Chapter1

Chapter1

4 / 208    0
coin × 0  coin × 0
ขนาดฟ้อนต์ 
ก+
ก-
โหมดกลางวัน
โหมดกลางคืน

 

 

“ท่านครับ!” เสียงคนหนุ่มที่ดังขึ้นทำให้ผู้เป็นนายซึ่งมีผมสีดอกเลาและกำลังนั่งจิบกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์ตอนเช้าต้องเงยหน้าขึ้นมองผู้มาใหม่ด้วยสายตาตำหนิ ชายสูงวัยร่างท้วมอยู่ในชุดลำลองเนื้อดีจากเมืองจีน ภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ตกแต่งตามฮวงจุ้ยของชาวจีนขนานแท้ ภายในห้องโถงบริเวณทางเดินปรากฏกังไสและโถลายครามโบราณหลายใบ แต่ละชิ้นนั้นดูมีอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปี บ่งบอกชัดเจนว่าเจ้าของพื้นที่นั้นเป็นคนนิยมสะสมวัตถุโบราณ
 
“ฉันเคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าห้ามใครรบกวนในเวลานี้ แล้วนี่อาหารที่ฉันสั่งเมื่อไรจะได้!!” ลูกน้องคนสนิทในชุดสูทสีดำหน้าถอดสีเล็กน้อยก่อนมีท่าทีกระอักกระอวนใจขึ้นมาบ้างเพราะหวาดเกรงต่อบารมีและสายตาทรงอำนาจของอีกฝ่าย
 
“อ่อ...คือ...ตอนนี้แม่ครัวกำลังเร่งมือทำกันอยู่ครับ แต่ตอนนี้มีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า”
 
“มันจะมีอะไรสำคัญกว่าอาหารเช้าของฉันกันฮะ อาเฉียง!?” ยังไม่ทันที่มือขวาคนโปรดจะได้รายงานเสียงทุ้มทรงพลังแบบวางอำนาจของคนหนุ่มอีกคนก็ดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลัง
 
“ฝูจินซิ่ว!!” การปรากฏตัวของมาเฟียหนุ่มรุ่นลูกทำให้เจ้าพ่อมาเฟียแห่งเกาะฮ่องกงถึงกับชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะแสยะยิ้มที่มุมปากแล้ววางหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะอาหาร เจ้าของบ้านลุกออกจากเก้าอี้แล้วเดินตรงเข้าไปหาผู้บุกรุกก่อนจะเกิดเสียงเอะอะโวยวายจากด้านนอกพร้อมกับเหล่าบรรดาบอดี้การ์ดของมาเฟียทั้งสองฝ่ายที่กู่กันเข้ามาภายในห้องโถงขนาดใหญ่
 
บอดี้การ์ดของมาเฟียหนุ่มพยายามจะบุกรุกเข้ามาข้างในเพื่อคุ้มกันเจ้านายหนุ่มในขณะที่คนของฝูจินซิ่วเองก็ทำหน้าที่ป้องกันผู้บุกรุกเพื่ออารักขาเจ้านายของตนไว้เช่นกัน กลายเป็นว่าทั้งสองฝ่ายกำลังยื้อกันไปมาด้วยการผลักไหล่ของกันและกันด้วยท่าทีเอาเรื่อง กระทั่งเข้ามายืนออกันอยู่ภายในบริเวณห้องโถงซึ่งเป็นพื้นที่โล่งเตียนขนาดใหญ่ 
 
บอดี้การ์ดนับสิบของมาเฟียทั้งสองฝ่ายต่างรีบกุลีกุจอเข้าไปยืนคุ้มกันเจ้านายของตนอย่างรู้หน้าที่ กลายเป็นว่าคนสองกลุ่มกำลังยืนเรียงแถวหน้ากระดานเผชิญหน้ากันโดยมีเจ้านายของทั้งสองฝ่ายยืนอยู่ข้างหน้าสุดด้วยใบหน้าปั้นปึ่ง 
 
เฉียงหลางผู้มีศักดิ์เป็นถึงมือขวาคนสนิทของฝูจินซิ่วยืนเอามือประสานกันไว้ข้างหน้าด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น ในขณะที่ผู้เป็นนายค่อยๆ ก้าวเข้าไปยืนประจันหน้ากับอาคันตุกะผู้มาเยือน ส่วนบอดี้การ์ดของทั้งสองฝ่ายล้วงมือเข้าไปในเสื้อสูทอยู่ในท่าเตรียมพร้อมที่จะชักอาวุธซึ่งซ่อนอยู่ภายในชุดสูทออกมาเมื่อถึงคราวฉุกเฉินแบบเข้าตาจนแล้วจริงๆspan lang="TH">
 
“คุณคงไม่ได้มาที่นี่เพื่อติดต่อธุรกิจกับผมหรอกใช่ไหม? คุณไอศูรย์” มาเฟียเฒ่าแห่งฮ่องกงเอ่ยปากขณะลอบสังเกตคนหนุ่ม 
 
ชายตรงหน้าคือมาเฟียหนุ่มผู้มีเรือนผมสีดำยาวปะบ่า หนวดเคราบนใบหน้าคมเข้มปรากฏให้ได้เห็นเพียงเล็กน้อย เขาจงใจไว้ผมให้ยาวพร้อมกับมัดรวบมันเอาไว้ข้างหลังเป็นกระจุกเพียงบางส่วน แววตาคมเข้มนั้นมีพลังน่าเกรงขามต่อผู้พบเห็น แม้แต่คนที่อายุมากกว่ายังต้องหวั่นและประหม่ายามเผชิญหน้า ชายหนุ่มผู้นี้มีราศีความเป็นผู้นำสูง แถมยังมีดวงตาที่ทรงพลังจนอาจสามรถฆ่าคนทางสายตาได้เลยทีเดียว
 
“ผมมารับคนของผมคืน!!” เขาสวนขึ้นด้วยแววตาดุดันปานราชสีห์ผู้หวงถิ่น ส่งผลให้ศัตรูคู่อริผู้มีเรื่องบาดหมางกันมาในอดีตตั้งแต่ครั้งที่พ่อของไอศูรย์ยังไม่วางมือต้องกระตุกยิ้มที่มุมปาก ชายสูงวัยส่ายหัวไปมาเหมือนเอือมระอากับพฤติกรรมเลือดร้อนและเอาเรื่องอยู่ตลอดเวลาของคนหนุ่มตรงหน้า
 
“อะไรกันครับ คุณปัณณ์ คนของคุณจะมาอยู่ในที่ของผมได้ยังไง?” ฝูจินซิ่วเริ่มเปลี่ยนมาเรียกชื่อเล่นของเขาแทนราวกับสนิทสนมกันมานาน
 
“แต่คนของผมหายตัวไปในพื้นที่ของคุณ!!” เขายกมือขึ้นชี้หน้าคนสูงวัยอย่างก้าวร้าว ส่งผลให้บอดี้การ์ดของฝูจินซิ่วชักปืนออกมาเช่นเดียวกับบอดี้การ์ดทางฝั่งไอศูรย์ที่รวดเร็วไม่แพ้กัน 
 
กลับกลายเป็นว่ามาเฟียทั้งสองกลุ่มกำลังเล็งอาวุธเข้าหากันด้วยใบหน้าขึงขังพร้อมจะเหนี่ยวไกได้ตลอดเวลาเมื่อได้รับคำสั่งจากผู้เป็นนาย แววตาของทั้งสองฝ่ายที่กำลังห้ำหั่นกันราวกับคมมีดที่พร้อมจะเฉือนให้ตายกันไปข้าง บรรยากาศมาคุแลดูความกดดันเข้าปกคลุมคฤหาสน์หลังใหญ่ไปทั้งหลัง ไม่มีใครเอ่ยถ้อยคำใดๆ จนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
 
“คะนึง / อาเฉียง” เจ้าพ่อมาเฟียทั้งสองฝ่ายส่งเสียงเรียกมือขวาคนสนิทราวกับนัดกันไว้แล้ว ซึ่งคนถูกเรียกชื่อและยืนอยู่ข้างตัวเจ้าพ่อมาเฟียต่างรีบพยักหน้ารับพร้อมกันอย่างรู้หน้าที่ ก่อนจะหันไปส่งสัญญาณมือให้การ์ดข้างหลังลดอาวุธลงโดยไม่ต้องให้เจ้านายของตนอธิบายมากความ
 
“คุณบอกว่าคนของคุณหายตัวไปในพื้นที่ของผม แต่คุณน่าจะรู้กฎดีนะว่าพวกเราจะไม่บุกรุกพื้นที่ของกันและกัน วันนี้คุณบุกรุกพื้นที่ของผม แต่ผมจะไม่เอาความอะไรคุณ แต่เรื่องคนของคุณ ถ้าไม่มีคนสั่งให้มันไปทำอะไรในพื้นที่ของคนอื่นมันก็คงไม่กล้าเดินเข้าไปตายเองหรอก หรือคุณไม่คิดเหมือนที่ผมคิดล่ะครับ คุณปัณณ์?” อีกฝ่ายพูดดักคอราวกับรู้ทันว่าเขากำลังคิดจะทำอะไรอยู่ 
 
ไอศูรย์กำหมัดแน่นอย่างระงับอารมณ์ เขากัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจก่อนจะจ้องเข้าไปในแววตาของศัตรูคู่แค้นอย่างไม่เกรงกลัว ‘ฝูจินซิ่ว’ เปรียบเสมือนตาเฒ่าพญางูร้อยเล่ห์ มาเฟียหนุ่มรู้ดีว่าเขาไม่ควรเสี่ยงมีเรื่องกับอีกฝ่ายในตอนนี้ ถึงแม้ว่าที่นี่จะเป็นประเทศไทย ผืนแผ่นดินเกิดและเป็นถิ่นของเขา แต่เขาก็ต้องยับยั้งชั่งใจเอาไว้ก่อนเพราะเรื่องผลประโยชน์ธุรกิจบ่อนคาสิโนแห่งใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นานบนเกาะในฮ่องกง ซึ่งกว่าจะได้พื้นที่ตรงนั้นมามันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเขาเลย 
 
ชายหนุ่มรู้ดีว่าอีกฝ่ายมีอำนาจมากขนาดไหนเมื่ออยู่บนเกาะเล็กๆ เกาะนั้น และหากเขาคิดจะกระตุกหางพญางูตัวนี้คงต้องสูญเสียหลายสิ่งหลายอย่างเหมือนครั้งที่พ่อของเขาเคยได้รับบทเรียนมาอย่างแสนสาหัส 
 
“คะนึง!” ชายหนุ่มหันไปเรียกมือขวาคนสนิท ก่อนที่ชายร่างสูงในชุดสูทสีดำจะเดินเข้ามายืนขนานข้างลำตัวของมาเฟียหนุ่มพร้อมรับคำสั่งได้ทุกเมื่อ
 
“กลับ!!”
 
เจ้าของคฤหาสน์หลังงามพร้อมลูกน้องยืนแสยะยิ้มอย่างสะใจที่ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้ ฝูจินซิ่วยังคงยืนมองออกไปที่ประตูคฤหาสน์ เห็นเพียงแผ่นหลังของลูกชายอดีตเพื่อนรักที่กำลังเดินจ้ำขึ้นรถกลับไปด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียด
 
“ศัตรูของราชสีห์คำรามไม่ใช่วิหกเพลิงอย่างที่นายคิดหรอกนะ...ไอ้หนู” ชายร่างท้วมพูดพึมพำคนเดียวเบาๆ แววตาของเขาฉายแววเจ็บปวดออกมาเล็กน้อย คล้ายกับว่าเขาเคยได้รับความกระทบกระเทือนทางด้านจิตใจจากเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นในอดีตมามากไม่แพ้กัน เรื่องราวในอีตที่แสนเลวร้ายเมื่อหลายสิบปีก่อนมันยังฝังรากลึกอยู่ในจิตใจของมาเฟียทั้งสองแก๊งไม่เคยเลือนหาย การสูญเสียในครั้งนั้นมันยิ่งใหญ่และมากเกินที่จะรับไหวแล้วจริงๆ
 
 
 
ในขบวนรถเบนซ์สีดำรถคันกลางถูกประกบด้วยเบนซ์อีกสองคันทั้งข้างหน้าและข้างหลัง ภายในรถคันดังกล่าวมีคนหนุ่มที่อารมณ์กำลังลุกเป็นฟืนเป็นไฟอยู่ในรถหนึ่งคน ตั้งแต่รถเคลื่อนตัวออกจากคฤหาสน์หลังใหญ่ของศัตรูไอศูรย์ก็ได้แต่นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยใบหน้าบอกบุญไม่รับ 
 
ครั้นนึกไปถึงเรื่องที่สายของเขาในฮ่องกงรายงานมาว่าลูกน้องในแก๊งของเขาที่ถูกส่งให้แทรกตัวเข้าไปแฝงตัวอยู่ในพื้นที่ของฝูจินซิ่วได้หายตัวไปอย่างเป็นปริศนาถึงสองคนคิ้วหนาก็พาลขมวดมุ่นเป็นปมอย่างหนัก คิดแล้วก็แค้นนักที่ไม่เคยทำอะไรตาแก่นั่นได้สักที แล้วที่เขาไม่อยากมีเรื่องกับอีกฝ่ายตอนนี้เพราะเกรงต่อผลกระทบที่จะเกิดกับบ่อนที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นานที่ฮ่องกง ชายหนุ่มรู้ดีว่าเจ้าถิ่นทรงอำนาจแบบฝูจินซิ่วทำได้ทุกอย่าง แม้แต่สั่งปิดบ่อนของเขาที่เพิ่งเปิดใหม่ก็ตาม!! 
 
แม้เขาจะมีบ่อนคาสิโนในอีกหลายประเทศแต่ฮ่องกงก็เป็นสถานที่ที่เขาตั้งเป้าเอาไว้สูงไม่ต่างจากที่อื่นเลยทีเดียว แถมเบื้องหลังการเปิดบ่อนถูกกฎหมายหลายแห่งของเขาก็ได้มีการแอบปล่อยเงินกู้นอกระบบให้ลูกค้าในบ่อนกู้กันตามใจชอบ ทว่าหากครบกำหนดแล้วใครไม่จ่ายพร้อมดอกเบี้ยก็คงเป็นเรื่องของชีวิตคนๆ นั้นที่อาจจะต้องถูกแขวนเอาไว้บนปากกระบอกปืนของเจ้าพ่อมาเฟียหนุ่ม เพียงแต่ฮ่องกงไม่ใช่ถิ่นของเขา ดังนั้นหากคิดจะทำอะไรคงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างใจคิด
 
‘ไอศูรย์ จรินทร์ฤทธิ์’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ปัณณ์’ เป็นลูกชายคนเดียวของ ‘พศวัต จรินทร์ฤทธิ์’ อดีตเจ้าพ่อมาเฟียผู้ยิ่งใหญ่และเป็นที่รู้จักกันในหลายประเทศ เบื้องหน้าของตระกูลใหญ่ตระกูลนี้ก็เป็นเพียงแค่นักธุรกิจผู้มีกิจการต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม โรงพยาบาล รีสอร์ท ไร่องุ่น ฟาร์มโคนม และบ่อนคาสิโนถูกกฎหมายในหลายประเทศ ทว่าเบื้องหลังนั้นได้ทำการปล่อยเงินกู้นอกระบบอย่างลับๆ มานานนับรุ่นต่อรุ่น ครั้นเมื่อพ่อของไอศูรย์ประสบอุบัติเหตุจนทำให้เป็นอัมพาตขยับตัวไม่ได้เขาจึงเข้ารับตำแหน่งแทนผู้เป็นพ่อด้วยอายุเพียง 20 ปีเท่านั้น 
 
ตั้งแต่นั้นมาชีวิตของชายหนุ่มก็เข้าสู่ด้านมืดแบบเต็มกำลัง ทั้งเรื่องการบริหารธุรกิจต่างๆ มากมายของแก๊ง เรื่องเงินกู้นอกระบบและการทวงหนี้สุดโหด หากเพียงแต่เขาไม่ใช่มาเฟียในแบบที่ใครหลายคนคิด ด้วยความที่เข้ารับตำแหน่งด้วยอายุยังน้อยเพียงเลขสองจนกระทั้งเข้าเลขสามในปัจจุบันจึงทำให้เขาดูเป็นคนหนุ่มที่ฉลาดและหัวไว สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้เร็ว กระทั่งคิดหาทางเอาจุดอ่อนของตัวเองและศัตรูมาปรับใช้ในกลยุทธการเอาชนะคู่แข่ง ทั้งด้านธุรกิจและอำนาจมืดที่เขากุมอยู่จนสามารถควบคุมคนหลายร้อยคนให้อยู่ภายใต้อาณัติของเขาได้อย่างไม่ยากเย็นสักเท่าไร
 
ชายหนุ่มเป็นเจ้าพ่อมาเฟียที่มีนิสัยอบอุ่นและเป็นกันเองกับลูกน้อง ดังนั้นไม่แปลกที่ใครหลายคนจะรักและเคารพเขาราวกับเขาเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด แม้กระทั่งชีวิตคนในแก๊งก็สามารถมอบให้เจ้านายหนุ่มคนนี้ได้อย่างไม่คิดเสียดาย 
 
ช่วงแรกที่ไอศูรย์ก้าวเข้ามาในเส้นทางนี้อย่างเต็มกำลังอาจจะลำบากหน่อยเพราะอายุยังน้อย แต่เขาก็สามารถพิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นๆ เห็นว่าเขามีความเป็นผู้นำได้มากขนาดไหน นั่นล่ะเขาถึงได้รับการยอมรับจากทุกคนและขึ้นรับตำแหน่งอย่างภาคภูมิ แล้วเพียงแค่ลูกน้องระดับล่างสักคนถูกมาเฟียคู่อริจับตัวไปกักขังหนวงเหนี่ยวเขาก็ถึงกับยกพวกไปถล่มแบบไม่กลัวตาย นั่นไม่ใช่ระบบเจ้านายกับลูกน้อง แต่เป็นระบบที่อยู่กันอย่างครอบครัวเสียมากกว่า
 
“อ่อ คะนึง” เขาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบที่เกิดขึ้นมานาน ภายในรถมีเพียงคนขับและมือขวาคนสนิทที่นั่งขนานข้างคนขับอยู่ข้างหน้าเท่านั้น
 
“ครับ?”
 
“เรื่องแม่ของนายเป็นยังไงบ้าง?” คนเป็นนายถามด้วยท่าทีเป็นห่วง บอกให้รู้ว่าลืมเรื่องที่เพิ่งพาคนไปบุกคฤหาสน์ส่วนตัวของฝูจินซิ่วมาหมาดๆ 
 
ไอศูรย์ก็เป็นเสียอย่างนี้ สามารถปัดความคิดความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นภายในจิตใจตนเองออกไปได้อย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มเป็นคนที่สามารถตีหน้านิ่งและเปลี่ยนอารมณ์ได้หลากรู้แบบจนหลายคนแทบตามอารมณ์เขาไม่ทัน
 
“อ๋อ ตอนนี้แม่ผ่าตัดเปลี่ยนไตเรียบร้อยแล้วครับ คงอีกหลายวันกว่าจะออกจากโรงพยาบาล” 
 
“ถ้าขาดเหลืออะไรก็บอกฉันได้นะ เดี๋ยวจะโทรบอกที่โรงพยาบาลให้ดูแลแม่นายแบบพิเศษ” ชายหนุ่มเอ่ย 
 
เขามักใส่ใจทุกรายละเอียดของคนรอบข้าง ไม่เคยมองข้ามเวลาใครมีปัญหาแล้วหันหน้ามาปรึกษา แม้จะไม่คิดปรึกษาเขาก็จะเป็นคนแทรกเข้าไปอยู่กลางปัญหานั้นเองอย่างที่อีกฝ่ายไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากขอด้วยซ้ำ จะว่าเขาชอบยุ่งเรื่องคนอื่นก็ไม่เชิง เพียงแต่คนที่จะยุ่งด้วยต้องเป็นคนในพื้นที่ของเขาก็เท่านั้น
 
“แค่นี้ผมก็เกรงใจเจ้านายจะแย่อยู่แล้วครับ อย่าทำให้ผมลำบากใจเลย” ที่คะนึงตอบกลับแบบนั้นเพราะโรงพยาบาลที่แม่ชายหนุ่มรักษาตัวอยู่เป็นมรดกส่วนหนึ่งของตระกูลจริฤทธิ์ ซึ่งมีเจ้านายหนุ่มของเขาเป็นผู้ดูแลต่อจากคนเป็นพ่อนั่นเอง
 
“ลำบากใจอะไรกัน พวกเราก็เหมือนครอบครัวเดียวกันนั่นล่ะ เอาน่า แม่นายก็เหมือนแม่ฉัน ขอฉันได้ดูแลท่านบ้าง นายก็รู้ว่าฉันไม่มีโอกาสแบบนั้น” น้ำเสียงของเขาดูเศร้าลงเล็กน้อยพร้อมแววตาที่สั่นไหวเพียบชั่ววูบ ก่อนที่มันจะกลืนหายไปกับอากาศธาตุ 
 
คะนึงถอนหายใจเพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายเสียแม่ไปตั้งแต่อายุสิบขวบด้วยเหตุปะทะกันของมาเฟียสองกลุ่มเมื่อยี่สิบปี่ที่ผ่านมา เรื่องราวในคราวนั้นได้สร้างบาดแผลครั้งใหญ่ให้กับใครหลายคน รวมถึงตัวเจ้านายหนุ่มคนนี้ด้วย
 
“โอเคครับ คุณปัณณ์อยากทำอะไรก็ทำเลย ถ้าทำแล้วคิดว่ามีความสุข” คะนึงหันมาเรียกชื่อเล่นของเขาแทน ซึ่งมีเพียงไม่กี่คนที่จะสามารถเรียกได้อย่างเต็มปาก อีกอย่างมือขวาคนนี้ก็อยู่กับเขามานานมากแล้วจึงดูไม่ต่างจากพี่ชายคนหนึ่งของไอศูรย์ที่คอยดูแลเขามาตลอด และคะนึงเองก็รู้ดีว่าตนคงขัดคำสั่งเจ้านายไม่ได้มากนัก เพราะหากอีกฝ่ายคิดจะช่วยใครทำอะไรแล้วก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด
 
คะนึงเองไม่เคยลืมบุญคุณที่ไอศูรย์ช่วยดึงเขาขึ้นจากขุมนรก วงการมืดที่ชายหนุ่มเคยอยู่นั้นเถื่อนและร้ายแรงกว่าวงการมาเฟียของเจ้านายเขาเสียด้วยซ้ำ ด้วยหน้าที่ของอดีตมือปืนรับจ้างเถื่อนอย่างเขาที่ต้องอยู่กับความเป็นความตายตลอดเวลา ถึงแม้จะใช้ชีวิตประจำวันเหมือนคนปกติทั่วไปแต่ก็ต้องอยู่กับความระแวง กลัวว่าเมื่อไรตนจะถูกทางการจับเข้าซังเต 
 
‘หมาป่าเงา’ นั่นคือฉายาในวงการมืดของคะนึง มือปืนในตำนานที่ไม่เคยมีใครรู้ตัวตนที่แท้จริงนอกจากไอศูรย์ คะนึงเองก็ไม่เคยลืมภาพเด็กหนุ่มที่ก้าวเข้ามาดึงตัวเขาออกจากความมืดด้วยวัยเพียง 15 ปี คำพูดและแววตาหนักแน่นที่บ่งบอกชัดเจนว่าต้องการปกป้องเขาและครอบครัวยังติดอยู่ในห่วงความจำไม่เคยลืม 
 
“ฉันต้องการให้นายมาเป็นมือขวาให้กับฉัน เพราะสักวันฉันจะต้องรับหน้าที่ต่อจากพ่อ ไม่ต้องห่วง เรื่องอดีตของนายจะไม่มีใครรู้อีกนอกจากฉัน มันจะเป็นความลับระหว่างเราสองคน เพราะฉันจะดูแลและปกป้องนายกับแม่เอง!” เด็กหนุ่มที่ตำแหน่งว่าที่เจ้าพ่อมาเฟียค้ำหัวอยู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงและท่าทางจริงจังแบบที่เขาไม่เคยเห็นจากเด็กคนไหนมาก่อน 
 
คะนึงมองเห็นบางอย่างในแววตาดุดันและทรงอำนาจของเด็กหนุ่มตรงหน้า เขาเห็นถึงภาพราชสีห์ที่กำลังก้าวผงาดไปข้างหน้าอย่างองอาจ สิงโตตัวใหญ่ที่กำลังคำรามก้องไปทั่วผืนดิน ประกาศให้โลกรู้ว่าตนคือผู้ที่ยิ่งใหญ่และสามารถปกครองอาณาเขตของตัวเองได้ แถมเจ้าป่าคนนี้ยังเป็นที่พรั่นพรึงของศัตรูหลายต่อหลายคน! นั่นล่ะคือจุดเริ่มต้นที่คะนึงตัดสินใจทำงานรับใช้ไอศูรย์มาโดยตลอด
 
 
 
อากาศยามเช้าตรู่ภายในไร่มินตรากำลังเย็นพอดี ร่องรอยของหยาดฝนยังคงเหลือติดค้างอยู่ตามยอดหญ้าและผืนดินชุ่มฉ่ำ น้ำที่หยดลงจากยอดใบของต้นมะม่วงหยดติงลงกระทบแอ่งน้ำขนาดเล็กที่เป็นหลุมตื้นเล็กในบริเวรนั้นจนน้ำในหลุมกระเพื่อมตามจังหวะน้ำที่หยดลงมาจากข้างบน เสียงใสกังวานของหมู่นกยังแข่งกันดังเซ็งแซ่ไม่ขาดสาย 
 
ร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงแสล็กเตรียมออกไปทำงานตามปกติถึงกับสำลักกาแฟที่ดื่มเข้าไปจนย้อมสีของหนังสือพิมพ์ในมืออีกข้างให้กลายเป็นสีน้ำตาล ชายหนุ่มรีบดึงทิชชูออกจากล่องมาเช็ดปากตัวเองลวกๆ ก่อนจะเลิกคิ้วสูงมองหน้าพี่เลี้ยงคนใหม่ที่เพิ่งจะเข้ามาทำงานภายในบ้านเขาได้ไม่ถึงอาทิตย์ด้วยซ้ำ 
 
ชายร่างผอมเดินอืดอาดลงมาราวกับผีดิบตายซาก สภาพนั้นเรียกได้ว่า ‘ทนดูไม่ได้’ หนุ่มแว่นตัวสูงโย่งสวมเสื้อยืดสีขาวเข้ากับกางเกงยีนส์สีซีด บัดนี้เสื้อขาวสะอาดตาที่ไอศูรย์เห็นก่อนหน้าที่อีกฝ่ายจะขึ้นไปชั้นสองได้เปลี่ยนสีไปเรียบร้อยแล้ว 
 
สีขาวของเสื้อนั้นถูกแต่งเติมด้วยสีสันจากสารพัดสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นคาบไข่และสีทาบ้านที่ส่งกลิ่นรำคาญใจ ไหนจะเส้นมาม่าผัดที่แปะอยู่บนเส้นผมสีดำของเขาอีก สภาพทั้งตัวของพี่เลี้ยงคนใหม่นั้นเรียกได้ว่าเลอะเทอะยิ่งกว่าขอทานหรือคนจรจัด! แว่นตาหนาเตอะของเขามีรอยร้าวในขณะที่มันตกลงมาอยู่ที่ปลายจมูก แววตาโรยราแลดูอ่อนล้าพร้อมทั้งสีหน้าระเหี่ยใจบ่งบอกชัดเจนว่าอีกฝ่ายคงหมดความอดทนกับงานที่ทำอยู่เรียบร้อยแล้ว
 
“ผม...ผม...ผมขอลาออกครับ” นั่นคือคำพูดสุดท้ายของพี่เลี้ยงหนุ่มที่แสนจะเบสิกและได้ยินติดหูจนชินจากปากบรรดาพี่เลี้ยงคนก่อนๆ ที่ผ่านมา สภาพพี่เลี้ยงคนปัจจุบันที่บัดนี้กลายเป็นอดีตไปแล้วไม่ต่างจากคนที่วิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง 
 
มือขวาคนสนิทที่เดินเข้ามาในห้องโถงชะงักเท้าแล้วจ้องผู้ที่เพิ่งผ่านศึกสงครามโลกมาหมาดๆ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาพร้อมทั้งไหล่กว้างที่สั่นไหวเล็กน้อยคล้ายกับว่าเขากำลังพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดกำลัง และทันทีที่พี่เลี้ยงหนุ่มเดินใจลอยผ่านไปคะนึงก็หันไปมองตามหลังของอีกฝ่ายอย่างนึกสงสาร ส่วนไอศูรย์ที่อยู่บนโต๊ะอาหารกลางห้องโถงก็ได้แต่ยกมือขึ้นกุมขมับกับภาพที่พึ่งได้เห็นหลังอาหารเช้า เขาควรจะชินกับเหตุการณ์ประหลาดเช่นนี้ที่เกิดขึ้นภายในบ้านพักหลังนี้ตั้งนานแล้ว
 
“ผมว่าคนนี้โชคดีสุดในจำนวนห้าสิบสามคนที่ผ่านมานะครับ” คะนึงเสนอความคิดเห็นก่อนไอศูรย์จะส่ายหัวอย่างเอือมระอา 
 
มาเฟียหนุ่มนึกย้อนไปถึงอดีตพี่เลี้ยงทั้งหลายชีวิตที่อาจจะโดนหนักกว่าเจ้าแว่นคนเมื่อกี้แล้วขมวดคิ้วมุ่นเป็นปมเหมือนหนักใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น จำได้ว่าล่าสุดเมื่ออาทิตย์ก่อนเขาสะดุ้งตื่นตอนดึกเพราะเสียงกรี๊ดกร๊าดของพี่เลี้ยงสาวคนใหม่ เล่นเอาบอดี้การ์ดนับสิบกู่กันเข้ามาในบ้านด้วยหน้าตาแตกตื่นพร้อมอาวุธครบมือ เหตุการณ์แปลกๆ เช่นนี้ยังคงเกิดขึ้นในบ้านมาหลายหนจนหลายคนเริ่มชาชินกับมันมากขึ้น 
 
จะเป็นฝีมือใครไปได้ถ้าไม่ใช่เด็กชายวัยหกขวบคนเดียวในบ้านที่สร้างความวุ่นวายและเรื่องปวดใจให้กับบรรดาคนในแก๊งและพี่เลี้ยงแบบไม่ให้พักหายใจหายคอกันได้ทั่วท้องเลยสักวัน เมื่อวีรกรรมเรื่องแล้วเรื่องเล่าถูกสร้างและเล่าขานต่อกันมาหลายคนจึงยกนิ้วให้เด็กน้อยตัวแสบถึงความแสบซ่าที่ไม่เป็นรองใคร กระนั้นแล้วเด็กชายตัวเล็กก็ยังคงเป็นขวัญใจและเป็นที่รักของใครหลายคน
 
“เดี๋ยวนายไปตามสมควรกับลำยองให้มาดูแลเจ้าตัวแสบแทนไปก่อน ระหว่างนั้นก็ช่วยหาพี่เลี้ยงใหม่ให้ฉันด้วย” ไอศูรย์ที่ตื่นจากภวังค์ความคิดหันไปสั่งเสียงเรียบก่อนจะนั่งจิบกาแฟแล้วกดเปลี่ยนช่องทีวีตรงหน้าต่อ ทว่าไม่วายหันไปเรียกคนที่กำลังออกไปตามสมควรกับลำยองให้หยุดชะงักเท้าเอาไว้ก่อน
 
“เดี๋ยวคะนึง”
 
“ครับ?”
 
“บอกคนให้เอารถออกภายในอีกสิบนาที ฉันจะไปตรวจความเรียบร้อยที่รีสอร์ทก่อนเข้าตัวจังหวัด”
 
“ได้ครับ” คะนึงรับคำก่อนเดินจากไป ส่วนคนเป็นนายได้แต่มองขึ้นไปยังทางเดินชั้นสองคล้ายคาดโทษเจ้าตัวแสบที่ก่อเรื่องอยู่ข้างบนเอาไว้ล่วงหน้า หากจะถามว่ารายชื่อคนที่รอคิดบัญชีอยู่ในสมุดดำของเขาตอนนี้มีใครมากสุดคงจะเป็นไอ้เด็กที่อยู่ข้างบนนั้นมากกว่าศัตรูคนไหนของเขาทั้งนั้น รอให้เขากลับจากข้างนอกก่อนเถอะ 
 
“กลับมาเมื่อไรจะตีให้ก้นลายเลย ไอ้ลูกคนนี้!!” เขาเอ่ยคาดโทษพร้อมทั้งวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะก่อนปิดทีวีแล้วคว้าเสื้อสูทที่พาดกับเก้าอี้อีกตัวขึ้นมาสวมก่อนจะเดินออกไปนอกบ้านด้วยใบหน้าเรียบเฉย 
 
ใครว่าการจ้างพี่เลี้ยงสักคนสองคนมาดูแลลูกเป็นเรื่องง่ายหรือเป็นการตัดปัญหาเวลาพ่อแม่ไม่อยู่บ้านกันล่ะ ถ้ากรณีเขาที่ต้องเลี้ยงลูกคนเดียวล่ะก็ นี่มันเท่ากับเป็นการเปิดช่องทางให้มาเฟียตัวน้อยแผลงฤทธ์พยศจนไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครเสียมากกว่า อย่างลูกชายตัวแสบของเขาน่ะต่อให้พี่เลี้ยงเป็นสิบก็เอาไม่อยู่หรอก!!

แสดงความคิดเห็น

emotion