้มหวานมาให้แว้บขึ้นมา “ลำเจียก…” ยิ่งคิดถึง ยิ่งเห็นเห็นภาพหลอน ทศพลรู้สึกร้อนรุ่มแปลกๆ เหงื่อแตกพลั่ก หายใจแรงขึ้น เกิดอารมณ์กำหนัดขึ้นมาแบบไม่รู้ตัว ทศพลพยายามสูดหายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อเรียกสติ ระงับอารมณ์ ทศพลพยายามขุดดินเพื่อสลัดความคิดฟุ้งซ่านในหัว

 

บุญส่งเดินไปเดินมา เก็บเสื้อผ้าและของใช้จำเป็นใส่กระเป๋าเดินทางที่วางอยู่บนเตียง พิมพ์พรกับเจิดนภานั่งอยู่ใกล้ๆ

พิมพ์พรหน้างอหงอยจนบุญส่งต้องเดินเข้ามาปลอบ “พ่อไปไม่กี่วันเดี๋ยวก็กลับ”

“พิมพ์ขอตามไปหาเหล็กไหลด้วยไม่ได้เหรอ” พิมพ์พรเง้างอด

“มันอันตราย รอพ่ออยู่ที่นี่น่ะดีแล้ว”

“เธอจะได้อยู่ใกล้ชิดกับทศพลสมใจไง” เจิดนภารีบห้ามเพราะกลัวพิมพ์พรจะตามไปด้วยจริงๆ แล้วไม่วายต้องลากเธอไปด้วยอีก

“พลขลุกอยู่กับนังคำแก้วทั้งวันทั้งคืน ไม่สนใจฉันเลย” พิมพ์พรหน้าเศร้า

“ไอ้หนุ่มนั่นมันหน้าโง่ สมสู่อยู่กินกับงูยังไม่รู้ตัวอีก”

พิมพ์พรบอกบุญส่งแววตามีความหวัง “พ่อต้องเอาเหล็กไหลกลับมาปราบนังงูผีให้ได้นะ พิมพ์จะรอ”

“ตราบใดที่นังงูผีมันยังลอยนวล พ่อคงนอนตายตาไม่หลับ” บุญส่งอาฆาตแค้น

“อยู่ทางนี้ หนูกับพิมพ์จับคอยจับตาดูนังคำแก้วไม่ให้คลาดสายตา” เจิดนภารับปาก

“ระวังตัวด้วย พ่อไปล่ะ” บุญส่งร่ำลาพิมพ์พรแล้วลงจากเรือนรับรองไป

บุญส่งเดินหิ้วกระเป๋าออกมา สมทบกับกำนันแย้ม หมออ่วม กอ เตรียมออกเดินทาง

สุภัทรนั่งจิบกาแฟ อ่านตำราโบราณคดีอยู่เห็นเข้าก็เอ่ยทัก “นั่นพวกคุณจะไปไหน”

“พวกผมกำลังจะเข้าป่า” กำนันแย้มตอบ

สุภัทรแปลกใจ “เข้าป่า ? จะล่าสัตว์งั้นเหรอ ?”

“พวกผมจะไปตามหาเหล็กไหลที่ภูพระนางมาทำศาสตราวุธเพื่อปราบเจ้าแม่นาคี ดอกเตอร์จะไปด้วยกันมั้ยล่ะ” หมออ่วมชวน

“ไม่ล่ะครับ ผมเป็นแค่นักโบราณคดี มาที่นี่เพื่อศึกษาหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ไม่เคยคิดจะผจญภัยเข้าป่าหาของวิเศษอะไรเทือกนั้น”

กอตอกกลับ “ลูกชายมีเมียเป็นงู ดอกเตอร์ไม่กลัวมั่งหรือไง”

สุภัทรขมวดคิ้วทำหน้างงไม่เข้าใจสิ่งที่กอถาม “หมายความว่ายังไง”

“ก็หมายความว่านังคำแก้วเป็นร่างนึงของเจ้าแม่นาคีน่ะสิ”

สุภัทรนิ่งอึ้งไปครู่ ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ “นี่คิดว่าผมเป็นเด็กอมมือหรือไงถึงจะเชื่อเรื่องหลอกเด็กพรรค์นี้”

“มันฆ่าลูกชายผมไปแล้ว คนต่อไปอาจจะเป็นลูกชายดอกเตอร์ก็ได้” กำนันแย้มเสียงเข้ม

“เชิญพวกคุณเถอะ ผมยังมีอะไรต้องทำอีกเยอะแยะ” สุภัทรส่ายหน้าเชิงไร้สาระ แล้วอ่านตำราต่อ

บุญส่งเห็นสุภัทรไม่สนใจสิ่งที่พวกเขาพูดก็เลิกเซ้าซี้ “ดอกเตอร์ไม่เชื่อก็ช่างเขาเถอะ ! เกิดเรื่องเมื่อไหร่เดี๋ยวก็รู้เอง เราออกเดินทางกันได้แล้ว”

คณะเดินทางของกำนันแย้มพากันเดินจากไป ที่ต้นไม้นอกหน้าต่าง งูเขียวสองตัวจ้องมองมาในเรือนรับรอง ก่อนจะพากันเลื้อยหายไปอย่างรวดเร็ว

 

งูเขียวสองตัวเลื้อยมาตามทาง ก่อนจะแปลงกายเป็นร่างโปร่งใสทีละตัว เลื่อมประภัสร์กับฉัตรสุดาหันมองหน้ากัน ท่าทางโกรธแค้น

เลื่อมประภัสร์เสียงเขียว “พวกมันกัดไม่ปล่อย คราวนี้ถึงขั้นบุกป่าฝ่าดงตามหาเหล็กไหลเลยเหรอนี่”

“ลงมือกำจัดพวกมันก่อนเลยดีกว่า” ฉัตรสุดาโกรธ

“แต่พวกมันมีว่านพญาลิ้นงู”

“ข้าจะลองเสี่ยง”

“ไม่จำเป็นหรอกฉัตรสุดา ภูพระนางเต็มไปด้วยภยันตรายและภูตผีปีศาจ ไม่เคยมีใครไปที่นั่นแล้วรอดชีวิตกลับมา ปล่อยให้พวกมันรนหาที่ตายตายกลางป่านั่นแหละ”

“ขอให้เป็นเช่นนั้นเถอะ เจ้าแม่จะได้หมดเสี้ยนหนามเสียที” ฉัตรสุดาใจเย็นลง เห็นด้วยกับเลื่อมประภัสร์

ทศพลกำลังตั้งหน้าตั้งตาเอาจอบขุดท้องร่อง คำแก้วเดินหอบปิ่นโตอาหารกลางวันกับเสื่อเข้ามา ทศพลเหลือบตาขึ้นมองคำแก้วที่เดินไปปูเสื่อ เปิดปิ่นโตจัดสำรับกลางวัน ทศพลขุดดินต่ออย่างไม่สนใจฉายแววเย็นชาอย่างเห็นได้ชัด

“พี่... ตะวันตรงหัวแล้ว พักกินข้าวก่อนเถอะ คำแก้วทำกับข้าวมาให้ ของโปรดของพี่ทั้งนั้น”

ทศพลเหลือบตามองอาหารในปิ่นโต เห็นงูเลื้อยยั้วเยี้ยอยู่ในปิ่นโตอันหนึ่งก็ผงะ เผลอทำจอบตกพื้นเสียงดังจนคำแก้วหันไปมองอย่างแปลกใจ

“เฮ้ยยยย!!” ทศพลกะพริบตาปริบ งูยั้วเยี้ยเมื่อครู่กลายเป็นถั่วฝักยาวเอาไว้กินกับน้ำพริกที่คำแก้วตำมา

“พี่เป็นอะไรหรือเปล่า”

ทศพลสลัดหน้า “พี่คงตาลาย”

“กินข้าวก่อนเถอะ” คำแก้วคดข้าวใส่จานให้

“พี่กินไม่ลง เอากลับไปซะเถอะ”

“พี่อยากกินอะไร บอกคำแก้วสิ คำแก้วจะได้ทำมาให้”

“โว๊ยยย!! ถามเซ้าซี้อยู่ได้ น่ารำคาญ” ทศพลปาจอบทิ้งลงพื้น แล้วผลุนผลันเดินออกไป

คำแก้วรู้สึกจุกอก เมื่อเห็นท่าทีของทศพลเปลี่ยนไป

พิมพ์พร เจิดนภาเดินเข้ามาเยาะเย้ยคำแก้ว “อะไร๊....อยู่ด้วยกัน ก้นหม้อข้าวไม่ทันจะดำก็เหม็นขี้หน้ากันซะแล้ว”

“อุตส่าห์ทำกับข้าวมาให้ ผัวก็ดันไม่เหลียวแล” เจิดนภายิ้มเยาะ

คำแก้วพยายามข่มใจ กำมือขยุ้มผ้าถุงระงับโทสะกลั้นไว้

“ไหนๆ ก็ทำมาแล้ว เสียดาย... เทให้หมูให้หมากินก็แล้วกัน เผื่ออานิสงส์ผลบุญจะหนุนส่งให้พลเขาหันกลับมามองเธอบ้าง” พูดจบพิมพ์พรแกล้งเดินเตะปิ่นโตกระเด็น “อุ๊ย! ขอโทษนะ พอดีไม่เห็น...ปิ่นโตเธอมาวางขวางเท้าฉันพอดี”

พิมพ์พรกับเจิดนภาหัวเราะเสียงแหลมสะใจแล้วเดินออกไป คำแก้วมองกับข้าวที่หกเกลื่อนที่พื้นอย่างสะเทือนใจ

 

เพื่อนๆ แอบมองทศพลที่นั่งหงอยอยู่คนคนเดียว

วันชนะชักเริ่มสงสาร “ข้าว่าไอ้พลมันชักจะอาการหนักล่ะ”

“นั่นสิ ตอนรักเขาแล้วเขาไม่รักมันก็นั่งหน้าอมทุกข์แบบนี้ พอเขารักแล้วมันยังมานั่งหน้าอมทุกข์แบบนี้อีก อะไรของมันวะ” ประกิตเห็นด้วย

วันชนะสงสัย “หรือมันจะเบื่อคำแก้วแล้ววะ”

สมมาตรหันขวับ “ถึงเบื่อมันก็ทำอะไรไม่ได้ แต่งกับเขาไปแล้วก็ต้องดูแลรับผิดชอบชีวิตเขา”

“นิดสำมะ กะระนัง เสยโย ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำดีกว่า…จะทำอะไรต้องคิดให้ถี่ถ้วนรอบคอบ จะได้ไม่มานั่งเสียใจทีหลัง”

วันชนะชักรำคาญ “ถามจริงเถอะหลวงปู่ ตอนบวช แกสอบได้เปรียญกี่ประโยควะ”

“สาม!”

ประกิตแซว “ประโยคบอกเล่า คำถาม แล้วก็ปฏิเสธหรือไงวะ”

“ของพวกนี้ อย่าเอามาล้อเล่น ระวังจะจุก” เชษฐ์เอ่ยเสียงเรียบ

“ศักดิ์สิทธิ์ขนาดนั้นเลยเหรอวะ หลวงปู่” ประกิตแปลกใจ

“เปล่า ! เดี๋ยวกูถีบ!” เชษฐ์ง้างเท้าจะถีบประกิต

เพื่อนๆ พากันหัวเราะคลายเครียด

 

ทศพลนั่งใจลอย จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว สายลมพัดวูบเข้ามาปะทะร่าง ทศพลเคลิบเคลิ้มด้วยคาถา ใบหน้าหมองคล้ำเหมือนคนที่ถูกของ ทศพลคิดถึงแต่ใบหน้า ทรวดทรงองค์เอวของลำเจียก

“คุณหนู !!!!”

ทศพลสะดุ้งเฮือก “ป้าอิ่ม !”

“ทำไมหมู่นี้ถึงได้ใจลอยนักล่ะคะ หน้าตาก็ดูคล้ำๆ ไม่มีราศีเอาเสียเลย” ป้าอิ่มทัก

“คงดำแดดมั้งครับ ช่วงนี้ผมทำไร่แทบทุกวัน”

“โถ... คุณหนูของป้า อย่าหักโหมมากนะคะ เดี๋ยวจะล้มหมอนนอนเสื่อเอา”

“ป้าอิ่มว่าผมคิดผิดหรือเปล่าที่แต่งงานกับคำแก้ว”

“พูดอะไรอย่างนั้นคะ”

“ผมอาจจะไม่ได้รักคำแก้วจริงๆ ก็ได้”

“นี่ป้าหูฝาดไปหรือเปล่า”

ทศพลรู้สึกสับสนว้าวุ่นไปหมด

 

สุภัทรกางแผนที่เทวาลัยเจ้าแม่นาคีออกเต็มโต๊ะ มองแผนที่แล้วขมวดคิ้วครุ่นคิด บ่นพึมพำ “มันน่าจะมีทางลงทางอื่น” ป้าอิ่มเข้ามาหาสุภัทร สุภัทรพูดดักคออย่างรู้ทัน “มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับไอ้ลูกชายตัวดีมารายงานฉันอีกล่ะ”

“อิฉันเกรงว่าคุณหนูจะมีปากเสียงกับแม่คำแก้ว”

“ผัวเมียก็เหมือนลิ้นกันฟัน กระทบกระทั่งกันเป็นธรรมดา ทะเลาะกัน เดี๋ยวก็ดีกัน”

“แต่หมู่นี้คุณหนูหน้าตาดูหมองๆ คล้ำผิดปกติ”

“เจ้าทศพลมันโตจนมีเมียแล้ว เมื่อไหร่แม่อิ่มจะเลิกเป็นห่วงมันเสียที”

 

“ถึงยังไงในสายตาของอิฉันคุณหนูก็ยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ อยู่วันยันค่ำ”

“แต่หมู่นี้คุณหนูหน้าตาดูหมองๆ คล้ำผิดปกติ”

“เจ้าทศพลมันโตจนมีเมียแล้ว เมื่อไหร่แม่อิ่มจะเลิกเป็นห่วงมันเสียที”

“ถึงยังไงในสายตาของอิฉันคุณหนูก็ยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ อยู่วันยันค่ำ”

“ลูกน่ะมันเลี้ยงได้แต่ตัวพอถึงเวลามันก็ไม่เห็นหัวพ่อแม่” สุภัทรประชด

“คุณท่านยังไม่หายโกรธคุณหนูอีกเหรอคะ”

สุภัทรไม่ตอบ แสร้งทำเป็นง่วนกับแผนที่ตรงหน้า

 

ลำเจียกเดินกระฟัดกระเฟียดเข้ามาหาเมืองอินทร์ “โอ๊ยยยยย! ฉันรอไม่ไหวแล้วนะพ่อหมอ”

 

“อุวะ! เอ็งใช้ให้ข้าทำเสน่ห์ ข้าก็ทำให้แล้ว จะเอายังไงกับข้าอีก”

“ก็มันไม่ทันใจฉันนี่ ฉันตั้งตารอมาเป็นวันแล้วนะ”

“รอให้มนต์เสน่ห์ของข้าออกฤทธิ์หน่อยไม่ได้หรือไง”

“รอๆๆๆ... จะให้รอจนถึงเมื่อไหร่ ถ้าฉันเป็นปลาหมอคงรอจนเหงือกแห้งไปแล้ว พ่อหมอช่วยเร่งให้คุณทศพลมาหาฉันไวๆ กว่านี้หน่อยได้มั้ย”

“รอไม่ได้ก็ไม่ต้องรอ”

“ถ้าพ่อหมอไม่ช่วยฉัน ฉันก็จะนอนอยู่ที่นี่จนกว่าเขาจะมา”

“นอนไม่ได้โว้ย” เมืองอินทร์โวยวาย

ลำเจียกไม่ฟังเสียง นอนตะแคงอวดทรวดทรงองค์เอว ราวนางแบบปฏิทินเหล้า เมืองอินทร์เบือนหน้าหนี กลัวตัวเองจะตบะแตก ถอนใจฟึดฟัดอย่างอารมณ์เสีย

 

ทางด้านพวกกำนันแย้มเดินตามๆ กันตามทางเดินลาดชันในป่า แต่ละคนทาทางเหนื่อยอ่อน จนกระทั่งพลบค่ำ

พวกของกำนันแย้มปักหลักพักแรมในป่ากำนันแย้มเอ่ยปากบ่น “ถ้าไม่ใช่เพราะนังเจ้าแม่งูผี เราคงไม่ต้องมาตกระกำลำบากกันแบบนี้”

“ได้เหล็กไหลเมื่อไหร่ จะได้ปิดตำนานนังงูผีเสียที” บุญส่งหมายมาด

“อีกไกลมั้ยหมออ่วม” กอเอ่ยถาม

“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” หมออ่วมตอบหน้าตาเฉย

“อ้าว พวกฉันอุตส่าห์ฝากชีวิตไว้ที่หมออ่วมไหงพูดอย่างงั้นตกลงแน่ใจหรือเปล่าว่าบนยอดเขานั่นมีเหล็กไหลจริงๆ” กอชักสีหน้าไม่พอใจ

“สมัยหนุ่มๆ ข้าเคยตามอาจารย์มาเก็บสมุนไพรที่นี่ อาจารย์ข้าบอกว่าเหล็กไหลอยู่ในถ้ำบนยอดภูพระนาง แต่หนทางที่จะขึ้นไปถึงยอดเขาได้มันไม่ใช่เรื่องง่าย” หมออ่วมอธิบาย

“ว่ากันว่าภูพระนางแห่งนี้เป็นที่สิงสู่ของผีดงผีป่าสารพัด บางทีก็มีคนเห็นผู้หญิงนั่งอยู่บนคบไม้ที่สูงเกินกว่าที่คนธรรมดาๆจะปีนขึ้นไปได้ บางทีก็เห็นเงาดำๆคล้ายคนแต่สูงใหญ่กว่าหลายเท่าเดินหายเข้าไปในต้นไม้ สุดแท้แต่ว่าใครจะพบเจอรูปแบบไหน” กำนันแย้มเสริม

“แล้วคนที่เจอ เป็นยังไงมั่ง” กอถามสงสัย

“ไม่จับไข้หัวโกร๋น ก็เป็นบ้าเสียสติ !”

กอได้ยินที่หมออ่วมบอกก็กลืนน้ำลายเอื๊อก ชักหวาดๆ

บุญส่งตัดบท “ก็แค่เรื่องเล่าต่อๆ กันมาจริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้! แยกย้ายกันนอนเอาแรงได้แล้ว พรุ่งนี้ยังต้องผจญภัยกันต่อ”

หมออ่วมเอาสายสิญจน์ออกมาจากย่าม แล้วเดินไปโยงพันเป็นวงกลมรอบต้นไม้ใหญ่ให้ล้อมเอาไว้

กอที่กำลังจะล้มตัวลงนอนโดยใช้เป้เป็นหมอนหันมามองอย่างงงๆ “หมออ่วมทำอะไรน่ะ”

“ภูพระนาง มีอันตรายรอบตัวทั้งสิ่งที่มองเห็นและสิ่งที่มองไม่เห็น ข้าต้องป้องกันเอาไว้ก่อน คืนนี้ห้ามทุกคนออกนอกวงสายสิญจน์ลงอาคมนี่เด็ดขาด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”

ทุกคนพยักหน้ารับคำ ท่าทางกลัวและกังวลไม่น้อย ทุกคนล้มตัวลงนอนด้วยความเหนื่อยอ่อน

 

ป่าช้า ตำบลนาคหนี บรรยากาศน่ากลัว เสียงหมาหอนเป็นระยะ แสงจากตะเกียงเจ้าพายุส่องวอมแวมเหนือหลุมศพในป่าช้า ลำเจียกนั่งยองๆ ใช้มือขุดดินอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่เกรงกลัวเสียงหมาหอน ใกล้ๆ ลำเจียก ชบากับซ่อนกลิ่นละล้าละลัง หันมองรอบๆ อย่างหวาดๆ

“จะทำให้ผู้ชายสักคนมาหลงรัก ทำไมมันต้องลำบากขนาดนี้ด้วย” ซ่อนกลิ่นบ่น

“นั่นสิ แกไม่กลัวบ้างเหรอลำเจียก”

ลำเจียกหันขวับมาหาชบา “กลัวสิ แต่ฉันกลัวคุณทศพลไม่รักฉันมากกว่า เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่ทำให้คุณทศพลรักฉัน ฉันยอมทำทั้งนั้น”

ลำเจียกแววตามุ่งมั่น นึกถึงคำสั่งของเมืองอินทร์ที่ยื่นคำขาดกับลำเจียก

 

“ไปเอาดินปากผีตายโหงมาให้ข้า แล้วข้าจะทำพิธีฝังรูปฝังรอยให้”

“จ้างสัปเหร่อไปเอามาไม่ได้เหรอ”

“ไม่ได้โว้ย ! ถ้าเอ็งอยากได้ผัว เอ็งก็ต้องไปเอามาด้วยตัวเอง”

“แต่ว่า...”

“ถ้าเอ็งไม่กล้า ก็ไสหัวกลับไปซะ อย่ามาเสนอหน้าให้ข้าเห็นอีก”

 

ลำเจียกคิดถึงคำพูดของเมืองอินทร์ก็ยิ่งมีแรงฮึด หันไปเร่งชบากับซ่อนกลิ่น “จะมัวช้าอะไรอยู่เล่า ! รีบๆ เข้าสิ!”

ชบากับซ่อนกลิ่นจำใจต้องช่วยขุด แต่พอเห็นกะโหลกโผล่พ้นผิวดินขึ้นมา ทั้งสองคนก็เบิกตาโพลง

ซ่อนกลิ่นละล่ำล่ะลัก “ละ ลำเจียก น่ะ นั่น มัน…”

“อย่าปอดแหกไปหน่อยเลยก็แค่กระดูกผี” ลำเจียกกลั้นใจ ควักดินออกจากปากหัวกะโหลก

ชบากับซ่อนกลิ่นเมินหน้าหนีด้วยความสยดสยอง ลำเจียกมองดินปากผีในมืออย่างมาดมั่น เอาใส่ถุงที่เตรียมมา

ทันใดนั้น ค้างคาวแม่ไก่ตัวเขื่องโผลงมาตีหน้าชบากับซ่อนกลิ่น

“แหกๆๆๆๆๆๆ !!!!” ชบาร้องลั่นจะวิ่งหนี แต่ล้มหน้าทิ่มปากไปจูบกับหัวกะโหลกคนตายก็กรีดร้อง “กรี๊ดดดดดดด”

ชบาร้องลั่น ทั้งหวาดกลัวและทุกลักทุเล

 

ลำเจียกส่งถุงดินที่ไปขุดมาให้เมืองอินทร์ สภาพทั้งสามคนมอมแมมเปื้อนดิน “ดินปากผีตายโหง ! ฉันเอามาให้แล้ว”

เมืองอินทร์หัวเราะลั่น ชอบใจในความใจเด็ดของลำเจียก “เอ็งนี่ใจเด็ดไม่เบา ในเมื่อเอ็งกล้า ข้าก็จะยอมทำเสน่ห์ให้เอ็ง”

ลำเจียกยิ้มตาวาวออกมาอย่างดีใจ เมืองอินทร์ปั้นรูปหุ่นที่ทำจากดินปากผีตายโหง 7 ป่าช้าผสมขี้ผึ้งขึ้นมา 2 ตัว ตัวหนึ่งลักษณะเป็นผู้ชาย ส่วนอีกตัวเป็นผู้หญิง เอามาประกบติดกัน ก่อนจะร่ายคาถาภาเขมรพึมพำ ลำเจียกนั่งมองเมืองอินทร์อย่างใจจดใจจ่อ

 

ทศพลนอนหลับอยู่ เหงื่อแตกพลั่ก รุ่มร้อน กระสับกระส่าย ครู่เดียวทศพลก็ลืมตาโพลงขึ้นมา แววตาเลื่อนลอย ทศพลลุกขึ้นนั่ง แล้วเดินออกจากที่นอนไปอย่างไม่รู้สึกตัว คำแก้วนอนหลับอยู่ ก่อนจะลืมตาขึ้นมา รู้สึกเหมือนเห็นหลังทศพลไวๆ คำแก้วหันไปมองที่นอนข้างๆ ข้างกายคำแก้วว่างเปล่า คำแก้วหันไปมองด้านนอก สงสัยว่าทศพลไปไหน

 

เมืองอินทร์หยิบใบรักซ้อนที่เด็ดเตรียมไว้มาลงยันต์ ลำเจียกนั่งมอง แววตาลุ้น ตื่นเต้น เมืองอินทร์พึมพำร่ายคาถาอีกครั้งแล้วห่อรูปปั้นด้วยใบรัก “โอม อ้ายทศพล มึงจะต้องรักกู หลงกู มึงจงร้อนใจจนทนอยู่มิได้....” เมืองอินทร์เป่าพรวดลงในหุ่นฝังรูปฝังรอย

 

ที่หน้ากระต๊อบ ร่างทศพลกระตุกเฮือก

“พี่จะไปไหน” คำแก้วแตะแผ่นหลังทศพล ทศพลเหมือนเพิ่งได้สติหันไปมองคำแก้วอย่างมึนงง คำแก้วนิ่วหน้า มองทศพลที่มีอาการแปลกๆ อย่างสงสัย “เป็นอะไรหรือเปล่า”

“เปล่า พี่ร้อน ไม่อยากอยู่ข้างใน”

“ให้ฉันอยู่เป็นเพื่อนมั้ย” คำแก้วขยับเข้ามา แต่ทศพลผงะถอยไปเพราะอยู่ใกล้คำแก้วแล้วยิ่งร้อน

ทศพลเผลอตวาด “ไม่ต้อง!” คำแก้วสะดุ้ง ทศพลรู้สึกตัวค่อยเสียงเย็นลง “คำแก้วไปนอนก่อนเถอะ เดี๋ยวพี่ตามไป””

คำแก้วพยักหน้าเดินไป เข้าใจว่าทศพลคงไม่อยากให้เซ้าซี้ ทศพลมองตามหลังไป ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองรู้สึกอึดอัดแปลกๆ เวลาอยู่ใกล้คำแก้ว

เมืองอินทร์ส่งหุ่นให้ลำเจียกที่รับไปแล้วมองหุ่นอย่างหวาดๆ “เอ็งเอาหุ่นนี่ไปวางไว้ใต้หมอน”

ชบามองที่หุ่นแล้วร้องลั่น “ยี๊! เอาตุ๊กตาดินปากผีตายโหงไว้ใต้หมอน จะไม่ฝันร้ายเหรอพ่อหมอ”

“ถ้ากลัว ก็ไม่ต้องเอา !”

ลำเจียกรีบคว้าหุ่นฝังรูปฝังรอยจากเมืองอินทร์หมับ “ไอ้ตุ๊กตานี่มันศักดิ์สิทธิ์แน่นะ”

“ฮึ ! ไม่ว่าไอ้หนุ่มนั่นมันจะอยู่แห่งหนตำบลใด มันก็ต้องซมซานมาหาเอ็ง” เมืองอินทร์คุยโว

“เมื่อไหร่อีกนานหรือเปล่า?” ลำเจียกสงสัย

“พรุ่งนี้ ! ไม่เกินตะวันตรงหัว !”

ลำเจียกมองหุ่นเปี่ยมด้วยความหวัง

 

ลำเจียกเอาหุ่นฝังรูปฝังรอยยกมือท่วมหัวแล้ววางไว้ใต้หมอน “เจ้าประคู๊ณ... ขอให้สำเร็จทีเถอะ”

ซ่อนกลิ่นกังวล “เล่นคุณเล่นของ เอ็งไม่กลัวมันจะย้อนเข้าตัวมั่งเหรอวะ”

ลำเจียกตอบกลับแบบไม่ลังเล “ฉันกลัวคุณทศพลไม่รักฉันมากกว่า”

“มีพ่อหมอเมืองอินทร์อยู่ทั้งคน เอ็งจะกลัวอะไรวะ นังซ่อนกลิ่น” ชบาเอ่ย

“ฉันอยากจะรู้นัก ตอนนังคำแก้วถูกผัวทิ้ง มันจะทำหน้ายังไง” ลำเจียกยิ้มสะใจ

 

ทศพลเดินพล่านเป็นหนูติดจั่น กระสับกระส่าย พึมพำ “ลำเจียก….” คำแก้วแอบดูอยู่ห่างๆ ด้วยความเป็นห่วง “ต้องไปหาลำเจียก....”

ทศพลจะไปบ้านลำเจียก แต่คำแก้วเข้ามาขวางไว้ “พี่.... อย่าไปเลยนะพี่”

“เรื่องของกู อย่าแส่ !” ทศพลผลักคำแก้วจนล้มลงด้วยอำนาจแห่งมนตราของเมืองอินทร์

คำแก้วร้องไห้ ทั้งเสียใจทั้งน้อยใจ

 

ทศพลวิ่งสะเปะสะปะมาที่บ้านลำเจียก “ลำเจียก! ออกมาหาพี่หน่อย ลำเจียก!” ทศพลตะโกนอย่างคลุ้มคลั่ง บุกเข้าไปในบ้านลำเจียก แต่ไม่มีคนอยู่ “ลำเจียก! พี่มาหาลำเจียกแล้ว” ทศพลค่อยๆ ทรุดตัวลงหน้าประตูอย่างอ่อนแรง คุดคู้อยู่หน้าประตู ทศพลหนาวสะท้านด้วยฤทธิ์มนต์เสน่ห์ เสียงบริกรรมคาถาของเมืองอินทร์แว่วตลอดเวลา

 

คำแก้วนอนไม่หลับ คิดวิตกกังวลเรื่องทศพล “ช่วงนี้พี่พลหน้าหมองคล้ำผิดปกติ พร่ำเพ้อหาแต่ลำเจียกเจ้าประคู๊ณ.... ขออย่าให้เป็นอย่างที่คิดเลย”

ดึกสงัด คำแก้วหลับไปแล้ว เห็นความฝันในอดีตชาติเป็นห้วงๆ

 

แม่ทัพไชยสิงห์หารือเสนาทั้งสี่ อันได้แก่ กษิติ (ดิน) สินธุ (น้ำ) มารุต (ลม) และอัคนี (ไฟ) เบื้องหน้า ทรายถูกวาดเป็นแผนที่แสดงอาณาเขตของเมืองปัตตนคร เมืองมรุกขนคร และเมืองใกล้เคียง แสงไฟจากกองไฟจับดวงหน้าทุกคน ไม่ต่างจากภาพที่ทุกคนนั่งล้อมรอบกองไฟในปัจจุบัน

 

 

จบตอน

 

 

 

 

 

 

จาก  ไทยรัฐ

#นิยายนาคี

#นาคี

 

 


แสดงความคิดเห็น

emotion