Chapter 4

Chapter 4

3 / 62    0
coin × 0  coin × 0
ขนาดฟ้อนต์ 
ก+
ก-
โหมดกลางวัน
โหมดกลางคืน

[Pipek’s part]

วันต่อมา

“ยิ้มอะไรของมึงวะ กูเห็นตั้งแต่เย็นแล้ว” เสียงของโรมจักรดังขึ้นในตอนที่ผมกำลังคิดอะไรเพลินๆ ก่อนที่คนถามเองจะเดินมาทิ้งตัวนั่งยังเบาะโซฟาข้างๆ พร้อมกับมองมาอย่างสงสัย คือตอนนี้ผมอยู่ในห้องรับรองที่ NARUDA น่ะ เพื่อนในวงต่างก็อยู่ที่นี่กันหมด

ว่าแต่เมื่อกี๊ผมยิ้มหรอวะ... ไม่เห็นรู้ตัวเลย

“อะไร กูมองสองคนนั้นอยู่” ผมแก้ตัวแล้วพยักพเยิดไปทางไอ้รามกับโมราที่มัวแต่เล่นอะไรกันไม่รู้คิกคักๆ อยู่สองคน ถ้าใครเห็นคู่นี้ก็ต้องอารมณ์ดีทั้งนั้นแหละว่ามั้ย

“นั่นก็สวีตกันจัง ไม่สงสารพวกกูเลย” โรมจักรว่าก่อนจะทำหน้าเบ้เหมือนกำลังหมั่นไส้ ก่อนที่ผมจะหลุดหัวเราะออกมาอย่างขำขันเพราะรู้ดีว่าไอ้รามเป็นคนเดียวในกลุ่มเราที่มีคนรัก แถมแฟนมันยังมีดีกรีเป็นถึงนางแบบชื่อดังของประเทศ และยังเป็นทายาทของมหาเศรษฐีอีกต่างหาก

ใครบ้างจะไม่อิจฉา...

“แล้วน้องไหมของมึงล่ะ” ผมเอ่ยพลางเลิ่กคิ้วขึ้นเป็นเชิงถาม ก่อนที่ตรีเมฆซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลจะได้ยินและตาลุกวาวทันทีกับประเด็นที่ผมเป็นคนเปิดขึ้นมานี้

“ไหมไหนวะ ซุกเมียหรอมึง” มันเอ่ยพลางรีบแจ้นเข้ามาร่วมวงด้วยทันที งี้แหละ... ฉายาของมันคือตรีเมฆสายเผือก

“ไหมเหมยอะไร ไม่มี๊” ไอ้โรมปฏิเสธเสียงสูงแล้วก็โดนคนอื่นๆ โห่ใส่กันเป็นแถว

“อย่าให้กูแฉ... ไอ้โรม” ผมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ก่อนจะต้องรีบหุบปากทันทีที่มันพูดตอบกลับมา

“มึงแฉมากูแฉกลับ ไม่โกง” นั่นแหละ... ผมเลยเงียบ ที่จริงเรื่องโนราห์ก็ไม่ใช่ความลับอะไรหรอก เพียงแต่ว่าตอนนี้ยังไม่มีใครรู้นอกจากไอ้โรม และผมขี้เกียจอธิบายเพราะมันยุ่งยาก อีกอย่างคือ... ผมรู้สึกแปลกๆ กับเธอตั้งแต่เมื่อคืน หยุดคิดถึงตอนนั้นไม่ได้เลย นิ่มๆ หอมๆ

“มึงก็ด้วยหรอ... ทำไมกูไม่มีบ้าง” ตรีเมฆหันมาถามก่อนจะโวยวายดิ้นไปดิ้นมา โนขณะที่โมราก็หยุดเล่นกับไอ้รามแล้วเข้ามาร่วมแจมในวงสนทนาด้วย

“ไหนๆ พิเภกคนโหดมีแฟนแล้วหรอ” เธอเอ่ยพร้อมกับยิ้มกริ่มเพราะรู้ดีว่าผมไม่ค่อยยุ่งกับผู้หญิง ก็ผม... มีคนที่ผมรักอยู่แล้วนี่

“มีที่ไหนล่ะ” ผมเอ่ยตอบอย่างไม่จริงจังนัก และโมราก็ยังไม่เลิกหยอก

“ไม่ต้องเขินหรอกน่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบผู้ชายโหดๆ นะ” เธอเอ่ยพร้อมกับขยับมานั่งแทรกระหว่างผมและไอ้โรม ก่อนจะใช้ศอกกระทุ้งใส่เอวผมอย่างหยอกล้อ ส่วนไอ้รามน่ะหรอ... ก็จ้องพวกผมตาวาวเลยไง

แต่ที่จริงผมไม่ใช่คนโหดอะไรอย่างที่เธอว่าหรอกนะ... ผมก็แค่หน้านิ่งไม่ค่อยยิ้ม เพราะไม่รู้จะยิ้มไปทำไม... ให้นั่งยิ้มทั้งวันงี้บ้าพอดี

“เด็กเธอนั่นแหละโหดสุด” ผมเอ่ยก่อนจะส่ายหัวน้อยๆ ตอนมองเพื่อนขี้หวง ถ้าผมไม่ใช่เพื่อนมันบางทีอาจจะลงไปนอนวัดพื้นแล้วก็ได้ โมราเป็นพวกชอบเล่นถึงเนื้อถึงตัวกับคนที่สนิทน่ะ ส่วนไอ้ที่นั่งหน้าบึ้งอยู่นี่ก็เป็นฝาชีขี้หวงของเธอ

เออ... ไม่รู้ผมบอกไปรึยัง สองคนนี้มันแต่งงานกันแล้วนะ ไอ้รามสละโสดคนแรกเลย

“อะไร เจ้าก้อนน่ารักจะตาย... เนอะ” เธอเอ่ยก่อนจะหันไปเนอะเนาะกับสามีตัวเอง หึ... เห็นแล้วหมั่นไส้

“แหม่... ทีอย่างงี้ทำเป็นมุ้งมิ้งน่ะไอ้ราม มึงจำอาทิตย์ก่อนได้ป่ะที่มีคนมาขอเบอร์โมราอ่ะ” จักรวรรดิที่นั่งเงียบอยู่นานโพล่งขึ้นอย่างหมั่นไส้ และคำพูดของมันก็ทำให้มุมปากผมกระตุกยกเมื่อนึกไปถึงเหตุการณ์ในวันนั้น

“ตอนไหนวะ” โรมจักรที่นั่งถัดจากโมราเอ่ยขึ้นอย่างงุนงงเพราะวันนั้นมันไม่อยู่ และมันก็โคตรพลาดเลยที่ไม่เห็นอะไรเด็ดๆ

“วันนั้นมึงไม่อยู่ สงสัยมัวแต่กุ๊กกิ๊กกับน้องไหม” ผมเอ่ยตอบมันก่อนที่คนถูกแซวจะคว้าหมอนข้างมาแล้วทำท่าจะเขวี้ยงใส่ผม เห็นอย่างนั้นโมราที่นั่งอยู่ระหว่างเราสองคนก็เลยรีบลี้ภัยลุกไปนั่งตักไอ้รามที่อยู่ฝั่งตรงข้ามทันที

“ไอ้ห่า ไม่ต้องวกมาแซะกู เล่าต่อๆ” ท้ายประโยคไอ้โรมหันไปบอกกับจักรวรรดิให้เล่าต่อด้วยความอยากรู้

“คืองี้... มีผู้ชายคนนึงมาขอเบอร์โมรา ท่านประธานหัวร้อนก็เลยเดินเข้าไปจัดโบนัสให้อย่างงาม” จบประโยคท่านประธานที่นั่งฟังอยู่ก็ยิ้มเขินๆ จนผมต้องส่ายหน้าอย่างรับไม่ได้ คือท่าทางของมันตอนนี้กับตอนนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยไง

เวลาโหดก็โหดเกิ๊น... ไอ้ห่า

“ล้มทั้งยืนเลยไอ้เชี่ยโรม มึงรู้มั้ยวันนั้นกูยังมองไม่ทันเลย” กาลสูรเล่าต่อเป็นการสมทบ ก่อนที่พวกผมซึ่งอยู่ในเหตุการณ์วันนั้นจะหัวเราะออกมา

“พวกมึงก็พูดเว่อ กูก็แค่ถีบ” รามสูรแก้ตัว ก่อนจะถูกมือเล็กๆ ของโมราตีเพี๊ยะเข้าให้ที่แขน โทษฐานที่วันนั้นดื้อจนเกือบเป็นเรื่องใหญ่

“เจ้าก้อนนิสัยไม่ดี” คนตัวเล็กเอ่ยแล้วตีเพี๊ยะอีกที ถามว่าทำไมเพิ่งจะตีวันนี้ ถ้าเป็นวันนั้นคงไม่มีใครกล้ายุ่งกับไอ้รามหรอกครับ เวลาโมโห... มันน่ะน่ากลัวที่สุด ผมเองถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงไม่ยุ่งตอนมันโมโหนี่แหละ

“ไอ้เหี้ยกูอย่างขำ ตอนไอ้ห่านั่นลงไปนอนที่พื้นแม่งยังยิ้มค้างอยู่เลย” กาลสูรพูดก่อนจะหลุดหัวเราะอีกรอบโดยมีวายุภักตร์พูดสมทบ

“เมาตีน”

“ระวังไว้เหอะมึงไอ้ราม เดี๋ยวแม่งมาเอาคืนแล้วจะยุ่ง” ผมหันไปเอ่ยกับรามสูร และรอยยิ้มกับคำพูดแปลกๆ ของมันก็ทำให้ผมรู้ว่ามันไป ซ้ำมาเรียบร้อยแล้ว

“คงไม่มาแล้วมั้ง” เห็นมั้ยล่ะ... ผมบอกแล้วว่ามันโหดแต่มุ้งมิ้งเวลาอยู่ในโหมดกลัวเมีย

“ว่าแต่มึงเถอะกับน้องโนราห์เป็นยังไงบ้างวะ” คำถามของโรมจักรที่ถามผมพร้อมกับเหยียดยิ้มเจ้าเล่ห์ ทำให้ทุกคนซึ่งกำลังหัวเราะอยู่เงียบไปในบัดดล  ทุกคนหันมองหน้าผมพร้อมเพียงกันอย่างไม่เข้าใจ

ไอ้ห่าโรม... อุตส่าห์ยั้งว่าอย่าเพิ่งมันก็เอาจนได้

“โนราห์ไหนวะ” จักรวรรดิถามอย่างงุนงง ก่อนที่ผมจะหันไปส่งสายพิฆาตใส่ไอ้โรมอย่างหงุดหงิด

“น้องสาววันฬา” ผมพูดแล้วพ่นลมหายใจออกมา รู้เลยว่าต่อจากนี้คงโดนซักฟอกจนขาวแน่

“วันฬามีน้องสาวด้วยหรอ” รามสูรถามด้วยท่าทางแปลกใจ เพราะมันที่เป็นแฟนเก่าเธอยังไม่เคยรู้มาก่อน แล้วคนอย่างผมล่ะ... ไม่ได้เป็นอะไรกับวันฬาแต่ดันไปเสนอหน้ารู้ได้ยังไง

“นั่นดิ” คนอื่นๆ สมทบอย่างเห็นด้วยจนผมที่เป็นตัวต้นเรื่องเริ่มอึดอัดใจ... ในที่สุดก็ต้องพูดออกไปจนได้

“เธอมีน้องสาว” ผมเอ่ย ก่อนที่โรมจักรซึ่งนั่งข้างๆ จะพูดแทรกด้วยท่าทางน่าถีบส่ง

“หน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบเลยด้วย” จบประโยคทุกคนก็หันไปมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ยิ่งไอ้จักรวรรดินี่หนักเลย... เพราะมันถึงขั้นลูบแขนตัวเองเหมือนกำลังฟังเรื่องผี

“เชี่ย... ขนลุกว่ะ”

“วันฬา... โนราห์...” โมราที่นั่งเงียบมาสักพักเอ่ยขึ้นเบาๆ ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง และคนตัวโตที่นั่งข้างๆ เธอก็อดถามออกไปไม่ได้

“อะไรหรอเตง”

“จำที่ฉันเคยเล่าให้ฟังได้มั้ยว่าวันฬามาที่บ้านนายน่ะ” เธอหันไปพูดกับรามสูร ก่อนที่หมอนั่นจะพยักหน้าหงึกหงักอย่างสนใจ

“อ่าฮะ”

“เธอพูดถึงเด็กผู้หญิงที่ชื่อโนราห์ด้วย” จบประโยคของคนตัวเล็กทุกคนก็หันมามองหน้าผมอีกรอบ ในขณะที่ไอ้จักรวรรดิก็...

“หูย... ขนลุก”

“นี่ก็ขนลุกเชี่ยไรนักหนา ไปขี้ไป” โรมจักรเอ่ยพร้อมกับตบหัวไอ้วรรดิจนหน้าทิ่ม ดี... ผมคิดจะทำอยู่เลย

“แล้ววันฬาบอกว่าไรอ่ะเตง” คำถามของไอ้รามที่ดังขึ้นทำให้ทุกคนหันไปสนใจโมราอีกรอบ

“เธอฝากให้ช่วยดูแลน่ะ” เอ่ยจบดวงตาคู่สวยก็เสมามองผม เธอคงหมายถึงโนราห์ แต่ตอนนี้เด็กนั่นอยู่กับผม... ผมคิดว่าผมดูแลเธอคนเดียวได้

“โนราห์อยู่กับกู” ผมหันไปสบตากับรามสูรและมันก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ บางทีผมกับมันก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรกันมาก

“พ่อแม่วันฬาตายไปตั้งนานแล้ว” วายุภักตร์ที่เงียบอยู่นานเอ่ยขึ้น อันที่จริงมันเป็นคนแรกที่รู้จักกับวันฬา และมันนี่แหละที่ทำให้พวกผมรู้จักเธอ

“แล้วมึงโอเคป่ะวะที่ต้องดูแลน้องเขาอ่ะ” กาลสูรถามผม มันคงแค่เป็นห่วงเพราะรู้ว่านิสัยผมเป็นยังไง

“กูดูแลได้” เอ่ยจบทุกคนก็เงียบไป จนกระทั่งไอ้เวร... เอ้ย ไอ้วรรดิ มีความเผือกขึ้นมาอีกรอบ

“ว่าแต่มึงไปสนิทกับวันฬาตอนไหนวะ ทำไมเธอถึงฝากน้องสาวให้มึงดูแล”คำถามของมันทำให้ผมอึดอัด ผมคิดว่าบางคนในกลุ่มอาจจะรู้ แต่บางคนก็คงไม่... และผมก็ไม่อยากพูดอะไรมาก ผมกับวันฬารู้จักกันก็จริง... แต่ทุกคนรู้ว่าเราไม่ได้สนิทกันถึงขั้นที่เธอจะไว้ใจให้ผมดูแลน้องสาวคนเดียวของเธอ

“ก็ก่อนจะตายนั่นแหละ” จบประโยคไอ้วรรดิก็ยิ้มกรุ้มกริ่มมองผม

“มีซัมติ้งนะมึง” สาบานว่าถ้ามันยังไม่เลิกซักไซ้ผมจะถีบแม่งให้ร่วงจากโซฟาเลย

“หุบปากไป” ผมพูดใส่มันด้วยความรำคาญ ก่อนที่กาลสูรจะส่ายศีรษะน้อยๆ ด้วยความระอาแล้วถามคำถามเปลี่ยนประเด็น

“แล้วกับน้องเขาเป็นไงวะมึง น่ารักป่ะ” ไอ้กาลถามอย่างเอ็นดูโนราห์ มันกับไอ้รามคงเป็นคนที่ไม่มีนัยยะแฝงมากที่สุดแล้ว แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบคำถาม... ไอ้เพื่อนตัวดีอย่างโรมจักรก็ตอบแทนด้วยท่าทางและน้ำเสียงที่ชวนให้เท้ากระตุกแบบสุดๆ

“ก็หน้าเหมือนวันฬาอ่ะ แต่เด็กกว่า จิ้มลิ้มกว่า พี่เภกคะ พี่เภกขา” ท่าทีแด๊ะแด๋ของมันทำให้ทุกคนหลุดหัวเราะ ไอ้ห่านี่... เคยเจอเธอแค่ครั้งเดียวแต่มาทำเป็นรู้ดี

“เงียบไปไอ้โรม น้องมันยังเด็ก” ผมเอ่ยพลางขมวดคิ้วมุ่น... ไม่อยากให้ใครมองโนราห์เสียๆ หายๆ น่ะ... เธอเป็นเด็กดี

“มีอะไรให้ช่วยก็บอกพวกกูได้น่ะเว่ย” รามสูรพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง อาจเป็นเพราะมันรู้สึกผิดเรื่องวันฬาด้วยล่ะมั้ง ดังนั้นผมจึงพยักหน้าตอบมันกลับไป

“เออ... กูไหว มึงดูแลเมียมึงไปเหอะ” จบประโยคไอ้รามก็หันไปสบตากับเมียตัวเอง ก่อนจะโอบเธอเอาไว้ในอ้อมกอด

“คนนี้ดูแลดีอยู่แล้ว”

เออ... สวีตกันเข้าไป

 

เวลาต่อมา...

“พวกมึงกลับบ้านกันดีๆ นา เมื่อวานกูเห็นพวกไอ้บอยมาด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าผับ” เสียงของวายุภักตร์ดังขึ้นในตอนที่พวกเรากำลังเก็บกระเป๋าแยกย้ายกันกลับบ้าน ตอนนี้ตีสองครึ่งแล้ว... ผมที่ทั้งดื่มทั้งขึ้นสเตจบอกเลยว่าโคตรเพลีย เป็นห่วงยัยตัวเล็กที่บ้านด้วย ไม่รู้หลับไปรึยัง

ส่วนพวกไอ้บอยที่วายุภักตร์พูดถึงน่ะก็ไม่ใช่ใครหรอก อริของพวกเราเอง... มันเป็นคนของผับคู่แข่ง ชอบมากวนตีนที่ NARUDA บ่อยๆ ที่จริงพวกพี่ทัพก็จับตามองมันอยู่นะ แต่ช่วงหลังๆ นี้มันเงียบหายไปไงก็เลยไม่ค่อยได้สนใจแล้ว

“ปลอดภัยหายห่วงแน่” ไอ้รามที่เพิ่งเก็บของใส่กระเป๋าเสร็จเอ่ยพร้อมกับยิ้มจนตาหยี ก่อนที่ไอ้วายุจะเอ่ยขัดเพราะมันน่ะเป็นคนสุดท้ายที่พวกไอ้บอยคิดจะเล่นงาน

คือก่อนหน้านี้เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งน่ะที่พวกไอ้บอยคิดจะลอบกัดรามสูรตอนอยู่คนเดียว ผลปรากฏว่าวันนั้นไอ้รามมีแผลฟกช้ำนิดหน่อย แต่ไอ้บอยกับพวกอีกห้าคนต้องเข้าโรงบาลดามเหล็กกันไปหลายเดือนเลย นั่นจึงทำให้หลังจากนั้นไอ้รามก็แทบไม่เคยถูกเล่นงานอีก

“กูไม่ได้ห่วงมึงไอ้ราม... ดูแลเมียมึงให้ดีเหอะ” ได้ฟังดังนั้นรามสูรก็ทำหน้ายู่ จนโมราที่ยืนมองอยู่หลุดหัวเราะ

“อ้าว... ทำไมพวกมึงไม่ห่วงกูเลย” จบประโยคมันก็หันไปอ้อนให้เมียโอ๋

เหอะ หมั่นไส้...

“ไอ้เภก... ไอ้โรม... ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าใช้ของ” วายุภักตร์หันมาพูดกับพวกผม ส่วนของที่มันว่าก็คือ ปืนผมมีแต่ยังไม่เคยใช้ ไม่เหมือนกับไอ้โรมที่รับปากไปงั้นๆ เพราะผมรู้ว่ามันน่ะใช้ประจำ

“โดยเฉพาะมึงไอ้เภก อย่าลืมว่ามึงต้องดูแลน้องเขาอีกคน” คำพูดของไอ้วายุทำให้ผมชะงักแล้วครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

“เออ” ได้ยินผมรับคำ หัวหน้าวงอย่างมันก็พยักหน้ารับเบาๆ แล้วเดินออกจากห้องรับรองไป เพื่อนในวงคนอื่นๆ ก็เริ่มทยอยกันกลับ ผมเองก็ด้วย... ถ้าไม่ติดว่ามีเสียงแจ้งเตือนข้อความดังขึ้นซะก่อน

ตื้อดึ่ง!

Norah: หนูหิวอ่า

ข้อความของโนราห์ทำให้มุมปากของผมกระตุกยก ช่วงหลังๆ เธอนอนดึกรอผมกลับตลอด ถ้ามหาลัยเปิดเมื่อไหร่คงได้ปรับเวลานอนกันวุ่นแน่

Pipek : กำลังกลับ

พิมพ์ตอบไปเสร็จผมก็เดินออกมาหน้าผับเพื่อจะไปที่รถของตัวเอง และเสียงแจ้งเตือนข้อความก็ดังขึ้นอีกรอบ

Norah : ถึงแล้วออกไปซื้อของกินกันน้า

Pipek : อืม

กึก...

เท้าผมหยุดชะงักในตอนที่มัวแต่คุยแชทกับโนราห์จนเกือบจะเดินชนใครสักคน... ไม่ใช่สิ มันตั้งใจเดินมาขวางหน้าผมเองมากกว่า

“ไงเพื่อน ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” เสียงทุ้มที่ฟังแล้วทำให้หงุดหงิดดังขึ้น
เรียวคิ้วของผมขมวดมุ่นทันทีที่รู้ว่าคนตรงหน้านี้เป็นใคร ไอ้เหี้ยบอย...

“ใครเพื่อนมึง” ผมตอบเสียงแข็งพลางยัดโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง มันมากับเพื่อนอีกสองคน... ถ้าใส่กันตอนนี้จริงๆ ผมอาจจะเจ็บ แต่คิดว่าน่าจะพอไหว

“หูว... ของแรง ก็แค่มาทักทายเฉยๆ ไม่ต้องกลัว” คนตรงหน้าเอ่ยพลางยื่นมือมาตบไหล่ผมสองสามที รอยยิ้มกวนประสาทของมันทำให้ผมหงุดหงิด ก่อนที่ผมจะปัดมือมันออกจนเกิดเสียงกระทบกัน

“กูไม่เคยกลัวมึง” จบประโยคคนฟังก็แสยะยิ้มพร้อมกับพยักหน้ารับเล็กน้อย อยากจะรู้นักอะไรทำให้มันคิดว่าผมต้องกลัวพวกแม่ง

“มึงมีอะไรก็พูดมาเลยดีกว่า” ผมเอ่ยอย่างใจร้อนเพราะไม่อยากเสียเวลา โนราห์กำลังหิว

“บอกเพื่อนมึงด้วยอย่าเปรี้ยวตีนให้มาก... ถ้าคืนนี้ไอ้โรมมายุ่งกับคนของผับกูอีก กูไม่ปล่อยพวกมึงไว้แน่” ไอ้บอยพูดพร้อมกับฉีกยิ้ม ที่จริงคนที่มีปัญหากับ
ไอ้โรมน่ะไม่ใช่มันหรอก... ผมว่าเป็นลูกพี่ของมันมากกว่า ผมไม่รู้ว่าพวกมันเคยมีปัญหาอะไรกัน

แต่ไอ้เวรนั่น... ทำให้วันฬาตาย

“มึงคุมคนของมึงให้ดีเหอะ” ผมเอ่ยทิ้งท้ายก่อนจะเดินชนไหล่ไอ้บอยแล้วมุ่งหน้าไปที่รถ... ที่จริงผมคิดว่าวันฬาตายแล้วปัญหาจะจบ แต่ในเมื่อพวกมันไม่หยุด... ผมก็ไม่จำเป็นต้องหยุด

 

[Norah’s part]

พี่เภกกลับมาแล้ว...

ฉันคิดก่อนจะรีบผุดลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งเข้าไปหาร่างสูงที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาทันที แต่มันเป็นเพราะท่าทางของเขาดูเครียดๆ แหละ ฉันก็เลยกลืนคำพูดทั้งหมดลงคอไปอย่างอัตโนมัติตอนที่เราสบตากัน

“รอแปบนึง ให้พี่เปลี่ยนชุดก่อน” คนตัวโตเอ่ยก่อนจะเดินผ่านฉันไปแล้วถอดเสื้อแจ็คเก็ตพาดเอาไว้ที่โซฟา ฉันเดินตามเขาเข้าไปในห้อง สงสัยพี่เภกจะอารมณ์ไม่ดี... งั้นวันนี้ฉันไม่กินแล้วก็ได้

“พี่เภกคะ ไม่ต้องไปแล้วก็ได้ค่ะ” ฉันเอ่ยขึ้น ในขณะที่ร่างสูงก็รื้อหาเสื้อผ้าในตู้ไปด้วย

“ทำไม ไม่หิวแล้วไง?” เสียงทุ้มถามกลับ แต่เขาไม่ได้หันมามองฉันหรอกนะ เพราะอย่างนั้นฉันเลยแอบทำหน้าหงอยแหละเพราะรู้ว่าพี่พิเภกจะไม่เห็น

“หิวค่ะ แต่พี่ดูเหนื่อยๆ นี่ หนูไม่กินแล้วก็ได้” คำพูดของฉันมันทำให้คนตัวโตชะโงกหน้าออกมา เราสบตากันอยู่สองสามวิ ฉันไม่รู้ว่าพี่พิเภกกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ถ้าเขาเหนื่อยฉันก็ไม่อยากรบกวนไง

“ไม่ได้เหนื่อย รอแปบ” เอ่ยจบเขาก็ถอดเสื้อเชิ้ตของตัวเองออก ฉันจึงขยับหันหลังทันทีด้วยความเขิน หัวใจมันเต้นตึกตักแรงมากเลย ไม่ได้นะโนราห์... ห้ามเป็นเด็กแก่แดดสิ

“ไปได้แล้ว” เสียงทุ้มดังขึ้นพร้อมกับการที่ฉันโดนโยกหัวในตอนที่กำลังคิดฟุ้งซ่าน พี่พิเภกเดินนำฉันออกไป... ทำไมแค่มองแผ่นหลังกว้างๆ ของเขาแล้วฉันจะต้องรู้สึกหน้าร้อนวาบด้วยก็ไม่รู้ แปลกจังเลย...

หลังจากนั้นฉันและพี่พิเภกก็มาซื้อของกินที่ซุปเปอร์ขนาดกลางแห่งหนึ่งที่เปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง โชคดีหน่อยที่ที่นี่มีทั้งอาหารกึ่งสำเร็จรูปและแบบปรุงสุกใหม่ๆ ฉันไม่อยากกินขนมปังหรือมาม่าน่ะเพราะที่คอนโดก็มี อีกอย่าง... กินจนเบื่อแล้วด้วย ฉันกับพี่พิเภกเป็นพวกทำอาหารไม่เป็นทั้งคู่ เวลาหิวดึกๆ ก็ต้มมาม่าประจำเลยไง

ใช้เวลาไม่นานเราก็ซื้อของที่ต้องการจนครบ ตลอดเวลาฉันเห็นพี่พิเภกเอาแต่คุยแชทกับใครก็ไม่รู้ด้วยสีหน้าเครียดๆ ฉันไม่สบายใจเลยเวลาที่เห็นเขาเป็นแบบนี้

“พี่เภกเป็นไรมั้ยค้า เห็นทำหน้าเครียดๆ” ฉันเอ่ยขึ้นตอนที่พวกเราเดินกลับไปที่ลานจอดรถ ตอนนี้มันเงียบสงัดเพราะดึกมากแล้ว ที่จริงมันเกือบจะเช้าตรู่แล้วด้วย

“นิดหน่อยน่ะ พอดีเพื่อนพี่มีเรื่อง” เขาเอ่ยเหมือนไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร แต่ฉันคิดว่าเขาคงขี้เกียจเล่าให้ฉันฟังมากกว่า เพราะฉันรู้ไปก็คงช่วยอะไรเขาไม่ได้อยู่ดี

“อยากไปหาเพื่อนมั้ยคะ” ฉันถามพร้อมกับเงยหน้ามองคนตัวโต ก่อนที่เขาจะทำหน้าแปลกใจแล้วหันมามองฉัน

“มันดูแลตัวเองได้” คำตอบสั้นๆ มาพร้อมกับการการที่ฝ่ามืออุ่นๆ ของเขาวางแปะเอาไว้บนหัวฉัน โอ๊ะ... หัวใจมันเต้นแรงอีกแล้วอ่ะ

“หนูไม่อยากให้พี่เครียด แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง” ฉันเดินไปก้มหน้ามองพื้นไป พยายามควบคุมหัวใจไม่ให้มันแปลกๆ แต่พอเหมือนยิ่งให้ความสนใจกับมันมันก็ยิ่งเป็นหนักกว่าเดิมซะอีก

“แค่ไม่ดื้อก็พอแล้ว” จบประโยคของคนข้างๆ ฉันก็พยักหน้ารับเบาๆ หลังจากนั้นพี่พิเภกก็คว้าถุงใบเล็กในมือฉันไปตอนที่เราเดินมาถึงรถ

“มา เดี่ยวพี่เอาของเก็บหลังรถก่อน” ฉันมองตามหลังคนตัวโตไป ที่จริงฉันก็รู้นะว่าพี่พิเภกเป็นผู้ชายที่ดูดีมากๆ คนหนึ่ง แต่... ตอนนี้รู้สึกตัวเองคิดไม่บริสุทธิ์กับพี่เขาเลย


แสดงความคิดเห็น

emotion