บทที่5 100% น้องไนท์ คือลูกของใคร?

บทที่5 100% น้องไนท์ คือลูกของใคร?

17 / 17    0
ขนาดฟ้อนต์ 
ก+
ก-
โหมดกลางวัน
โหมดกลางคืน

 

 

         เครื่องบินทะยานขึ้นจากน่านฟ้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ลงจอด ณ ท่าอากาศยานภูเก็ต คุณแม่ยังสาวอุ้มลูกชายตัวน้อยร่างกายอ่อนแอออกมารอรับกระเป๋า พร้อมกับเอมิกา หัวหน้างาน

ทั้งสองเดินทางมาพร้อมกันเพื่อเริ่มต้นโปรเจ็คใหม่ก็คือรีสอร์ท ตาหนูหลับบนเครื่อง เพิ่งจะตื่นก็ตอนเครื่องแลนด์เรียบร้อยแล้ว แต่ตายังปรือเหมือนจะหลับอีกรอบ เอมิกาหยอกหลานเสียงคิกคัก

“เออ น้องนิว พี่ขอถามหน่อยสิ ก่อนมาได้โทรบอกคุณพ่อหรือยัง พี่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อเช้าคุณอาโทรหาพี่ ถามเรื่องโปรเจ็คใหม่ว่ามีหรือเปล่า แหม... ถามยังกับจะหางานมาให้บริษัทเราอย่างนั้นแหละ”

ไม่บ่อยนักที่จะเอ่ยถึงคุณเดชาต่อหน้าวณิชยา ทั้งสองจะเป็นพ่อลูกกัน แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมวณิชยาถึงไม่ค่อยอยากพูดถึงพ่อนัก

“น้องไนท์อย่าซนสิครับ” จับลูกให้อยู่นิ่งๆ แต่ตาหนูอยากลงจึงยอมปล่อยให้ยืนด้วยขาตัวเอง “คุยแล้วค่ะ เมื่อวานท่านมาหานิวที่คอนโด เอาของเล่นมาให้หลานน่ะค่ะ”

มาบ่อยเกิน สองสัปดาห์มานี้ท่านแวะมาหาหลานทุกวัน เอาของเล่น ของกินมาให้ จนตาหนูติดท่านงอแงหาเป็นประจำบางครั้งหล่อนต้องบากหน้าโทรวิดีโอทางไลน์ไปหา ให้ทั้งสองได้คุยกันแบบเห็นหน้า

“น้องไนท์มาหาป้าเอมมาลูก ซนจริงๆ” ชวนทว่าตาหนูส่ายหน้าไปมา มองทางนั้นทีทางนี้ทีระหว่างรอคุณแม่รับกระเป๋า หยุดซนได้ก็ตอนคุณแม่ยื่นขนมมาให้น้องไนท์กินเอร็ดอร่อย

วณิชยาคุกเข่าลงใช้ทิชชู่เช็ดรอบปากให้ลูกรัก

“แล้วอาการบาดเจ็บของท่านเป็นยังไงบ้าง หายขาดหรือยัง”

“บาดเจ็บอะไรกันคะ”

ดวงหน้านวลแหงนเงยขึ้นมองรุ่นพี่ที่เคารพรัก เต็มไปด้วยความสงสัยว่าใครเป็นอะไร ดวงตาจับจ้องมองเอมิกาที่ทำสีหน้าขุ่นเคืองขึ้นมา ณ วินาทีนั้น

“ถามแบบนี้หมายความว่ายังไง น้องนิวนี่นะ คุณพ่อตัวเองประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เข้าโรงพยาบาลตั้งหลายวัน แถมออกมาจากโรงพยาบาลก็หลายวัน ไม่รู้เรื่องบ้างเลยเหรอ”

“นิว... นิวไม่ทราบจริงๆ ค่ะพี่เอลลี่ ท่านไม่ได้เล่าให้ฟัง แล้ว... ท่านเป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ”

วณิชยาใช้ดวงตาใสแสนจริงใจมองหน้าเพื่อนรุ่นพี่ไม่วางตารอคอยคำตอบ เอมิกาถอนหายใจ มิน่าล่ะช่วงแรกๆ ที่มาหาท่านถึงมีผ้าพันแผลบนหัว แต่ถามแล้วท่านบอกแค่หัวแตกนิดๆ หน่อยๆ

“ไปหากันบ่อยก็นึกว่าปรับความเข้าใจกันแล้วซะอีก คนบ้านนี้นี่วันๆ เขาคุยเรื่องอะไรกันบ้างนะ พี่ล่ะงงกับน้องนิวจริงๆ”

อดไม่ได้ที่จะบ่น ทิฐิใส่กันอยู่ได้ทั้งคนพ่อทั้งคนลูก เจ็บจะแย่อยู่แล้วยังไม่ปริปากบอกลูกสักคำ ส่วนลูกก็หัวแข็งหัวรั้นทำเหมือนไม่สนใจพ่อตัวเอง เอมิกายกมือขึ้นกุมขมับ ปวดเศียรเวียนเกล้ามากๆ

“คุณอาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ หัวแตกกับมีรอยฟกช้ำตามตัว ไม่เป็นอะไรมาก แต่เพราะคุณอาเป็นโรคหัวใจหมอก็เลยให้นอนดูอาการต่อ ก็วันเดียวกันกับที่เรานัดคุยงานลูกค้าแล้วเขาแคนเซิลนั่นแหละ เข้าโรงพยาบาลตั้งหลายวัน นอนก็ตั้งหลายคืน พี่ยังรู้เลย”

วันนั้นเหรอ... วณิชยานึกย้อนกลับไปก็เห็นภาพตัวเองกำลังร้องไห้เพียงลำพัง เพราะบังเอิญเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น คือ ชาครีย์คบกับเด็กนักศึกษาที่อยู่คอนโดชั้นเดียวกันกับหล่อน คงมีอะไรกันทั้งคืน

วณิชยาสะบัดศีรษะไล่ความทรงจำเหล่านั้นออกไป กดแรงบนปลายนิ้วมือจับตาหนูไว้ให้แกยืนกินขนมอยู่ใกล้ตัวเองเข้าไว้ กลัวลูกจะพลัดหลง ตัวแกเริ่มร้อนขึ้นมาก กลัวแกจะไม่สบาย

“แม่...” เด็กตาใสร้องเรียกมารดา ส่งขนมกลับคืนแทนการบอกว่าไม่กินแล้ว วณิชยาพยักหน้ารับนำเก็บใส่กระเป๋าแล้วลุกขึ้นยืนเคียงข้างกับเอมิกา มองหน้าพี่เขาอีกครั้งเนิ่นนานกว่าเดิม

“พี่เอลลี่น่าจะเล่าเรื่องนี้ให้นิวฟังบ้าง”

ก็รู้อยู่ว่าหล่อนไม่ได้ติดต่อกับบิดานานแล้ว ตั้งแต่สมัยย้ายจากกรุงเทพไปอยู่ภูเก็ตจนกระทั่งย้ายต่อไปอยู่เยอรมนี ก็แทบจะไม่ได้คุยกับท่านอีกเลย มีแค่เอมิกาเท่านั้นที่คอยติดต่อในบางครั้งที่ต้องการความช่วยเหลือจากท่าน หรือถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ

หัวคิ้วเอมิกาขมวดจนเป็นเส้นตรงเกือบสิบเมตร บรรยากาศในสนามบินค่อนข้างแออัด ไฟล์ทลงพร้อนหลายไฟล์ท คนรอกระเป๋าเต็มไปหมดแต่ละคนก็มีไม่น้อยกว่าสองกระเป๋า มองเห็นกระเป๋าตัวเองใบหนึ่งไหลผ่านหน้าพอดีก็เดินไปหยิบ ก่อนกลับมาตอบ

“ก็คุณอาเขาบอกพี่ว่าน้องนิวรู้ น้องนิวเห็นแล้ว พี่ก็เลยไม่ได้บอก แล้วบังเอิญช่วงนั้นต้องส่งงานให้ลูกค้าด้วยพี่ก็ยุ่งๆ”

กระเป๋าทุกใบถูกยกขึ้นบนรถเข็นแยกได้สองรถเป็นของวณิชยากับเอมิกา ตาหนูเองก็ขึ้นนั่งข้างบนด้วยในขณะที่ทั้งสองกำลังเข็นรถออกไปข้างนอก เพื่อติดต่อบริษัทเช่ารถที่จองเอาไว้

“อย่าว่าพี่ยุ่งกับชีวิตเลยนะนิว พี่ว่าน้องรีบเปิดใจคุยกับคุณพ่อเถอะ ทิฐิไปก็ไม่เห็นเกิดประโยชน์อะไรขึ้นเลย คุณอาแก่มากแล้วก็อยากได้คนไปช่วยทำงานจะได้วางมือสักที บริษัทท่านก็ไม่ใช่เล็กๆ บ้านรวยจะแย่แต่กลับมาใช้ชีวิตเหมือนคนจนหากินแบบเดือนชนเดือน ถ้าไม่สงสารตัวเอง ก็สงสารน้องไนท์เถอะ พี่อยากให้หลานมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ได้เรียนโรงเรียนแพงๆ สังคมดีๆ”

การเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวไม่ใช่เรื่องสนุก ไม่มีสามีแล้วยังไม่นับคนในครอบครัวอีก อนาคตข้างหน้าถ้าหากไม่มีหล่อนหรือปราณคอยดูแล แล้ววณิชยาจะทำงานไปด้วยเลี้ยงลูกไปด้วยไหวเหรอ

“นิวทำงานทุกวันนี้ก็เพื่อลูกนะคะ นิวดูแลน้องไนท์ได้”

เถียงเสียงแผ่ว เพราะเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าการที่ตัวเองยึดถือแบบนี้ มันถูกหรือมันผิดกันแน่ วณิชยาเหม่อลอยหลุบสายตาลงมองลูก ตาหนูนั่งบนกระเป๋ามองตาแป๋วไปข้างหน้า ใกล้จะชนคันอื่นก็จะตบกระเป๋าแปะๆ คอยเตือน

“จ้า ถือทิฐิเข้าไป” สาวใหญ่กลอกตาแรงมาก ไม่ชอบความหัวดื้อหัวรั้นของวณิชยาเท่าไหร่ “ถ้าครั้งหน้าอุบัติเหตุรุนแรงกว่านี้แล้วจะเสียใจที่ไม่ทำตามคำแนะนำของพี่ อุ๊ย! ปากพล่อย พี่ไม่ได้จะแช่งนะ” สาวใหญ่ตีปากตัวเองเพียะๆ ไม่ชอบใจที่เผลอหลุดปากพูดในสิ่งที่ไม่เป็นมงคล

“ถ้าพี่เอลลี่ไม่ได้ตั้งใจ ก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”

นัยน์ตาคู่ใสฉายแววเศร้าหมอง สะเทือนใจ

 “ซอรี่จริงๆ นะจ๊ะน้องรัก” เอมิกาหัวเราะแหะๆ แบบแห้งๆ รีบเปลี่ยนเรื่องด้วยการค้นหาใบจองในกระเป๋าแล้วมองหาเคาร์เตอร์รถเช่า เมื่อเจอแล้วก็รีบเข็นรถนำหน้าไปก่อนอย่างไว

 

 

 

รถเช่าของบริษัทชื่อดังเคลื่อนเข้ามาจอดหน้าบ้านไม้ขนาดสองชั้น สภาพกลางเก่ากลางใหม่ เป็นบ้านตกทอดมรดกของมารดาวณิชยา มันค่อนข้างเก่าวณิชยาจึงมีแผนอยากรีโนเวทบ้านของตัวเองให้กลับมาทันสมัย แต่ก็ต้องดูก่อน เพราะชีวิตส่วนใหญ่ของหล่อนอยู่ที่กรุงเทพ นี่เป็นครั้งแรกในรอบสามปีที่กลับเมืองไทย และเป็นครั้งที่สองที่มาภูเก็ต บ้านถูกเปิด ถูกทำความสะอาดและเปลี่ยนลูกบิดประตู กลอนหน้าต่างไปแล้วเจ้าของบ้านจึงสามารถเข้าอยู่ได้ทันที

เมื่อวานพ่อถามเรื่องงานก็บอกไปว่าจะกลับมาอยู่บ้าน ท่านไม่พอใจนิดๆ เพราะเคยมาเห็นสภาพครั้งหนึ่งแล้วบอกว่ามันเก่าเกินไป ไม่เหมาะกับการพาลูกมาอยู่ในสถานที่ที่ไม่เจริญหูเจริญตา

แต่หล่อนก็ว่ามันไม่ได้แย่ถึงขนาดนั้น ฝ่ายคุณพ่อหล่อนต่างหากล่ะที่ติดหรูเกินไป หล่อนอยู่ได้ ก็เคยอยู่มาตั้งหลายปีแล้วนี่นาตั้งแต่สมัยพ่อกับแม่แยกทางกัน บ้านนี้ดีก็ตรงที่เพื่อนบ้าน เกรซ กับคุณแม่สุมาภรณ์ เพื่อนสนิทในวัยมัธยมปลายกับคุณครูวัยปลดเกษียณที่เคารพรัก

เป็นครั้งแรกของเอมิกาที่ได้มาเห็น จึงรู้สึกกลัวแทนยังไงไม่รู้ “น้องนิวแน่ใจนะว่าอยู่ได้ พี่ว่าย้ายไปอยู่บ้านรับรองคนงานของทางโครงการดีกว่าไหม อย่างน้อยก็มีเพื่อนที่ทำงานอยู่ด้วย”

“นิวอยู่บ้านหลังนี้ตั้งแต่สมัยมัธยมแล้วนะคะ อยู่ได้แน่นอนค่ะ” ตอบพลางไขกุญแจเข้าไปในบ้าน มีเอมิกาอุ้มน้องไนท์เดินตามเข้ามา ก่อนจะเดินออกไปช่วยกันยกกระเป๋าลงจากรถ

“หรือถ้าน้องนิวไม่ชอบพักร่วมกับเพื่อนที่ทำงาน พี่ว่าเช่าโรงแรมก็ดีนะ พี่จะให้งบบริษัทเป็นพิเศษ ดีไหมจ๊ะ”

ยังหาช่องทางโน้มน้าวใจเพราะคุณเดชาเป็นคนไว้วานให้มาพูด แต่เหมือนจะแห้ว เพราะวณิชยารู้ทัน รีบส่ายหน้าปฏิเสธไม่ได้ขยายความอะไร เอมิกาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ลากกระเป๋าตามกลับเข้าไปในบ้าน ข้างนอกร้อนมาก เข้ามาในบ้านมีแอร์เย็นๆ ก็พอแก้เหนื่อยได้บ้าง

ทั้งสองเข้ามานั่งพักบนโซฟากลางบ้าน มองน้องไนท์เล่นโทรศัพท์กดดูการ์ตูนเรื่อยเปื่อยไปตามประสา แต่แกเป็นเด็กไม่ติดมือถือ ดูแป๊บๆ ก็วางแล้วเดินหาของเล่นอย่างอื่น วณิชยามองตามดูกระทั่งดึงสายตากลับมามองเอมิกา ถึงเห็นว่าเพื่อนรุ่นพี่ก็กำลังมองมายังตนเอง

“ถ้าน้องนิวรู้แล้วพี่ก็จะไม่อ้อมค้อมนะ คุณอาเป็นคนให้พี่มาคุย ท่านกลัวว่าระหว่างน้องนิวทำงานจะไม่มีคนคอยดูแลน้องไนท์ ท่านเป็นห่วงหลาน ถ้าน้องนิวยอมพักโรงแรม ท่านก็จะจ้างพี่เลี้ยงที่ไว้ใจได้ให้มาช่วยดูแลน้องไนท์จนกว่าน้องนิวจะเลิกงาน ทุกวัน”

“ถ้าเป็นเรื่องนั้นนิวฝากพี่เอลลี่บอกท่านด้วยนะคะ ว่าไม่ต้องเป็นห่วง นิวมีคนช่วยดูแลน้องไนท์ตั้งสองคน และคนพวกนี้ไว้ใจได้แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นค่ะ” 

“ใครกัน”

สงสัย เพราะเอมิกาไม่เคยมาบ้านเกิดของมารดาวณิชยามาก่อน ทันใดนั้นเองก็มีเสียงร้องเจื้อยแจ้วมาจากหน้าบ้านให้ออกมาเปิดประตู คนที่ไวที่สุดคือตัวแสบ ด้วยความที่จำเสียงได้ตาหนูจึงวิ่งเตาะแตะเข้าไปเปิดประตูรับ หัวเราะอิ๊กๆ เรียกแม่เกรซให้เข้ามาข้างใน

“เกรซมา...” ปรบมืออยู่คนเดียว ก่อนจะถูกเกรซรวบตัวไปกอด

“ครับผม แม่เกรซมาแล้ว หื้ม! ชื่นใจจัง”

จับจุ๊บซ้ายจุ๊บขวา ฟัดตาหนูอยู่หน้าประตู วณิชยามองตามแล้วมีความสุข ดีใจทุกครั้งที่เห็นลูกตัวเองเป็นที่รักของทุกคนรอบกาย

“เพื่อนสนิทของนิวเองค่ะ เกรซเป็นคุณครู”

ตอบให้เอมิกาหายสงสัย ทางด้านเอมิกานั้นพอได้ยินอย่างนั้นก็หายใจหายคอสะดวกมากขึ้น พยักหน้าตอบรับว่าตนเองโอเคแล้ว

คุณครูคนสวยจับมือหลานตัวแสบเข้ามาในบ้าน ยกมือไหว้พี่ที่เพื่อนเคยเล่าให้ฟังบ่อยๆ ว่าเป็นเจ้านาย นั่งคุยกันเพลินๆ ถามไถ่ความเป็นมาเป็นไป ทั้งสองสนิทกันในระยะเวลารวดเร็ว

“พี่ไม่ได้มาอยู่กับน้องนิวตลอด รอให้เริ่มงานในอีกสองสามวันก็จะกลับกรุงเทพแล้ว ยังไงฝากน้องเกรซช่วยดูแลน้องนิวกับหลานด้วยนะ ทั้งคู่ไม่มีใครเลยที่นี่ พี่ก็นึกเป็นห่วง”

“พี่เอลลี่ไม่ต้องห่วงนะคะ ทางนี้มีเกรซกับคุณแม่คอยช่วยดูแลทั้งคน คุณแม่ของเกรซท่านเกษียณแล้วค่ะอยู่บ้านทำขนมไปทำบุญเฉยๆ ท่านมีเวลารับเลี้ยงตัวแสบค่ะ”

“ได้ยินแบบนี้ค่อยโล่งใจหน่อย ไว้น้องเกรซพาพี่ไปกราบคุณแม่หน่อยสิจ๊ะ” ยังคงชวนคุยอย่างเป็นกันเอง เอมิกาชอบกิริยามารยา รอยยิ้ม และน้ำเสียงของคุณครูคนนี้ อ่อนหวานละมุนละไม “พี่มาค้างกับน้องนิว แต่พรุ่งนี้ก็ต้องเข้าไปดูสถานที่ทำงานแล้วคงหาเวลาว่างยาก”

“ได้ค่ะ คุณแม่ของเกรซก็บอกให้มาชวนนิว ไปกินมื้อเย็นที่บ้านพอดี”

“ขอบใจมากนะจ๊ะ ถ้างั้นตอนบ่ายเราไปตลาดดีไหม จะได้ซื้อวัตถุดิบไปทำอาหาร”

“ดีค่ะพี่เอลลี่”

“คุยอะไรกันอยู่เหรอคะ ท่าทางสนุกเชียว” วณิชยาเพิ่งกลับมาหลังจากพาตาหนูไปนอนกลางวันและอยู่กล่อมจนลูกหลับ มาถึงก็เห็นทั้งสองคุยกันออกรสชาติเชียว ท่าทางจะสนิทกันแล้ว

“เราคุยกันว่าจะไปตลาดซื้อของมาทำมื้อเย็นกินกันน่ะ”

เกรซยิ้มกว้างตอบเสียงใส หวานสมกับชุดที่ใส่ในวันนี้ เป็นเดรสยาวเลยเข่า สีชมพูอ่อนแสนสง่า แปลกที่สวยแต่ทำไมยังโสด

“กู๊ดไอเดียมากเลยจ้ะ”

ชูนิ้วโป้งให้กับเพื่อนก่อนจะหันหน้าไปส่งยิ้มให้เอมิกา เอมิกาเองก็มีอารมณ์ขบขันไม่แพ้กัน ชักชวนเกรซคุยเรื่องสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของคนที่นี่นานสองนาน

 

สามสาวเลือกซื้ออาหารทะเลจำพวกกุ้ง หอย ปลาหมึก เครื่องต้มยำ ผัก รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ทำยำลูกชิ้นเป็นอาหารกินเล่น ความโชคดีคือเกรซเป็นที่รักของแม่ค้าในตลาด ไม่ว่าจะซื้ออะไรก็จะได้ของฝากของแถมตลอด ข้าวของเต็มสองมือสามสาวไปหมด

“เอาน้ำมะเขือเทศปั่น ไม่หวานค่ะ นิวกับพี่เอลลี่รับน้ำอะไรดีคะ” สั่งแล้วหันมาถามทั้งสอง ทว่าทั้งสองปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่าอยากเดินไปดูชุดนอนกับร้านเครื่องเขียนที่อยู่ไม่ไกลนัก

“โอเคจ้ะ นิวกับพี่เอลลี่เอาของมาให้เกรซถือรอนะ” คุณครูสาวรับถุงของสดหลายอย่างเข้าไปวางไว้บนโต๊ะเล็กๆ สำหรับลูกค้า ระหว่างรอแม่ค้าขายน้ำปั่นก็ชวนคุยเรื่องผลงานเรียนของหลานแก 

“มีน้ำเปล่าขายไหมครับ”

ชายหนุ่มท่าทางสะอาดสะอ้านทำหน้าหงุดหงิด เข้ามาถามขัดบทสนทนา แต่ก็ได้รับคำตอบจากแม่ค้าว่าไม่มี ระหว่างนั้นเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น หยิบออกมาก็เห็นว่าเป็นไอโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดปลดล็อกด้วยการสแกนใบหน้า โห รวยจัด ห้างก็อยู่ใกล้ๆ ทำไมไม่ไปเดินนะ มีใครที่ไหนใส่สูทผูกเนคไทมาเดินตลาด พิลึกคน

“ว่าไง... เสียงดังสิวะ ตอนนี้กูอยู่ตลาด... เย็นนี้ไม่ว่างว่ะ ฝากไปแทนทีนะ กูเพิ่งประชุมเสร็จก็เลยแวะมาเดินตลาดหาซื้อของไปทำอาหารให้ลูก น่าจะแวะรีสอร์ทสักพักนะ มึงจะเอาอะไรไหมจะซื้อเข้าไปให้”

“คุณชินจะรับน้ำปั่นแทนน้ำเปล่าไหมคะ”

เป็นเพราะถามแทรกขึ้นมา หนุ่มหล่อถึงยกมือขึ้นข้างหนึ่งเป็นการปฏิเสธ แล้วเดินเลียบร้านขายน้ำปั่นเดินคุยโทรศัพท์ไปซื้อน้ำเปล่าอีกร้าน

“น้ำมะเขือเทศปั่นได้แล้วค่ะคุณครูน้องเกรซ” แม่ค้านำมาเสิร์ฟด้วยตัวเองพร้อมกับรับเงิน ไม่วายทำตาหวานมองตามแผ่นหลังของนักธุรกิจรูปหล่อ “คนอะไรหล๊อหล่อ แถมยังทำตัวติดดินอีก”

“เขามาเดินตลาดบ่อยเหรอคะพี่เริง”

เกรซมองตามสายตาพี่ใจเริง เบะปากใส่ เพราะไม่ค่อยชอบเขาสักเท่าไหร่ ผู้ชายอะไรเรื่องมากแถมยังชอบเอาเรื่องคนอื่นแบบไม่มีเหตุผล ลูกของเขาเรียนอยู่ในชั้นเรียนที่หล่อนดูแล แล้วเขาชอบไปคุยกับผู้อำนวยการต่อว่าว่าลูกตัวเองโดนรังแก ทั้งที่ยัยหนูก็ไม่ได้เป็นอะไร ไม่ได้โดนรังแก เพราะอยู่ในสายตาของหล่อนจนถึงเวลาส่งตัวกลับบ้าน

“ไม่บ่อยหรอกค่ะ จะว่าไปพี่เองก็เพิ่งเคยเห็น เอ่อ... แล้วนี่ไม่ถูกกันเหรอคะ ทำไมถึงไม่ทักทายกัน” สงสัย เพราะอีกคนเป็นครูส่วนอีกคนก็เป็นผู้ปกครอง น่าจะได้เจอหน้ากันบ่อยๆ

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ เพียงแต่เขาไม่เคยเห็นหน้าเกรซก็เลยไม่รู้ว่าเกรซเป็นครูของลูกเขา นู้น ลูกค้าเข้าร้านแล้วค่ะพี่เริง”

รีบเปลี่ยนเรื่องก่อนจะโดนซักถามไปมากกว่านี้ พี่ใจเริงยิ้มกว้าง รีบกระตือรือร้นวิ่งกลับไปถามว่าลูกค้าอยากรับอะไร ส่วนทางด้านเกรซก็นั่งดื่มน้ำปั่นรอเพื่อนสนิท

หลังกลับจากตลาดสดทั้งสามก็ช่วยกันเข้าครัว คุณแม่สุมาภรณ์ช่วยดูน้องไนท์ไม่ให้เล่นซนหรือเดินหลงไปทางอื่น ไม่นานนักอาหารหลายจานก็ลำเลียงมาวางบนเสื่อขนาดใหญ่

โต๊ะกินข้าวที่บ้านเกรซเป็นโต๊ะเล็ก มีแค่สองที่นั่งเท่านั้น วณิชยาจึงกลับไปเอาเสื่อที่บ้านตนเองมาปูนั่งกินข้าว

“จะว่าไปแล้วฝีมือทำอาหารไทยของเอลลี่ก็อร่อยใช้ได้นะเนี่ย” ชมตัวเอาปากเปราะส่งผลให้คนอื่นร่วมกันหัวเราะ

คุณแม่สุมาภรณ์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มีความสุขที่ได้กินมื้อเย็นร่วมกับคนอื่นหลังต้องกินกับลูกเลี้ยงสาวสองคนทุกวัน นานหลายปี ท่านเป็นผู้ใหญ่ใจดี รักเด็ก เอ็นดูน้องไนท์

“ในครัวมีลูกตาลลอยแก้วนะจ๊ะ แม่ทำไปถวายพระท่านเมื่อเช้ายังมีเยอะเลย”

“เอลลี่แอบตักกินไปแล้วหนึ่งถ้วยค่ะ อร่อยจริงอร่อยจัง”

“ไวจังนะเรา” คุณแม่แซวแล้วหัวเราะ “แล้วนี่หนูนิวจะย้ายมาอยู่ภูเก็ตเลยไหมจ๊ะ”

“ไม่ค่ะ นิวแค่มาอยู่ทำงานชั่วคราว ออกแบบภายในให้รีสอร์ทใกล้ๆ นี่เองค่ะ ชื่อ...”

เอ่ยออกไปคนท้องถิ่นถึงกับร้องอ๋อ เพราะเป็นที่รู้จักของคนแถวนี้อย่างดี วณิชยาเองก็คุ้นอยู่เหมือนกันแต่ไม่รู้ว่าเจ้าของเป็นใคร ช่วงก่อนจะย้ายไปอยู่ต่างประเทศเห็นว่ามีปัญหาการเปลี่ยนมือบริหาร

“รีสอร์ทค่อนข้างใหญ่ เอลลี่คิดว่าน่าจะอยู่นานค่ะกว่าจะถึงกำหนดส่งงาน  พรุ่งนี้เราสองคนจะเข้าไปทำงานวันแรก” พูดถึงเรื่องงานออกแบบภายใน คุณครูทั้งสองไม่ค่อยมีความรู้ก็ทำได้แค่รับฟัง เอมิกาเปลี่ยนเรื่อง เอ่ยเชิญชวนทั้งสองรับประทานอาหารมื้อค่ำต่อ

“คนบ้านนี้เขาใจดีจังเลยนะ สีหน้า แววตา น้ำเสียง ประกอบรวมกันออกมาแล้วยิ่งใจดีมากกว่าหน้าตาอีก มีเพื่อนบ้านดีแบบนี้พี่ก็สบายใจ ไม่เป็นห่วงแล้ว น้องเกรซจะออกแนวหวานแต่ซุกซน ส่วนคุณสุมาภรณ์ออกแนวกิริยาดีใจดี”

ชวนคุยขณะเดินข้ามประตูกลางระหว่างสองบ้าน กลับมายังอาณาเขตบ้านของวณิชยา ตัวแสบหลับไปเรียบร้อยอยู่บนอ้อมแขนของคุณแม่นิว

“ใช่ค่ะ ทั้งสองคนเป็นคนดีมาก เราเป็นเพื่อนบ้านและสนิทกันมานาน”

“แต่แปลกนะ คุณครูน้องเกรซสวยหวานแสนซนขนาดนั้น ทำไมถึงไม่มีแฟน พี่ล่ะมันเขี้ยว อยากหาคนดีๆ มาให้เลือกสักคนสองคน ผู้ชายสมัยนี้ก็แปลก ผู้หญิงดีๆ ไม่สนใจ แต่กับผู้หญิงแรดๆ แรงๆ นะ ขายออกทุกคน มีแฟนทุกคน พี่ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้”

ยกตัวอย่างยัยน้องฟ้าผู้หญิงของตาสองสิ ทำตัวแรงขนาดนั้นตาสองยังชอบเลย หล่อนไม่เข้าใจ

“เราเข้าบ้านกันเถอะค่ะ ประตูข้างหน้าล็อกยังนะพี่เอลลี่”

ปรายสายตาไปยังประตูเหล็กเตี้ยๆ หน้าบ้าน แอบเห็นเงาอะไรบางอย่างหลบวูบลงข้างล่าง หรี่ตามองดีๆ ไม่เห็นอะไรก็สงสัยว่าตัวเองจะง่วงนอนจนตาเบลอ มือเล็กกระชับอ้อมแขนกอดลูกให้แน่นขึ้นมากลัวลูกจะหล่นลงพื้น

“พี่ล็อกเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ตอนหัวค่ำแล้วจ้ะ เข้าบ้านกันเถอะ ยุงเยอะมาก”

“ค่ะ”

วณิชยาเดินตามหลังเอมิกาเข้าไปในบ้าน ก่อนเข้าข้างในก็อดไม่ได้ที่จะเอียงใบหน้าไปมองประตูหน้าบ้านอีกครั้ง สงสัยจะตาฝาดจะคิดไปเองจริงๆ นั่นแหละ หล่อนส่ายหน้าช้าๆ ก่อนดึงประตูไม้บานใหญ่ทว่าค่อนข้างเก่าปิดลงพร้อมกับลงกลอนแน่นหนา เข้าห้องพาลูกไปนอน

 เจ้าของเงาตะคุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอก ค่อยๆ โผล่ใบหน้าขึ้นมามองเข้าไปในบ้านหลังเล็กก็ไม่เห็นใครยืนอยู่หน้าบ้านแล้ว

ชาครีย์แอบสะกดรอยตามทั้งสองมาตั้งแต่ตอนกลางวันแล้ว ทำตัวเหมือนคนโรคจิต โชคดีที่ชาวบ้านแถวนี้เข้านอนเร็ว สองสามทุ่มก็เริ่มปิดไฟนอนกันแล้ว การสะกดรอยตามในวันนี้มีสิ่งเดียวที่สร้างความสงสัยให้กับชาครีย์ คือเด็กชายตาใสคนนั้น เขาคงไม่ติดใจอะไรถ้าหากตาหนูนั่นไม่มีเค้าโครงใบหน้าเหมือนเขาในวัยเด็ก หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาเขาส่งคนไปสืบเรื่องของวณิชยาจากข้อมูลเล็กน้อยที่ได้จากบริษัทเอมิกา รายละเอียดมีไม่มากเพราะหล่อนย้ายที่อยู่อาศัยค่อนข้างบ่อย

ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางรูปถ่ายกิจวัตรประจำวันของสองแม่ลูก น้องนิวจอมเย่อหยิ่งแสนเชิดของเขาอดีตเคยหยิ่งยังไงปัจจุบันก็หยิ่งอย่างนั้น เขารู้จักนิสัยของหล่อนดี วิธีเดียวที่จะทำให้รู้ไม่ใช่กักขังหล่อนแล้วถาม แต่เขาจำเป็นต้องแย่งชิงตัวเด็กคนนั้นมาเพื่อตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์ความจริง!

“ต้องรู้ให้ได้ ว่าเด็กคนนั้นเกี่ยวข้องยังไงกับพี่!

 

ชาครีย์ขับรถกลับมาถึงบ้านเวลาสามทุ่มเศษ เป็นบ้านพักตากอากาศใกล้ริมทะเลสร้างอยู่ภายในอาณาเขตรีสอร์ทของเขา ไม่ใช่บ้านบนเกาะที่น้องชายคนเล็กกับน้องสะใภ้ไปฮันนีมูน บ้านของเขามีขนาดสองชั้นจัดแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สไตล์ยุโรป พื้นที่ใช้สอยในบ้านและนอกบ้านค่อนข้างกว้างขวาง ตั้งอยู่บนเนินเขามองเห็นวิวทะเลชัดเจนกว่าร้อยแปดสิบองศา ดึกแล้วแต่เขาก็หยิบขวดเหล้ากับแก้วมานั่งดื่มริมระเบียง บางทีก็เหงา สร้างบ้านไว้ซะกว้างแต่กลับต้องได้อยู่คนเดียว คนวัยเท่าเขาควรจะมีครอบครัว มีภรรยา มีลูกสักสองสามคนมาวิ่งเล่น

บางทีชาครีย์ก็ไม่เข้าใจ ว่าทุกวันนี้ตัวเองทำงานหนักไปเพื่ออะไร ขยายการก่อสร้างรีสอร์ทเยอะๆ ไปเพื่ออะไร รายได้จากทุกช่องทางเข้ากระเป๋าต่อเดือนไม่ใช่น้อยๆ ไหนจะธุรกิจรีสอร์ท ธุรกิจทัวร์ เช่าเรือเฟอร์รี่ เรือสปีดโบ้ท แล้วไหนจะยังมีธุรกิจเล็กๆ อย่างเก็บรังนก ทำฟาร์มมุกอีก

เขาเป็นบ้าหอบฟางทำงานหนัก หาเงินเยอะๆ ไปเพื่ออะไร และเพื่อใคร? ชาครีย์เอนกายลงนอนบนเปลริมระเบียง ปล่อยให้ลมทะเลเหนียวๆ พัดมากระทบใบหน้า มันแรงมาก ทว่าเขาไม่สะทกสะท้านเพราะเคยชินเสียแล้ว เพราะมาอยู่อาศัยและมาทำธุรกิจที่นี่นานเกินสิบปี

“นายหัวครับ เมียผมให้มาบอกนายหัวว่าห้องพักจัดเสร็จแล้วครับ” คนดูแลบ้านวัยหกสิบรุดกายเข้ามาบอกอย่างนอบน้อม เอื้อนเอ่ยออกมาเป็นสำเนียงของคนภาคใต้แท้ร้อยเปอร์เซ็น ชาครีย์ไม่ตอบ ไม่ลืมตาขึ้นมองเพียงพยักหน้ารับ แล้วสะบัดมือไล่ให้ออกไปเท่านั้นลุงก็ไป สมัยยังคบกับวณิชยาบ้านหลังนี้ยังเป็นแค่แพลนเท่านั้น ช่วยกันออกความคิดจนกลายเป็นแบบแปลน มาจนถึงวันนี้ทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ ดังนั้นหล่อนก็ควรจะต้องเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้กับเขา!

“เอ่อ... นายหัวครับ”

ลุงตวนไม่ได้ไปไหนยังคงยืนนอบน้อมอยู่ที่เดิม เกรงใจเจ้านายมากเพราะเขาไม่ชอบให้ใครมายุ่งวุ่นวายยามวิกาล หัวคิ้วทั้งสองข้างของลุงค่อนข้างตรง อึกๆ อักๆ ไม่กล้าพูดก่อนจะได้รับอนุญาต

“มีอะไรอีก” ชาครีย์ถามเสียงดุ ตวัดสายตาขวางๆ มามองลุงตวน

“คือ... คุณลีลาเธอมารอพบนายหัวตั้งแต่ช่วงหัวค่ำแล้วครับ คุณขวัญโทรมาบอกลุงว่าติดต่อนายหัวไม่ได้ ถ้าหากนายหัวกลับบ้านให้รีบมาแจ้งโดยด่วน”

ชาครีย์ยกหลังมือขึ้นดูนาฬิกา เห็นว่าสามทุ่มกว่าแล้วก็ทำเมิน “ป่านนี้เธอคงกลับไปแล้วล่ะ ไม่มีอะไรแล้ว ลุงกลับไปพักผ่อนได้”

“เอ่อ... ไม่ใช่ครับ คุณลีลายังรอนายหัวอยู่ที่ล็อบบี้รีสอร์ทครับ”

“ตื้ออะไรขนาดนั้น ลุงไปบอกเธอให้กลับไปซะ ถ้ามีธุระอะไรวันพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ ผมอยากพักผ่อน”

ตอบเสียงเขียว เอือมระอาในความช่างตื้อของผู้หญิงคนนั้นแล้วก็เหนื่อยมากด้วย วันนี้นอกจากจะทำงานหนักแล้วยังต้องสะกดรอยตามวณิชยา ร่างกายกับสมองเขาไม่เคยได้พักผ่อนจนอ่อนล้าไปหมดแล้ว

ชาครีย์ทิ้งแผ่นหลังลงนอนบนเปลอีกครั้ง ไม่สนใจท่าทางเป็นกังวลของคนดูแลบ้าน ลุงแกเป็นคนใต้แสนซื่อ ใครให้ทำอะไรก็ทำตามอย่างเคร่งครัด แล้วแกก็ทำงานให้เขามานานเป็นสิบปีแล้วมั้ง ก็เลยรู้ว่าไม่ควรตื้ออะไรเขาในเวลานี้

“ถ้าอย่างนั้นลุงจะไปแจ้งคุณลีลาที่ล็อบบี้นะครับ”

“แค่โทรบอกพนักงานแถวนั้นก็พอ ลุงไม่จำเป็นต้องเดินไปด้วยตัวเองหรอก มันไกล ผมไม่อยากให้ลุงเหนื่อยเปล่าๆ”

คำตอบนั้นทำให้ลุงตวนซาบซึ้งใจ ผงกศีรษะรับคำด้วยรอยยิ้มหลายต่อหลายครั้ง ก่อนจะเดินปลีกตัวออกไป

ลีลา นักธุรกิจสาวจากเมืองกรุง ไม่ใช่หล่อนตั้งใจมารออะไรเขาอย่างที่ลุงตวนเข้าใจหรอก หล่อนแค่มาเที่ยวกับเพื่อนแล้วเข้าพักในรีสอร์ทของเขาเท่านั้น คราวก่อนเคยไปสัมมนางานด้วยกัน แล้วเขาดันไปแสดงทัศนคติถูกจริตเจ้าหล่อนเข้าถึงกับตามติดเข้าไม่ยอมปล่อย กลับจากกรุงเทพแล้วก็ยังตามมาถึงที่นี่ ก็ใช่ ที่คุณลีลาสวย เก่ง เรียนจบนอก แถมที่บ้านยังทำธุรกิจหลายอย่าง แต่ของอย่างนี้มันดูที่โปรไฟล์ไม่ได้ ความรักมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ไม่ใช่แค่ใครก็ได้

ชาครีย์รินเหล้าใส่แก้วทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ยกขึ้นมาโคลงเล่นไปมาอยู่อย่างนั้น พลางทอดสายตามองวิวทะเลยามค่ำคืนและแสงจากดวงจันทร์ที่ส่องมากระทบ พรุ่งนี้แล้วสินะที่จะได้เจอกับวณิชยาในรอบหลายปี เขาคาดเดาไม่ได้ว่าหล่อนจะมีความเป็นมืออาชีพในการทำงานมากพอหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าพอเห็นหน้าเขาก็รับไม่ได้แล้วโยนงานให้คนอื่นรับผิดชอบ หวังว่าหล่อนจะไม่ทำอย่างนั้น เพราะถึงหล่อนจะอยากทำมากแค่ไหน เขาก็จะไม่มีวันยอมอย่างแน่นอน

โทรศัพท์ราคาแพงสั่นเบาๆ ข้างขวดเหล้า ชื่อและเบอร์ที่โชว์หน้าจอเป็นเพื่อนสนิทสมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่มาทำธุรกิจร่วมกันหลายอย่าง อชิรวิทย์

“ว่าไง โทรมาซะดึกเชียว หรือจะมาเม้าท์เรื่องไปจีบแม่ค้าที่ตลาดสดมา” กรอกเสียงเนือยๆ ลงตามสาย หาเรื่องกวรตีนมันก่อนนอน

กูจะโทรมาถามเรื่องผู้หญิงของมึงเนี่ยล่ะ เป็นอะไรมากหรือเปล่า ถึงอาละวาดวีนแตกใส่พนักงาน แถมยังขู่ว่าจะโดนมึงไล่ออกโทษฐานไปโกหกเขาว่ามึงไม่ให้เจ้าหล่อนเข้าพบ กูล่ะงง คนไหนอีกว่ะคีย์ ทำไมผู้หญิงมึงเยอะจัง’ คนปลายสายบ่นยาว บ้านมันก็อยู่แถวๆ นี้แหละ ขับรถไปประมาณสิบนาที อชิรวิทย์เป็นหนุ่มโสดมหาเสน่ห์มีลูกสาววัยน่ารักน่าชังหนึ่งคน ชื่อหนูน้องฟองเบียร์ เกิดขึ้นมาด้วยความไม่ตั้งใจแต่เขาก็รักลูกมาก ขึ้นศาลแย่งลูกกับผู้หญิงที่ปล่อยท้องเพื่อจับ เสียเงินไปหลายล้าน แต่เรื่องก็จบลงด้วยดี ได้ลูกมาให้มารดาช่วยเลี้ยงดู

“ขอโทษแทนคุณลีลาด้วยนะ ไว้กูจะคุยกับเขาพรุ่งนี้”

เออ แล้วเรื่องผู้หญิงคนนั้นเป็นยังไงบ้างวะ เด็กคนนั้นล่ะ ใช่ลูกมึงป่าว’ ความเป็นห่วงมีสิบ ความอยากเผือกมีเก้าสิบ

“ยังไม่รู้เลย หลักฐานแค่นั้นยังบอกอะไรไม่ได้หรอก เออ มึงโทรมาก็ดีแล้ว พรุ่งนี้ช่วยไปเป็นหน้าม้านั่งประดับบัลลังก์แทนกูหน่อยสิ กู... ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงตอนเจอหน้านิวครั้งแรกในรอบหลายปี กู... กลัวจะคิดคำพูดไม่ทันว่ะ”

เฮ้ย มึงเป็นคนดูแลเรื่องนี้ก็จัดการเองสิวะ กูมีนัดคุยงานโว้ย

อะไรของมันวะ เก่งทุกเรื่องแต่ดันปอดเรื่องหญิงซะได้ แถมหญิงคนนั้นยังสำคัญมากด้วย เขาไม่รู้หรอกว่าทั้งสองคนมีปัญหาอะไรกันเพราะช่วงนั้นวุ่นๆ เรื่องลูก งานทางนี้ยกให้ชาครีย์ดูแลทั้งหมด

ส่วนเขาก็เครียดหนักกลัวจะไม่ชนะคดีความ เผลอแป๊บๆ แค่สามสี่เดือนเท่านั้นเอง มันก็ทิ้งน้องคนนั้นซะแล้ว แถมยังกลับไปคืนดีกับเมียเก่าแสนชั่วของตัวเองอีก สุดท้ายคดีพลิกว่าแค่แกล้งคืนดีกันเพื่อไล่น้องคนนี้ออกไปจากชีวิต เขาก็ยิ่งงงไปกันใหญ่ ไม่เข้าใจว่าในสมองของมันในตอนนั้นบรรจุขี้เลื่อยไว้กี่กระสอบ ถึงเค้นความคิดโง่ๆ นี้ออกมาได้

“ให้กูไปคุยงานกับคุณแอนดริวแทนมึงก็ได้”

ใจดีช่วยทำเกินหน้าที่ก็ตอนนี้นี่แหละ ปกติเขาสองคนร่วมทุนทำธุรกิจด้วยกันมักจะแบ่งงานกันชัดเจน ช่วยกันทำ แบ่งกันรวย คนแถวนี้เข้าใจผิดไปหลายคนว่าพวกเขากินกันเอง

แค่คิดก็คลื่นไส้จะแย่ พวกเขาน่ะ แมนร้อยเปอร์เซ็น!’

อย่ามาหวังดีแฝงจุดประสงค์ร้าย สรุปมึงนี่ยังไง ยังโกรธเขาอยู่หรือเปล่า แล้วทำไมถึงอยากให้เขากลับเข้ามาในชีวิตอีก หรือแค่สงสัยในตัวเด็กคนนั้น

“แน่นอน คนอย่างกูน่ะเหรอจะกลับไปกินของเก่า”

เออ ทำให้มันได้อย่างที่พูดก็แล้วกัน อย่าให้กูเห็นเชียวว่ากลับไปรักกับเขา’ ดูถูกดูแคลนเพื่อนรักไว้ ฝ่ายนั้นถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้รีบร้องโวยวาย

“รอดูได้เลย คนอย่างกูคำไหนคำนั้น กูแค่สงสัยในตัวตาหนูนั่น ถ้าหากผลออกมาว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกของกู กูก็จะทำแบบมึง เพื่อให้ได้ลูกมาเลี้ยงดู” สายลมอ่อนๆ พัดมาปะทะใบหน้า ชาครีย์ยกมือขึ้นมาลูบใบหน้าให้หายเมา

เคสของมึงต่างจากกูนะคีย์ เพราะแม่ของลูกกูไม่ต้องการ ไม่อยากเลี้ยงลูก แค่ทำไปเพราะต้องการเงินจากกู แต่น้องคนนั้นคลอดลูก และเลี้ยงลูกด้วยตัวเองจนเด็กโตป่านนี้ มึงจะใจร้าย จะเลือดเย็นพรากลูกมาจากอกแม่เขาเชียวเหรอ คิดดีๆ นะเว้ย

อชิรวิทย์กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังชวนให้คนฟังคิดตาม ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเขาส่งคนไปติดตามชีวิตสองแม่ลูก ได้เห็นอะไรการใช้ชีวิตหลายอย่างผ่านรูปถ่ายว่าวณิชยาเลี้ยงดูลูกดีแค่ไหน รักลูกมากแค่ไหน นั่นสินะ... เขาจะใจร้ายพรากลูกมาจากหล่อนเชียวเหรอ

“กูก็... ก็ไม่ได้จะเผด็จการขนาดนั้น”

ชาครีย์ตอบอึกๆ อักๆ ถอนหายใจหลายครั้ง

“ถ้าเธออยากมาอยู่กับลูกกูก็อนุญาต กูแค่อยากให้ลูกมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี เพราะเท่าที่รู้จักกัน ผู้หญิงคนนั้นไม่มีญาติที่ไหนและต้องทำงานหาเงินด้วยตัวเอง กูอยากให้ลูกได้กินของดีๆ มีของเล่นใหม่ๆ เรียนโรงเรียนดีๆ”

รู้จักกันแค่ไม่นานทำไมรีบตัดสินจัง ว่าเขาจะให้ชีวิตที่ดีกับลูกไม่ได้ มึงอะคิดเยอะ เผลอๆ นะ เขาอาจจะเป็นทายาทมหาเศรษฐีก็ได้ใครจะไปรู้

“ดูละครมากไปแล้วมึง นี่ชีวิตจริงนะ บ้านของเธอกูก็เห็นสภาพมาแล้ว”

ชาครีย์กระตุกยิ้มมุมปาก มันก็ไม่ได้แย่มากหรอกก็แค่สภาพเก่าและโทรมนิดๆ แต่กระนั้นก็ไม่ต้องการให้ทั้งสองต้องอยู่ในชุมชนแบบนั้น จึงโทรมาบอกแม่บ้านให้จัดห้องไว้ ในไม่ช้านี้แหละ เขาจะบีบให้หล่อนย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันที่นี่

ไม่ยอมแพ้ อชิรวิทย์นึกสนุกจึงโต้กลับ

แต่คอนโดที่เขาอยู่มูลค่าหลายล้านนะมึง หรือมึงจะดูถูกหาว่าเขามีเสี่ยเลี้ยงแล้วเสี่ยเขาซื้อคอนโดให้อยู่ฟรีๆ

“อะไรของมึงวะทำไมขยันหาเรื่องกูไม่ยอมหยุด แค่นี้ล่ะนะ พรุ่งนี้สิบโมงอย่าลืมไปต้อนรับทีมออกแบบภายในด้วย กูจะไปคุยงานแทนมึงเอง บาย!

ไม่รอให้เพื่อนตอบกลับมาชาครีย์รีบกดวางสายแล้ววางมันลงที่เดิม หงุดหงิดชะมัด คิ้วเขาขมวดเป็นเส้นตรงหลายเส้นแล้วเพราะมันขยันหาเรื่องมาให้เขาคิดตาม สายตาคมคายมองไปยังแก้วเหล้า เหมือนได้ยินเสียงมันเรียกจึงหยิบมากระดกดื่ม นอนนิ่งบนเก้าอี้ยาวทอดสายตามองท้องทะเลยามค่ำคืนกับแสงจันทร์นวลผ่อง

 

 

 

 

 

 


แสดงความคิดเห็น

emotion