ตอนพิเศษ First Date

ตอนพิเศษ First Date

15 / 179    0
ขนาดฟ้อนต์ 
ก+
ก-
โหมดกลางวัน
โหมดกลางคืน

 

 

 

 

 

 

Extra Scene

 First Date

 Gum's Part

                หลังจากเหตุการณ์วันนั้น ผมก็ให้แอ้มย้ายออกจากหอมาอยู่ด้วยกัน ตอนแรกเธออิดออดไม่ยอมท่าเดียวแต่ใครจะทนลูกตื้อผมได้...ยังไงซะ!! เราก็เป็นแฟนกันแล้ว ผมได้รู้ความลับอีกอย่างเรื่องคำสาปทฤษฎีสามวัน น้ำอสุจิที่เคยปล่อยทิ้งขว้างฝากไว้ที่คนนี้ทีคนโน้นทีตามความพอใจของสองฝ่าย มันกลับมีค่าสำหรับผู้หญิงคนหนึ่งมาก ผมรู้สึกขอบคุณคนที่สาปเธอ ลึกๆ ผู้ชายเราทุกคนต้องการการดูแลเอาใจใส่ไม่มีใครอยากมีใหม่ไปเรื่อยหรอก...ถ้าคนเก่ายังดีพอ ผมไม่ใช่คนเลือกเยอะหรือเบื่อง่าย ผมมีความสุขมากที่รู้ว่า...แอ้มจะไม่ทิ้งผมไปไหน

                "กั๋มตากผ้าเสร็จยัง หิวแล้วนะ!!"

                "แป๊บนึ่ง!! กินหน๋มรอไปก่อนนะ"

                "โห่!! ในตู้เย็นไม่มีอะไรกินสักอย่างเนี่ย น้ำสักขวดยังไม่มีเลย"

                "ครับ ครับ!! เดี๋ยววันนี้พาไปซื้อนะ"

                ความมั่นคงย่อมมีข้อแลกเปลี่ยน ผมชอบเอาใจผู้หญิงอยู่แล้วจึงไม่รู้สึกอะไรที่ต้องเป็นฝ่ายทำเองทุกอย่าง ทั้งซักผ้า ตากผ้า ทำอาหาร เก็บกวาด งานบ้านต่างๆ เรียกว่าเป็นพ่อบ้านเต็มตัวเลย หน้าที่เดียวของแม่บ้านผมคือหน้าที่บนเตียง คุณสาวๆ ฟังไว้เลยนะ...ถึงทุกอย่างคุณจะเพอร์เฟคหมดแต่เรื่องบนเตียงแข็งทื่อเป็นหุ่นยนต์โลว์แบตก็ไม่ไหวนะครับ ทุกอย่างที่ผมชอบรวมอยู่ในตัวแอ้ม

                คนเราถ้าอยู่กับสิ่งที่รักอาจอยู่ได้ไม่นานเท่าอยู่กับสิ่งที่ชอบ ยิ่งเธอคือศูนย์รวมทุกอย่างที่ผมชอบ...ผมถึงเลือกเธอ

                "ที่รักครับ เราไปเดทกันไหม" คบกันมาตั้งนานยังไม่เคยชวนเดทจริงจังสักครั้งเลย ผมอยากให้เธอมีความสุขที่สุดแม้แต่ในความทรงจำ คาดหวังว่าเดทนี้เราจะสร้างความทรงจำสวยงามร่วมกัน

                "ดีค่ะว่าแต่.. ไปไหนดีค่ะ" เรื่องเที่ยวไว้ใจแอ้ม เธอชอบจริงๆ มิน่าล่ะถึงทำอาชีพเอ็กซ์ตร้าได้นาน ชอบไปโน้นไปนี่นิเอง

                "ไปอังกฤษกันไหม กั๋มเคยเรียนที่นั้น...ช่วงนี้อากาศกำลังดีเลย แอ้มน่าจะชอบ" ผมอยากพาแอ้มไปเจอสังคมเดิมที่ผมเคยอยู่ เจอเพื่อนฝูงหรือคนสำคัญๆ ในชีวิต แอ้มแอบทำหน้างงราวกับไม่เชื่อหูว่าเดทแรกของเราจะไปไกลขนาดนั้น

 

                "อังกฤษเลยหรอ แอ้มไม่เคยไปต่างประเทศเลยตื่นเต้นจัง" สาวสวยข้างกายเข้ามากอดอ้อนราวกับเธอคือลูกแมวตัวน้อย ทั้งที่ร่างเธอคือแม่วัวพันธ์เนื้อ นม ไข่มากกว่า เล่นเอาสองเต้ากลมมาถูไถ ซุกจมูกลงแขนแกร่งแบบนี้ เดี๋ยวจบที่เตียง...ไม่ได้ออกไปไหนกันพอดี

1 เดือนต่อมา

                การออกมาผจญโลกกว้างกับคนที่เรารักมันน่ารักดีนะ ยิ่งเป็นเมืองวัฒนธรรมหลากหลายอย่างลอนดอนด้วย แอ้มยิ่งตื่นเต้นดูมีความสุขมากขึ้นไปอีก ผมชอบความความชัดเจนในตัวผู้หญิงคนนี้ ไม่ว่าจะดีใจเสียใจเธอแสดงออกมาหมด ผู้ชายอย่างเราชอบความไม่ซับซ้อน...เป็นเหมือนกันทุกคน เชื่อซิ!!

                "กั๋มปล่อยก่อน เมื่อคืนก็ทั้งคืนแล้วนะ...จะเอาแต่เช้าเลยหรอ" เสียงงัวเงียพร่ำคำรำคาญออกมา ผมก็แค่ต้องการเธอมากกว่าปกติแค่นั้น ไม่ได้อยากกวนให้เธอรำคาญสักหน่อย

                "ก็มันตื่นนี่น่า นะๆ ขออีกรอบ" กระซิบขอกันตรงๆ นี่แหละ การเสพเซ็กก็เป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่งแถมยังช่วยเติมเต็มความรักให้กับเราอีกด้วย

                "มีแรงก็เอาซิ" เธอน่ารักเสมอใช่ไหมครับ ไม่ใช่เพราะหน้าที่ของแม่บ้านนะแต่เธอน่ารักแบบนี้จริงๆ นอกจากจะไม่ขัดใจผมแล้ว บางที่ยังเป็นฝ่ายขึ้นเสิร์ฟความเสียวให้อีกด้วย

                สลัดผ้าห่มผืนหนาลงไปกองใต้เตียง เปิดผ้าม่านรับแสงยามสายประกายแดดกระทบผิวน้ำผึ้งชวนหลงใหล ฝ่ามือผมลูบไล้เอวคอดที่กำลังนอนคว่ำหน้าโชว์ก้นกลมมน คลึงปั้นท้ายเปลือยเปล่าอย่างนุ่มนวล กดริมฝีปากพรมจูบตามมือผมลูบผ่าน

                กลิ่นคาวปนกลิ่นหอมเฉพาะตัวเร้าอารมณ์ได้ดีเหลือเกิน งับปากลงคมฟันหยอกเย้าเนื้อสองก้อนตรงหน้า เสียงแอ้มครางแผ่วราวกับโดนกระตุ้น ลากริมฝีปากขึ้นตามแก่นสันหลังไล่พรมจูบไปเรื่อยอย่างรักใคร่ทะนุถนอม

                "แอ้มสวยมาก รู้ตัวหรือเปล่า" กระซิบคำในความคิดผมให้อีกฝ่ายฟังอย่างรักใคร่ เธอเป็นแบบนั้นจริงๆ สวยทั้งกายสวยทั้งใจ ไม่ว่าผมจะเสพตักตวงจากเธอไปเท่าไร ความสวยของเธอก็ไม่ลดลงเลย สวมกอดเธอจากด้านหลัง มือเข้าซุกซนหยอกเย้าสองเต้าที่ยังถูกกดทับ ลูบฝ่ามือจัดท่าทางให้คลึงก้อนอุ่นได้เต็มมือ จมูกกดไซ้ซอกคอจนอีกฝ่ายครางอื้อพอใจ

                "กั๋มก็เซ็กจัดมาก...รู้ตัวเปล่า" คำตอบในรูปแบบของคำถามนี้ทำเอาผมยิ้ม เสียงหวานแหบพร่า หยอกเย้าหัวใจผมเต้นแรงได้เสมอ

                "แล้วชอบไหมล่ะ" คำตอบรอบนี้มาด้วยกายสัมผัสที่ผมหลงใหล แอ้มตะแคงร่างเบี่ยงตัวมาจูบ รสฝาดยามเช้าที่เราไม่คุ้นเคยนักค่อยๆ สลายตามเรียวลิ้นเกี่ยวพัน ร่างกายสอดประสานบดจูบเร้าร้อน ฝ่ามือนวดคลึง แก่นแข็งเสียบเข้าร่องสะโพกมนปลุกอารมณ์เราให้เริ่มทำงานอย่างสวยงาม

 

                ยามที่ส่วนเว้าโค้งกระทบแสงแดด ผมเหมือนได้เสพงานศิลปะ ภายนอกอาจเป็นมหานครที่ยิ่งใหญ่แต่ในห้องนี้...งานศิลปะชิ้นนี้สวยงามไม่แพ้ใครจริงๆ สถานที่เปลี่ยนอารมณ์ผมก็เปลี่ยน อยากหยอกเย้าร่างกายนี้นานๆ ไม่อยากเร่งรีบให้เกมส์รักจบลง

                "ไม่ทำก็ไปอาบน้ำได้แล้ว หิวแล้ว" เธอคงไม่รู้อะไรเลยซินะ ความหมายของประโยคเชิญชวนนี้ทำผมสะดุดขนาดไหน

                ปลายนิ้วบี้เม็ดกลางตัว นิ้วสอดเข้าเปิดทางทักทายจนภายในตอดตุบๆ น้ำหวานไหลเยิ้มรอพร้อมรับอาวุธแกร่ง ผมค่อยดันเอ็นแข็งเข้าช่องทางคุ้นเคย เนื้อสะโพกเต่งตรึงรองรับแรงกระแทกเบาๆ ที่ส่งให้ แขนรั้งเอวคอดเข้ามาใกล้ กดจมูกลงหลังคอและไร้ผมสลวย พร้อมกระซิบอีกหลายคำที่ผมรู้สึก

                "แอ้มม..ผมรักคุณ ที่รัก...ผมรักคุณ" เสียงครางพร่าต่ำแบบผู้ชายกำลังพยายามปรับให้เป็นคำบอกรัก เธอคือสิ่งสวยงามที่สุด เธอคือของขวัญจากสวรรค์ คือความสุขที่ผมจับต้องได้ เราครางประสานเสียงกอดรัดสองกายไว้ด้วยกันจนเกมส์รักจบลง

                เราอยู่เที่ยวลอนดอนพบปะเพื่อนฝูงผมประมาณสัปดาห์หนึ่ง ก่อนจะย้ายเมืองมาที่ เคนต์(Kent) เมืองเก่าแก่แนววินเทจเน้นธรรมชาติ แตกต่างจากลอนดอนโดยสิ้นเชิง อากาศเย็นสบายกับวิวสวยๆ แบบนี้แหละ คือทริปเดทที่ผมเตรียมไว้



(CR.https://www.hands-on.co.th/english-schools/2016/06/เที่ยว-kent-เคนต์/)

                เคนส์เป็นมณฑลเก่าแก่ในเมือง Canterbury ของอังกฤษ ถูกเรียกว่าเป็น The Garden of England ซึ่งเต็มไปด้วยสวนดอกไม้นานาชนิดและสวนผลไม้นานาพันธ์ ผมว่าร่างกายเราได้เสพธรรมชาติแบบนี้บ้างก็น่าจะดี แอ้มก็คงคิดเหมือนกัน

                ที่พักของเราเป็นโฮมสเตย์แบ่งกันเช่า ผมเป็นขาจรจึงได้อยู่ชั้นล่างด้านหน้า มีเพื่อนร่วมชั้นเป็นสาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง ไม่รู้เธอหน้าตายังไงเหมือนกันนะยังไม่มีโอกาสได้เจอเธอสักที ส่วนรูมเมทอีกคนที่อยู่ชั้นบนเป็นชาวอเมริกันที่ย้ายมาทำงานที่นี้ เราคุยกันถูกคอและสนิทกันอย่างรวดเร็ว แต่อย่างที่บอกว่าเมืองนี้ค่อนข้างเงียบสงบ ตกเย็นพลบค่ำจึงต่างคนต่างอยู่ซะมากกว่า

                "เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว อยากนอนแช่น้ำอุ่นสบายๆ เมื่อยขามากเลย" แอ้มบ่นอิดออด ก็ใครใช้ให้เธอเดินเที่ยวทั้งวันอย่างนั้นล่ะ ผมเห็นเธอสนุกสนานอารมณ์ดีก็ไม่อยากขัดใจ สุดท้ายกลายเป็นผมนี่แหละต้องมานั่งนวดให้เธออีก

                "ไว้กลับไปแช่ห้องเรานะ ที่นี้เค้าไม่มีให้ใช้หรอก" อย่างที่บอกว่าเคนต์เป็นเมืองเก่าแก่โบราณเพราะฉะนั้นไม่มีจากุชซี่ไว้บริการแน่นอนครับ แถมยังเป็นห้องน้ำรวมแบ่งกันใช้ระหว่างผมกับรูมเมทอเมริกันด้วย

                "วันนั้นแอ้มเห็นนะว่าห้องน้ำของคุณยูกิมีอ่างอาบน้ำด้วย ขอไปแอบใช้หน่อยไม่ได้หรอ" แอ้มยังพร่ำคำพูดตามความคิด ถ้ามีจริงๆ ผมกล้าไปขอยืมให้เลย เห็นบ่นถึงอ่างแช่ตัวทุกวันจนผมเริ่มสงสาร

                "เห็นได้ยังไง เค้าล็อกไว้ตลอดไม่ใช่หรอ" ผมแสร้งพูดปัดไปอย่างนั้นเอง แต่ใจก็อยากลองเปิดดูเหมือนกัน เผื่อเราจะได้นอนแช่น้ำด้วยกันนอกสถานที่

                "วันนั้นไง แอ้มไปเข้าห้องน้ำตอนดึกแล้วเจอคุณยูกิออกมาจากห้องน้ำพอดี เลยแอบมองเข้าไปเห็น แต่ก็ไม่ได้คุยกับเธอหรอกนะ แค่ยิ้มให้เฉยๆ" คือต้องอธิบายก่อนว่าที่พักเราเหมือนหอนะครับ ห้องผมอยู่ฝั่งหน้า ห้องคุณยูกิอยู่ฝั่งหลัง มีห้องน้ำสองห้องอยู่ตรงกลางกับลานซักล้างและทางออกไปตากเสื้อผ้า เจ้าของบ้านเห็นว่าเธอเป็นผู้หญิงจึงยกห้องน้ำให้เธอใช้เพียงคนเดียวห้องหนึ่ง ส่วนรูมเมทอีกสองห้องก็ให้แบ่งกันใช้ห้องที่เหลือ

                "เจอแล้วหรอ เค้าเป็นไงบ้าง คิมูจิคาวาอิเปล่า" ใช้ชีวิตร่วมชั้นกันมาสามวันแล้วผมยังไม่เคยเห็นหน้าเธอเลย ทั้งที่เราก็เดินสวนกันไปมาตลอด บางทีผมดูทีวีอยู่หน้าฟร้อนท์เธอก็เดินผ่านหลังกลับเข้าห้องไป หรือบางครั้งผมทำอาหารอยู่ก็ได้ยินเสียงใช้ห้องน้ำ ธรรมชาติของผู้ชายถ้ามากับแฟนไม่กล้ามองผู้หญิงอื่นเต็มๆ ตาหรอกมันดูไม่ดีเท่าไรและผมก็ไม่อยากให้เธออึดอัด จึงไม่ได้สนใจทักทายอะไรด้วย

                "ก็น่ารักดีนะ ตัวเล็กๆ หน้ากลมๆ ตาดำผมสั้นปะบ่า สไตล์สาวญี่ปุ่นทั่วไป" แม้ปากแอ้มจะเล่าไปเรื่อยแต่สายตาจ้องจับผิดผมตลอด

                "งั้นคงไม่น่ารักเท่าไรหรอก เพราะในบ้านนี้แอ้มน่ารักที่สุดแล้ว" ผมเอาตัวรอดเก่งใช่ไหมครับ แค่ออดอ้อนนิดหน่อยสุดที่รักคนสวยก็อารมณ์ดีดังเดิม

                แต่ความน่ารักช่างเอาใจตอนนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ ตั้งแต่ย้ายมาเมืองนี้ผมกับแอ้มไม่ได้มีอะไรกันเลย มันเหี่ยวเฉาอย่างบอกไม่ถูก ลองนึกดูซิครับเมืองเงียบสงบกับพื้นที่ไม่เป็นส่วนตัว ถ้าเราสองคนเผลอจัดกันเสียงดังละก็...น่าอายแย่เลย เพื่อชื่อเสียงเกียรติยศของคนเอเซียผมเลือกจะเก็บกดอารมณ์นั้นไว้ ดูๆ ไปแอ้มก็สนุกจนไม่มีกะใจคิดเรื่องปรนนิบัติสามีด้วย

                ...ผมก็มีความสุขแล้วล่ะ แค่ได้เห็นรอยยิ้มได้ยินเสียงหัวเราะของคนที่ผมรักมันดีเกินพอแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้ผมไม่ได้หวังจะเสพร่างกายเธอ ผมกำลังเสพความสุขของเธอมากกว่า อยู่ด้วยกัน กินด้วยกัน หัวเราะไปด้วยกัน แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว

                ทุกวันเราตื่นเช้าพร้อมโปรแกรมเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ แวะถ่ายรูปหาของอร่อยๆ พื้นเมืองทาน เที่ยวเล่นจนเหนื่อยแล้วกลับมาพักผ่อน นอนกอดกันจนหลับไปตื่นเช้ารับวันใหม่ ทำวนเวียนอย่างนี้จนผ่านเข้าวันที่ห้าแล้ว แอ้มดูมีความสุขมากสดชื่นเปล่งปลั่งยิ่งกว่าเดิมอีก ที่ใครเคยบอกว่าผู้หญิงสวยกับธรรมชาติสวยๆ เป็นของคู่กัน...ผมเชื่อแล้วว่าจริง

                "กั๋ม แอ้มขออนุญาตคุณยูกิใช้อ่างอาบน้ำเธอแล้ว ขอไปนอนแช่แป๊บนึ่งเดี๋ยวมานะ" ผมพยักหน้ารับรู้ไม่ได้สนใจอะไร อีกวันเดียวเราก็จะกลับกันแล้วเธอคงเพลียร่างมากจริงๆ แหละ ถึงกล้าขอใช้ห้องน้ำคนอื่นแบบนั้น

                ที่น่าแปลกคือตลอดหกวันที่ผ่านมา ผมยังไม่เห็นหน้าคุณยูกิเลย ได้ยินเสียงเธออาบน้ำ ปิดประตู ตากผ้า เห็นผ่านๆ แค่ข้างหลัง ไม่มีครั้งไหนเลยที่เราได้พูดคุยกันจริงจัง แล้วยัยแอ้มไปเจอเธอตอนไหน? ฟังจากที่เธอพูดถึงคุณยูกิเหมือนรู้จักกันดีเหลือเกิน

                "งั้นกั๋มไปจิบเบียร์รอกับสมิทธ์(รูมเมทอเมริกัน)หน้าตึก แอ้มเสร็จแล้วก็ตามไปนะ" เราตกลงกันไว้แบบนี้ครับ แต่มองเวลาตอนนี้เธอหายไปนานผิดสังเกต ธรรมชาติผู้หญิงอาบน้ำนานสุดก็ประมาณหนึ่งชั่วโมง แต่นี่เธอหายเข้าไปในห้องน้ำสองชั่วโมงกว่าแล้วไม่รู้เผลอหลับหรือเปล่า อากาศเย็นขนาดนี้ผมกลัวจะป่วย ความร้อนรนเพราะเป็นห่วงคงผุดขึ้นบนหน้าจนสมิทรับรู้ได้ บทสนทนาของเราแปลเป็นภาษาไทยได้ประมาณนี้ครับ

                "Where your girlfriend , why she don't come to dinner with us?"

                "แฟนคุณไปไหนแล้วล่ะ ทำไมชวนเธอไม่มารับประทานอาหารเย็นกับเราด้วย"

                "She wanna soak in water and borrow Miss Yuki Bath"

                "เธอต้องการแช่น้ำ เลยไปขอยืมใช้ห้องน้ำคุณยูกิ"            

                "Yuki,really? she come back. Her boyfriend tell us , he will take her back home 1 month"

                "ยูกิจริงหรอ? เธอกลับมาแล้วหรอ , แฟนเธอบอกพวกเราว่าจะพาเธอกลับบ้านเดือนหนึ่งนะ"

                "No,i miss her every night. I think she come back"

                "ไม่นะ,ผมเจอเธอทุกคืนเลย. ผมว่าเธอกลับมาแล้วนะ"

                "You mistakenly. Let's see her mail box,it's full"

                "คุณตาฝาดแล้ว. ไปดูกล่องจดหมายเธอซิ,กองอยู่เต็มเลย"

                "Uhm.. wait me a little"

                "อืม.. รอผมแป๊บนึ่งนะ"

                ผมเริ่มรู้สึกเอะใจตอนนี้เอง ใช่!! จริงด้วย!! วันก่อนผมไปยืนที่กล่องรับจดหมายของ เห็นกล่องรับจดหมายของคุณยูกิมีซองแจ้งเตือนต่างๆ อัดอยู่แน่น ทั้งบิลโทรศัพท์ วารสารที่เธอเป็นสมาชิก จดหมายข่าวจากมหาวิทยาลัย ปกติคนเรามักจะเดินแวะที่กล่องรับจดหมายทุกวัน แต่นี่มันผิดปกติ...เธอกลับห้องทุกวันแต่ไม่แวะเก็บจดหมายพวกนั้นได้อย่างไง

                ท่าทีร้อนรนของผมทำให้สมิทธ์เดินตามเข้ามาด้วย ทุกอย่างเป็นอย่างที่สมิทธ์บอกไม่มีผิด เราถือวิสาสะเดินไปทางห้องของคุณยูกิ ที่ตรงนี้ทำให้ผมตัวชาวาบ เพราะประตูหน้าห้องลูกบิดขึ้นฝุ่นเกรอะกังราวกับไม่ได้ใช้งานมาร่วมเดือน มันเป็นไปไม่ได้เลยเพราะผมเจอเธออยู่ทุกวัน

                ผมย้อนกลับมาทางเดิม หวังจะเคาะเรียกแอ้มที่ยังอยู่ในห้องน้ำ เสียงน้ำเอ่อไหลล้นบอกผมว่าเธอยังอยู่ในนั้น ตอนนี้ใจเต้นระส่ำรู้สึกงงไปหมดไม่รู้ว่าที่เจออยู่มันคืออะไรกันแน่

                "แอ้ม!! แอ้ม!! แช่น้ำนานไปแล้วนะ" ผมเริ่มเคาะเรียกเบาๆ แต่ไม่มีวี่แววว่าเธอจะได้ยิน หรือบางทีเธออาจจะหลับจริงๆ ก็ได้จึงเพิ่มความดังร้องตะโกนสุดเสียง อีกฝ่ายก็ยังเงียบมีเพียงเสียงน้ำไหลตอบกลับ

               

                "แอ้ม!! แอ้ม!! เป็นอะไรหรือเปล่า...ไม่ตอบผมจะพังเข้าไปแล้วนะ" ความเป็นห่วงบวกกับความสงสัยของผมเกิดที่จะเก็บไว้แล้ว เล่นหายไปในห้องน้ำเกินสองชั่วโมงแบบนี้ ถ้าเป็นลม , เผลอหลับหรือลื้นล้มไปจะให้ทำไง

                ผมออกแรงกระแทกร่างกับประตูหลายครั้ง เสียงดังโครมครามแต่ก็ไม่สามารถเปิดได้ปากยังตะโกนเรียกต่อเนื่อง สมิทธ์เห็นท่าไม่ดีรีบวิ่งไปหยิบกุญแจกลางมาให้ ยอมรับว่าจังหวะที่ต้องไขเข้าไปมือสั่นประหม่ามากกลัวไปหมดทุกอย่าง ไม่รู้ว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น...ทำไมแอ้มถึงไม่ตอบผม

                "ผัวะ!!" ในห้องน้ำที่ตกแต่งด้วยสีชมพูสดใส มีร่างแอ้มนอนหมดสติอยู่ในอ่างน้ำ สภาพคือสวมชุดคลุมเรียบร้อยเหมือนทำธุระเสร็จหมดแล้วกำลังจะออก แล้วทำไมร่างเธอถึงแช่น้ำอยู่อย่างนั้นแถมเปิดน้ำทิ้งไว้จนล้นอ่างอีกด้วย

                "แอ้ม!! แอ้ม!!" ผมปรี่เข้าไปประครองร่างเธอทันที ตัวเย็นจัดบ่งบอกว่าเธอหลับไปนานมากแล้ว ร่างกายไม่บอบช้ำตรงไหนแปลว่าเธอไม่ได้ลื่นล้มหรือเผลอหลับไป แล้วเธออยู่ในสภาพนี้ได้อย่างไร

                ผมยกร่างเธอเข้ามากอดกระชับชุดคลุมให้เข้าที่ สำรวจร่างเธอเพื่อหาสาเหตุไปเรื่อยๆ สะดุดตาที่มือเกร็งจัดราวกับกำอะไรไว้แน่น ผมใช้ปลายนิ้วเกี่ยวคลีให้นิ้วบางทั้งห้าคลายของบางอย่างออกมา

                "แหวนหรอ"

                "YUKI SEIJI"  #มันมาอยู่ในมือเธอได้ยังไง

                สมิทธ์อาสาไปตามหมอประจำท้องถิ่นให้ ผมจึงรีบพาแอ้มมาเปลี่ยนเสื้อผ้าทำให้ร่างกายอบอุ่นรอไม่นานหมอก็มาถึง ชุมชนที่นี้อยู่กันอย่างเงียบสงบก็จริง แต่เวลาใครเดือนร้อนเจ็บไข้ไม่สบายจะถึงหมด คล้ายๆ ไทยมุงบ้านเราครับ แต่ผมรู้สึกอบอุ่นกว่าเพราะพวกเขาแสดงท่าทีเป็นห่วงเราอย่างชัดเจน

                หมออยู่เช็คอาการจนแน่ใจแล้วว่าเธอไม่เป็นอะไร อย่างมากก็แค่เจออากาศเย็นนานอาจมีไข้บ้างนิดหน่อย เรื่องทุกอย่างน่าจะจบลง...ถ้าแอ้มไม่สะดุ้งตื่นมาตอนนี้

                "ปล่อยฉันยูกิ..ทำอย่างนี้ทำไม!!" แอ้มละเมอคำว่า "ปล่อย" วนไปวนมา หายใจหอบระรวยเหมือนต่อสู้กับอะไรอยู่ สะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมท่าทีหวาดกลัวทำให้ผมนึกถึงคุณสมบัติพิเศษที่เธอมี ผมรู้ว่าเป็นเรื่องจริงที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่ต่างชาติเค้าไม่เชื่อเรื่องผีเหมือนเรานะซิ

                "กั๋ม!! คุณยูกิ ตายแล้ว!!"

                แอ้มละล้ำละลักรีบพูด ผมไม่เคยเห็นเธอหวาดกลัวขนาดนี้มาก่อน ทั้งที่เธอก็เคยเห็นวิญญาณมาบ้างแถมบางทีเรียกว่าเป็นเพื่อนกันไปแล้วด้วย แล้วทำไม...เรื่องของคุณยูกิ ถึงดูโหดร้ายน่าหวาดกลัวขนาดนี้

                "ใจเย็นแอ้ม...แอ้มไม่สบายอยู่นอนพักก่อนนะ" ผมพยายามปลอบเพราะรู้ดีว่าเธอกำลังตื่นตกใจ ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อเธอ แต่ที่นี้...ไม่มีใครเชื่อเรื่องผีวิญญาณ ผมไม่อยากให้ใครมองว่าเธอมีอาการหลอนเพราะพิษไข้

                ...ผมคงประเมินเธอต่ำไป

                แอ้มลุกพรวดเดินจ้ำอ้าวๆ ไปทางห้องของคุณยูกิ ปากพร่ำพูดแต่ว่าเราต้องช่วยเธอ ท่าทีร้อนรนของแอ้มบวกกับคำที่คนอื่นไม่เข้าใจกำลังปลุกความสงสัยของทุกคน หลายคนเดินตามเธอห่างๆ บ้างก็ออกความเห็นว่าเธอกำลังเมาหรือเปล่า กลายเป็นว่าตอนนี้สายตาที่เคยห่วงใยเราเริ่มติดลบมองเราเป็นพวกเมาไม่ได้สติอาละวาด

                "แอ้ม พอก่อนเจ็บมือเปล่าๆ" ร่างบางที่ยังหนาวสั่นทุบประตูรัวตามแรงที่เหลืออยู่ สภาพเธอตอนนี้ให้เดินตรงทางยังยากเลยรั้นจะออกแรงพังประตูให้ได้ งานนี้ไม่พ้นสมิทธ์คนเดิมต้องวิ่งไปหากุญแจห้องคุณยูกิมาให้

                ความชุลมุนวุ่นวายระหว่างเราสามคนทำให้แขกไม่ได้รับเชิญคนอื่นๆ สนใจกันมาก แม้แอ้มพูดภาษาอังกฤษไม่คล่องนักแต่เธอพอฟังรู้เรื่อง ปากเธอโต้ตอบคำนินทารอบตัวอัตโนมัติ เธอพยายามบอกว่าเธอไม่เมา เธอรู้ว่าคุณยูกิอยู่ในห้องนี้...ไม่มีใครเชื่อเธอเลย ใช่!! เพราะถ้ามีคนอยู่จริงนาทีวุ่นวายแบบนี้เค้าคงรีบออกมาแล้ว

                "กุญแจมาแล้ว แอ้มใจเย็น...เดี๋ยวกั๋มเปิดให้นะ" มือผมสั่นกว่าตอนที่ไขกุญแจเข้าไปช่วยแอ้มอีก เสียบผิดเสียบถูกไขไม่ออกสักที บอกตามตรงว่ากลัวเหมือนกัน ไม่รู้ว่าเรื่องที่แอ้มเห็นคืออะไรแต่ที่แน่ๆ คือเธอสัมผัสวิญญาณได้จริง

                แค่ประตูเปิดรับอ้าลมพัดเอื่อยปะทะหน้า เรารู้สึกได้ถึงกลิ่นสาป ผม แอ้ม สมิทธ์ หยุดค้างเพียงหน้าห้องไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้กว่านี้ เหมือนพวกเรากำลังยืนทำใจกับอะไรสักอย่าง เราก้มลงไม่กล้ามองตรงๆ กลิ่นเหม็นอบอวลแบบนี้มันต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ ข้างหลังเราเริ่มมีกองเสริมตามมาประกบ ตอนนี้ทุกคนคงได้กลิ่นและรู้สึกได้ว่ากำลังเจอกับอะไร
                แอ้มเป็นคนแรกที่ก้าวเท้าเข้าไปในห้อง แม้ความอ่อนเพลียหรือความกลัวก็เอาชนะความเห็นใจที่เธอมีต่อคุณยูกิไม่ได้ เธอเดินตรงไปที่เตียงนอนท่าทีเกร็งอึกอักชั่งใจที่จะทำอะไรสักอย่าง ผมเห็นเธอสูดลมหายใจลึกแล้วกำลังจะก้มตัว

                "แอ้ม!!" ไม่รู้ทำไมตอนนี้...ผมไม่อยากให้แววตาคู่สวยต้องพบเจอเรื่องเลวร้ายใดๆ ผมอยากให้เธอเห็นแต่สิ่งที่สวยงาม อยากให้ดวงตาของเธอมีไว้เพื่อผม ไม่ใช่เธอรับรู้ความเจ็บปวดพวกนี้

                ...ผมกำลังเห็นแก่ตัว ผมรู้

                รีบเดินเข้าไปใกล้เธอแล้วเลือกเป็นฝ่ายก้มลงมองเองดีกว่า แน่นอนว่าภาพที่ผมเห็นคือมัดผ้านวมไซส์ร่างคนสอดอยู่ใต้นั้น แอบหายใจโล่งอกที่ภาพมันไม่ได้อุจาดตาอย่างที่คิดไว้แล้วก็สงสารจับใจในเวลาเดียวกัน

                "มีอะไรไหมกั๋ม" แอ้มยังรั้นจะก้มมามองให้ได้ ผมจำเป็นต้องรีบตอบ

                "มี" ผมรีบรั้งเธอออกให้ไกลจากเตียง บอกให้สมิทธ์รีบโทรหาตำรวจท้องที่ ช่วยกันคนไม่เกี่ยวข้องให้รออยู่ข้างนอก ถ้าขืนแสดงอาการตื่นตกใจคนยิ่งชุลมุนเพิ่มขึ้น กลัวจะทำลายหลักฐานในที่เกิดเหตุซะเปล่าๆ

                พอแอ้มรู้ว่าใต้เตียงมีของบางอย่างอยู่จริงเธอก็นิ่งจนผิดสังเกต ตั้งแต่คบกันมาผมไม่เคยเห็นเธอร้องไห้หนักขนาดนี้เลย นี่คงเป็นครั้งแรกที่น้ำตาเธอไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว...ต่อหน้าผม

                "เราช่วยเธอแล้ว เธอปลอดภัยแล้ว ทำใจดีๆ นะ" คำปลอบของผมตอนนี้สับสนสั่นเทาไม่ต่างจากเธอสักเท่าไร ความหดหู่บวกกับความสงสารกลายเป็นความเห็นใจ ผมเห็นใจผู้หญิงเอเชียคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าเธอหน้าตายังไงด้วยซ้ำ

                "ไม่หรอกกั๋ม เธอยังไม่ปลอดภัยหรอก ถ้าคนที่ฆ่าเธอยังไม่ได้รับโทษ"

                เราทั้งสามและเจ้าของบ้านถูกเรียกสอบสวนทันที คนที่ถูกเค้นสอบมากหน่อยก็เป็นแอ้มนั้นแหละ เพราะเป็นคนพยายามพังประตูเข้าไปในห้อง ดีที่ทุกคนในเหตุการณ์เห็นเป็นตาเดียวกันว่าห้องมันล็อกอยู่จริงๆ ตำรวจจึงไม่สงสัยพวกเรา

                แอ้มให้การเพียงว่าเธอแอบเข้าไปใช้ห้องน้ำของผู้ตายแล้วฝัน ด้วยความสงสัยจึงอยากเข้าไปดูในห้อง แต่เพราะผมพูดไม่เข้าหูเธอระหว่างเราตอนนั้นจึงเหมือนเป็นอารมณ์อยากเอาชนะจนเธอเปิดประตูเข้าไปมาได้สำเร็จและทุกอย่างก็เป็นไปตามที่ทุกคนเห็น

                เก็บหลักฐานรอบๆ รวมทั้งแหวนวงนั้นที่แอ้มอ้างว่าเจอในห้องน้ำด้วย ตำรวจพุ่งประเด็นไปที่แฟนของผู้ตายเพราะเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับเธอ บางที่คนสุดท้ายที่แท้จริงอาจเป็นแอ้มก็ได้...เธอยังคงเงียบเหงา โถ่!! เดทแรกของผม ทำไมต้องจบลงแบบนี้ด้วย


แสดงความคิดเห็น

emotion