นาคี ตอนที่ 2 (จบตอน)

นาคี ตอนที่ 2 (จบตอน)

6 / 744    0
coin × 0  coin × 0
ขนาดฟ้อนต์ 
ก+
ก-
โหมดกลางวัน
โหมดกลางคืน

 

นาคี ตอนที่ 2

“ครั้งนี้ข้าจะปล่อยสัตว์ทำทาน แต่อย่าให้ข้าเห็นหน้าพวกมันในดอนไม้ป่าอีกแล้วกัน ข้าไม่ปล่อยไว้แน่!”

 

พวกนักศึกษาไม่รู้เรื่อง เดินตามทัศนัยลัดเลาะไปตามป่าท้ายหมู่บ้านอย่างไม่ลดละ พิมพ์พร เจิดนภาและรัตนาวดีหงุดหงิดมาก บ่นกระปอดกระแปดตลอดทาง สร้างความรำคาญให้แก่ชาวคณะที่เหลือมาก จนกระทั่งได้ยินเสียงน้ำตกใหญ่ ทั้งหมดถึงยิ้มออกและกระโดดลงเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน

 

ทัศนัยตัดสินใจกางเต็นท์พักแรมที่ลานโล่งใกล้ปราสาทโบราณ เหล่านักศึกษาชอบใจมาก ช่วยกันเตรียมของอย่างแข็งขันเพราะเหนื่อยเต็มทีแล้ว อยากพักจะได้มีแรงสำรวจปราสาทในวันรุ่งขึ้นตามที่อาจารย์หนุ่มสั่ง

 

ทศพลเพลิดเพลินกับบรรยากาศรอบๆจนอดใจไม่ไหวต้องเดินสำรวจ แล้วเสียงเรียกจากใครบางคนก็ทำให้เขาตกในภวังค์ เดินเหมือนละเมอเข้าไปด้านในของเทวาลัย!

 

ooooooo

 

คำแก้วนอนหมดสติทั้งวัน เพิ่งฟื้นและรู้สึกตัวในเวลาใกล้ค่ำเต็มที หญิงสาวนิ่วหน้าด้วยความแปลกใจ เมื่อเห็นแผลบนแขนหายสนิทเหมือนไม่เคยโดนอะไร แถมเธอยังสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างที่ชวนค้นหา แต่กระนั้นเธอก็ยังไม่อยากรับรู้เพราะไม่แน่ใจนักว่าหากความจริงปรากฏจะรับได้หรือไม่

 

และระหว่างที่สับสนนั้นเอง คำแก้วก็ชนกับผู้ชายคนหนึ่งโครมใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาของเขาไม่ได้ทำให้เธอหวั่นไหวเท่ากับภาพในหัวที่แวบขึ้นมาและทำให้เธอรู้สึกเหมือนกับว่าเคยเจอเขาที่ไหนมาก่อน

 

ทศพลนั่นเองคือผู้ชายคนนั้น เขาก็รู้สึกไม่ต่างกันและไม่รอช้าจะตามไปคุยให้รู้เรื่อง คำแก้วจำได้ว่าเขาคือหนึ่งในกลุ่มนักศึกษาที่ค้างบ้านเธอเมื่อคืนก่อน แต่ก็ไม่อยากเสวนาด้วยเลยพยายามเดินหนี ทศพลตามไปดักหน้าจนได้แต่คงรีบมากไปเลยไม่ทันระวัง เหยียบตะกร้าสานใส่เครื่องเซ่นไหว้ผีตาแฮกบนนาของเธอเข้า

 

“ซุ่มซ่าม! ไม่ดูตาม้าตาเรือ ถ้าปีนี้นาฉันล่มก็เป็นเพราะคุณคนเดียว”

 

“ก็ผมไม่เห็นว่ามีศาลเจ้าตั้งอยู่ตรงนี้”

 

“เขาเรียกผีตาแฮก เป็นผีที่ปกปักรักษาข้าวกล้าในนา...ไม่รู้เรื่อง!”

 

“งั้นหรือ ผมนึกว่ามีแต่แม่โพสพซะอีกที่ดูแลทุ่งนา”

 

“สิ่งที่คุณไม่รู้ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มี ชาวบ้านดอนไม้ป่านับเจ้าถือผี บูชาตามหน้าที่และฤดูกาล”

 

“ถ้าอย่างนั้นที่นี่คงมีผีเต็มไปหมด”

 

“ก็ใช่น่ะสิ มีทั้งผีเปรต ผีป่า ผีนา ผีไร่ แต่ไม่ว่า จะเป็นผีอะไรก็อยู่ใต้อำนาจของเจ้าแม่นาคีทั้งนั้น”

 

“เจ้าแม่นาคี...เพิ่งรู้ว่าพญานาคตัวเมียเป็นหัวหน้าปกครองผีที่นี่ ท่าทางจะใหญ่ไม่เบา ผมชักอยากเห็นแล้วสิ”

 

รอยยิ้มยั่วประสาทและท่าทางเหมือนไม่ยำเกรงเจ้าแม่นาคีทำให้คำแก้วไม่พอใจ ผลุนผลันออกจากตรงนั้น โดยไม่เหลียวหลัง ทศพลวิ่งตามแต่ก็คลาดกันในที่สุด

 

ความสนใจของทศพลที่มีต่อหญิงชาวบ้านทำให้พิมพ์พรโมโหหึง อาละวาดและแสดงความเป็นเจ้าของจนพวกหนุ่มๆเอือมระอา แต่กระนั้นเธอก็ไม่ยี่หระ ประกาศ กร้าวจะไม่ยอมให้ใครมาแย่งชายหนุ่มไปจากเธอ

 

คำแก้วไม่รู้ตัวว่าเรื่องวุ่นวายจะมาถึงตัว มัวแก้ตัวกับแม่ถึงสาเหตุที่หายตัวไปทั้งวัน

 

“ฉันไปที่เทวาลัยร้างท้ายหมู่บ้านมาจ้ะ”

 

คำปองถึงกับตาเหลือก ไม่ชอบให้ลูกสาวไปป้วนเปี้ยนที่นั่น แต่คำแก้วกลับไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่

 

“เวลาฉันปวดหัวตัวร้อนไม่สบาย ไปที่นั่นทีไรฉันก็หายเป็นปลิดทิ้งทุกที ที่ป่วยก็หาย ที่เจ็บก็คลาย เทวาลัยนั่นไม่เห็นมีอันตรายตรงไหน ฉันว่าสวยดีออก อยู่ที่นั่นแล้วไม่อยากกลับ เหมือนเคยเป็นบ้านของฉันมาก่อน”

 

“เหลวไหล...เอ็งอย่าพูดให้ใครฟังนะ เขาจะหาว่าเอ็งเสียสติ ข้าน่ะกลัวว่าเอ็งจะถูกก้อนหินถล่มทับ ไม่ก็โดนงูเงี้ยวเขี้ยวขอมันกัดเอา”

 

“บอกแล้วไง งูไม่ทำอันตรายฉันหรอกแม่ พวกมัน เป็นเพื่อนฉัน”

 

“เอ็งเสียสติไปแล้วหรือไง อสรพิษเลี้ยงไม่เชื่อง ข้าไม่อยากต้องมาทำศพเอ็งเหมือนพ่อเอ็งอีกคน คำแก้ว ...แม่ห่วงเอ็งหรอกนะถึงได้เตือน”

 

“ฉันดวงแข็ง ไม่เป็นอะไรง่ายๆหรอก แม่อย่าห่วงเลย”

 

ooooooo

 

แม้จะเอาตัวรอดจากแม่ได้แต่คำแก้วก็คาใจกับท่าทีของหนุ่มหล่อที่พบกันโดยบังเอิญในเทวาลัยเจ้าแม่นาคี ทศพลเองก็มีอาการไม่ต่างกัน เขาเก็บเรื่องหญิงชาวบ้านที่ถูกตาต้องใจตั้งแต่แรกเห็นไปคิดจนเหมือนตกในภวังค์ มองเห็นเพื่อนร่วมแก๊งรวมทั้งตนเองแต่งตัวด้วยชุดทหารโบราณ

 

พิมพ์พรเห็นทศพลเหม่อลอยและเอาแต่พูดถึงหญิงชาวบ้านก็หึงขึ้นหน้า เมื่อได้ยินเพื่อนคนอื่นพูดถึงความเชื่อเรื่องพญานาคและความลึกลับของปราสาทโบราณเลยพาลหัวเสีย

 

“งมงายเหมือนชาวบ้านแถวนี้ไม่มีผิด นับถือกราบไหว้บูชางูบ้าบอกันทั้งหมู่บ้าน มิน่าถึงได้ล้าหลังเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนกันอยู่อย่างนี้”

ทศพลทนไม่ไหว ปรามเสียงเข้ม “พิมพ์...จะพูดอะไร ให้เกียรติคนอื่นบ้าง อย่างน้อยก็ควรให้เกียรติสถานที่”

 

แต่มีหรือพิมพ์พรนักศึกษาสาวสวยจากเมืองกรุงจะกลัว “ถ้าเจ้าแม่งูนั่นศักดิ์สิทธิ์จริง คงมีชาวบ้านแห่มาขอหวยกันทั่วสารทิศแล้ว ไม่เหลือแค่ซากปราสาทผุๆพังๆ ตกสำรวจอย่างนี้หรอก”

 

จบคำลบหลู่นั้น กองไฟหน้าเต็นท์ก็ดับวูบ ท้องฟ้าโปร่งยามค่ำคืนเปลี่ยนเป็นร้องคำรามอย่างกราดเกรี้ยว บรรยากาศเงียบสงบกลายเป็นมีลมกระโชกแรง พัดพาข้าวของและกองเสบียงของเหล่านักศึกษาให้กระจายทั่วบริเวณ พร้อมๆกับที่ร่างของรัตนาวดีกระโจนพรวดไปบีบคอพิมพ์พร!

 

“กูจะเอามันไปด้วย”

 

อาการคลุ้มคลั่งของรัตนาวดีทำให้เหล่านักศึกษาแตกตื่น ทัศนัยได้ยินเสียงเอะอะก็มาดูแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้นัก เชษฐ์ นักศึกษาธรรมะธัมโมประจำกลุ่มเลยตัดสินใจถอดสร้อยพระมาสวมให้ รัตนาวดีเลยสงบลงได้

 

รัตนาวดีถูกนำตัวไปนอนในเต็นท์หลังจากนั้น โดยมีพิมพ์พรกับเจิดนภาเฝ้าดูแลไม่ห่าง ทิ้งให้เหล่านักศึกษาชายคุยกันเครียดๆว่าอาการของรัตนาวดีเหมือนโดนผีเข้า ทัศนัยซึ่งนั่งฟังอยู่ด้วยกลัวเรื่องจะไปกันใหญ่เลยพยายามตัดบทว่าเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่าและไล่ทุกคนไปนอน

 

เหล่านักศึกษาชายรีบทำตามที่อาจารย์หนุ่มบอก แต่เหตุการณ์ระทึกเมื่อครู่ก็ทำให้อดผวาไม่ได้จนต้องชวนกันสวดมนต์เพื่อความสบายใจ ทศพลเห็นเพื่อนกลัวมากเลยเตือนให้ตั้งสติ ฟังหูไว้หู

 

“ฉันไม่เชื่อแต่ก็ไม่ลบหลู่ พวกแกเรียนประวัติศาสตร์ นะเว้ย ต้องเชื่อสิ่งที่พิสูจน์ได้และมีหลักฐานเท่านั้น”

 

ประกิต วันชนะ สมมาตรและเชษฐ์มองหน้ากันเครียดๆ แม้จะเห็นด้วยกับทศพลแต่ก็หวั่นไม่น้อย เพราะตั้งแต่มาถึงดอนไม้ป่าก็มีแต่เรื่องแปลกๆเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน

 

และเรื่องประหลาดก็เกิดจริงๆในคืนนั้นเอง เมื่อคำแก้วถูกพลังลึกลับบางอย่างลากตัวจากบ้าน คำปองเห็นเลยสะกดรอยตาม แต่ก็ได้ตกใจจนสิ้นสติเสียก่อน เมื่อพบว่าลูกสาวคนเดียวหายตัวไปในความมืด ทิ้งไว้เพียงร่างโปร่งบางของเจ้าแม่นาคี!

 

ooooooo

 

คำปองสลบตลอดคืนเลยไม่รับรู้ว่าร่างของเจ้าแม่นาคีที่เห็นมุ่งหน้าสู่เต็นท์ของเหล่านักศึกษาชาย และทันทีที่เห็นหน้าทศพลชัดๆ ร่างโปร่งแสงนั้นก็ก้มกระซิบข้างหู

 

“นานเหลือเกินไชยสิงห์...กว่าท่านจะกลับมาหาข้า ข้ายอมทำทุกอย่างเพียงเพื่อให้ได้พบท่านอีกครั้ง การรอคอยของข้าจักสิ้นสุดลงแล้ว”

จบคำก็โน้มตัวจูบอย่างดูดดื่ม ทศพลสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างที่ริมฝีปาก แต่เมื่อลืมตาร่างโปร่งแสงของหญิงสาวในชุดโบราณที่เคยฝันถึงก็หายวับไปแล้ว!

 

ทศพลตัดสินใจลุกจากเต็นท์ไปตามหานางในฝันแต่ก็ไม่พบแม้แต่เงา พิมพ์พรเห็นหนุ่มหล่อที่ตัวเองแอบชอบตื่นกลางดึกก็พยายามยั่วยวนแต่เขาก็ไม่สนใจ ขอตัวไปนอนต่อหน้าตาเฉย

 

คำแก้วไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรกับตัวเองเมื่อคืนนี้บ้าง เมื่อคำปองบอกว่าเห็นเธอออกจากบ้านกลางดึก เธอก็ไม่เชื่อ เช่นเดียวกับรัตนาวดีที่แทบไม่เชื่อหูเมื่อแก๊งเพื่อนสาวบอกว่าเธอโดนผีเข้า

 

รัตนาวดีคิดทบทวนเรื่องเมื่อคืนแล้วก็ถึงกับขนลุกเมื่อจำได้ว่าภาพสุดท้ายที่เห็นก่อนหมดสติคือดวงตาสีแดงก่ำซึ่งแฝงตัวในดงไม้ท่ามกลางความมืด

 

ภาพสุดท้ายของรัตนาวดีทำให้เหล่านักศึกษาหวาดกลัวไม่น้อย แต่กระนั้นสำนึกหน้าที่นักเรียนที่ดีก็ทำให้ต้องตั้งสติ ตั้งหน้าตั้งตาสำรวจพื้นที่รอบๆเพื่อข้อมูลสำคัญทางโบราณคดีตามที่ทัศนัยมอบหมาย

 

แต่เสียงหัวเราะและพูดคุยของเหล่านักศึกษาก็ต้องเงียบลงในเวลาต่อมา เมื่อรัตนาวดีเจอดีอีกครั้ง เห็นข้าวปลาอาหารที่เพิ่งทำเสร็จเต็มไปด้วยหนอนยั้วเยี้ย!

 

ภาพหลอนทำให้รัตนาวดีอาละวาดทำลายข้าวของจนเหล่านักศึกษาต้องไปหาของกินในตลาดแทน เปิดโอกาสให้ทศพลเจอกับหญิงชาวบ้านที่เขาเจอโดยบังเอิญในเทวาลัยเมื่อวันก่อนอีกครั้ง

 

คำแก้วซึ่งเก็บดอกไม้ป่ามาขายกำลังหัวเสียอย่างหนักเพราะเพิ่งมีปากเสียงกับลำเจียก เมื่อถูกหนุ่มเมืองกรุงตามตื๊อขอซื้อดอกไม้เลยระเบิดอารมณ์ใส่

 

“ดอกดินบ้านป่าคงไม่กลิ่นดีสีสวยเหมือนดอกฟ้าในเมืองกรุงหรอกกระมัง”

 

“ผมชอบความงามตามธรรมชาติมากกว่าความงามปรุงแต่ง”

 

สายตาของเขาสื่อความหมายตามที่พูดจนคำแก้วทำอะไรไม่ถูก ทศพลเลยยิ่งได้ใจ

 

“ดอกไม้พวกนี้ ผมเหมายกแผงเลยแล้วกัน”

 

“คุณจะซื้อไปทำไมตั้งเยอะแยะ กินหมดหรือ”

 

“ผมเหมาหมด คุณจะได้ไม่ต้องขายให้ใครอีก”

 

“ถ้ามีลูกค้าหน้าใหญ่ใจโตอย่างคุณมาซื้อทุกวัน ฉันคงรวยแย่”

 

ถ้อยคำประชดประชันไม่ได้ทำให้ทศพลสะทกสะท้าน และเมื่อเหลือบเห็นดอกไม้บนผมเธอก็ขอซื้อมาด้วย

 

“จะเอาไปทำไม กินก็กินไม่ได้”

 

“ผมจะเก็บไว้เป็นที่ระลึก...ตอนคิดถึงคุณ”

 

คำแก้วถูกจีบตรงๆก็พูดไม่ออก หยิบมัดดอกไม้ทั้งแผงส่งให้เขาแล้วผละไปดื้อๆ แต่คงไม่ทันระวัง ดอกไม้ที่พันผมเลยหล่นพื้น ทศพลดีใจมากรีบเก็บใส่กระเป๋าด้วยท่าทางถูกใจเหลือเกิน

 

ooooooo

 

แม้จะได้ต่อปากต่อคำจนได้ดอกไม้บนผมเธอเป็นที่ระลึกแต่ทศพลก็ไม่พอใจแค่นั้น ตามตอแยจนรู้ในเวลาต่อมาว่าที่แท้หญิงชาวบ้านที่เขาพึงใจก็คือคำแก้ว ลูกสาวคนเดียวของคำปอง

 

ด้านพิมพ์พร เจิดนภาและรัตนาวดี...เดินหาของกินในตลาดจนเมื่อย แล้วก็ได้สะดุ้งกันทั้งแก๊งเมื่อจู่ๆก็มีชายชาวบ้านคนหนึ่งอ้างตัวว่าเป็นหมอผีประจำหมู่บ้านมาตะคอกใส่หน้า

 

“นังหนู...เอ็งกำลังมีเคราะห์!”

 

หมออ่วมนั่นเองหมอผีคนนั้น เขาชี้มือไปทางรัตนาวดีแล้วประกาศกร้าว

 

“พวกเอ็งทุกคน โดยเฉพาะนังคนนี้...เอ็งเคราะห์หนักที่สุด ระวังตัวให้ดี”

 

รัตนาวดีหน้าซีดเผือด ละล่ำละลักถามหาทางแก้ให้วุ่น แต่หมออ่วมก็ช่วยอะไรไม่ได้นอกจากไล่ให้กลับกรุงเทพฯโดยเร็วที่สุด

 

“หาไม่พวกเอ็งจะมีภัยถึงชีวิต ข้าหมออ่วม...ทำนายใครไม่เคยพลาด”

 

ชาวบ้านส่งเสียงอื้ออึงด้วยความตกใจ แต่พิมพ์พรกลับไม่หวั่นและยืนยันจะอยู่ต่อ หมออ่วมซึ่งรับมอบหมายจากกำนันแย้มมาขู่พวกนักศึกษาให้กลัวและเก็บของกลับกรุงเทพฯเลยตวาดทิ้งท้าย

 

“ข้าเตือนพวกเอ็งแล้วนะ ถ้ารักตัวกลัวตายก็รีบไปจากที่นี่ซะ!”

 

ทศพลไม่รู้เรื่องคำเตือนของหมออ่วม มัวเดินตามคำแก้วเพราะอยากทำความรู้จักมากกว่านี้แต่เธอก็ไม่สนใจ ลำเจียกเห็นหนุ่มหล่อจากเมืองกรุงก็รี่หา เอาอกเอาใจสารพัดจนพิมพ์พรซึ่งผ่านมาเห็นทนไม่ไหว แหวลั่น

 

“ไม่รู้ว่าที่นี่ดอนไม้ป่าหรือเมืองแม่ม่ายกันแน่ ผู้หญิงแถวนี้ถึงหิวผู้ชายนัก เหมือนตายอดตายยากมานาน”

 

เจิดนภากับรัตนาวดีไม่อยากมีเรื่องเลยพยายามรั้งตัวพิมพ์พรไว้ แต่ก็ช้ากว่าลำเจียกที่ของขึ้นเสียแล้ว

 

“หนอย...อีนังผู้ดีแปดสาแหรก เที่ยวดูถูกคนอื่น ไม่รู้จักก้มดูเงาตัวเอง วันนี้อีลำเจียกจะตบเรียงตัวให้กินน้ำพริกไม่ได้เลย...คอยดู!”

 

สองสาวตบกันจริงๆหลังจากนั้น โดยมีมะลิ ชบา เจิดนภาและรัตนาวดีร่วมวงด้วย แก๊งเพื่อนหนุ่มๆของทศพลผ่านมาเห็นเลยช่วยแยกทั้งหกสาวออกจากกัน ส่วนทศพลถือโอกาสปลีกตัวไปตามหาคำแก้ว

 

คำแก้วได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเองก็หันไปดู ถอนใจยาวอย่างเอือมๆเมื่อเห็นว่าเป็นหนุ่มหล่อชาวกรุงที่เหมาดอกไม้เธอทั้งถาด และแม้ว่าเธอจะรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาเขาไม่น้อยแต่ก็ทำเฉยไม่อยากยอมรับความจริง

 

“คุณตามฉันมาทำไม”

 

“ผมแค่...อยากรู้จักคุณ”

 

“มีสาวๆสวยๆในดอนไม้ป่าอยากรู้จักคุณตั้งเยอะ”

 

“แต่ผู้หญิงพวกนั้นไม่เหมือนคุณ ผมรู้สึกเหมือนคุ้นเคยกับคุณมาก่อน”

 

“ฉันเพิ่งเคยเห็นหน้าคุณครั้งแรก คุณจะรู้จักมักคุ้นกับฉันได้ยังไง”

 

“ผมเคยเห็นคุณในความฝัน”

 

คำแก้วถึงกับอึ้งไปอึดใจ ก่อนจะโพล่งออกไปเสียงเครียด

 

“ประสาท...ฉันไม่ใช่เด็กอมมือนะ จะได้เชื่อเรื่องที่คุณกุขึ้น!”

 

ooooooo

 

ดูท่าคำหวานจีบสาวตรงๆจะไม่ได้ผล ทศพลเลยได้ตามง้อคำแก้วจนถึงบ้าน แต่กลับต้องเซ็งกว่าเก่าเมื่อเจอกับเลื่อง ลูกชายคนเดียวของกำนันแย้มที่มาติดพันคำแก้วเหมือนกัน ตั้งท่าจะเอาเรื่อง

 

“นี่เอ็งยังไม่ไสหัวไปจากดอนไม้ป่าอีกเหรอวะ”

 

“ถ้าภารกิจของผมที่เทวาลัยยังไม่สำเร็จ ผมก็ยังไปไหนไม่ได้”

 

“เอ็งอยากลองดีกับพวกข้าใช่ไหม”

 

คำแก้วเห็นท่าไม่ดี ปรี่ไปห้ามสองหนุ่มไม่ให้ตีกัน

 

“หยุดเดี๋ยวนี้นะพี่เลื่อง เมื่อไหร่จะเลิกเกะกะระรานคนอื่นเขาเสียที”

 

 

“คำแก้ว...เอ็งจะปกป้องมันทำไม”

“คำแก้ว...เอ็งจะปกป้องมันทำไม”

 

“ใครผิดฉันก็ว่าไปตามผิด ถ้าพี่ไม่เชื่อฉัน ก็ไม่ต้องมาเหยียบบ้านฉันอีก”

 

“เหอะ...ไม่ทันไรเอ็งก็เห็นไอ้คนต่างถิ่นดีกว่าพี่แล้วเหรอ”

 

เลื่องโกรธมาก พยายามข่มใจเต็มที่เอาใจสาวแต่ก็ไม่สำเร็จควักมีดสั้นมาแทงทศพลเลือดอาบ!

 

ทศพลจะเอาคืน ไม่อยากโดนเล่นงานฝ่ายเดียวเลยเข้าทางเลื่องที่อยากมีเรื่องอยู่แล้ว แต่คงเพราะเป็นคนเมืองไม่ค่อยสู้รบปรบมือกับใคร ชั้นเชิงมวยเลยสู้หนุ่มบ้านนอกไม่ได้และเกือบจะพลาด ถ้าจู่ๆเลื่องจะไม่เห็นมีดในมือตัวเองกลายเป็นงูเห่าสีดำมะเมื่อมตัวใหญ่เสียก่อน

 

เลื่อมตกใจสะบัดงูออกจากมือ แต่ทันทีที่แตะพื้น งูตัวใหญ่สีดำก็กลายเป็นมีดสั้นเหมือนเดิม!

 

ภาพหลอนทำให้เลื่องเสียจังหวะ ถูกทศพลถีบล้มไม่เป็นท่า คำแก้วไม่อยากให้เรื่องลุกลามขอให้เลิกแล้วต่อกัน เลื่องเลยต้องถอยเพราะฤกษ์ไม่ดีเสียแล้ว แต่ไม่วายทิ้งท้าย

 

“ฝากไว้ก่อนเถอะ คราวหน้ากูจะเอาเลือดหัวมึงมาล้างตีนกูให้ได้”

 

เลื่องผละไปแล้ว คำปองเลยให้คำแก้วเอาสมุนไพรในป่ามาใส่แผลถูกมีดแทงให้ทศพล แต่คงลงน้ำหนักมือมากไป หนุ่มเมืองกรุงเลยถึงกับร้องคราง

 

คำแก้วสงสารแต่หมั่นไส้มากกว่า “นิดก็โอย หน่อยก็โอย ผู้ชายจากเมืองกรุงนี่ใจเสาะชะมัด เตะต่อยกับเขาไม่เป็นยังจะอวดเก่ง นี่ถ้าคุณไม่ตามฉันมาก็คงไม่ต้องเจ็บตัวแบบนี้”

 

“ขอแค่ได้ใกล้ชิดคำแก้ว ต่อให้ต้องเจ็บตัวมากกว่านี้ ผมก็ยอม”

 

จบคำก็จับมือส่งตาหวาน แต่คำแก้วก็ชักมือกลับ จังหวะเดียวกับที่คำปองยกน้ำมาให้

 

“คุณไม่น่าไปมีเรื่องกับลูกชายกำนันแย้มเลย ไอ้เลื่องมันเป็นนักเลงหัวไม้ บารมีพ่อมันใหญ่โตคับดอนไม้ป่า ใครๆก็เกรงกลัวมันทั้งนั้น”

 

ทศพลส่ายหน้าไม่กลัว สีหน้ามุ่งมั่นเต็มที่ “ผมไม่ใช่คนที่นี่ ผมไม่กลัวหรอกครับน้าคำปอง บ้านเมืองมีขื่อมีแป กำนันแย้มจะใหญ่แค่ไหนก็ทำตัวอยู่เหนือกฎหมายไม่ได้”

 

คำแก้วเบ้หน้า คร้านจะอธิบาย “ที่นี่ดอนไม้ป่านะคุณ กฎบัตรกฎหมายอย่าหวังเลยจะใช้กับคนที่นี่”

 

“พวกคุณยอมกันได้ยังไง ถูกกดขี่แบบนี้ ทำไมไม่มีใครแจ้งทางการ”

 

“ไม่มีใครอยากหาเหาใส่หัว หาเรื่องใส่ตัวกันหรอก”

 

ทศพลนิ่งเงียบ ไม่เห็นด้วยนักแต่ยังไม่สนิทพอจะเปลี่ยนใจสองแม่ลูก

 

ooooooo

 

กำนันแย้มโกรธมากเมื่อรู้เรื่องจากลูกชาย แต่ไม่ใช่เพราะมีเรื่องชกต่อย แต่เพราะกลุ่มนักศึกษาไม่ยอมกลับกรุงเทพฯแต่ยืนยันจะสำรวจปราสาทโบราณตามความตั้งใจเดิม เลืิ่องสะใจมาก ใส่ไฟใหญ่

 

“ใช่จ้ะพ่อ หนำซ้ำมันยังทำกร่างอวดเบ่งในหมู่บ้านเราด้วย ทำแบบนี้มันหยามหน้ากันชัดๆ”

 

“คำทำนายของหมออ่วมกำลังจะกลายเป็นจริง พวกคนเมืองจะนำความหายนะมาสู่พวกเรา”

 

“ใกล้วันเกิดสุริยคราสเข้ามาทุกที เห็นทีคงปล่อยพวกมันไว้ไม่ได้”

 

“ในเมื่อเตือนดีๆไม่เชื่อ มันก็ต้องใช้ไม้แข็ง ไอ้เลื่อง ไอ้เดี่ยว ไอ้ทัพ ข้ามีงานให้พวกเอ็งทำ...”

 

ไม่มีใครรู้ว่ากำนันแย้มมีแผนอะไร แต่แผนจับผู้ชายเมืองกรุงมาทำผัวของลำเจียกนั้น กอพอเดาได้ทันทีที่เห็นสภาพสะบักสะบอมของลูกสาวคนเดียวที่เพิ่งกลับจากตลาด

 

“พ่อรู้ได้ยังไง ฉันยังไม่ทันเล่าเลย”

 

“เหอะ...น้ำหน้าอย่างเอ็งจะมีเรื่องอะไรนอกจากวิ่งไล่จับผู้ชาย...นังลำเจียกเอ๊ย เพลาๆบ้างเถอะวะ”

 

“ก็พ่อสอนฉันเองว่าเป็นผู้หญิงดีชั่วอยู่ที่ผัว ฉันก็เลยจะหาผัวคนกรุงหล่อๆรวยๆมาเป็นลูกเขยพ่อนี่ไง”

 

กอถึงกับพูดไม่ออก เหนื่อยใจกับความบ้าผู้ชายของลูกสาวมาก ไม่ต่างจากแก๊งเพื่อนของทศพลที่ต้องอ่อนใจเพราะความเอาแต่ใจของพวกพิมพ์พร แต่คน หนักใจสุดคงหนีไม่พ้นคำแก้วที่พยายามกล่อมให้ทศพลเปลี่ยนใจกลับกรุงเทพฯก่อนคืนวันสุริยคราส

 

“ปราสาทหินท้ายหมู่บ้านมีอะไร พวกคุณถึงสนใจนัก”

 

“ผมศึกษาโบราณคดีเลยสนใจชีวิตมนุษย์ในอดีตว่าพวกเขาดำเนินชีวิต มีความคิดและความเชื่อกันอย่างไร”

 

“คนในยุคนั้นคงตายแล้วเกิดใหม่ไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ ไม่มีใครบอกกับคุณได้”

 

“เราถึงต้องศึกษาจากร่องรอยหลักฐานต่างๆที่ปรากฏ เช่นโบราณสถานและศิลปวัตถุที่ยังหลงเหลืออยู่”

 

“พวกคุณก็เลยมาที่ดอนไม้ป่าเพื่อจะได้รู้อดีตของที่นี่งั้นสิ”

 

“ก็ประมาณนั้น ยิ่งได้หลักฐานมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเข้าใจอดีตมากเท่านั้น”

 

“ฉันขอให้คุณได้รู้เรื่องราวในอดีตอย่างที่คุณตั้งใจไว้ก็แล้วกัน”

 

บรรยากาศระหว่างทศพลกับคำแก้วดีขึ้นมากแต่สถานการณ์ในกลุ่มนักศึกษากลับตึงเครียด ทัศนัยตักเตือนและคาดโทษนักศึกษาทุกคนไม่ให้มีเรื่องกับพวกชาวบ้านอีก ก่อนจะพากันไปสำรวจปราสาทโบราณตามกำหนดการ

 

สภาพแวดล้อมภายในปราสาททำให้เหล่านักศึกษาขนลุกเกรียว สัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างแต่ก็บ่นอะไรไม่ได้เพราะทัศนัยดูจะไม่หวั่นต่อสิ่งใดเลย นอกจากความงดงามทางด้านสถาปัตยกรรมขอมโบราณรอบตัวเท่านั้น

 

 

“ดินแดนแถบนี้มีประวัติความเป็นมาซับซ้อนยาวนานมากกว่าพันปีตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจ ปราสาทหลังนี้สันนิษฐานว่าเป็นศิลปะขอมในช่วงพุทธศตวรรษที่สิบหกถึงสิบเจ็ด”

“ดินแดนแถบนี้มีประวัติความเป็นมาซับซ้อนยาวนานมากกว่าพันปีตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจ ปราสาทหลังนี้สันนิษฐานว่าเป็นศิลปะขอมในช่วงพุทธศตวรรษที่สิบหกถึงสิบเจ็ด”

 

เหล่านักศึกษากวาดตามองรอบๆ ทัศนัยเลยชี้ชวนให้ดูงานศิลปะชิ้นสำคัญ

 

“ภาพจำหลักวิถีชีวิตของผู้คนในสมัยนั้นบนระเบียงคดด้านทิศตะวันตก และประติมากรรมหินทรายขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านเรียกกันว่าเจ้าแม่นาคี”

 

พวกนักศึกษามีสีหน้าสนใจอย่างเห็นได้ชัด เพราะตั้งแต่มาถึงหมู่บ้านดอนไม้ป่า ก็ได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับเจ้าแม่นาคีและความเชื่อเรื่องพญานาคไม่หยุดหย่อน ทัศนัยเข้าใจดีเลยขยายความแบบง่ายๆ

 

“ชาวบ้านในหมู่บ้านแถบนี้เชื่อกันว่างูเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ แม้แต่ชาวอียิปต์หรือไอยคุปต์โบราณก็ยังเลี้ยงงูเห่าไว้ในวิหารเพื่อทำหน้าที่เฝ้ารักษาขุมสมบัติล้ำค่าของฟาโรห์ แต่สำหรับในเมืองไทย ผมไม่เคยเห็นที่ไหนสร้างเทวาลัยไว้สำหรับบูชางูเหมือนกับที่นี่...”

 

ooooooo

 

ชั้นเรียนภาคสนามดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เหล่านักศึกษานั้นแทบลืมความอ่อนล้า เมื่อได้เห็นภาพสลักอันงดงามบนฝาผนังของเทวาลัย โดยแต่ละภาพล้วนแสดงให้เห็นถึงความผูกพันของชาวเมืองแถบนี้กับพญานาคอย่างเห็นได้ชัด

 

“คติโบราณเชื่อกันว่านาคเป็นผู้ดลบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลและช่วยปกป้องชาวเมืองให้รอดพ้นจากอุทกภัย ด้วยเหตุนี้ชาวเมืองจึงจัดพิธีบวงสรวงบูชาพญานาคหรือพิธีนาคบูชาขึ้นเพื่อความร่มเย็นเป็นสุข”

 

ทัศนัยพาเหล่านักศึกษาชมภาพสลักเกี่ยวกับพญานาคจนถึงภาพสุดท้ายที่ผุกร่อนมองไม่รู้เรื่อง ประกิตช่างภาพประจำกลุ่มเดาว่าคงเป็นภาพพญานาคช่วยเหลือชาวเมืองเหมือนภาพอื่นๆ แต่พลันทศพลก็ผุดภาพ บางอย่างในหัว

 

“ไม่ใช่! นี่มันภาพพญานาคถล่มเมือง”

 

แต่ก็เพียงแวบเดียว ภาพสลักชิ้นสมบูรณ์ในหัวก็เลือนหาย ทศพลซึ่งไม่ค่อยรู้ตัวนักว่าพูดอะไรออกไปเลยคิดว่าตัวเองคงตาฝาดเพราะนอนน้อยเหมือนเคย

 

ขบวนทัศนศึกษาของทัศนัยสำรวจจนถึงด้านหน้าของเทวาลัยเจ้าแม่นาคี แต่ไม่ทันได้เข้าชมประติมากรรมเจ้าแม่นาคีที่แกะสลักจากหินทรายสีชมพู ทั้งคณะก็ต้องวิ่งกลับเต็นท์แทบไม่ทัน เมื่อเห็นว่ามีกลุ่มควันลอยขึ้นมา!

 

เหล่าอสรพิษน้อยใหญ่บริวารของเจ้าแม่นาคี

 

เฝ้ามองดูสถานการณ์วุ่นวายของเหล่านักศึกษาเงียบๆ รู้ดีว่าเหตุไฟไหม้บริเวณเต็นท์พักแรมเป็นฝีมือของเลื่องลูกชายคนเดียวของกำนันแย้ม

 

ทศพลก็พอเดาได้เลยพาทุกคนไปขอความ ช่วยเหลือจากคำปอง คำแก้วช่วยแม่เตรียมที่พักชั่วคราวให้เหล่านักศึกษาและอาจารย์หนุ่มใหญ่ แต่ไม่เห็นด้วยเลยที่ทศพลจะไปเอาเรื่องกำนันแย้มโดยไม่มีหลักฐาน

 

กำนันแย้มเตรียมตั้งรับอยู่แล้ว แม้จะไม่พอใจที่ลูกชายเลือกใช้วิธีการอุกอาจแบบนั้นแต่ก็ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย ทศพลมาถึงพร้อมเพื่อนร่วมแก๊งหลังจากนั้นและก็ไม่รอช้าขู่ให้หาคนผิดมาลงโทษให้ได้

 

“ถ้ากำนันไม่ให้ความเป็นธรรมกับพวกผม ผมจะไปแจ้งทางการ”

 

“เอาเลย...เอ็งรีบไปแจ้งเลย ข้าอยู่ดอนไม้ป่ามาตั้งแต่หัวดำยันหัวหงอก ไม่เคยมีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองโผล่หัวมาสักคน ถ้าพวกเอ็งอยากได้ความเป็นธรรมนักก็ไปหาเอาที่อื่น แต่ไม่ใช่ที่นี่”

 

“น่าสงสารคนดอนไม้ป่าเหลือเกินที่มีกำนันบ้าอำนาจ”

 

กำนันแย้มโกรธมาก ตั้งท่าเอาเรื่องนักศึกษาหนุ่มจากเมืองกรุงเต็มที่ แต่ทั้งหมดก็ต้องชะงักตาค้าง เมื่อมีชาวบ้านวิ่งมาบอกว่าพบศพคนถูกงูกัดตายที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน!

 

ooooooo

 

สภาพศพมีรอยงูกัดที่คอ เนื้อตัวเต็มไปด้วยแผลพุพอง สร้างความสยดสยองให้แก่คนทั้งหมู่บ้าน แต่กลุ่มคนที่ต้องตกใจมากสุดคงหนีไม่พ้นเหล่านักศึกษาและทัศนัย เมื่อได้รู้ว่าศพนั้นก็คือลุงชมคนขับรถ!

 

ความตายของลุงชมกลายเป็นที่โจษจันกันทั้งหมู่บ้านดอนไม้ป่าหลังจากนั้น ความเชื่อที่ว่าเจ้าแม่นาคีจะออกอาละวาดอีกครั้งทำให้พวกชาวบ้านร้อนรนจนนั่งไม่ติด กำนันแย้มเลยตัดสินใจทำตามความเชื่อที่มีมาแต่เดิม คือนำศพที่ถูกงูกัดตายไปฝังในป่าช้า

 

เมื่อทัศนัยทราบก็ตามไปยับยั้งเพราะอยากนำศพลุงชมไปทำพิธีที่กรุงเทพฯ

 

“ยังไม่ทันชันสูตรว่าเป็นงูพิษชนิดไหน ทำไมกำนันถึงได้รีบร้อนเอาไปฝัง”

 

“พญานาคแบ่งเป็นสี่ตระกูลใหญ่ มีพิษมากมายถึงหกสิบสี่ชนิด ผมจะไปตรัสรู้ได้ยังไงว่ามันเป็นพิษชนิดไหน”

 

เหล่านักศึกษามองหน้ากันอึ้งๆ ก่อนจะโพล่งออกไปว่าไม่เชื่อเรื่องพญานาค กำนันแย้มได้ยินก็แหวลั่น

 

“ระวังปากของเอ็งหน่อยไอ้หนุ่ม ธรรมเนียมของที่นี่ ใครถูกบริวารเจ้าแม่นาคีกัดตายต้องรีบเอาไปฝัง ไม่เช่นนั้นคนที่อยู่ข้างหลังจะเดือดร้อนอยู่ไม่เป็นสุข”

 

สีหน้าหวาดๆของเหล่านักศึกษาทำให้เลื่องกับกำนันแย้มได้ที ขู่ให้รีบกลับกรุงเทพฯหากไม่อยากตายเพราะงูเจ้าแม่นาคี และถึงกับใจปํ้าเสนอจะหารถไปส่งถึงตัวเมือง แต่ทัศนัยก็ปฏิเสธจนกว่าจะได้ศพของลุงชมกลับไปด้วย

 

กำนันแย้มไม่ยอม “ไม่ได้...ยังไงก็ไม่ได้ คนที่ถูกงูฉกตายต้องกลายเป็นบริวารของเจ้าแม่นาคี จะย้ายศพไปไหนไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างงั้นจะเกิดอาเพศใหญ่ วิญญาณคนตายจะไม่ไปผุดไปเกิด”

 

ขณะที่ทัศนัยกับพวกนักศึกษาหนุ่มๆเรียกร้องขอความเป็นธรรมเรื่องเต็นท์ถูกไฟไหม้และศพลุงชม พวกผู้หญิงก็สติแตก โดยเฉพาะรัตนาวดีที่เจอมาสารพัดเรื่อง ทั้งถูกผีเข้า ภาพหลอนและคนตาย ร่ำร้องอยากกลับ กรุงเทพฯแต่ก็ไม่มีหนทาง คำแก้วซึ่งแวะเอาเสื้อผ้ามาให้เลยอดไม่ได้จะปลอบให้ทำใจ

 

“ดอนไม้ป่าเป็นดินแดนอาถรรพณ์ ไม่ว่าใคร เข้ามาแล้วก็อย่าหวังว่าจะออกไปจากที่นี่ได้ถ้ายังไม่ถึงเวลา”

 

แต่คำปลอบของคำแก้วถูกเข้าใจว่าเป็นคำขู่ พิมพ์พรกับเจิดนภาโกรธมากแต่ก็โวยวายไม่ได้มากนักเพราะทุกคนในคณะจากกรุงเทพฯยังต้องอาศัยบ้านของคำปองเป็นที่พักแรม

 

เมื่อความหวังดีถูกแปลเจตนาเป็นอื่น คำแก้วก็เซ็งมากและพาลเคืองไปถึงทศพลชายหนุ่มรูปหล่อที่ทำให้หัวใจเธอเต้นไม่ปกติตั้งแต่เจอหน้ากันจนต้องไประบายกับแม่

 

“ไม่รู้เมื่อไหร่พวกคนเมืองจะกลับๆกันไปสักที”

 

“เอ็งไม่อยากให้เขาอยู่ที่นี่เหรอ”

 

“คุณทศพลไปมีเรื่องกับลูกชายกำนันแย้ม ฉันกลัวว่าพี่เลื่องจะไม่ยอมรามือง่ายๆ”

 

คำปองยิ้มบางๆ อดเย้าไม่ได้ “อ้อ...ที่แท้ก็เป็นห่วง”

 

“ฉันไม่ได้เป็นห่วง แต่ไม่อยากให้ใครต้องมาเลือดตกยางออกในบ้าน ฉันขี้เกียจต้องมานั่งทำแผลให้”

 

“ถ้าพ่อทศพลมาได้ยินคงดีใจที่เอ็งมีแก่ใจนึกถึงเขา”

 

“เราคนบ้านป่าบ้านดง คนเมืองอย่างเขาจะมาสนใจอะไร พอเสร็จธุระเขาก็ไป ไม่ได้กลับมาเจอกันอีก...”

 

ooooooo

 

ทัศนัยไม่ล้มเลิกความตั้งใจจะนำศพลุงชมกลับไปทำพิธีที่กรุงเทพฯ ทศพลก็เห็นด้วยแต่เมื่อคำแก้วรู้เรื่องก็ดักคอให้ตัดใจเพราะคงไม่มีทางเป็นไปได้

 

“คุณเชื่อเรื่องเจ้าแม่นาคีกับเขาด้วยเหรอ”

 

คำแก้วไม่ได้ตอบตรงๆแต่อธิบายถึงความเชื่อของชาวบ้าน “คนที่นี่เชื่อกันว่าเจ้าแม่นาคีดลบันดาลให้เกิดทุกอย่าง ฝนฟ้า น้ำท่า ข้าวกล้าในนาหรือแม้แต่อาเพศเหตุร้ายก็ล้วนเกิดแต่อำนาจของเจ้าแม่นาคี”

 

“ลุงชมถูกงูฉกตายก็เป็นเพราะเจ้าแม่นาคีด้วยงั้นเหรอ”

 

“เจ้าแม่นาคีไม่เคยทำร้ายใครก่อน คนขับรถคุณชะตาถึงฆาตเองมากกว่า”

 

“คุณพูดราวกับเป็นเจ้าแม่นาคีซะเองงั้นแหละ”

 

“ฉันพูดตามที่ฉันรู้สึก คุณไม่เชื่อก็ไม่ต้องเชื่อ!”

 

ท่าทางแปลกๆของคำแก้วคาใจทศพลมาก แต่เขาก็ไม่มีโอกาสคาดคั้นความจริง เมื่อต้องรับมือลำเจียกที่ตามมาจีบเขาถึงบ้านคำปอง

แต่กระนั้นการมาถึงของลำเจียกก็มีประโยชน์ เพราะหญิงสาวมีข้อมูลหลายอย่างเกี่ยวกับหมู่บ้านดอนไม้ป่า โดยเฉพาะเรื่องที่ว่าศพของลุงชมถูกฝังไว้ตรงไหนและใครเป็นคนฝัง

 

 

ลำเจียกกลับบ้านด้วยสีหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มั่นใจว่าข้อมูลที่มีจะทำให้ชายหนุ่มเมืองกรุงสนใจตัวเธอได้ไม่ยาก แต่ที่คาดไม่ถึงคือพฤติกรรมของเธอถูกงูเจ้าแม่นาคีสีขาวเผือกตัวใหญ่จ้องมองตลอด!

ลำเจียกกลับบ้านด้วยสีหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มั่นใจว่าข้อมูลที่มีจะทำให้ชายหนุ่มเมืองกรุงสนใจตัวเธอได้ไม่ยาก แต่ที่คาดไม่ถึงคือพฤติกรรมของเธอถูกงูเจ้าแม่นาคีสีขาวเผือกตัวใหญ่จ้องมองตลอด!

 

และระหว่างทางกลับบ้านคืนนั้น ลำเจียกก็ถูกงูเจ้าแม่นาคีดักเล่นงาน โชคดีที่กอบังคับให้เธอสวมแหวนพิรอดติดตัวตลอด เธอเลยรอดตัวมาได้อย่างหวุดหวิด

 

เวลาเดียวกันนั่นเอง คำแก้วก็ต้องสะดุ้งตื่นสุดตัว เมื่อฝันเห็นภาพลำเจียกถูกงูขาวเผือกตัวใหญ่มีหงอนสีแดงทำร้าย ความฝันนั้นเหมือนจริงมากจนเธอเริ่มกลัว... ราวกับว่าในฝันงูตัวนั้นก็คือเธอเอง

 

 

 

 

ไม่ใช่แค่คำแก้วที่ต้องตกใจกับความคิดตัวเอง กอเองก็แทบไม่อยากเชื่อหูเมื่อได้ยินเรื่องการเผชิญหน้ากับงูเจ้าแม่นาคีของลำเจียกลูกสาวคนเดียว

 

“งูเผือกมีหงอนอย่างงั้นเหรอวะ”

 

“ตัวมันปลาบยาวตั้งวาตาแดงก่ำ แผ่แม่เบี้ยจะฉกฉัน พูดแล้วยังขนลุก”

 

“เอ็งเจอดีเข้าให้แล้ว นั่นแหละโว้ยเจ้าแม่นาคี”

 

“งูนั่นน่ะเหรอพ่อ...งูเจ้าแม่”

 

“ถ้าเอ็งไม่สวมแหวนพิรอดเอาไว้คงกลายเป็นบริวารเจ้าแม่ไปแล้ว”

 

“ฉันไปทำอะไรให้ งูเจ้าแม่ถึงได้จะมาเอาชีวิตฉัน”

 

“เอ็งต้องระวังตัวให้ดี ถ้าไม่จำเป็นอย่าออกไปไหนกลางค่ำกลางคืนเด็ดขาด โดยเฉพาะบ้านนังคำแก้ว!”

 

ooooooo

 

ข้อมูลจากลำเจียกคือสัปเหร่อคงเป็นผู้รับผิดชอบฝังศพของลุงชมในป่าช้าท้ายหมู่บ้าน ทศพลเลยตัดสินใจจะไปขุดศพออกมาพร้อมกับแก๊งเพื่อนหนุ่มๆ แต่ทุกอย่างก็ไม่ง่ายเพราะสัปเหร่อคงปฏิเสธไม่ทำตามขอ

 

“ตายโหง! นี่พวกเอ็งจะให้ข้าขุดศพคนที่ถูกงูกัดตายขึ้นมาหรือ”

 

“ใช่ครับ...เราต้องเอาศพแกกลับไปทำพิธีที่กรุงเทพฯ”

 

“ไม่ได้...คนของคุณเอาชีวิตเซ่นสังเวยเจ้าแม่นาคีแล้ว ต้องเป็นบริวารรับใช้เจ้าแม่ที่นี่ จะย้ายศพไปที่อื่นไม่ได้ ถ้ากำนันแย้มรู้ต้องเอาข้าตายแน่ๆ”

 

ประกิตกับวันชนะช่วยกันเกลี้ยกล่อมแต่ก็ไม่ได้ผล ทศพลเลยงัดไม้เด็ดยื่นเงินค่าจ้างให้ สัปเหร่อบ้านนอกไม่เคยเห็นเงินมากขนาดนี้เลยยอมแต่โดยดี

 

อำนาจเงินทำได้ทุกอย่างแต่กว่าจะขุดโลงศพลุงชมขึ้นมาได้ก็ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง และเมื่องัดฝาโลงขึ้นก็ต้องผงะ เพราะมองไม่เห็นศพลุงชม แต่กลับเต็มไปด้วยงูนานาชนิด!

 

เห็นได้ชัดว่างูกัดกินศพลุงชมจนแทบไม่เหลือซาก มีเพียงคราบเลือดเกรอะกรังทำให้รู้ว่าเคยมีศพคนในนั้น สัปเหร่อคงหน้าซีด กลัวแทบตายแต่ยังพยายามตั้งสติอธิบายข้อสงสัยของเหล่านักศึกษา

 

“งูพวกนั้นมาดูดกลืนพิษของบริวารเจ้าแม่นาคีไว้เพิ่มพิษให้ตัวเอง งูที่อยู่ในโลงศพจึงเป็นงูที่มีพิษร้ายแรงทั้งนั้น”

 

คำอธิบายของสัปเหร่อคงทำให้เหล่านักศึกษาหนุ่มถึงกับพูดไม่ออก แทบไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นไปได้ แต่ที่พวกหนุ่มๆไม่รู้คือเวลาเดียวกันนั้นเอง เรื่องเหลือเชื่อทำนองเดียวกันกำลังจะทำให้รัตนาวดีเป็นบ้าตาย!

 

คำทำนายทายทักของหมออ่วม หมอผีและหมอยาประจำหมู่บ้านลอยวนเวียนในหัวจนรัตนาวดีนอนไม่หลับ

 

“รีบไปให้พ้นจากดอนไม้ป่าโดยเร็วที่สุดก่อนจะถึงวันเกิดสุริยคราส ข้าเตือนพวกเอ็งแล้วนะ ถ้ารักตัวกลัวตายก็รีบไปจากที่นี่ซะ”

 

รัตนาวดีเหงื่อท่วมตัว คิดไม่ตกว่าควรทำเช่นไรกับสถานการณ์ไม่น่าไว้ใจนี้ พลันความรักตัวกลัวตายก็ทำให้เธอตัดสินใจวิ่งออกจากบ้านคำปองไปตายดาบหน้า

 

ความมืดทำให้รัตนาวดีแทบเข่าอ่อนแต่แล้วก็ได้ยิ้มกว้างเมื่อเจอลุงชมระหว่างทาง แต่ที่เธอไม่รู้คือลุงชมนั้นไม่ใช่คน แต่เป็นเปรตงูหรืออชครเปรตที่ออกมาล่าเหยื่อหาตัวตายตัวแทน!

 

ooooooo

 

คำแก้วสะดุ้งตื่นกลางดึกอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพราะภาพหลอนเห็นลำเจียกกับงูขาวเผือกตัวใหญ่เหมือนครั้งที่แล้ว แต่เป็นภาพรัตนาวดีถูกเปรตงูลักพาตัวไป...

 

ฝ่ายทัศนัย...ถึงกับพูดไม่ออก เมื่อทศพลมาบอกเรื่องศพของลุงชม

 

“สัปเหร่อคงบอกว่าสาเหตุที่งูพวกนั้นมากินศพก็เพื่อจะได้ดูดกลืนพิษของบริวารเจ้าแม่นาคีเอาไว้เพิ่มพิษให้กับตัวเอง งูที่อยู่ในโลงศพจึงเป็นงูที่มีพิษร้ายแรงทั้งนั้น”

 

อาจารย์หนุ่มเครียดมากที่พาคนมาตายที่นี่ แต่ไม่ทันจะได้แก้ไขเรื่องศพลุงชมก็ต้องลมแทบจับเมื่อพิมพ์พรกับเจิดนภาวิ่งมาแจ้งข่าวร้ายว่ารัตนาวดีหายตัวไป!

 

พิมพ์พรกับเจิดนภาไม่รู้เรื่องและไม่รู้ตัวเลยว่ารัตนาวดีหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เดาว่าเพื่อนสาวต้องแอบหนีออกจากหมู่บ้านดอนไม้ป่าแน่ คำปองซึ่งมาช่วยตามหาส่ายหน้า ไม่คิดว่าเป็นไปได้

 

“ไม่มีใครออกจากดอนไม้ป่ากลางค่ำกลางคืนหรอก มันอันตราย”

 

“ที่นี่มีโจรผู้ชายชุกชุมหรือครับน้าคำปอง” ทศพลถามเสียงเครียด

 

“ไอ้คนน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่สิ่งที่มองไม่เห็น... มันน่ากลัวกว่า”

 

ทัศนัยไม่สนใจว่าใครจะคิดเช่นไร มุ่งหน้าไปบ้านกำนันแย้มอีกครั้งเพื่อแจ้งความเรื่องลูกศิษย์หาย

 

“บอกแล้วไงว่าผมไม่รับแจ้งความ”

 

“ลูกศิษย์ผมหายไปทั้งคน กำนันจะไม่ทำอะไรบ้างเลยเหรอ”

 

“ผมเคยเตือนแล้วว่าให้อาจารย์รีบพาลูกศิษย์ออกจากที่นี่ ไม่อย่างนั้นผมไม่รับประกันความปลอดภัย แต่พวกคุณก็ไม่เชื่อ พอเกิดเรื่องขึ้นมาจะให้ผมรับผิดชอบอะไร”

 

ทศพลโกรธมาก เรียกร้องให้ช่วยตามหาเพื่อแสดงน้ำใจ เลยถูกกำนันแย้มสวน

 

“เอ็งจะให้ข้าไปตามหาที่ไหน เพื่อนเอ็งน่ะถูกผีลักซ่อน!”

 

เหล่านักศึกษามองหน้ากันเครียดๆ ไม่อยากเชื่อว่าจะมีเรื่องแบบนี้แต่กำนันแย้มก็ไม่ยี่หระ

 

“ต่อให้พลิกดอนไม้ป่า หาให้ตายก็หาไม่เจอ ถ้าเพื่อนเอ็งชะตายังไม่ถึงฆาต เดี๋ยวก็กลับมาเอง”

 

ทัศนัยเครียดจัด เพราะไม่ใช่แค่ลุงชมคนขับเท่านั้นที่ต้องตายอย่างมีเงื่อนงำ แต่การหายตัวของรัตนาวดีก็ทำให้เขาแทบไปไม่ถูก ไม่คิดมาก่อนเลยว่าการพานักศึกษาออกภาคสนามจะวุ่นวายขนาดนี้

 

แต่กระนั้น...อาจารย์หนุ่มใหญ่ก็ไม่สิ้นหวัง แบ่งกลุ่มนักศึกษาชายเป็นสองกลุ่มให้แยกกันตามหารัตนาวดี ส่วนพิมพ์พรกับเจิดนภาให้รออยู่บ้านคำปองเพื่อความ ปลอดภัยกว่าคำแก้วจะรู้เรื่อง พวกทศพลก็เตรียมตัวจะออกไปตามหารัตนาวดีแล้ว

 

“รัตนาวดี...เพื่อนผมหายตัวไป”

 

“ฉันรู้แล้ว แม่เล่าให้ฟังเมื่อเช้า”

 

“คนหายทั้งคนแต่กำนันแย้มกลับเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พึ่งพาอะไรไม่ได้สักอย่าง”

 

“ไม่มีใครอยากเอาตัวเองไปเสี่ยงกับสิ่งเร้นลับ”

 

“คุณไม่คิดบ้างหรือว่ามันอาจจะเป็นฝีมือของคนในหมู่บ้านที่ลักพาตัวรัตนาวดีไปก็ได้”

 

“คนดอนไม้ป่าจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร คนที่นี่ไม่ได้จิตใจหยาบช้าเหมือนคนกรุงเทพฯหรอกนะ!”

 

ooooooo

 

ทัศนัยกับพวกนักศึกษาชายช่วยกันตามหารัตนาวดี ส่วนกำนันแย้มกลุ้มใจมาก กลัวเกิดหายนะกับผู้คนในหมู่บ้านเหมือนเมื่อหลายปีก่อนจนต้องแล่นไปหาหมออ่วมให้ช่วยไขข้อข้องใจ

 

หมออ่วมนั่งทางใน ทำปากขมุบขมิบสักพักก็เบิกตาโพลง “นาคาอาละวาดบนฟ้า นาคีอาละวาดบนดิน คราใดที่เกิดสุริยคราส พญานาคราชจะกลืนดวงตะวัน เจ้าแม่นาคีจะออกเข่นฆ่าผู้คน”

 

“อีกตั้งสามวันกว่าจะเกิดสุริยคราส ทำไมเจ้าแม่ถึงได้ออกอาละวาดล่ะ”

 

“ข้าเคยบอกแล้วไงว่าคนเมืองต่างถิ่นจะมาเสริมฤทธิ์เสริมเดชให้เจ้าแม่นาคีและนำความหายนะมาสู่หมู่บ้านเรา”

 

“แล้วเรื่องนังคนเมืองที่หายตัวไปล่ะหมออ่วม ตอนนี้มันอยู่ที่ไหน”

 

“บางที...อาจเป็นฝีมือของเจ้าแม่นาคีก็ได้”

 

คำทำนายของหมออ่วมทำให้กำนันแย้มเริ่มวิตก สุดท้ายก็ทนไม่ไหวสั่งให้เลื่องลูกชายคนเดียวไปช่วยพวกคนเมืองตามหานักศึกษาสาวที่หายไป

 

“พ่อจะให้ฉันไปช่วยพวกมันทำไม”

 

“ข้าไม่ได้จะช่วยมันแต่ต้องการให้พวกมันรีบไสหัวไปให้พ้นดอนไม้ป่าก่อนถึงวันเกิดสุริยคราสต่างหาก”

 

“พวกมันอยากดื้อด้านหาเรื่องใส่ตัว น่าจะปล่อยให้ตายๆซะที่นี่”

 

“ไม่ได้เด็ดขาด ยิ่งเจ้าแม่มีบริวารเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ อิทธิฤทธิ์ก็จะยิ่งกล้าแข็ง พวกเราจะพากันเดือดร้อน

 

 

มากขึ้นเท่านั้น รีบตามหาตัวมันให้เจอก่อนที่คำทำนายของหมออ่วมจะเป็นจริง!”

 

 

จบตอน

 

 

 

 

 

 

 

 

จาก  ไทยรัฐ

 #นาคี


แสดงความคิดเห็น

emotion