นาคี ตอนที่ 7 (จบตอน)

นาคี ตอนที่ 7 (จบตอน)

7 / 860    0
coin × 0  coin × 0
ขนาดฟ้อนต์ 
ก+
ก-
โหมดกลางวัน
โหมดกลางคืน

นาคี ตอนที่ 7

ความรักระหว่างทศพลกับคำแก้วก่อตัวขึ้นช้าๆ สองสามีภรรยามีท่าทีต่อกันในทางที่ดีขึ้น อิ่มพลอยสุขใจไปด้วย แต่สุภัทรกลับไม่ปลื้มและแสดงออกอย่างชัดเจนว่าจะไม่ยอมรับคำแก้วเป็นอันขาด

 

คืนเดียวกันที่ห้องพักบ้านกำนันแย้ม...พิมพ์พรซึ่งย้ายมาอยู่กับพ่อช่วยรื้อข้าวของจากกระเป๋า บุญส่งได้ยินเรื่องราวอาถรรพณ์ของเจ้าแม่นาคีและเหตุวุ่นวายต่างๆก็อดบ่นลูกสาวไม่ได้

 

“ถ้ารู้ว่าแกมาที่นี่ หัวเด็ดตีนขาดพ่อก็ไม่ยอมปล่อยแกมา”

 

“เจ้าแม่นาคีมันโหดเหี้ยมนัก ทำให้พ่อต้องพิการ ฆ่ารัตนาวดี แล้วมันก็แย่งทศพลไปจากพิมพ์”

 

“เดี๋ยวนี้มันฤทธิ์เยอะขึ้นกว่าแต่ก่อน ถึงขนาดมีร่างเป็นมนุษย์ พ่อชักอยากเห็นนังปีศาจครึ่งคนครึ่งงูที่ชื่อคำแก้วอะไรนั่นแล้วสิว่าหน้าตามันจะเป็นยังไง”

 

“พิมพ์จะพาพ่อไปดูหน้ามันเอง พ่อต้องหาทางกำจัดมันให้ได้นะ พิมพ์เกลียดมัน อยากฆ่ามันให้ตาย”

 

“ไม่ต้องห่วง พญาครุฑที่พ่อเอามาด้วยต้องปราบเจ้าแม่นาคีได้แน่นอน!”

 

ooooooo

 

พิมพ์พรทำตามที่รับปาก พาพ่อไปดูหน้าคำแก้วในวันต่อมา คำปองเห็นบุญส่งก็หน้าตึง ไม่อยากเสวนาด้วยเพราะยังปักใจว่าเคนต้องตายเมื่อสิบเก้าปีก่อนเพราะอีกฝ่ายเป็นต้นเหตุ

 

บุญส่งจับสังเกตท่าทางของคำแก้วพลางถามถึงสารทุกข์สุกดิบของคำปอง

 

“ฉันก็สบายดีตามอัตภาพ ตั้งแต่พี่เคนตาย ฉันก็ไม่ได้เห็นหน้าพี่บุญส่งเลย”

 

“เอ็งพูดเหมือนข้าเป็นต้นเหตุทำไอ้เคนตายอย่างนั้นแหละ โน่น...เจ้าแม่นาคีต่างหากที่ฆ่าผัวเอ็ง”

 

“เจ้าแม่ไม่เคยทำร้ายใคร ถ้าไม่มีใครไปหาเรื่องเจ้าแม่ก่อน” คำแก้วโต้ทันควัน

 

บุญส่งไม่ยี่หระท่าทีของคำแก้ว ประกาศกร้าวอย่างไม่เกรงกลัว “มาดอนไม้ป่าคราวนี้ ข้าตั้งใจมาชำระแค้นนังงูผีที่มันทำให้ข้าต้องขาเป๋พิกลพิการแบบนี้ จับมันได้เมื่อไหร่ ข้าจะถลกหนังแล้วสับมันเป็นชิ้นๆ!”

 

คำแก้วโกรธจัดและเกือบจะใช้พลังพญานาคในตัว คำปองต้องบีบมือห้ามไว้ถึงสงบลง แต่กระนั้น...ท่าทางแปลกๆของคำแก้วก็หนีไม่พ้นสายตาจับผิดของบุญส่ง ไหนจะกลิ่นสาบงูคละคลุ้งทั่วบ้าน ทำให้อดีตพรานและล่ามประจำดอนไม้ป่าเชื่อสนิทว่าคำแก้วจะต้องเป็นบริวารของเจ้าแม่นาคีกลับชาติมาเกิดแน่

 

“ผมขอเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ไม่ผมก็มันจะต้องตายกันไปข้าง!”

 

คำประกาศชำระแค้นของบุญส่งทำให้เหล่าบริวารของเจ้าแม่นาคีไม่พอใจ โดยเฉพาะวัชระปราการ บุกเดี่ยวถึงเรือนพักของบุญส่งหรือพระเจ้านิรุทธราชในอดีตชาติ หวังเอาชีวิตขจัดเสี้ยนหนามให้เจ้าแม่นาคี แต่งูใหญ่

 

สีน้ำตาลทองก็สู้อิทธิฤทธิ์ครุฑทองคำไม่ได้ ถูกทำร้ายจนต้องหอบร่างสะบักสะบอมกลับถ้ำใต้เทวาลัย

 

เหล่าบริวารของเจ้าแม่นาคีหนักใจมาก มืดด้วยหนทางจะช่วยเจ้านายสาวให้รอดพ้นจากความแค้นของพวกกำนันแย้มและบุญส่ง เช่นเดียวกับสุภัทรที่แทบผวาเมื่อฝันถึงงูใหญ่ในถ้ำใต้เทวาลัย กังวลว่าทัศนัยจะตกอยู่

ในอันตราย

 

สุภัทรไปตามหาทัศนัยในถ้ำใต้เทวาลัยในวันต่อมา โดยมีพวกเพื่อนๆของลูกชายช่วยนำทาง เมื่อทศพลซึ่งเพิ่งตัดสินใจจะสร้างกระต๊อบเล็กๆอยู่กินกับคำแก้วฉันสามีภรรยารู้ว่าพ่อจะไปสำรวจถ้ำใต้เทวาลัย ก็เข้าใจผิดคิดว่าพ่ออยากขุดซากเมืองโบราณเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง

สองพ่อลูกประกาศสงครามเย็นกันจนทุกคน

 

รอบข้างอึดอัดใจ โดยเฉพาะคำแก้ว ไม่สบายใจเลยที่เป็นสาเหตุให้พ่อลูกต้องทะเลาะกันไม่เว้นแต่ละวัน...

 

ooooooo

 

เวลาเดียวกันที่ตำบลนาคหนี...ลำเจียกพร้อมด้วยชบาและซ่อนกลิ่นตามหาเมืองอินทร์ หมอผีหนุ่มรูปงามชื่อดังด้วยความยากลำบาก ครั้นเมื่อเจอก็ต้องหนักใจเป็นสองเท่าเพราะเขาปฏิเสธไม่ทำเสน่ห์ให้

 

“แต่คนที่แย่งคนรักของฉันคือเจ้าแม่นาคีนะ”

 

ชื่อของเจ้าแม่นาคีทำให้เมืองอินทร์เปลี่ยนใจ ยอมให้สามสาวไปคุยด้วยที่บ้าน ลำเจียกดีใจมาก แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าหมอผีชื่อดังจากตำบลอื่นจะรู้เรื่องเจ้าแม่นาคี

 

เมืองอินทร์พยักหน้าแววตาลุกวาว “ข้าตามหาเจ้าแม่นาคีมานานแล้ว เชื่อกันว่าหนังของเจ้าแม่นาคีนั้นวิเศษนัก หากใครได้ครอบครองจะอยู่ยงคงกระพันฟันแทงไม่เข้า”

 

“แต่ตอนนี้ฤทธิ์มันมากขึ้นทุกวันถึงขั้นเข้าสิงมนุษย์ กลายร่างเป็นได้ทั้งคนทั้งงู จะปราบมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ”

 

“ฤทธิ์เยอะแบบนี้สิดี ข้าชอบ”

 

ลำเจียกชอบใจมาก แล้วก็ต้องหุบยิ้มฉับ เมื่อเขายืนกรานปฏิเสธจะทำเสน่ห์ให้

 

“ข้าบอกแล้วไงว่าเรื่องต่ำๆพรรค์นั้น ข้าไม่ยุ่งด้วย ข้าสนใจจะปราบเจ้าแม่นาคีถลกหนังมันมาปลุกเสกต่างหาก”

 

ขณะที่ลำเจียกคิดหาวิธีเปลี่ยนใจเมืองอินทร์

 

คำแก้วก็ตื๊อขอดูแลแม่เหมือนเดิม เริ่มด้วยการขนผ้าผ่อนใช้แล้วของแม่ไปซัก แม้ว่ามันจะเปื้อนระดูเธอก็ไม่รังเกียจ แต่คำปองกลับห้ามไว้

 

“ไม่ต้องหรอกลูก ผ้ามันเปื้อนเลือด เดี๋ยวแม่เอาไปซักเอง”

 

“ให้ฉันทำเถอะนะ ฉันอยากทำให้แม่”

 

“เก็บแรงไว้ปรนนิบัติผัวเอ็งจะดีกว่า ตอนนี้เอ็งออกเรือนไปแล้วนะ”

 

 

“ไม่ทันไรแม่ก็ไล่ฉันให้ไปอยู่กับคนอื่นซะแล้ว แม่ไม่รักฉันแล้วเหรอ”

“เก็บแรงไว้ปรนนิบัติผัวเอ็งจะดีกว่า ตอนนี้เอ็งออกเรือนไปแล้วนะ”

“ไม่ทันไรแม่ก็ไล่ฉันให้ไปอยู่กับคนอื่นซะแล้ว แม่ไม่รักฉันแล้วเหรอ”

“ไม่มีแม่คนไหนที่ไม่รักลูกหรอกนะ เพราะแม่รักเอ็ง แม่ถึงอยากให้เอ็งได้แต่งงานกับคนดีๆ อย่างพ่อทศพล แล้วไปให้พ้นๆ จากที่นี่” คำปองลูบหัวคำแก้วด้วยความรัก

“คุณทศพลเป็นคนดีจริงๆ ใช่มั้ยแม่? เขาไม่ได้หลอกเราใช่มั้ย?” คำแก้วเองก็ยังไม่แน่ใจในตัวทศพลเท่าไรนัก

 

คำแก้วกำลังหยิบเสื้อผ้าจากตะกร้าจัดลงในกำปั่นไม้ที่วางอยู่มุมห้อง คอยเงี่ยหูฟังเสียงทศพล

ทศพลหอบกระเป๋าสัมภาระข้าวของของเขาที่ติดตัวมาเดินเข้ามาในห้อง “จะให้วางไว้ตรงไหนดีล่ะคำแก้ว”

 

คำแก้วทำเป็นไม่สนใจ”จะวางตรงไหนก็วาง”

ทศพลยิ้มให้ก่อนจะเดินเอาของไปจัดลงในกำปั่นไม้ที่วางอยู่มุมห้อง รวมทั้งหงอนนาคีที่ห่อด้วยผ้า ทศพลจัดของเสร็จอย่างรวดเร็ว แล้วเดินมานั่งข้างคำแก้ว หยิบผ้ามาจะช่วยพับ

“ไม่ต้อง...มันเป็นหน้าที่ฉัน คุณไปนอนเถอะ”

“ไม่เป็นไร คุณเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ให้ผมช่วยจะได้เสร็จเร็วๆ ไงเราจะได้ไป “นอน” ด้วยกัน” ทศพลยิ้มกรุ้มกริ่ม

คำแก้วขยับออกห่างอย่างระแวง “ทำอะไร”

“ก็ทำอย่างที่ผัวเมียคู่อื่นๆ เค้าทำกันน่ะสิ”

คำแก้วทั้งโมโห ทั้งเขิน คว้าหมอนที่วางอยู่ ปาใส่ทศพลอย่างแรง “ทะลึ่ง!”

“โธ่ คำแก้ว ทะลึ่งตรงไหน คุณเป็นเมียผมแล้วนะ”

“ก็แค่ในนามเท่านั้น ฉันยังไม่ได้ตกเป็นของคุณสักหน่อย”

ทศพลขยับเข้าไปนั่งใกล้คำแก้ว คำแก้วจะขยับออกห่างอีก แต่ทศพลกุมมือไว้ “ต่อไปนี้ที่นี่คือบ้านของเรา ถึงจะคับแคบไปสักหน่อย แต่ต่อไปคงพอขยับขยายได้” คำแก้วนิ่งฟังทศพล รู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก “ผมจะปลูกผักสวนครัวเอาไว้กินเอง แล้วก็ให้คุณเอาไปขายที่ตลาดด้วย คุณว่าดีมั้ย”

“คนกรุงอย่างคุณทำไร่ทำสวนเป็นกับเค้าหรือไง”

“ผมรู้ว่ามันเหนื่อย แต่ผมก็จะอดทนเพื่ออนาคตของเรา เผื่อเรามีลูกหัวปีท้ายปีขึ้นมาจะได้ไม่ลำบากไง”

“ใครจะมีลูกกับคุณ”

“ก็คุณไง มีเจ้าตัวน้อยหลายๆ คนยิ่งดี คำแก้วจะได้ไม่เหงา ผมจะเลี้ยงเขาอย่างดีที่สุด ไม่ให้ต้องว้าเหว่เหมือนผม”

ทศพลเสียงเศร้าลง ทำให้คำแก้วรู้ว่าทศพลรักพ่อมากแต่ทำเป็นปากแข็ง “ทำไมคุณไม่ลองพูดจากับพ่อดีๆ บ้าง”

“ผมกับพ่อเหมือนไม้เบื่อไม้เมา คุยได้กี่คำก็ทะเลาะกันทุกที”

“คุณเป็นลูกยังไม่เข้าใจพ่อตัวเอง แล้วถ้าเป็นพ่อคนจะเข้าใจลูกได้ยังไง”

“งั้นก็ลองมีลูกกับผมสักคนสิ ผมจะได้ลองเป็นพ่อดู” ทศพลหอมแก้มคำแก้วฟอดใหญ่

คำแก้วทั้งตกใจทั้งเขิน รีบผลักทศพลออก “คุณนี่มันจริงๆ เลย วกเข้ามาเรื่องนี้ทุกที... สักวันถ้าคุณไม่มีพ่ออย่างฉันคุณจะเสียใจ”

ทศพลสะกิดใจ คำพูดของแก้วเตือนสติให้ได้คิด “ถึงตอนนี้คำแก้วจะไม่มีพ่อ แต่ก็มีผมนะ ผมจะดูแลคำแก้วเอง” ทศพลจับแขนคำแก้ว แต่ปรากฏว่าเป็นเกล็ดผิวหนังของงู ทศพลรีบสะบัดมือออกทันที รู้สึกผิดปกติ

“มีอะไรเหรอจ๊ะ”

ทศพลค่อยๆ จับที่แขนคำแก้วใหม่ แต่คราวนี้ผิวหนังเรียบเนียนดังเดิม“ปละ...เปล่าจ้ะ นอนกันเถอะ”

คำแก้วขมวดคิ้ว รับรู้ว่าทศพลผิดสังเกตกับบางสิ่ง

 

วันชนะ ประกิต สมมาตร และเชษฐ์มาหาสุภัทรที่เรือนรับรอง

วันชนะรายงานตัว “พวกผมพร้อมแล้วครับอาจารย์”

สุภัทรมองวันชนะและเพื่อนๆ แต่ก็ต้องผิดหวังเล็กน้อย เมื่อไม่เห็นทศพลมาด้วย

ประกิตเห็นสีหน้าสุภัทรก็เข้าใจ “เอ้อ ไอ้พลไม่ได้มาด้วยหรอกครับ มันคงกำลังยุ่ง เพิ่งขึ้นบ้านใหม่”

สุภัทรตัดบท “ฉันก็ไม่ได้หวังให้มันมาอยู่แล้ว...รีบออกเดินทางกันเถอะ เดี๋ยวจะสาย”

จู่ๆ ทศพลก็เดินเข้ามา สมมาตรดีใจ “ไอ้พล! ไอ้พลมาแล้วครับดอกเตอร์”

สุภัทร มองหน้าทศพล ยังเคืองเรื่องมีเมีย

“ผมแค่อยากไปตามหาอาจารย์ทัศนัย ส่วนพ่อ คง “สนใจ” มรุกขนครมากกว่า”

สุภัทรโกรธที่ทศพลประชดชัน “ฉันจะสนใจหรือไม่สนใจอะไร มันก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของแก” เขาหันไปพูดกับคนอื่นๆ “ไปกันได้แล้ว”

ทศพลกับสุภัทรไม่มองหน้ากัน บรรยากาศมาคุ

 

คำแก้วใช้ทัพพีคนข้าวในหม้อที่ต้มสุกได้ที่ คำแก้วเอาไม้ขัดฝาหม้อข้าว ยกหม้อแล้วเอาน้ำข้าวไปรินทิ้ง ก่อนจะเอามาตั้งบนเตาดงข้าวต่อ

คำปองมองหา “พ่อทศพลไปไหนซะล่ะ”

“ไม่รู้สิจ๊ะ เห็นออกไปแต่เช้า”

“เอ๊า! เอ็งเป็นเมียประสาอะไร ผัวไปไหนยังไม่รู้”

“ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องรู้นี่แม่ เดี๋ยวเขาก็กลับมาเองแหละ”

“แต่เอ็งออกเรือนไปอยู่กินกับเขาแล้ว ก็ต้องดูแลเขาถึงจะถูก”

“ถึงฉันจะแต่งงานไปแล้ว แต่ฉันก็ยังอยากดูแลแม่อยู่นี่จ๊ะ”

“แม่อยู่คนเดียวได้ แม่อยากให้เอ็งอยู่ปรนนิบัติผัวมากกว่า”

“ฉันไม่ใช่ทาสเขาเสียหน่อย ถ้าทนฉันไม่ได้ ก็กลับกรุงเทพไปซะ”

“เขาไปขึ้นมาจริงๆ จะน้ำตาเช็ดหัวเข่า” คำปองส่ายหน้าระอากับความรั้น ปากไม่ตรงกับใจของคำแก้ว

คำแก้วตักแกงป่าจากหม้อใส่ชามให้คำปอง “แกงกำลังร้อน กินข้าวก่อนเถอะจ้ะแม่”

“เอ็งทำหม้อใหญ่ขนาดนี้ แม่กินไม่หมดหรอก” คำปองเจียดแกงในหม้อ แบ่งใส่ชามอีกใบ

“แม่จะตักแกงไปไหน”

“เอาไปให้ดอกเตอร์สุภัทร” คำปองตักแกงแล้วยกลงเรือนไป

 

เทวาลัยเจ้าแม่นาคี สุภัทรเดินสำรวจรูปปั้นนาคที่ประดับประดาในเทวาลัยอย่างหลงใหล สายตาสุภัทรเห็นความยิ่งใหญ่และเก่าแก่นับพันปีของเทวาลัย ทศพลเห็นสายตาของสุภัทรก็ยิ่งปักใจเชื่อว่าคนอย่างสุภัทรไม่เคยห่วงใครจริงๆ สุภัทรเดินเข้ามาถึงรูปปั้นพญานาคขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่าน ก็หยุดมองอย่างสนใจ

สุภัทรมองเพ่งพินิจไปที่รูปปั้น แต่แล้วก็รู้สึกผิดสังเกต เอื้อมมือไปแตะตรงรอยต่อช่วงฐานกับลำตัว “ฝีมือช่างพื้นเมืองทำเลียนแบบของเก่า อายุไม่ถึงร้อยปี”

วันชนะกระซิบกับประกิต “ไอ้พลตาถึงจริงๆ พูดเหมือนดอกเตอร์เปี๊ยบ”

“เขาถึงว่าลูกไม้ตกไม่ไกลต้นยังไงล่ะวะ”

สุภัทรนึกชื่นชมในตัวลูกชาย แต่ทำนิ่งแกล้งเสพูดกลบเกลื่อน “ก็แค่ข้อสันนิษฐานพื้นๆ”

“ผมรู้แค่งูๆ ปลาๆ คงสู้พ่อที่เอาเวลาทั้งชีวิตไปทุ่มเทศึกษาไม่ได้หรอกครับ”

สุภัทรมองทศพลอย่างไม่พอใจ รู้ว่าทศพลจงใจพูดเหน็บ

สมมาตรสงสัย “แล้วรูปสลักพญานาคของเดิมล่ะครับ หรือว่าพังไม่เหลือซากแล้ว”

สุภัทรอธิบาย “เทวรูปไม่ได้พังทลาย แต่มันถูกทำลายต่างหาก”

ทศพลสนใจขึ้นมาทันที อยากรู้ แต่ทิฐิเกินกว่าที่จะถาม

เชษฐ์เห็นท่าทางทศพลเลยถามแทน “ใครหนอช่างกล้าเทวรูปคู่บ้านคู่เมืองแบบนี้ยังทำลายลงได้”

“พระเจ้านิรุทธราช กษัตริย์มรุกขนคร”

ทศพลได้ยินก็ชื่อพระเจ้านิรุทธราชก็ชะงักไป

สมมาตรซัก “อาณาจักรต่างๆ แถบลุ่มแม่น้ำโขงล้วนแต่นับถือบูชาพญานาค แล้วทำไมพระเจ้านิรุทธราชถึงมีรับสั่งให้ทำลายทิ้งล่ะครับ ดอกเตอร์”

“เรื่องบางเรื่อง ตำราก็ไม่ได้บอกไว้ เราต้องค้นหาด้วยตัวเอง”

ทศพลบอก “อาจารย์ทัศนัยเคยพบชิ้นส่วนศิลาจารึกเกี่ยวกับตำนานเมืองมรุกขนครแผ่นหนึ่งในถ้ำใต้เทวาลัย แต่น่าเสียดายจารึกส่วนที่เหลือยังหาไม่พบ ถ้ำก็ดันถล่มเสียก่อน”

“ต่อให้ยากเย็นแค่ไหน เราก็ต้องหาศิลาจารึกส่วนที่ขาดหายไปให้เจอ” สุภัทรแววตามาดมั่นในการตามหาศิลาจารึก

กำนันแย้ม บุญส่ง กอ หมออ่วม พิมพ์พรและเจิดนภานั่งอยู่ด้วยกัน

“เมื่อไหร่จะลงมือสักทีพิมพ์อยากกระชากหน้ากากนังงูผีจะแย่แล้ว” พิมพ์พรหงุดหงิด

“พวกข้าวางแผนกันไว้แล้ว คืนนี้นังเจ้าแม่นาคีจะต้องถูกปราบสิ้นซาก” กำนันแย้มหน้าเหี้ยม

“จะจัดการกับมันยังไง?” พิมพ์พรตาวาว

บุญส่งหยิบครุฑทองคำจากกล่องแก้วขึ้นมา “ล่อให้มันมาติดกับแล้วใช้พญาครุฑกำจัดมัน!”

“ครุฑทองคำนี่น่ะเหรอคะ จะสะกดงูเจ้าแม่นาคีได้” เจิดนภาสงสัย

“ตามตำนานครุฑกับนาคต่างเป็นศัตรูคู่แค้นกันมาพระวิษณุประทานพรให้ครุฑเป็นอมตะและให้อยู่ไม่มีศาสตราวุธใดๆ สามารถทําอันตรายได้ พญาครุฑจึงมีมหิทธานุภาพมาก ยากที่พญานาคจะต่อกร” หมออ่วมอธิบาย

“แล้วจะล่อนังคำแก้วให้มาติดกับได้ยังไง นังนี่มันฉลาดเป็นกรด” พิมพ์พรครุ่นคิด

คำปองที่ยกชามแกงมาให้ได้ยินเข้าพอดี คำปองตกใจ เป็นห่วงลูก เผลอทำชามแกงหลุดมือแตกดัง เพล้ง !!! กำนันแย้มตวาด “ใครวะ !!!!”

ทุกคนมองหน้ากันด้วยความตกใจ

 

พวกของกำนันแย้มออกมาด้านนอก เห็นชามแกงป่าที่คำปองเอามาให้สุภัทรตกแตกที่พื้น คำปองหลบอยู่หลังเสา พอเห็นพวกกำนันแย้มเผลอก็รีบหนี

บุญส่งเห็นหลังคำปองไวๆ ก็ชี้นิ้วบอก “มันอยู่นั่น”

 

กำนันแย้มสั่งสมุน “เฮ้ย จับมัน!”

พวกของกำนันแย้มออกมาด้านนอก เห็นชามแกงป่าที่คำปองเอามาให้สุภัทรตกแตกที่พื้น คำปองหลบอยู่หลังเสา พอเห็นพวกกำนันแย้มเผลอก็รีบหนี

บุญส่งเห็นหลังคำปองไวๆ ก็ชี้นิ้วบอก “มันอยู่นั่น”

กำนันแย้มสั่งสมุน “เฮ้ย จับมัน!”

คำปองวิ่งหนีสุดชีวิต แต่ก็ช้ากว่าลูกสมุนกำนันแย้มที่วิ่งตามมารวบตัวเอาไว้ได้

กำนันแย้มกับพวกวิ่งตามมาทัน “นังคำปอง!”

คำปองหน้าซีด หวาดกลัวที่ถูกจับได้

 

ทศพลและเหล่าเพื่อนๆ เดินนำสุภัทรมาถึงโพรงถ้ำด้านหลังเทวาลัย

“ในถ้ำนี่แหละครับ ที่อาจารย์ทัศนัยค้นพบแผ่นศิลาจารึก” วันชนะชี้บอก

สุภัทรตั้งท่าจะบุกเข้าไปสำรวจในถ้ำ

 

ประกิตถามอย่างหวาดๆ “ดอกเตอร์แน่ใจนะครับว่าจะลงไป”

“ทำไม? ในถ้ำนี้มีอะไร?” สุภัทรแปลกใจ

วันชนะรีบบอก “ชาวบ้านเขาลือกันว่าถ้ำนี้เป็นที่สิงสถิตของงูเจ้าแม่นาคีน่ะครับ”

สมมาตรรีบค้านวันชนะ “แต่ไอ้พลก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วไม่ใช่เหรอว่างูเจ้าแม่ไม่มีจริง”

สุภัทรอดเป็นห่วงทศพลไม่ได้ “ใจกล้าบ้าบิ่นนัก ไม่กลัวตายหรือไง”

“ถ้าตายก็ดี พ่อจะได้ไม่ต้องทนเห็นหน้าลูกไม่รักดีอย่างผมอีก”

“ฉันขี้เกียจจัดงานศพให้แก”

สุภัทร ก้าวเท้าจะเดินนำไปก่อน แต่จู่ๆ พื้นดินบริเวณโพรงถ้ำก็เกิดการไหวสะเทือน ราวกับเกิดแผ่นดินไหว

“เฮ้ย แผ่นดินไหว!” วันชนะตกใจ

“ระวังถ้ำถล่มลงมาอีก” เชษฐ์ร้องเตือน

สุภัทร ทศพล และเหล่าเพื่อนๆ รู้สึกคล้ายลึกลงไปใต้พื้นดินมีบางสิ่งเคลื่อนตัวไปมาอย่างรวดเร็ว น่ากลัว แรงสั่นสะเทือนทำเอาทุกคนเซจะล้ม หินด้านบนเริ่มร่วงหล่นลงมา วันชนะ ประกิต สมมาตร และเชษฐ์วิ่งหนีกันกระเจิง

หินตรงปากถ้ำกำลังจะถล่มลงมาตรงจุดที่สุภัทรยืนอยู่ ทศพลเห็นเข้าพอดี “พ่อ!!”

ทศพลรีบเข้าไปช่วยสุภัทรหลบกองหินที่ถล่มลงมาได้รอดหวุดหวิด สุภัทรปลอดภัยแต่ทศพลโดนหินหล่นกระแทกใส่บริเวณไหล่ ทศพลเห็นสุภัทรปลอดภัยก็โล่งอก สุภัทรเห็นทศพลบาดเจ็บก็เป็นห่วง แต่ต่างฝ่ายต่างไม่พูดอะไรออกมา กองหินถล่มลงมาอย่างรวดเร็ว ทุกคนหันไปมองปากถ้ำ ต่างคนต่างอึ้งเมื่อบัดนี้หินปากถ้ำถล่มลงมาปิดทางเข้าออกจนหมด ไม่สามารถผ่านเข้าออกได้อีกเหตุการณ์แผ่นดินไหวพลันสงบลงทันที

ประกิตทำหน้าเซ็ง “หมดกัน ถ้ำดันถล่มลงมาซะได้”

วันชนะเสียดาย “จบเห่ แบบนี้เราคงไม่มีทางลงไปที่ใต้ถ้ำนั่นอีกแล้ว”

เชษฐ์เสริม “จะเข้าก็ไม่ได้ จะออกก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน”

“งั้นถ้าอาจารย์ทัศนัยอยู่ในถ้ำนี้จริง ก็หมายความว่า...” สมมาตรอึ้ง

ทุกคนหน้าสลด ใจหายเมื่อรู้ชะตากรรมของอาจารย์ทัศนัย

“ไม่ว่าทัศนัยจะเป็นหรือตาย ฉันก็ต้องพาเขากลับออกมาให้ได้”

ทศพลหันมองสุภัทรที่แววตามุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ก็รู้สึกดีขึ้นมาที่พ่อไม่ได้เป็นคนใจไม้ไส้ระกำเกินไปนัก ที่มุมหนึ่งงูวัชระปราการเลื้อยผ่านไป

 

ที่ถ้ำไต้เทวาลัย ฉัตรสุดาเข้ามาต่อว่าวัชระปราการอย่างร้อนใจ “ถ้ำถล่ม ฝีมือของท่านใช่หรือไม่ ท่านวัชระปราการ”

“ศิลาจารึกนั่นจักนำความหายนะมาสู่เจ้าแม่”

“ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงเจ้าแม่ แต่สิ่งที่ท่านทำมันเสี่ยงเกินไป ท่านเกือบทำให้ชายคนรักของเจ้าแม่ต้องมีอันเป็นไป”

“หากตายเสียได้ก็ดี” วัชระปราการพูดจบก็ผลุนผลันเดินออกไปทันที

เลื่อมประภัสร์และฉัตรสุดาหันมองหน้ากันอย่างไม่สบายใจ

 

ทศพลถอดเสื้อออก เห็นรอยเขียวช้ำที่ไหล่เป็นวงกว้าง คำแก้วค่อยๆ ประคบยาสมุนไพรให้ทศพลอย่างเป็นห่วง

ทศพลเห็นคำแก้วเป็นห่วง ก็แกล้งร้องโอดโอย “โอ๊ยยยยยย.....อู๊ยยย......”

“เจ็บเหรอ”

“ก็แค่ร้องอ้อนเมียไปงั้นๆ อยากรู้ว่าคุณเป็นห่วงผมรึเปล่า”

“คุณนี่มันเจ้าเล่ห์นัก” คำแก้วหมั่นไส้จนอยากจะประคบยาสมุนไพรแรงๆ แต่เมื่อเห็นหน้าทศพลที่ยิ้มประจบ ก็ทำไม่ลง “คุณไปที่เทวาลัยนั่น เพราะเป็นห่วงพ่อคุณใช่มั้ย”

“เปล่า ผมตามไปเพราะเป็นห่วงอาจารย์ทัศนัยต่างหาก” คำแก้วหมั่นไส้ที่ทศพลชอบทำปากแข็งเลยแกล้งประคบยาสมุนไพรแรงๆ คราวนี้ทศพลร้องเพราะเจ็บจริง “โอ๊ยยยย เบาๆ สิจ๊ะ เมียจ๋า”

“โกหกใครก็โกหกได้ แต่อย่าโกหกตัวเอง คุณเป็นห่วงพ่อคุณ ฉันรู้”

“แต่พ่อไม่เคยเป็นห่วงผมเลย”

“ไม่มีพ่อแม่คนไหนไม่รักลูกหรอก พ่อแม่แต่ละคนก็มีวิธีเลี้ยงลูกไม่เหมือนกัน ท่านอาจจะอยากให้คุณเข้มแข็ง ยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง” ทศพลอึ้งไป คำแก้วประคบยาสมุนไพรเสร็จพอดี “ฉันจะไปดูแม่สักหน่อย มืดค่ำป่านนี้ยังไม่เห็นจุดไฟที่เรือน ไม่รู้ไปไหน ถ้าคุณหิวก็กินข้าวก่อนได้เลย ฉันเตรียมไว้ให้แล้ว” คำแก้วเดินถือถาดประคบยาสมุนไพรออกไป

 

ทางด้านคำปองถูกจับมัดไว้ในโรงนาร้าง บุญส่ง กำนันแย้ม กอ หมออ่วม และสมุนกำนันแย้มเฝ้าคุมเชิงอยู่

“จับฉันไว้ทำไม” คำปองร้องโวยวาย

“ขืนข้าปล่อย เอ็งก็รีบวิ่งแจ้นไปบอกนังคำแก้วน่ะสิวะ” กำนันเอ่ยบอก

หมออ่วมเผยแผนการ “พวกข้าเลยต้องจับตัวเอ็งเอาไว้ล่อนังคำแก้ว”

คำปองตกใจ “จะรวมหัวกันทำอะไรลูกฉัน”

“พวกข้าก็จะพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่าลูกเอ็งมันไม่ใช่คนลูกเอ็งมันเป็นนังงูผี” บุญส่งเสียงเข้ม

“ไม่จริง เลิกปรักปรำใส่ร้ายลูกฉันเสียที ลูกฉันไม่ได้เป็นงู!”

หมออ่วมเยาะ“เป็นหรือไม่เป็นเดี๋ยวเอ็งก็ได้รู้”

คำปองหวั่นวิตก พยายามดิ้นให้เชือกที่มัดตัวเองไว้ให้หลุดออก ที่มุมหนึ่ง สองงูเขียวเลื่อมประภัสร์และฉัตรสุดาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็รีบเลื้อยไปบอกคำแก้วทันที

 

คำแก้วเข้ามาในบ้านคำปองปิดไฟมืด ไม่มีใครอยู่ “แม่จ๊ะ... แม่....” คำแก้วกวาดสายตาหา แต่ไม่มีวี่แววคำปอง “ค่ำแล้ว แม่ยังไม่กลับมาอีก” งูเขียวเลื่อมประภัสร์ ฉัตรสุดาเลื้อยเข้ามาหาคำแก้ว งูเขียวส่งภาษาคุยกับคำแก้ว “ว่าไงนะ!” คำแก้วรู้เรื่องจากงูเขียวทั้งสองก็รีบวิ่งไปช่วยแม่ที่โรงนาร้างทันที

 

ทศพลชะเง้อชะแง้รอบคำแก้วที่หน้ากระต๊อบ ตบยุงพลาง “ทำไมไปนานจังนะ” ทศพลตัดสินใจออกไปตามคำแก้วด้วยความเป็นห่วง

คำแก้ววิ่งตามมาถึงหน้าโรงนาร้าง คำแก้วมองเข้าไปด้านในเห็นคำปองที่ถูกมัดไว้กับเสาในโรงนาร้างก็ช็อค “แม่!!”

“คำแก้ว อย่าเข้ามา รีบหนีไปลูก !”

คำแก้วไม่สนใจฟัง รีบวิ่งเข้าไปในโรงนาเพื่อช่วยแม่ โดยไม่ทันระวัง ที่เท้าคำแก้วสะดุดเชือกกลที่หมออ่วมขึงเอาไว้ที่พื้นจนล้มลง สายสิญจน์ที่สานไว้เป็นตาข่ายขนาดใหญ่ ผูกไว้กลางโรงนาตกลงมาครอบตัวคำแก้วมิดทั้งตัว ปลายข้างหนึ่งของสายสิญจน์โยงไปที่ครุฑทองคำซึ่งตั้งไว้บนโต๊ะหมู่ตรงแท่นปะรำพิธีที่มุมหนึ่งของโรงนา ฉับพลันครุฑทองคำก็เปล่งแสงสีทองสว่างจ้า แสงสีทองคล้ายเปลวไฟลามพุ่งจากครุฑทองคำไล่โยงไปตามตาข่ายสายสิญจน์มาถึงตัวคำแก้ว

คำแก้วกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดราวกับถูกไฟเผา “กรี๊ดดดดดดดด”

คำปองเห็นลูกเจ็บปวดทุรนทุรายก็แทบขาดใจ

กำนันแย้ม ออกมาจากที่ซ่อน หัวเราะลั่นอาวุธครบมือ

หมออ่วมสะใจ “เสร็จกูล่ะ นังปีศาจ !”

กอยกมือไหว้ท่วมหัว “ครุฑทองคำ ช่างศักดิ์สิทธิ์จริงๆ”

บุญส่งมองไปทางครุฑทองคำที่บัดนี้เปล่งแสงสีทองสว่างวาบไปทั่ว ด้วยแววตาลำพองสุดๆ

“คราวนี้แหละ ทศพลจะได้ตาสว่างเสียที !” พิมพ์พรยิ้มเยาะด้วยความสะใจ

 

ที่มุมลับตา เลื่อมประภัสร์ ฉัตรสุดาแอบดูเหตุการณ์อยู่ เลื่อมประภัสร์จะเข้าไปช่วยคำแก้วแต่ฉัตรสุดาห้ามไว้ “อย่า !”

“ข้าจักเข้าไปช่วยเจ้าแม่”

“ขืนเข้าไปก็ตายเปล่า นาคอย่างเราไม่มีทางสู้พญาครุฑได้”

“แล้วเจ้าจักปล่อยให้เจ้าแม่ถูกทำร้ายหรือไง”

“ต้องไปตามคนมาช่วย!” ฉัตรสุดากลายร่างเป็นงูเขียวแล้วเลื้อยไปอย่างรวดเร็ว

 

ทศพลตามมาที่บ้านคำปอง แต่ก็ไม่พบคำแก้ว ก็ยิ่งเป็นห่วง “คำแก้ว !”

ทศพลหันกลับมาก็ต้องสะดุ้งเฮือก เมื่อเห็นฉัตรสุดาในชุดสาวชาวบ้านยืนอยู่หน้าตาตื่น “พี่ชาย!”

“เธอเป็นใคร” ทศพลแปลกใจ

“อย่าเพิ่งถามเลย ตอนนี้พี่คำแก้วกำลังตกอยู่ในอันตราย พี่ชายรีบตามไปช่วยเร็วเข้าเถิด”

“ตอนนี้คำแก้วอยู่ที่ไหน”

ฉัตรสุดาวิ่งนำทศพลไปยังโรงนาร้างทันที

ทศพลวิ่งเข้ามาในโรงนา ทศพลเห็นคำแก้วถูกครอบด้วยตาข่ายสายสิญจน์ นอนเจ็บปวดทุรนทุรายอยู่บนพื้น

“คุณ! ช่วยฉันด้วย!!!!”

“นี่มันอะไรกัน...พวกคุณทำอะไรคำแก้ว”

กำนันแย้มสั่ง “จับมันเอาไว้!”

ทศพลจะเข้าไปช่วยคำแก้ว แต่เหล่าลูกสมุนกำนันแย้มออกมาขวางไว้ ทศพลต่อยลูกสมุนกำนันแย้มร่วงไปหลายคน

“กรี๊ดดดด !!!!!”

เสียงร้องคำแก้วทำให้ทศพลชะงัก เสียสมาธิ ถูกสมุนกำนันแย้มต่อยเสยปลายคางเข้าอย่างจัง เหล่าลูกสมุนอาศัยจังหวะที่ทศพลพลาดท่า เข้ารุมซ้อมทศพลทันที

“อย่าทำอะไรเค้า” พิมพ์พรร้องห้าม

“เงียบเถอะน่ะ ยัยพิมพ์” บุญส่งตวาด

พิมพ์พรได้แต่ยืนมอง ใจเสีย ทศพลถูกซ้อมเลือดอาบทรุดฮวบลงไปกองที่พื้น

 

“คำแก้ว....” ทศพลนอนสบตาคำแก้วพยายามกระเสือกกระสนจะเข้าไปช่วยคำแก้วเฮือกสุดท้ายก่อนจะหมดสติไป

“คำแก้ว....” ทศพลนอนสบตาคำแก้วพยายามกระเสือกกระสนจะเข้าไปช่วยคำแก้วเฮือกสุดท้ายก่อนจะหมดสติไป

คำแก้วร้องไห้น้ำตาไหลพรากน่าสงสาร “แม่จ๋า ช่วยคำแก้วด้วย”

“ลูกแม่ แม่จะไปช่วยเอ็งเดี๋ยวนี้ !” คำปองเกิดลูกฮึด ทั้งดิ้นทั้งดึงเชือกให้หลุดจนแขนโดนเชือกบาดเห็นเลือดซิบๆ จนเชือกขาด คำปองรีบวิ่งมาช่วยดึงสายสิญจน์ออกจากตัวคำแก้วที่ร้องโหยหวนด้วยความทรมาน

กำนันแย้มสำทับ “ไอ้กอ! ลากอีคำปองออกไปซิ”

 

กอลูบปากอย่างหื่นกระหาย ตรงเข้าไปฉุดกระชากลากถูคำปองออกมา

“พี่กอ ปล่อยฉัน ฉันจะไปช่วยลูก”

 

 

 

“อย่าไปสนมันเลย มามะ ข้าจะพาเอ็งขึ้นสวรรค์”

“พี่กอ! ฉันมีลูก มีผัวแล้วนะ”

“ไอ้เคนผัวเอ็งตายไปแล้ว ข้าไม่ถือ เอ็งก็ม่าย ข้าก็ม่าย มันน่าจะร่วมหอลงโรงกันตั้งนานแล้ว อย่าเล่นตัวนักเลยน่า”

คำปองเข้าตาจน กอขึ้นคร่อม กระชากเสื้อตัวเองออก กำลังจะปล้ำคำปอง

“อย่าทำอะไรฉันเลยพี่กอ ฉันไหว้ล่ะ เลือดฉันกำลังมา...”

“ลูกไม้ตื้นๆ ข้าไม่หลงกลเอ็งหรอก อีคำปองเอ๊ยยย ถ้าเลือดเอ็งมา ข้าจะช่วย “อุด” ให้”

กอปลุกปล้ำคำปอง คำปองขัดขืนสุดชีวิต ด้านคำแก้วก็ดิ้นจนหมดแรงสลบไป

กำนันแย้มลิงโลด “นังคำแก้วมันสิ้นฤทธิ์แล้ว”

ทันใดนั้น คำปองเลือดประจำเดือนมาพอดี ไหลพลั่กๆ เป็นสาย หมออ่วมเหลือบเห็นเลือดประจำเดือนของคำปองไหลซึมออกมาจากผ้าถุงไหลนองพื้นแดงฉาน เลือดประจำเดือนไหลซึมไปโดนปลายข้างหนึ่งของตาข่ายสายสิญจน์พอดี

“ฉิบหายแล้ว!! เลือดระดูนังคำปอง !!!” หมออ่วมตกใจ

ทันทีที่เลือดโดนสายสิญจน์ก็แปรเปลี่ยนเป็นสีดำไล่โยงไปตามตาขายสายสิญจน์อย่างรวดเร็วจนลามไปที่ครุฑทองคำ ครุฑทองคำพร้อมสายสิญจน์ระเบิดแตกเป็นเสี่ยงๆ ควันคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ทันใดนั้น งูวัชระปราการ เลื่อมประภัสร์ ฉัตรสุดา ก็เลื้อยออกมาท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน งูทั้งสามพุ่งเข้าฉกเหล่าสมุนกำนันแย้มที่ทำร้ายทศพลด้วยความแค้นจนตายเรียบทุกคน ก่อนจะหันมาจ้องหน้าบุญส่ง กำนันแย้มหมออ่วม กอ อย่างอาฆาต

พิมพ์พรกับเจิดนภา เห็นงูยักษ์ 3 ตัวเต็มๆ ตาก็หวีดร้อง ก่อนหมดสติไป “กรี๊ดดดดดดด งู !!!!”

บุญส่ง กำนันแย้ม หมออ่วม กอ ตาเบิกโพลง เหงื่อแตกพลั่ก วิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต

 

คำปองค่อยๆ ลืมตาฟื้นขึ้นมา คำปองเห็นทศพลยังนอนสลบอยู่ เหล่าสมุนกำนันแย้มนอนตายเกลื่อน “คำแก้ว!”

คำปองมองไปกลางวงสายสิญจน์ ที่บัดนี้ระเบิดเป็นจุณ คำแก้วหายไป เหลือแต่รอยงูใหญ่เลื้อยเป็นทางยาวไปทางหน้าโรงนา“คำแก้ว...คำแก้วลูกแม่….” คำปองพยายามเขย่าร่างคำแก้วที่นอนสลบเหมือดอยู่ แต่คำแก้วไม่ฟื้น กายทิพย์เจ้าแม่นาคีออกจากร่างคำแก้วไป

 

บุญส่ง กำนันแย้ม หมออ่วม กอวิ่งหนีงูยักษ์ทั้ง 3 ตัวมาจนถึงชายป่า ทันใดนั้นทุกคนก็หยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงงูเลื้อยเสียงดังแสกสากน่ากลัว

“เฮ้ย งู!! งูเต็มไปหมด !!!! มันล้อมพวกเราไว้” กอเสียงสั่น

“ทำไงดีหมออ่วม” กำนันแย้มหันหาที่พึ่ง

หมออ่วมล้วงลงไปในย่าม หยิบว่านพญาลิ้นงูยื่นออกมา ทำให้งูไม่กล้าเข้าใกล้ แต่ก็ยังตีวงล้อมเอาไว้ งูวัชระปราการเลื้อยเข้ามาท่าทางสง่างาม ทรงอำนาจ ดวงตาแฝงแรงอาฆาตรุนแรง

กอกลัวจนฉี่ราด ยกมือไหว้ปลกๆ “ข้าผิดไปแล้ว ข้าจะไม่หลบหลู่เจ้าแม่อีก ได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วยเถอะ”

บุญส่ง กำนันแย้ม หมออ่วม เหงื่อกาฬแตกพลั่ก งูวัชระปราการใช้หางฟาดสะบัดใส่กอ กำนันแย้ม หมออ่วม กระเด็นไปกระแทกต้นไม้คนละทิศละทางก่อนจะสลบไป เหลือแต่บุญส่งที่กลัวตาเหลือก

บุญส่งหมดทางหนี หลังชนฝา ตัดสินใจสู้ “แน่จริงก็เข้ามาเลยสิวะ นังงูผี !!”

งูเลื่อมประภัสร์เลื้อยเข้าหาบุญส่ง แล้วเอาหางกระหวัดร่างบุญส่งลอยละลิ่วไปกระแทกโขดหินอย่างแรงจนบุญส่งกระอักเลือด งูฉัตรสุดาชูคอขึ้น อ้าปากอวดเขี้ยวสยดสยอง พุ่งเข้าหาบุญส่งหมายเอาชีวิต บุญส่งช็อค ตาเหลือก ร้องเสียงหลง หมดสติไป

เป็นจังหวะเดียวกับที่เสียงนางพญานาคีดังขึ้น“หยุดบัดเดี๋ยวนี้ !!”

งูทั้งสามหันมา เห็นเจ้าแม่นาคี ร่างนางพญากายทิพย์ยืนเด่นน่าเกรงขาม งูบริวารผงกหัวคารวะเจ้าแม่นาคี ก่อนรีบเลื้อยหนีไปสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว

งูทั้งสามกลายร่างเป็นคน หมอบอยู่ตรงหน้าเจ้าแม่นาคี

“พวกมันทำร้ายเจ้าแม่ เหตุใดเจ้าแม่จึงห้ามไม่ให้ข้าฆ่าพวกมันซะ” วัชระปราการเอ่ยเสียงเคียดแค้น

“ข้าไม่อยากก่อกรรมทำเข็ญอีกแล้ว อย่าสร้างเวรสร้างกรรมต่อกันอีกเลย” เจ้าแม่นาคีปราม

“แต่คนใจบาปเยี่ยงพวกมันสมควรตาย” ฉัตรสุดาไม่เห็นด้วย

“ไม่มีใครหนีกฎแห่งกรรมพ้น ที่ข้าและพวกเจ้าต้องรับกรรมเป็นงูอยู่ทุกวันนี้ก็หนักหนาพออยู่แล้ว ปล่อยให้ฟ้าดินลงโทษพวกมันเถิด อย่าให้เลือดชั่วของพวกมันต้องแปดเปื้อนเจ้าเลย”

เลื่อมประภัสร์หนักใจ “พวกมันคงไม่ยอมรามือแต่เพียงเท่านี้แน่”

“ชาติที่แล้วข้าฆ่าพวกมัน ชาตินี้พวกมันจึงกลับมาจองล้างจองผลาญข้า อีกไม่นาน ข้าก็จักกลายร่างเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ เมื่อนั้นพวกมันก็จักไม่มีทางทำอันใดข้าได้อีก” เจ้าแม่นาคีเปี่ยมไปด้วยความหวัง

 

วันใหม่ บุญส่งลืมตา ได้สติ รู้สึกร้าวไปทั้งร่าง เขย่าร่างคนอื่นๆ “กองทัพงูผีมันไปกันหมดแล้ว !”

บุญส่งเหลียวมองรอบตัว เห็นคนอื่นๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา ต่างคนต่างเจ็บร้าวไปทั้งตัว

“นี่ข้ายังไม่ตายอีกเหรอ” กอขยับตัวดูร่องรอยบาดแผล

หมออ่วมยังปากดี “แสดงว่าคาถาอาคมของข้ายังขลังอยู่”

กำนันแย้มแขวะหมออ่วม “ถ้าคาถาเอ็งศักดิ์สิทธิ์จริง ทำไมถึงกำจัดมันไม่ได้วะ ไอ้หมออ่วม”

หมออ่วมเสียหน้าอย่างแรง

 

พิมพ์พรสีหน้าผิดหวัง “นังคำแก้วมันเกือบจะสิ้นฤทธิ์อยู่แล้วเชียว ถ้าไอ้งูพวกนั้นไม่โผล่ออกมาอาละวาดซะก่อน”

“รอดตายมาได้ ก็บุญเท่าไหร่แล้วยัยพิมพ์” เจิดนภาสีหน้าหวาดกลัว

“เพราะระดูนังคำปองทำให้เครื่องรางพญาครุฑเสื่อมอำนาจ” หมออ่วมเอ่ยบอก

“ข้าอุตส่าห์ลงทุนประมูลครุฑนั่นมา แต่กลับระเบิดแทบไม่เหลือซาก” บุญส่งเซ็ง

“หากาวมาติดจะพอซ่อมได้มั้ยวะ” กอเสนอ

“ซ่อมไปก็ไม่มีประโยชน์ เครื่องรางที่เสื่อมไปแล้ว ยังไงก็ไม่มีทางกลับมาใช้การได้เหมือนเดิมอีก” หมออ่วมส่ายหัว

เจิดนภาออกความเห็น “เราป่าวประกาศให้ชาวบ้านรู้กันไปเลยดีมั้ยว่านังคำแก้วมันเป็นบริวารเจ้าแม่นาคี งูพวกนั้นถึงได้ออกมาช่วยมัน”

กอเห็นด้วย “เออ ก็ดี ! พวกชาวบ้านรู้ จะได้ช่วยกันหาวิธีกำจัดมัน”

กำนันแย้มค้าน “ทำอย่างนั้นก็เท่ากับแกว่งตีนหาเสี้ยน ยิ่งนังคำแก้วมันรู้ว่าพวกเรารู้ความลับของมัน มันคงไม่ปล่อยเราไว้แน่”

กอยังคาใจ “แต่ก็น่าแปลก ทำไมเมื่อคืนนี้ ไอ้งูยักษ์นั่น มันถึงไม่ฆ่าพวกเราซะ”

บุญส่งคาดเดา “มันคงแค่ต้องการจะข่มขวัญพวกเรา ไม่อยากให้เรายุ่งกับนังคำแก้ว”

เจิดนภาวิตก “แล้วถ้าวันดีคืนดี นังคำแก้วมันเกิดเรียกงูพวกนั้นมาล้างแค้นพวกเราล่ะ”

หมออ่วมปลอบ “ข้าจะแจกว่านพญาลิ้นงู ไว้ให้ทุกคนป้องกันตัวไปก่อน จนกว่าข้าจะหาวิธีกำจัดนังงูผีได้ราบคาบ”

ทุกคนมองหน้ากันยังไม่หายวิตกกังวลกันอยู่ดี

 

ป้าอิ่มกระหืดกระหอบวิ่งขึ้นบันไดมา สุภัทรที่กำลังนั่งเขียนบันทึกอยู่หันไปมอง “มีอะไรหรือป้าอิ่ม”

“เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ คุณหนูค่ะ...คุณหนู...!”

สุภัทรตกใจ “เจ้าพลมันเป็นอะไร”

ป้าอิ่มอึกๆ อักๆ สุภัทรนึกเป็นห่วงทศพลขึ้นมาทันที

ทศพลนอนอยู่บนเตียง ใบหน้ามีรอยฟกช้ำ ปูดบวมไปหมด คำแก้วค่อยๆ เอาผ้าชุดน้ำเช็ดทำความสะอาดให้อย่างเบามือ ทศพลได้สติ ลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นหน้าคำแก้ว ก็จะรีบผุดลุกขึ้นนั่ง แต่เจ็บแผลจนต้องงอตัว

“คุณไม่ต้องลุกหรอก นอนเถอะ”

ทศพลไม่สนใจความเจ็บปวดของตัวเอง ลุกขึ้นมาละล่ำละลักถามคำแก้วอย่างห่วงใย “พวกนั้นทำอะไรคุณหรือเปล่า แล้วน้าคำปองล่ะ”

“ฉันกับแม่ไม่เป็นไร คุณห่วงตัวเองก่อนเถอะ” คำแก้วพยายามดันให้ทศพลนอนพักผ่อน

“คุณไม่เป็นไรจริงเหรอ ขนาดผมยังโดนมันเล่นงานซะน่วม”

“จริงสิ ไม่ต้องห่วงฉันหรอก”

“แล้วนี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมพวกนั้นถึงต้องจับตัวน้าคำปองไปด้วย”

“ไอ้พวกหมออ่วม มันวางแผนจับตัวฉันไปทำพิธีคุณไสยเล่นของสกปรก แต่แม่ดันไปได้ยินซะก่อน มันเลยจับตัวแม่ไปขังไว้ สุดท้ายมันกลับแพ้ภัยตัวเอง โดนของย้อนเข้าตัวซะเกือบตาย ฉันกับแม่เลยรอดมาได้ แต่ตอนนั้นคุณสลบไปแล้ว”

“แล้วผมกลับมาที่นี่ได้ยังไง”

“ฉันกับแม่เป็นคนพาคุณกลับมาเอง คุณอย่าเพิ่งซักไซ้อะไรตอนนี้เลยพักก่อนเถอะ จะได้หายเร็วๆ”

คำแก้วจะประคองทศพลนอน แต่ทศพลยังไม่เลิกสงสัย “ทำไมพวกนั้นถึงไม่หยุดราวีคุณซะที”

“พวกมันรังเกียจฉัน พวกมันถึงมองไม่เห็นฉันเป็นคน...แต่คราวนี้พวกมันคงเข็ดไปอีกนาน”

ทศพลแปลก ไม่เข้าใจความหมายสุดท้ายที่คำแก้วพูด “ผมไม่เข้าใจ ผมไม่เห็นว่าคุณจะมีอะไรที่น่ารังเกียจ คนพวกนั้นต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ”

“อะไรก็ไม่แน่นอนทั้งนั้น ต่อไป ฉันอาจจะน่ารังเกียจขึ้นมาสายตาคุณก็ได้ถ้าถึงตอนนั้น คุณจะยัง..เอ่อ..รัก..ฉันอยู่มั้ย”

“ต่อให้นานๆ ไป คุณเป็นยายแก่หนังเหี่ยว ยานโตงเตง ผมก็รักคุณไม่มีวันเปลี่ยน จะอยู่เป็นตาแก่คอยดูแลยายแก่อยู่ข้างๆ นี่แหละ”

“คุณนี่ชอบพูดเล่นอยู่เรื่อย”

“ใครบอกว่าพูดเล่น ผมพูดจริงต่างหาก” ทศพลจูบหน้าผากคำแก้วอย่างให้คำมั่น แล้วกอดคำแก้วเอาไว้

คำแก้วรู้สึกอบอุ่นใจ แต่ลึกๆ แล้วก็กลัว

 

ทศพลเดินเขยกออกมานอกชาน คำแก้วที่กำลังยกข้าวต้มจะเอามาให้ทศพลเห็นเข้าก็รีบวางถ้วยข้าวต้ม ประคองทศพลมานั่ง “คุณจะรีบออกมาทำไม”

“ก็ผมหิวแล้วนี่...ข้าวต้มหอมจัง” ทศพลแกล้งฟอร์ม “โอ๊ยยยย ผมกินเองไม่ไหวมือไม้อ่อนแรงไปหมด คุณช่วยป้อนผมหน่อยนะ”

 

คำแก้วทนสายตาออดอ้อนของทศพลไม่ไหว เลยยอมป้อนข้าวต้มให้ สุภัทรเดินเข้ามาพร้อมกับป้าอิ่ม คำแก้วและทศพลชะงัก สุภัทรเห็นสภาพทศพลบาดเจ็บฟกช้ำไปทั้งตัวและแผลที่โดนหินหล่นใส่ตรงไหล่เริ่มเป็นรอยม่วงคล้ำก็ทั้งเป็นห่วงทั้งไม่พอใจ

 

 

โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป

 

 

 

 

 

 

จาก  ไทยรัฐ

#นาคี


แสดงความคิดเห็น

emotion