นาคี ตอนที่ 5 (จบตอน)

นาคี ตอนที่ 5 (จบตอน)

11 / 626    0
coin × 0  coin × 0
ขนาดฟ้อนต์ 
ก+
ก-
โหมดกลางวัน
โหมดกลางคืน

นาคี ตอนที่ 5

คำแก้วหลุดจากภวังค์หลังจากนั้น และปลีกตัวจากทศพลไปเตรียมตัวขายของในตลาดเหมือนเคย เลยรอดจากการอาละวาดของพิมพ์พร ซึ่งตระเวนตามหาทศพลด้วยความหึงหวงตั้งแต่เช้าอย่างหวุดหวิด

 

ทศพลไม่ชอบใจที่พิมพ์พรทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของและทำท่าจะพังเทวรูปเจ้าแม่นาคี เอ็ดลั่น

 

“คำแก้วจะมาทำอะไรที่นี่ พิมพ์คงตาฝาดเห็นเทวรูปเป็นคำแก้ว”

 

“พิมพ์ไม่ได้ตาฝาด นังคำแก้วมันยิ้มเยาะพิมพ์ มันจะแย่งพลไปจากพิมพ์”

 

“เหลวไหล...ใครได้ยินเข้า เขาจะหาว่าพิมพ์เป็นบ้า”

 

“พิมพ์อยากจะสับหน้าไอ้เทวรูปนี่จริงๆ”

 

ไม่ใช่พิมพ์พรคนเดียวที่ร้อนรุ่ม กำนันแย้มก็กำลังจะบ้าตายเพราะความแค้น

 

“จิตใจข้ามันร้อนรุ่มไปหมด ข้าอยากแก้แค้นให้ไอ้เลื่องลูกข้า ข้าจะไปฆ่านังงูผีอัปรีย์ที่เทวาลัย”

 

“ใจเย็นก่อนกำนัน ทำแบบนั้นเท่ากับเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ” หมออ่วมเตือนเสียงเรียบ

 

“ข้าเย็นไม่ไหวแล้ว หมออ่วมบอกข้าทีว่าข้าควรทำยังไง”

 

“จะปราบเจ้าแม่นาคีและสมุนของมันให้ราบคาบ เจ้าต้องใช้ของศักดิ์สิทธิ์...แหวนพิรอดของลำเจียกไง”

 

“แหวนนั่นช่วยได้จริงเหรอ”

 

“ถ้าแหวนนั่นไม่ขลังจริง นังลำเจียกคงถูกงูเจ้าแม่เล่นงานไปตั้งนานแล้ว”

 

กำนันแย้มตาวาว แสยะยิ้มร้ายเมื่อเห็นทางชำระแค้น

 

“ข้าไม่ยอมให้ลูกข้าตายเปล่า ชาตินี้ข้าจะต้องกำจัดเจ้าแม่อุบาทว์นั่นให้ได้ ต่อให้ต้องตายข้าก็ยอม!”

 

ooooooo

 

ผละจากพิมพ์พรมาได้ ทศพลก็เก็บกล้วยไม้ป่าไปง้อคำแก้ว หญิงสาวเห็นสายตาเว้าวอนก็ใจอ่อนแต่ยังตีหน้านิ่ง เสเก็บดอกไม้ป่าไปขายที่ตลาด เขาก็ไม่ย่อท้อตามไปชวนคุยด้วยจนได้

 

“ผมไม่อยากกลับไปเลย”

 

“ไม่คิดถึงคนที่บ้านคุณหรือไง”

 

ทศพลส่ายหน้า ไม่มีคนให้คิดถึงนอกจากอิ่มแม่นมที่เลี้ยงมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ส่วนพ่อแท้ๆ...มีก็เหมือนไม่มี

 

คำแก้วเห็นเขาทำหน้าเศร้าก็สงสารอยากปลอบ แต่ก็พูดไม่ออกจนเขาโพล่งออกมาแทน

 

“ถ้าคุณไม่ยอมไปกรุงเทพฯกับผม ผมก็จะอยู่กับคุณที่นี่”

 

“จะอยู่ได้ยังไง ที่นี่ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนกรุงเทพฯบ้านคุณหรอกนะ”

 

“ผมอยู่ได้ทุกที่ที่มีคุณ”

 

“พวกผู้ชายเมืองกรุงคงร้อยลิ้นกะลาวนเหมือนคุณทุกคนสินะ”

 

คำแก้วผละไปขายของที่ตลาดแล้ว ทศพลเลยไปสมทบเพื่อนๆและทัศนัยเพื่อค้นหาข้อความในแผ่นจารึกโบราณ แล้วก็พบว่ามีข้อความเกี่ยวข้องถึงพระเจ้านิรุทธราชแห่งเมืองมรุกขนคร

 

“พระองค์เป็นกษัตริย์ที่มีแสนยานุภาพเกรียงไกร ไม่ว่าจะไปตีเมืองไหนก็มักจะได้รับชัยชนะ แต่ก็น่าสงสัยว่าอาณาจักรที่รุ่งเรืองสุดขีดอย่างมรุกขนครกลับล่มสลายอย่างรวดเร็วหลังจากเพิ่งไปตีเมืองขึ้นได้เพียงไม่กี่วันและเมืองสุดท้ายที่พระเจ้านิรุทธราชนำทัพไปตีจนแตกแล้วนำมาเป็นเมืองขึ้นได้ก่อนจะล่มสลายก็คือเมืองปัตตนคร”

 

จบคำของทัศนัยก็มีภาพแวบในหัวทศพล บอกเล่าเรื่องราวเมื่อพันปีก่อนตอนไชยสิงห์ออกรบกับข้าศึกฝ่ายพระเจ้านิรุทธราช ส่วนพวกเพื่อนๆของทศพลก็ถกเถียงกันอย่างเคร่งเครียด ถึงเหตุล่มสลายของเมืองมรุกขนครและความเป็นมาของเมืองปัตตนครแต่ก็ไม่มีใครให้

ข้อสรุปได้

 

ทศพลไม่ได้สนใจข้อสันนิษฐานของเพื่อนๆและอาจารย์หนุ่ม แต่กลับโพล่งออกไปแบบไม่รู้ตัวนัก

 

“แม่ทัพของปัตตนครถูกจับไปพร้อมทหารคนสนิท ถูกทรมานต่างๆนานา ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย ไม่มีทางที่เมืองเล็กๆอย่างปัตตนครจะยกทัพมาตีมรุกขนครจนล่มสลายได้หรอก”

 

ไม่มีใครรู้ว่าทศพลเอาข้อสันนิษฐานนี้มาจากไหน แม้แต่เจ้าตัวเองก็อดสงสัยไม่ได้ จนต้องไปปรึกษาเชษฐ์หนุ่มธรรมะธัมโมประจำกลุ่มถึงเรื่องที่ตนอาจระลึกชาติได้

 

“ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่าบุพเพนิวาสานุสสติญาณหรือการระลึกชาติ เมื่อฝึกจิตจนเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวก็ย่อมโน้มน้อมจิตไประลึกชาติได้”

 

“แล้วถ้าคนที่ไม่เคยผ่านการฝึกจิตเลยล่ะ”

 

“เรื่องบางเรื่องมันก็นอกเหตุเหนือผล หาคำอธิบายไม่ได้หรอก แกจะอยากรู้ไปทำไมวะ”

 

คำถามของเชษฐ์ทำให้ทศพลนิ่วหน้า ภาพความทรงจำตอนได้ยินและได้เห็นเหตุการณ์ประหลาดก็ผุดในหัว

 

“ฉันก็ไม่รู้ มันเหมือนอยู่ในภวังค์ แต่บางครั้งก็ เหมือนว่ามันเคยเกิดขึ้นจริง อาจมีอะไรดลใจฉันอยู่ก็ได้”

 

“หากระลึกชาติได้จริง อดีตชาติของแต่ละคนก็เป็นเพียงเครื่องเตือนสติแกในชาติภพก่อนๆ”

 

ทศพลตัดสินใจเล่าถึงความฝันประหลาดที่มีเขากับเพื่อนๆทุกคนในชุดนักรบโบราณ เชษฐ์อ้าปากค้างไม่อยากเชื่อ เช่นเดียวกับคนอื่นที่รู้เรื่องในเวลาต่อมา ทศพลเลยได้แต่ถอนใจหนักหน่วง อยากรู้เหลือเกินว่าเรื่องราวจากอดีตชาติต้องการบอกอะไรกับเขาแน่...

 

ooooooo

 

เลื่อมประภัสกับฉัตรสุดาสองสาวคนสนิทในร่างงูเขียวของเจ้าแม่นาคีเฝ้ามองเหตุการณ์ทุกอย่างด้วยความเป็นกังวล โดยเฉพาะเรื่องความสงสัยของทศพลที่นับวันก็เข้าใกล้ความจริงขึ้นมาทุกที

 

“ชาติที่แล้วแม่ทัพไชยสิงห์ไม่รู้ชาติกำเนิดของเจ้าแม่นาคี ความลับยังเป็นความลับ แล้วชาตินี้เขาจะรู้หรือไม่”

 

“รู้ก็คือรู้...ไม่รู้ก็คือไม่รู้” เลื่อมประภัสเอ่ยปลงๆ

 

“หากชาตินี้แม่ทัพไชยสิงห์รู้ความจริงจักเป็นเยี่ยงไร”

 

“ห้ามอันใดก็ห้ามได้แต่ห้ามชะตากรรมไม่ได้ ทุกอย่างล้วนถูกอำนาจกรรมลิขิตเอาไว้แล้ว...”

 

นอกจากนิมิตต่างๆที่แล่นผ่านในหัวของเขาไม่เว้นแต่ละวันแล้ว ทศพลยังต้องตะลึงตาค้างในเวลาต่อมา เมื่อมีภาพนางไม้ในฝันของเขาปรากฏในภาพถ่ายของประกิต!

 

ไม่มีใครตอบได้ว่านางไม้คนนั้นเป็นใครมาจากไหน และก็ไม่ทันค้นหาคำตอบ หนุ่มๆทั้งกลุ่มก็ต้องวิ่งไปบ้านของคำปองเพราะได้ยินเสียงเอะอะ กอกับลำเจียกนั่นเองที่แวะเอาแกงมาให้ โดยอ้างว่าเพื่อไถ่โทษที่เข้าใจผิดคำแก้วในครั้งก่อน แต่จุดประสงค์แท้จริงนั้นคือจับผิดอาการของคำแก้วเมื่อเจอฤทธิ์ของแหวนพิรอดบนมือลำเจียก

 

คำปองรำคาญ บอกให้ลูกสาวรับหม้อแกงเพื่อตัดปัญหา คำแก้วรู้สึกร้อนๆหนาวๆแต่ยังพอทนไหว แต่สาเหตุที่ทำให้สะดุ้งจนปล่อยหม้อหล่นพื้น ก็เมื่อลำเจียกบอกว่าแกงในหม้อนั้นทำจากเนื้องู!

 

ลำเจียกจับสังเกตคำแก้วตลอด สะใจมากเมื่อเห็นอาการของอีกฝ่าย

 

“เห็นงูอยู่ในหม้อถึงกับมือไม้อ่อนเลยเหรอ เนี่ย แหละนะที่เขาว่างูด้วยกัน มันไม่กินเนื้อพวกเดียวกันเอง”

 

คำแก้วโกรธมาก ปรายตามองด้วยแววตาเหมือนอสรพิษ ลำเจียกกลัวมากแต่ยังปากดี

 

“ทำไมแกจะทำอะไรฉัน ก็เอาซี้...แน่จริงแกก็แปลงร่างเป็นงูยักษ์มาฆ่าฉันแบบที่แกฆ่าพี่เลื่องเลยสิ”

 

“ฉันไม่ได้ฆ่าพี่เลื่อง!”

 

“ถ้าไม่ใช่แกแล้วจะเป็นใคร ในเมื่อแกอยู่ในกระท่อมกับพี่เลื่องแค่สองคน”

 

“ปากเก่งนี่ ทีอยู่ต่อหน้าชาวบ้านทำไมไม่พูดความจริงล่ะ เขาจะได้รู้ว่าเธอหลอกฉันไปให้ไอ้เลื่องมันปล้ำถึงที่”

 

ลำเจียกหน้าเสีย คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะย้อน คำแก้วได้ทีสำทับเสียงเข้ม

 

“คนชั่วๆแบบนั้น ตายไปก็สมควรแล้ว ความจริงเจ้าแม่นาคีน่าจะเอาเธอไปด้วย แผ่นดินดอนไม้ป่าจะได้สูงขึ้น”

 

“นังคำแก้ว...อย่าคิดว่ามีคุณทศพลให้ท้ายแล้วจะรอดนะ แกคงคิดว่าเสน่ห์ของแกมัดใจคุณทศพลได้อยู่หมัดล่ะสิ แต่ฉันจะบอกให้เอาบุญ ลับหลังแกคุณทศพลชอบทำตาเล็กตาน้อยใส่ฉันไม่รู้กี่หน ไม่รู้ว่าคิดอะไรกับฉันกันแน่”

 

“คงคิดว่าผู้หญิงบ้านป่าก็หน้าด้านไม่แพ้ผู้หญิงเมืองกรุงละมั้ง หรือไม่คงด้านกว่าด้วยซ้ำ”

 

 

“นังคำแก้ว...แกอิจฉาฉันล่ะสิที่คุณทศพลเค้าพิศวาสฉัน”

“นังคำแก้ว...แกอิจฉาฉันล่ะสิที่คุณทศพลเค้าพิศวาสฉัน”

 

“คุณทศพลน่ะเหรอจะชอบเธอ ในเมื่อเขามีคนรัก ของเขาอยู่แล้ว ฉันจะบอกให้เอาบุญ เลิกเพ้อฝันซะทีเถอะ ผู้ชายเมืองกรุงไม่มีทางมาสนใจผู้หญิงบ้านป่าให้เสียเวลาหรอก”

 

“มันก็ไม่แน่นักหรอก ผอมแห้งเป็นไม้เสียบผีอย่างนังพิมพ์พรน่ะเหรอจะสู้ขาวๆอวบๆใหญ่ๆอย่างฉันได้พนันกันไหมล่ะ ฉันจะเอาคุณทศพลมาเป็นผัวฉันให้ได้ คอยดูก็แล้วกัน!”

 

ooooooo

 

ไม่ใช่แค่ลำเจียกกับกอที่ตั้งหน้าตั้งตาหาทางจับผิดคำแก้ว พิมพ์พรที่อิจฉาและหึงหวงทศพลก็มีความคิดไม่ต่างกัน จะหาทางพิสูจน์ให้ได้ว่าคำแก้วไม่ใช่คนธรรมดา

 

เจิดนภาที่อาเจียนจนหมดไส้หมดพุงเพราะขยะแขยงเนื้องู ค้านอย่างอ่อนแรง ไม่เห็นด้วยที่เพื่อนสาวจะไปยุ่งเรื่องความขัดแย้งของคนในหมู่บ้านแบบนี้ แต่พิมพ์พรก็ไม่ยี่หระ

 

“จำได้ไหมที่ฉันเคยเห็นผู้หญิงในรูปปั้นหน้าตาเหมือนนังคำแก้ว”

 

“หมายความว่าเธอจะอยู่ที่นี่เพื่อสืบเรื่องนังคำแก้ว น่ะเหรอ”

 

“ใช่...ฉันต้องรู้ให้ได้ว่านังคำแก้วมันเป็นคนหรือเป็นงูเจ้าแม่กันแน่!”

 

ลำเจียกแจ้งข่าวร้ายแก่กำนันแย้มเวลาต่อมาว่าแผนจับผิดคำแก้วล่มไม่เป็นท่าอีกรอบ แต่กระนั้นท่าทางแปลกๆตอนคำแก้วเห็นแหวนพิรอดก็ไม่พ้นสายตาของเธอไปได้ หมออ่วมซึ่งนั่งฟังนิ่งๆเลยคิดได้ถึงแผนบางอย่าง จะใช้แหวนพิรอดและพลังไฟจากแสงอาทิตย์เผยตัวตนแท้จริงของคำแก้ว

 

ทัศนัยหมกมุ่นกับการแกะรอยแผ่นจารึกโบราณ ไม่ได้สนใจเรื่องวุ่นวายของเหล่านักศึกษากับชาวบ้านมากนัก ทศพลแวะมาคุยด้วยความเป็นห่วง แล้วก็ถึงกับหน้าเจื่อน เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายจะส่งพวกเขากลับกรุงเทพฯ

 

“อาจารย์พูดเหมือนจะไม่กลับพร้อมพวกเรา”

 

“ผมตั้งใจว่าจะกลับไปตามหาชิ้นส่วนศิลาจารึกส่วนที่ขาดไปที่เทวาลัยร้างนั่นอีกสักครั้ง บางทีมันอาจจะทำให้เรารู้ได้ว่าเมืองมรุกขนครล่มสลายลงเพราะอะไรก็ได้”

 

“ถ้างั้นอาจารย์ก็ให้พวกผมกับเพื่อนๆไปด้วยสิครับ”

 

“อย่าเลย ผมไม่อยากให้ใครมาเสี่ยงอันตรายอีก ถ้าถนนเข้าหมู่บ้านซ่อมเสร็จเมื่อไหร่ ผมคงต้องส่งพวกคุณกับเพื่อนๆกลับกรุงเทพฯซะทีเพราะนี่มันก็เลยกำหนดกลับมานานแล้ว ผู้ปกครองพวกคุณจะเป็นห่วง”

 

“แต่ที่นั่นมันอันตรายนะครับอาจารย์ อาจจะพังลงมาเมื่อไหร่ก็ได้ งูเงี้ยวเขี้ยวขอก็ชุกชุม ไหนจะคนของกำนันแย้มที่จับตาดูเราอยู่อีก ถ้าพวกกำนันจับได้ว่าเราเข้าไปยุ่มย่ามที่นั่นคงไม่ปล่อยเราไว้แน่”

 

“คุณไม่ต้องห่วงหรอกน่า ผมจะหาทางไปที่นั่นเอง และถ้าผมเป็นอะไรไป คุณจะช่วยดูแลจัดการเรื่องเทวรูปเจ้าแม่นาคีและหาหลักฐานเกี่ยวกับเมืองมรุกขนครต่อจากผมด้วยนะ รับปากผมสิ...”

 

ทศพลเข้าใจความรู้สึกอาจารย์หนุ่มดี จำต้องรับปากและนำส่วนหงอนของรูปปั้นที่หลุดจากเทวรูปตอนขนจากถ้ำใต้เทวาลัยมาเก็บไว้ เมื่อกลับถึงกรุงเทพฯจะได้นำไปซ่อมแซมตามสัญญา

 

ooooooo

 

เหตุการณ์ที่เกิดกับคำแก้วในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทำให้พวกเพื่อนๆของทศพลอยากช่วยให้เธอหลุดจากข้อครหาว่าเป็นบริวารเจ้าแม่นาคีกลับชาติมาเกิด แต่ก็ไม่ค่อยได้เรื่องมากนัก

 

ต่างจากแผนการของหมออ่วมและกำนันแย้ม ซึ่งร่วมมือกับกอและลำเจียก จะใช้แหวนพิรอดและพลังไฟจากแสงอาทิตย์เผยตัวตนของคำแก้วนั้น ทำท่าว่าจะเป็นไปด้วยดี แต่เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกขัดขวาง กำนันแย้มเลยส่งสมุนไปคุมตัวพวกทศพลไว้ ไม่ให้โผล่มายุ่งวุ่นวายจนเสียเรื่องเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

 

คำแก้วไม่รู้เรื่องแผนการของใคร มัวหงุดหงิดที่ขายของไม่ได้ และยิ่งหัวเสียเมื่อต้องเจอสายตาประณามและรังเกียจจากชาวบ้านคนอื่น คำปองไม่อยากให้ลูกสาวเครียดเลยปลอบไม่ให้คิดมาก

 

“ใครจะนินทายังไงก็ช่างหัวมัน ปล่อยให้นินทาไป เมื่อยปากก็เลิกเองแหละ เก็บมาคิดก็รกสมองเปล่าๆ”

 

“จะไม่ให้ฉันคิดได้ไงล่ะแม่...ดีไม่ดีอีกหน่อยคงลือว่าฉันเป็นผีปอบผีกะ แล้วเราสองคนแม่ลูกจะอยู่กันได้ยังไง”

 

“เราก็อยู่กันตามประสา ใครจะพูดยังไงแม่ไม่สน ไม่ได้ขอข้าวใครกิน สำหรับแม่...ยังไงเอ็งคือลูกของแม่เสมอ”

 

คำแก้วไม่ค่อยเข้าใจคำพูดแปลกๆของแม่มากนัก แต่ก็อารมณ์ดีขึ้นมากที่รู้ว่ามีคนรักและเข้าใจ พลันสายตาก็เหลือบเห็นช่อดอกกล้วยไม้ในถาด ซึ่งเธอรู้ทันทีว่าเป็นของทศพลแอบมาใส่ไว้ คำปองมองตามสายตาลูกสาวก็นึกสงสัยแต่คาดคั้นเท่าไหร่ก็ไม่รู้ว่าช่อดอกกล้วยไม้ป่านั้นเป็นของใครกัน...

 

แม้จะรับปากทัศนัยแล้ว แต่ทศพลก็อดห่วงไม่ได้ ตัดสินใจบอกเพื่อนๆให้ช่วยกันเกลี้ยกล่อมอาจารย์หนุ่มให้กลับกรุงเทพฯด้วยกัน และหากทัศนัยต้องการไปสำรวจถ้ำใต้เทวาลัยอีกครั้ง พวกเขาก็จะไปด้วย แต่ไม่ทันขยับไปไหน สมุนของกำนันแย้มก็โผล่มาเสียก่อนและประกาศกร้าวจะไม่ยอมให้ไปไหนทั้งสิ้น!

 

เมื่อจัดการพวกคนเมืองได้แล้ว หมออ่วมก็เริ่มต้นพิธีกรรมเผยตัวตนของคำแก้วด้วยการสวดบริกรรมต่อดวงอาทิตย์ ขอใช้พลังไฟทำลายล้าง ร่วมด้วยฤทธิ์ของแหวนพิรอดที่ผูกติดกับหุ่นฟางงูขนาดใหญ่ กำนันแย้ม กอและลำเจียกเฝ้ามองพิธีกรรมด้วยแววตาเป็นประกาย มีความหวังว่าจะแฉตัวตนของคำแก้วได้

 

คำแก้วกำลังช่วยแม่ขายของเกิดอาการร้อนตามร่างกายอย่างบอกไม่ถูก และเมื่อเจ็บจนทนไม่ไหวก็ผลุนผลันออกจากตลาดมุ่งหน้าสู่เทวาลัยเจ้าแม่นาคี คำปองรีบตามด้วยความเป็นห่วงแต่ก็คลาดกัน โชคดีที่ทศพลซึ่งสังหรณ์ใจเป็นห่วงคำแก้วและหนีจากพวกสมุนของกำนันแย้มมาได้ตามมาเจอกลางทาง เลยอาสาไปช่วยคำแก้วแทน

 

ooooooo

 

คำปองกลับไปรอลูกสาวที่บ้าน ส่วนทศพลแยกไปตามหาคำแก้ว แล้วก็ต้องเบิกตาโพลง เมื่อเห็นว่าเธอนอนดิ้นรนทุรนทุรายอยู่กับพื้นหน้าทางเข้าถ้ำใต้เทวาลัย ผิวหนังเริ่มเป็นสีแดง เหงื่อแตกพลั่กทั้งตัว!

 

ทศพลจะพาไปอนามัยแต่คำแก้วก็ห้ามไว้ รู้ดีว่าหมอคงช่วยอะไรไม่ได้ แต่ไม่ทันคิดหาทางอื่น เธอก็หมดสติไปเสียก่อน ปล่อยให้ร่างทิพย์ของเจ้าแม่นาคีออกจากร่างของเธอมาทำพิธีขอฝนสู้กับพิธีของหมออ่วม

 

อิทธิฤทธิ์ของเจ้าแม่นาคีทำให้เกิดลมพายุและฝนตกห่าใหญ่ ขัดขวางพิธีกรรมของหมออ่วมจนล่มไม่เป็นท่า แต่กระนั้นก็ไม่ทำให้คำแก้วฟื้น ทศพลรีบเข้าไปดูอาการด้วยความเป็นห่วงและเกือบจูบเธอไปแล้ว ถ้าวัชระปราการงูใหญ่สีน้ำตาลทองคนสนิทของเจ้าแม่นาคีจะไม่พอใจและโผล่ให้เห็นเสียก่อน

 

ทศพลตกใจมาก กระชับอ้อมแขนปกป้องคำแก้วเต็มที่ และนั่นก็ทำให้เธอได้สติ สะบัดตัวออกโกรธๆเพราะเข้าใจผิดคิดว่าเขาฉวยโอกาสจะทำมิดีมิร้าย ทศพลหน้าเสีย เพราะงูตัวใหญ่นั้นหายวับไปแล้ว ได้แต่อึกๆอักๆจนกระทั่งเธอเป็นฝ่ายโพล่งถามออกมาเสียก่อน

 

“ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

 

“คุณจำไม่ได้เลยเหรอ เมื่อกี้จู่ๆคุณก็วิ่งหนีน้าคำปองมาที่นี่ ผมมาตามหาคุณ เห็นคุณล้มอยู่บนพื้นท่าทางคุณเจ็บปวดเหมือนโดนใครทำร้าย ตัวคุณก็ร้อนอย่างกับไฟแล้วคุณก็หมดสติไปตอนฝนตก ผมเลยพาคุณมาหลบฝนที่นี่”

 

คำแก้วกวาดตามองรอบๆตัวแล้วเห็นจริงตามเขา เลยแก้เก้อด้วยการขอตัวกลับ แต่เพราะยังปวดแสบปวดร้อนตามตัวเลยเดินไม่ไหว ทศพลเลยเสนอให้ขี่หลังเขากลับ

 

“ฉันเดินเองได้”

 

“ถ้าคุณไม่ยอม ผมจะอุ้มคุณไปเอง เลือกเอาละกันว่าคุณจะเอาอย่างไหน”

 

ท่าทางเอาจริงของเขา ทำให้คำแก้วยอมขี่หลังเขากลับแบบเสียไม่ได้ เมื่อพิมพ์พรเห็นก็หึงหวง โวยวายแบบไม่ไว้หน้าใครว่าเหตุวุ่นวายที่เกิดขึ้นเป็นเพราะพวกกำนันแย้มและหมออ่วมทำพิธีบางอย่าง

 

คำแก้วคร้านจะฟังเรื่องไร้สาระ ผละเข้าห้องไปแล้ว ทิ้งไว้แต่ทศพลที่ต้องนิ่วหน้าด้วยความไม่เข้าใจ พิมพ์พรเห็นเขาเป็นห่วงเป็นใยคำแก้วอย่างออกนอกหน้าก็ทนไม่ไหว โพล่งออกไปเสียงกร้าว

 

“ก็พิธีพิสูจน์ว่านังคำแก้วมันเป็นคนหรือเป็นงูกันแน่น่ะสิคะ”

 

“ทำไมคุณต้องให้ร้ายคำแก้ว ผมไม่นึกเลยว่าพิมพ์ที่น่ารักและแสนดีจะเป็นแบบนี้ คุณเปลี่ยนไปมากนะพิมพ์”

 

“พิมพ์พูดความจริง คุณต่างหากที่เอาแต่หลงใหลนังคำแก้วจนหน้ามืดตามัวจนไม่ยอมรับฟังอะไรทั้งนั้น คุณรู้จักมันนานแค่ไม่กี่วันแต่คุณกลับเข้าข้างมัน ทั้งๆที่พิมพ์กับคุณรู้จักกันมาตั้งนานแต่คุณกลับไม่เห็นค่า”

 

ทัศนัยเห็นท่าไม่ดี ไม่อยากให้พวกนักศึกษาตีกันเลยพยายามไกล่เกลี่ย ทศพลยอมเลิกรา แยกตัวไปสงบสติอารมณ์อีกทาง ต่างจากพิมพ์พรที่มองตามด้วยความขัดใจที่คำแก้วแย่งทศพลไปจากเธอ

 

ooooooo

 

คำปองถึงกับพูดไม่ออกเมื่อได้ยินเรื่องราวจากลูกสาว ทั้งเรื่องอาการประหลาดร้อนรุ่มตามตัวราวกับโดนไฟเผา และพิธีกรรมแปลกประหลาดของหมออ่วมที่พยายามจะแฉตัวตนของเธอ

 

คำแก้วโมโหมากจะไปเอาเรื่อง แต่คำปองก็รั้งไว้

 

“ถ้าเอ็งไป ก็เท่ากับยอมรับว่าเราเป็นงูเจ้าแม่อย่างที่พวกนั้นกล่าวหาน่ะสิ”

 

คำเตือนของแม่ทำให้คำแก้วได้คิด พลันก็ร้องไห้โฮ อย่างอัดอั้น

 

“ทำไมฉันต้องเป็นแบบนี้ด้วย ตกลงฉันเป็นอะไรกันแน่”

 

“เอ็งอย่าคิดมากเลยคำแก้ว ไอ้คนพวกนั้นมันจ้อง จะใส่ร้ายเอ็ง ดีนะที่พ่อทศพลไปเจอเอ็งก่อน”

 

“ไม่เห็นจะต้องให้เขามายุ่งด้วยเลย ฉันดูแลตัวเองได้”

 

“แน่ใจเหรอว่าเอ็งไม่อยากให้เขายุ่ง”

 

คำแก้วหลบตา แก้ตัวเก้อๆ “แน่ใจสิจ๊ะ ฉันไม่ได้รักได้ชอบเขาสักหน่อย อีกอย่าง...ฉันไม่อยากไปแก่งแย่งชิงดีกับใครเขาหรอก ทุกวันนี้ก็มีแต่เรื่องปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว”

 

แม้ปากจะบอกแม่ว่าไม่คิดชอบพอทศพลแต่คำแก้ว ก็โกหกตัวเองไม่ได้ว่าหวั่นไหวไปกับเขาไม่น้อย เช่นเดียวกับ ทศพลที่เลิกหลอกตัวเองอีกต่อไปเพราะได้คำตอบ แล้วว่ามีใจให้คำแก้วตั้งแต่แรกเห็น

 

ลำเจียกซึ่งผิดหวังจากพิธีกรรมของหมออ่วมกลัวเสียโอกาส แอบไปหาทศพลถึงที่พักในคืนเดียวกัน เลยได้รู้ว่าเขามีท่าทางสนอกสนใจนางไม้แต่งตัวด้วยชุดประหลาด จึงคิดแผนร้ายจะปลอมตัวเป็นนางไม้เสียเอง

 

แต่แผนของเธอก็พังไม่เป็นท่าเพราะถูกทศพลจับได้ตั้งแต่แรกเห็น ลำเจียกเลยเปลี่ยนเป็นแผนรุก โถมตัวหาหวังใช้กลิ่นกายสาวกระตุ้นอารมณ์ให้เขาเผลอไผลแต่เขาก็ไม่ตอบสนอง

 

“อย่าลำเจียก เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า”

 

“มาเห็นก็ดีน่ะสิ ลำเจียกจะได้ประกาศให้ทุกคนรู้เลยว่าคุณตกเป็นของลำเจียกแล้ว”

 

“อย่าทำแบบนี้ลำเจียก ปล่อยผมก่อนที่ผมจะเหลืออดกับคุณ”

 

“ก็เอาสิ ถ้าคืนนี้คุณไม่ยอมเป็นของลำเจียก ลำเจียกก็จะโพนทะนาให้ทั่วเลยว่าคุณปล้ำลำเจียก!”

 

ลำเจียกทำตามที่ขู่ไว้ทุกอย่าง กรีดร้องเสียงหลงเรียกทุกคนรวมทั้งคำปองกับคำแก้วให้วิ่งมาดู ทศพลไม่พอใจมาก แต่ยังตั้งสติอธิบายความจริงกับทุกคน ลำเจียกเลยแสร้งบีบน้ำตาเรียกร้องความเห็นใจ

 

แต่กระนั้น...มารยาสาไถยของลำเจียกก็ตบตาคำแก้วไม่สำเร็จ

 

“เลิกบีบน้ำตาได้แล้ว คนที่นี่เขาไม่โง่เชื่อเรื่องโกหกของเธอหรอก เขาคงอยากได้เธอเป็นเมียมากสินะเลยลากเธอมาปล้ำอวดคนอื่นถึงที่นี่ ฉันชักจะสงสัยแล้วสิว่าใครปล้ำใครกันแน่”

 

ทศพลใจชื้นที่คำแก้วไม่หูเบา เช่นเดียวกับเพื่อนๆ คนอื่นที่เชื่อว่าเขาไม่ใช่คนแบบนี้ ลำเจียกถึงกับเต้นผาง

 

“นังคำแก้ว นี่แกหาว่าฉันปล้ำผู้ชายงั้นเหรอ”

 

คำแก้วส่ายหน้าหน่ายๆ ตอกไม่ไว้หน้า “เรามันคนบ้านเดียวกันนะลำเจียก ทำไมฉันจะดูไม่ออกว่าใครเป็นยังไง แค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่เธอแล้ว ไส้มีกี่ขดๆ ชาวบ้าน เขารู้กันหมด”

 

ทัศนัยกลัวจะไปกันใหญ่ พยายามแยกให้ทั้งสองฝ่ายจบด้วยดี แต่พิมพ์พรก็ทำให้เสียเรื่อง ต่อปากต่อคำกับลำเจียกอีกยกด้วยความหึงหวงทศพล คำปองเห็นท่าไม่ดีเลยเป็นฝ่ายตัดบท

 

“กลับไปซะเถอะนังลำเจียก ก่อนที่เอ็งจะทำให้คนดอนไม้ป่าขายขี้หน้าไปมากกว่านี้”

 

ลำเจียกไม่ยอม สวนทันควัน “คำก็ไล่ สองคำก็ไล่ ที่แท้น้าคำปองก็หวังจะจับผู้ชายไว้ให้ลูกตัวเองสิท่า

 

มิน่าล่ะ...ชาวบ้านเขาถึงได้นินทากันว่ายั่วผู้ชายเก่งตั้งแต่แม่ยันลูก”

 

คำแก้วโกรธจนตัวสั่นและทำท่าจะปล่อยพลังบางอย่างออกจากตัว คำปองเห็นก็จับมือไว้พร้อมกับส่งสายตาเตือนสติ และเมื่อลำเจียกกระฟัดกระเฟียดจากไปแล้ว เธอก็เรียกลูกสาวไปคุยตามลำพัง

 

“ต่อไปนี้เอ็งต้องระวังตัวให้มาก อย่าให้โกรธหรือว่าเกลียดใครมากๆ เอ็งทำได้ไหม”

 

“ทำไมล่ะแม่ แม่ก็ดูนังลำเจียกสิ มันทำกับฉัน ฉันไม่ว่า แต่ถ้ามันทำกับแม่ ให้ฉันตายฉันก็ไม่ยอม”

 

“คำแก้ว...เอ็งฟังแม่ ความโกรธมันก็เหมือนงูร้าย พอโกรธขึ้นมามันก็พร้อมทำร้ายคนอื่นได้ทุกเมื่อ แม้แต่ตัวเราเอง แม่ไม่อยากเห็นเอ็งต้องพบจุดจบที่เลวร้าย เพราะอารมณ์ชั่ววูบของตัวเองนะคำแก้ว”

 

“ฉันจะพยายามก็แล้วกันจ้ะแม่”

 

 

ooooooo

ทศพลดีใจมากที่คำแก้วเชื่อในตัวเขา และเมื่อเจอหน้ากันเช้าวันต่อมาก็อดไม่ได้จะเข้าไปขอบคุณและสารภาพความในใจ แต่คำแก้วก็ยังตีมึนทำเป็นไม่สนใจ

 

“ทำไมฉันต้องโกรธคุณด้วย คุณจะทำอะไรกับใครที่ไหนมันก็เรื่องของคุณ”

 

“แต่สำหรับผม มันคือเรื่องของเราต่างหากนะคำแก้ว”

 

คำพูดและสายตาจริงจังของเขาทำให้คำแก้วถึงกับอึ้ง ทศพลเลยถือโอกาสบอกความในใจ

 

“ถึงคุณไม่อยากรู้แต่ผมก็อยากให้คุณรู้ ผมไม่ได้สนใจลำเจียกเพราะผมมีคนที่ผมหมายปองอยู่แล้ว”

 

“คุณคงหมายถึงคุณพิมพ์พรคู่หมั้นคู่หมายคุณล่ะสิ เรื่องนั้นฉันรู้มาตั้งนานแล้ว หมดธุระแล้วใช่ไหม ฉันขอตัว”

 

พูดจบก็ผละไป ทศพลเลยตัดสินใจตะโกนไล่หลัง

 

“แล้วเรื่องที่ผมรักคุณล่ะ คุณรู้บ้างรึยัง”

 

คำแก้วถึงกับตัวชา พูดไม่ออกเมื่อได้ยินคำสารภาพของเขา แทบไม่รู้ตัวเมื่อถามออกไปหลังจากนั้น

 

“คุณพิมพ์พรเหมาะสมกับคุณทุกอย่าง ทำไมคุณถึงมาสนใจผู้หญิงบ้านป่าอย่างฉัน”

 

ทศพลสบตาเธอนิ่ง เอ่ยเสียงหวาน “คุณเป็นผู้หญิงในฝันของผม ผมอธิบายไม่ได้ว่ามันคืออะไร แต่พอผมเจอคุณ ผมรู้สึกผูกพันกับคุณเหมือนเราเคยรักกันมานาน”

 

“ถ้างั้นคุณก็ตื่นได้แล้ว นี่มันความจริงไม่ใช่ความฝัน!”

 

เหตุการณ์บอกรักกลางทุ่งนาของทศพลเป็นที่รับรู้ของทุกคนในบ้าน โดยเฉพาะพวกเพื่อนหนุ่มๆร่วมแก๊งที่ถึงกับตั้งเงินพนันขันต่อว่าทศพลจะลงเอยกับใครระหว่างคำแก้วกับพิมพ์พร

 

พิมพ์พรช้ำใจแทบกระอัก แล้วก็เกือบล้มทั้งยืนเมื่อได้ยินทศพลประกาศต่อหน้าเพื่อนทุกคนว่าจะทำทุกทางไม่ให้พรากจากคำแก้ว และหากจำเป็น เขาก็พร้อมจะทิ้งทุกอย่างเพื่อเธอ...

 

วันเดียวกันที่กรุงเทพฯ...มหาวิทยาลัยเชิญผู้ปกครองของเหล่านักศึกษาที่ออกภาคสนามกับทัศนัยไปรวมตัวกันเพื่อแจ้งข่าวไม่สู้ดีว่าทั้งคณะหายตัวไป ติดต่อไม่ได้!

 

บุญส่งยืนตัวชาเมื่อได้ยินว่าพิมพ์พรลูกสาวสุดที่รักไปออกภาคสนามที่ดอนไม้ป่า รู้ดีกว่าใครว่าที่แห่งนั้นมีอาถรรพณ์แค่ไหน ส่วนสุภัทรพ่อของทศพลก็อดเป็นห่วงลูกชายคนเดียวไม่ได้ แต่ก็ต้องทำนิ่งเหมือนไม่เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่

 

เถ้าแก่เส็งพ่อของรัตนาวดียังไม่รู้ชะตากรรมลูกสาว เรียกร้องให้ทางมหาวิทยาลัยส่งคนติดตาม แต่ก็ต้องใจเสียเมื่อรู้ว่าถนนหนทางถูกตัดขาด บุญส่งกับสุภัทรเลยอาสาเป็นตัวแทนจะไปตามทั้งคณะกลับมาเอง

 

ขณะที่พวกกรุงเทพฯเตรียมตัวบุกดอนไม้ป่าเพื่อตามหาลูกหลาน บรรยากาศภายในหมู่บ้านก็เต็มไปด้วยความอึดอัด โดยเฉพาะจากพวกชาวบ้านที่โทษว่าเป็นเพราะคำแก้วและพวกนักศึกษาทำให้เจ้าแม่นาคีอาละวาด

 

ทัศนัยไม่ได้สนใจเรื่องขัดแย้งภายในหมู่บ้านนัก และฉวยจังหวะนี้แอบไปสำรวจถ้ำใต้เทวาลัยตามลำพังเพื่อตามหาแผ่นจารึกอีกครึ่งที่หายไป แต่ก็โชคไม่ดี ถูกวัชระปราการงูสีน้ำตาลทองตัวใหญ่ซึ่งทำหน้าที่อารักขาถ้ำของเหล่าพญานาคปรากฏตัวให้เห็นเสียก่อน!

 

ooooooo

 

ไม่มีใครรู้ชะตากรรมของทัศนัยที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย พวกทศพลเป็นห่วงอาจารย์หนุ่มมาก ตัดสินใจออกไปตามหาในถ้ำใต้เทวาลัย แต่ไม่ทันได้เข้าถ้ำก็ถูกพวกกำนันแย้มจับตัวไว้ก่อน

 

และสาเหตุที่พวกทศพลถูกจับก็เพราะพวกกำนันแย้มรวมหัวกับหมออ่วม กอและลำเจียก บุกไปค้นบ้านพักชั่วคราวของเหล่านักศึกษาโดยใช้แหวนพิรอดนำทาง แล้วพบว่ามีเทวรูปเจ้าแม่นาคีแอบซ่อนไว้

 

ทศพลพยายามอธิบายว่าต้องการนำไปศึกษาเพื่อข้อมูลทางโบราณคดีแต่พวกกำนันแย้มก็ไม่เชื่อ

 

“เหตุการณ์ร้ายๆที่เกิดขึ้นในดอนไม้ป่าเพราะพวกคนเมืองบังอาจลบหลู่เจ้าแม่นาคี ทำให้พวกเราเดือดร้อน”

 

เหล่าชาวบ้านซึ่งถูกปั่นหัวมารวมตัวกันและพร้อมใจกันลงความเห็นให้ลงโทษพวกทศพลถึงตาย!

 

กว่าคำปองกับคำแก้วจะรู้เรื่อง เหล่านักศึกษาก็เกือบถูกประชาทัณฑ์แล้ว คำแก้วจะเข้าไปช่วยก็ถูกลูกหลงจนช้ำทั้งตัว พิมพ์พรสาแก่ใจมากจะช่วยซ้ำ ทศพลเห็นว่าเรื่องจะลุกลามเลยโพล่งออกไปอย่างเหลืออด

 

“หยุดสักที เลิกงมงายจนทำร้ายคนอื่นได้แล้ว เจ้าแม่นาคีไม่มีจริง ความเชื่อของพวกคุณจะฆ่าคนบริสุทธิ์”

 

“ถ้าเจ้าแม่นาคีไม่มีจริง แล้วใครล่ะที่ฆ่าไอ้เลื่องลูกชายข้า”

 

“เรื่องนั้นผมไม่รู้ รู้แต่ว่าเรื่องงูเจ้าแม่เป็นแค่นิทานปรัมปรา ไม่มีอยู่จริง ถ้าไม่เชื่อ ผมจะพิสูจน์ให้ทุกคนดู”

 

“เอ็งจะพิสูจน์ยังไงวะไอ้หนุ่ม”

 

“ผมจะลงไปที่ถ้ำใต้เทวาลัย”

 

ทุกคนถึงกับอ้าปากค้าง แต่ทศพลก็ยืนยันตามเดิม

 

“ผมจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นเองว่าเจ้าแม่นาคีไม่มีจริง ผมจะลงไปในถ้ำใต้เทวาลัย ถ้าพรุ่งนี้ผมรอดกลับมา ผมอยากให้ทุกคนเลิกกล่าวหาปรักปรำคำแก้วเสียที”

 

คำแก้วซาบซึ้งใจมากที่เขายอมทำเพื่อเธอขนาดนี้ ต่างจากกำนันแย้มที่ยิ้มอย่างมีเลศนัย

 

“ตกลง...พรุ่งนี้หากเอ็งยังมีลมหายใจอยู่ ข้าจะถือว่าเอ็งเป็นผู้วิเศษแห่งดอนไม้ป่า”

 

หลังจากตกลงกันได้ พวกกำนันแย้มก็ไปส่งทศพลที่หน้าทางเข้าเทวาลัย

 

“ข้าจะปิดปากถ้ำไว้แล้วพรุ่งนี้จะมาเปิดให้แต่เช้าหวังว่าเอ็งจะรอดกลับมานะไอ้หนุ่ม”

 

“อย่าลืมที่สัญญาไว้นะกำนัน ถ้าผมไม่ตาย กำนัน ต้องปล่อยทุกคนเป็นอิสระทันทีรวมทั้งเลิกยุ่งกับคำแก้วด้วย”

 

“ข้า...กำนันแย้มพูดคำไหนคำนั้น รักษาชีวิตเอ็งไว้ให้ดีก็ละกัน!”

 

ทศพลเข้าไปในถ้ำด้วยความมุ่งมั่น อยากช่วยเพื่อนและกู้ศักดิ์ศรีของหญิงอันเป็นที่รัก ลำเจียกเจ็บใจมากที่เขาทำเพื่อคำแก้ว แถมเอาชีวิตไปทิ้งในถ้ำที่ไม่มีใครเคยเอาชีวิตรอดออกมาได้อีกต่างหาก

 

คงมีเพียงพวกกำนันแย้ม หัวเราะด้วยความสะใจที่ใช้ทศพลเป็นเครื่องมือได้

 

“ไม่มีใครลงไปในถ้ำนั้นแล้วกลับขึ้นมาได้ ถ้ามัน รอดก็แสดงว่ามันปราบเจ้าแม่นาคีได้ ก็เท่ากับเรายืมมือมันกำจัดเจ้าแม่โดยที่เราไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ งานนี้ไม่ว่าใครจะตายก็ดีกับฝ่ายเราทั้งนั้น”

 

ooooooo

 

แม้จะแสดงออกให้ทุกคนเห็นว่าไม่กลัว แต่บรรยากาศภายในถ้ำก็ทำให้ทศพลอดพรั่นพรึงไม่ได้ แต่กระนั้นภาพเขียนบนฝาผนังถ้ำเกี่ยวกับเมืองโบราณและพญานาคก็ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจเขาได้ แต่ทันใดนั้นเอง...ทศพลก็เหลือบเห็นเงาดำของใครบางคน คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นทัศนัยเลยรีบตามไปดู

 

เวลาเดียวกันที่บ้านคำปอง...คำแก้วอดเป็นห่วงทศพลไม่ได้ เลยตัดสินใจตามไปช่วย และทันทีที่ถึงหน้าถ้ำ กายทิพย์ของเจ้าแม่นาคีก็ยึดครองร่างของเธอและพาเข้าไปในถ้ำอย่างคุ้นเคยดี

 

เจ้าแม่นาคีกลายร่างเป็นนางในฝันของทศพลมาช่วยเขาจากพวกเหล่าอสรพิษได้ทันเวลา และเมื่อเขาฟื้นก็ถึงกับตะลึงงัน เมื่อพบว่าตนไม่ได้อยู่ในถ้ำแต่อยู่ในเมืองที่งดงามราวสวรรค์

 

ทศพลกวาดตามองบรรยากาศงดงามรอบตัวด้วยความสนใจ ก่อนจะอ้าปากค้าง เมื่อได้เห็นนางในฝัน เจ้าแม่นาคีส่งยิ้มให้เขาอย่างอ่อนหวาน ก่อนจะเดินนำเขามาที่สระน้ำสีมรกต

 

“สระมรกตแห่งนี้เป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับวังบาดาล”

 

“วังบาดาล...เมืองของพวกพญานาคน่ะหรือครับ”

 

นางในฝันไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่ทศพลก็ไม่ได้สนใจ วักน้ำใสในสระขึ้นดื่ม ยิ้มกว้างอย่างถูกใจ

 

“ท่านชอบที่นี่หรือไม่”

 

“ชอบสิ ชอบมากๆ แทบไม่น่าเชื่อว่าจะมีสถานที่แบบนี้อยู่ในถ้ำใต้ปราสาทหินโบราณ”

 

“ของบางอย่างก็ละเอียดเกินกว่าที่จะมองเห็นด้วยตา”

 

“รวมถึงคุณด้วยหรือเปล่า คุณมีตัวตนจริงๆน่ะเหรอ...แม่นางไม้”

 

“ข้าจักมีตัวตนหรือเป็นเพียงแค่ภาพมายา...ก็แล้วแต่ท่านจะคิด”

 

จบคำก็ผละไป ทศพลรีบตามแล้วก็พบว่าเธอพาเขามาที่อีกห้องซึ่งมีแท่นบรรจถรณ์งดงาม

 

“ที่นี่เป็นที่ส่วนตัวของข้า ไม่เคยมีบุรุษผู้ใดเคยเข้ามา...นอกจากท่าน”

 

“ถ้าอย่างนั้น...ผมก็เป็นแขกคนสำคัญของคุณน่ะสิ”

 

เจ้าแม่นาคียิ้มบางๆ แล้วส่งชุดแม่ทัพโบราณให้ ทศพลก้มมองชุดนั้นแล้วพลันภาพในอดีตชาติก็ผุดในหัว

 

“มันคือชุดของแม่ทัพไชยสิงห์แห่งปัตตนคร”

 

“ผมสงสัยมานานแล้ว ทำไมคุณถึงเรียกผมว่า...ไชยสิงห์”

 

“เพราะไชยสิงห์คือนามของท่านเมื่อพันปีที่แล้ว”

 

“พันปีที่แล้ว คุณกำลังจะบอกว่าผมเคยเกิดเป็นไชยสิงห์มาก่อน”

 

“ถึงท่านจะจำเรื่องในอดีตไม่ได้แม้กระทั่งชื่อของท่านเอง แต่เรื่องระหว่างเรา ข้าไม่เคยลืม ไม่ว่ากาลเวลาจะหมุนเวียนผ่านไปนานสักแค่ไหน ข้าก็ยังคงรอท่านรอ... จนกระทั่งท่านกลับมาพบข้าอีกครั้ง”

 

ทศพลนิ่งไปอึดใจ ไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นเรื่องจริง “คุณรอผมอย่างนั้นเหรอ หมายความว่าที่ผมเห็นคุณบ่อยๆ ไม่ใช่แค่เพราะคุณเป็นนางในฝันของผม แต่คุณคือคนรักของแม่ทัพไชยสิงห์ซึ่งก็คือผมในชาติที่แล้ว”

 

“ไม่ว่าจะไชยสิงห์หรือทศพลก็คือคนคนเดียวกัน”

 

ทศพลนิ่วหน้าไม่เข้าใจ เจ้าแม่นาคีเลยอธิบายเสียงอ่อน

 

“ท่านกับแม่ทัพไชยสิงห์มีดวงจิตดวงเดียวกันมีสัญญาผูกพันตั้งแต่ในอดีตชาติ เช่นเดียวกับข้าและคำแก้ว”

 

“คุณคือคำแก้วและคำแก้วก็คือคุณงั้นเหรอ...ผมงงไปหมดแล้ว”

 

“เรื่องบางเรื่องก็ยากเกินกว่าจะอธิบายให้เข้าใจได้ โดยเฉพาะเรื่องอจินไตยที่อยู่นอกเหตุเหนือผล อยู่เหนือกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ท่านต้องค้นหาคำตอบด้วยตนเอง...”

 

ooooooo

 

ทศพลเคลิ้มไปกับความงามของนางในฝันและบรรยากาศรอบด้าน และเมื่อได้สบตาเธอ เรื่องราวในอดีตก็หลั่งไหลมาในหัว โดยเฉพาะความรักที่ไชยสิงห์เคยมีต่อนาคี

 

และก็เพราะความทรงจำนี้เองทำให้เขาโน้มตัวจะจูบ แต่เธอก็เบี่ยงตัวหนี

 

“ทำไมล่ะ...คุณรังเกียจผมเหรอ”

 

“ไม่ใช่...แต่มันยังไม่ถึงเวลา”

 

“ไม่ว่าจะอีกนานแค่ไหน ผมก็จะรอคุณ”

 

“อีกไม่นานหรอกไชยสิงห์ อีกไม่นาน...ข้าจะยอมเป็นของท่านชั่วนิรันดร์”

 

ทศพลหรือไชยสิงห์ในอดีตชาติโถมตัวนอนหนุนตัก นางในฝันหรือนาคี เจ้านางน้อยแห่งวังบาดาลในอดีตชาติยินยอมด้วยความเต็มใจ ทั้งสองใช้เวลาทั้งคืนรำลึกความหลังและถ่ายทอดความรักให้แก่กันและกัน

 

“ข้ามีความสุขเวลาที่อยู่กับท่าน...ไชยสิงห์”

 

“ผมก็เหมือนกัน อยากนอนหนุนตักคุณแบบนี้ ทั้งตอนหลับและตอนตื่น”

 

“อีกไม่นาน...ไชยสิงห์ รอข้าอีกไม่นาน ข้ายอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้อยู่กับท่าน และวันนั้นก็ใกล้จักมาถึงเต็มที”

 

“ผมคงแทบขาดใจตายเพราะรอคุณ”

 

 

“การรอคอยไม่ทำให้ใครต้องตาย แต่ถ้ารออย่างมีจุดหมาย ถึงตาย...ข้าก็จักรอ”

 

 

จบตอน

 

 

 

 

 

จาก  ไทยรัฐ

#นาคี


แสดงความคิดเห็น

emotion