Chapter 1

Chapter 1

4 / 88    0
coin × 0  coin × 0
ขนาดฟ้อนต์ 
ก+
ก-
โหมดกลางวัน
โหมดกลางคืน

“เก็บของเสร็จรึยังจ๊ะ ผู้ปกครองหนูมารออยู่ข้างล่างแล้วนะ” เสียงหวานนุ่มที่ดังขึ้นจากหญิงวัยกลางคนในชุดแม่ชีสีน้ำเงิน ทำให้ฉันชะงักมือจากสิ่งที่กำลังทำอยู่ทั้งหมดแล้วหันไปส่งยิ้มให้กับท่าน

“เรียบร้อยแล้วค่ะซิสเตอร์” จบประโยคฉันก็รูดซิบกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่ไม่เคยเอาออกมาใช้แรมปี ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วขยับเข้าไปสวมกอดซิสเตอร์ด้วยความวาบโหวงในหัวใจ

ฉันอยู่โรงเรียนประจำมาตั้งแต่เด็กน่ะ... พอวันนี้เรียนจบและต้องออกไปเผชิญกับโลกภายนอกมันก็ทำให้ฉันรู้สึกกังวลไม่น้อย ซิสเตอร์ทุกคนที่นี่เปรียบเสมือนแม่ของฉัน... และวันนี้ฉันจะต้องห่างจากแม่

“หนูไม่อยู่ซิสเตอร์จะดุใครล่ะทีนี้... มาเยี่ยมกันบ้างนะจ๊ะ” ท่านเอ่ยหลังจากที่ผละกอด ฝ่ามืออบอุ่นและนุ่มละมุนยกขึ้นลูบที่ผิวแก้มฉันเบาๆ ด้วยความเอ็นดู

“ค่ะ ซิสเตอร์... หนูจะมาหาซิสเตอร์ทุกเดือนเลย” ฉันตอบรับกลับไปด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ขอบตาทั้งสองข้างเริ่มร้อนจนทำให้น้ำตาพาลจะไหล แต่ไม่ได้... ตอนนี้ฉันไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว จะมางอแงเพราะเรื่องแค่นี้ไม่ได้

คิดดังนั้นฉันจึงกลั้นก้อนสะอื้นแล้วเชิดใบหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้หยาดน้ำใสไหลออกมา เราร่ำลากันอีกสักพักก่อนที่ซิสเตอร์จะพาฉันลงมายังโถงด้านล่าง เพราะพี่สาวที่เหลืออยู่ในชีวิตเพียงคนเดียวของฉันคงมารอรับฉันกลับนานแล้ว

“ไหนพี่หนูล่ะคะ” ฉันเอ่ยในตอนที่ชะเง้อคอมองไปรอบๆ แต่ก็เห็นแต่ผู้ปกครองของนักเรียนมากมายมารอรับลูกหลานกัน

“นั่นไงลูก นั่งกดโทรศัพท์อยู่ตรงนู้น... ” ซิสเตอร์เอ่ยพร้อมกับใช้มือชี้ไปยังบริเวณที่ผู้ปกครองของฉันมานั่งรอ แต่...

“ถ้างั้นซิสเตอร์ขอตัวก่อนนะ” จบประโยคท่านก็เดินลิ่วๆ ออกไปเลยเพราะมีผู้ปกครองที่เพิ่งมาใหม่ทำท่าเหมือนต้องการสอบถามอะไรบางอย่าง

แต่... เดี๋ยวก่อนสิคะซิสเตอร์ หนูไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นใครนี่นา หรือว่าซิสเตอร์จำผิดคนกันนะ

ฉันคิดในขณะที่ได้แต่ยืนบื้ออยู่ที่เดิมเพราะไม่รู้จะเอายังไงดี แถมตอนนี้ซิสเตอร์ยังเดินหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ สุดท้ายฉันจึงต้องเดินลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ไปตรงหน้าผู้ชายคนนั้นอย่างช่วยไม่ได้ ยิ่งเดินเข้าไปใกล้เขาก็ยิ่งดูน่ากลัว ท่าทางเงียบขรึมทว่าแฝงไปด้วยความดุดันทำให้ฉันเผลอสูดหายใจลึก แล้วกลั้นใจถามคำถามออกไป

“พี่เป็นใครหรอคะ” เสียงของฉันดังขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ ก่อนที่ดวงตาคู่คมจะละจากหน้าจอโทรศัพท์ตวัดขึ้นมามองหน้าฉัน วินาทีแรกเรียวคิ้วเข้มขมวดมุ่นเหมือนกำลังหงุดหงิดหรืออะไรสักอย่าง แต่พอเราสบตากัน... ฉันรู้สึกได้เลยว่าเขาชะงักไป

“โนราห์... ใช่มั้ย” คนตัวโตเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจนัก ฉันจึงพยักหน้าเบาๆ ตอบกลับไป

“ค่ะ”

“พี่สาวเธอให้ฉันมารับ” คำพูดของคนตรงหน้าทำให้ฉันเลิ่กคิ้วน้อยๆ อย่างแปลกใจ ในขณะที่เขาเองก็ยัดโทรศัพท์มือถือใส่กระเป๋ากางเกงแล้วยืนขึ้น

“พี่เป็นแฟนพี่วันฬาหรอคะ” ฉันถามอย่างสงสัยพลางกวาดมองคนตรงหน้า คือแบบว่ายังไงดี... ฉันแค่แปลกใจน่ะว่าพี่สาวตัวเองจะชอบผู้ชายสไตล์นี้

ท่าทางของคนตรงหน้านั้นแบดบอยและดูไม่แคร์โลกอย่างสุดๆ ผิวที่ขาวซีดในชุดแฟชั่นสมัยนิยมตัดกับเส้นผมสีเขียวมิ้นท์ทำให้เขาดูเด่นสะดุดตาจนผู้ปกครองแถวๆ นี้มองมากันไม่วางตา

“ไม่ใช่” คำตอบราบเรียบจากร่างสูงตรงหน้าทำให้ฉันเผยอปากอย่างงุนงง

“อ้าว” แต่เขาไม่ยอมอธิบายอะไรต่อทั้งนั้น คนตรงหน้าทำเพียงแค่คว้ากระเป๋าลากจากมือของฉันเอาไปถือไว้เอง

“ไป” เอ่ยจบเจ้าตัวก็เดินนำไปทันที ฉันจึงรีบวิ่งตามแล้วเอื้อมไปคว้ากระเป๋าตัวเองเอาไว้

“ดะ... เดี๋ยวค่า พี่มีหลักฐานมั้ย” คำถามของฉันทำให้คนตัวโตหยุดฝีเท้าแล้วหันมามองกันด้วยเรียวคิ้วที่ขมวดมุ่น หวา... เขาจะฆ่าฉันมั้ย

“หลักฐานอะไร” ฮือ... เสียงเขาฟังดูหงุดหงิดได้ที่เลยล่ะ ยิ่งฉันเห็นเหงื่อซึมชื้นตามใบหน้าของเขาก็รู้เลยว่าเจ้าตัวคงกำลังไม่สบายตัวสุดๆ พี่เขาต้องเป็นคนขี้ร้อนขี้หงุดหงิดแน่ๆ

“ละ... หลักฐานว่าพี่วันฬาเป็นคนส่งพี่มาไงคะ เราไม่เคยเจอกันจะให้หนูไว้ใจพี่ได้ยังไง” ฟังจบคนตรงหน้าก็พ่นลมหายใจออกมา สายตาของเขากำลังบอกฉันกลายๆ ว่า อย่ามาไร้สาระ

แต่ฉันคิดแบบนั้นจริงๆ นี่ ฉันไม่เคยรู้จักเขา จะยอมให้เขาพาไปดื้อๆ ได้ยังไง อีกอย่าง... พี่วันฬาก็ไม่เห็นบอกอะไรฉันเลย ฉันติดต่อเธอไม่ได้มาเป็นเดือนแล้ว ก่อนหน้านี้ฉันก็แค่ส่งข้อความให้เธอมารับแต่เธอไม่ได้ตอบอะไรกลับมานอกจากกดอ่านเท่านั้น ฉันเองยังแอบลุ้นๆ อยู่เลยว่าเธอจะมามั้ย เพราะถ้าไม่... ฉันก็คงไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน

ฉันมีแค่เธอคนเดียว...

“ถ้าไม่มี... โรงเรียนจะปล่อยให้ฉันเอาตัวเธอไปมั้ย?” คนตรงหน้าถามประชดกลับมา นั่นจึงทำให้ฉันเริ่มสบายใจขึ้นนิดหน่อย เพราะโรงเรียนของฉันค่อนข้างเข้มงวดกับเรื่องนี้มาก อย่างน้อยก็ต้องมีลายลักษณ์อักษรจากผู้ปกครองตัวจริงมาเป็นหลักฐาน

ดังนั้น... พอเห็นว่าฉันไม่มีข้อคลางแคลงใจอะไรอีก ผู้ปกครองจำเป็นจึงเดินนำฉันออกไปยังลานจอดรถ แล้วยกกระเป๋าเดินทางใส่เอาไว้ที่ท้ายรถคนหนึ่งซึ่งดูแล้วราคาน่าจะมหาโหด

“แล้วพี่ชื่อไรคะ ไม่ใช่แฟนพี่วันฬาแล้วเป็นอะไรกันหรอ” ฉันถามขึ้นตอนที่เราทั้งคู่นั่งประจำที่ภายในรถ เขาแทบไม่สนใจฉันเลย เอาแต่สตาร์ทรถปรับแอร์ปรับนู่นนี่นั่น บลาๆๆ

“พิเภก” เสียงทุ้มเอ่ยห้วนๆ โดยไม่ยอมตอบอีกคำถามของฉัน ก่อนที่รถคันหรูจะพาเราทั้งคู่ออกจากสถานที่แห่งนี้ไป ฉันมองโรงเรียนของตัวเองตาละห้อย อยู่ที่นี่มาตั้งหลายปีพอต้องไปมันรู้สึกใจหายยังไงไม่รู้

บางทีฉันก็อยากจะเป็นเด็กตลอดไปเลย...

คิดดังนั้นฉันจึงถอนหายใจออกมา ตอนนี้อยากเจอพี่วันฬาเร็วจังๆ ฉันมีเรื่องจะเล่าให้เธอฟังเยอะแยะเลย อยากไปเดินเที่ยว แล้วก็กินไอติมด้วยกันด้วย มันจะต้องสนุกมากแน่ๆ

“ทำไมพี่วันฬาถึงไม่มารับหนูอ่ะคะ ติดธุระหรอ”ฉันถามอย่างสงสัย แอบเซ็งนิดๆ ด้วยเพราะพี่พิเภกคนนี้ดูจะขี้รำคาญซะเหลือเกิน เขาคงไม่ชอบเด็กแน่ๆ

“อืม” เสียงทุ้มตอบกลับมาห้วนๆ ฉันจึงเชิดริมฝีปากขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่ถูกใจ ช่างเป็นคนไม่มีอัธยาศัยเอาซะเลยแฮะ

“แล้วเราจะไปคอนโดพี่วันฬากันหรอคะ” ฉันถามขึ้นอีกเพราะเขายังไม่ได้บอกเลยว่าจะพาฉันไปส่งไว้ที่ไหน แต่แล้วคำตอบที่ได้มาก็มีแต่ความเงียบ เอ... หรือว่าเมื่อกี๊พี่เขาไม่ได้ยินหว่า

“...”

“แล้ว... ง่ำๆๆ”คราวนี้ไม่ทันที่ฉันจะพูดจบประโยค จู่ๆ คนที่กำลังทำหน้าที่ขับรถอยู่ก็หยิบมันฝรั่งทอดที่อยู่ในถุงเหมือนเขาซื้อเตรียมเอาไว้ก่อนหน้านี้ยัดใส่ปากฉัน

“กินไป... เดี๋ยวถึงก็รู้เอง” เอ่ยจบเขาก็โยนถุงนั่นมาให้ฉัน มันมีทั้งแฮมเบอร์เกอร์ มันฝรั่งทอด แถมยังมีน้ำอัดลมแก้วใหญ่อีก โหย... ลาภปากชัดๆ ตอนอยู่โรงเรียนซิสเตอร์ไม่ให้ฉันกินอะไรพวกนี้เลย ท่านบอกว่ามันเป็นอาหารไร้ประโยชน์น่ะ

แน่นอนว่าหลังจากนั้นฉันกินมันจนเกลี้ยง เลิกสงสัยและเลิกถามอะไรต่างๆ นาๆ ไปเลยด้วย พอท้องเริ่มอิ่ม... ความเงียบและอากาศเย็นๆ ในรถก็ทำให้เปลือกตาฉันหนักอึ้ง จำได้ลางๆ ว่าพี่พิเภกถอดเสื้อแจ็คเก็ตมาห่มให้เพราะฉันบ่นว่าหนาว

หอมจังเลย...

zZZ...

 

[Pipek’s part]

“หนูหิวแล้ว” เสียงเจื้อยแจ้วของยัยเด็กตัวเล็กบ่นขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้เธอตื่นขึ้นมาแล้วเล่นโทรศัพท์ตัวเองจนแบตหมด ตอนนี้ผมกำลังขับรถพาน้องสาวของวันฬากลับกรุงเทพฯ น่ะ แถมโรงเรียนเธอก็อยู่ต่างจังหวัดมิหนำซ้ำยังไกลโคตรๆ ใช้เวลาขับรถเป็นวันๆ เลยทีเดียว

พอหันไปเห็นเธอเริ่มทำหน้ามุ่ยผมเลยเลี้ยวรถเข้าไปในจุดจอดพักรถที่บังเอิญอยู่ข้างหน้าพอดี

“กินไอติมได้มั้ยคะ” โนราห์ถามเสียงใสหลังจากที่เธอเห็นว่าที่นั่นมีร้านไอศกรีมอยู่ด้วย ร่างบางเอาแต่เกาะกระจกเหมือนเด็กที่ไม่เคยได้ออกมาผจญกับโลกภายนอก

ให้ตาย... ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังพาลูกไปเที่ยว

“หิวก็กินข้าว” ผมเอ่ยก่อนจะดับรถ แล้วหันไปมองคนข้างๆ ที่เชิดริมฝีปากขึ้นนิดๆ อย่างไม่ถูกใจนัก เด็กดื้อ...

“...” ผมมองโนราห์ด้วยความรู้สึกแปลกๆ ใบหน้าที่เหมือนกับวันฬาราวกับฝาแฝดทำให้ผมถอนหายใจออกมา

“หลังจากนั้นถ้าไม่อิ่มจะพาไปกินไอติม” จบประโยคริมฝีปากจิ้มลิ้มของคนตัวเล็กก็ฉีกยิ้มกว้างทันที เธอรีบปลดเข็มขัดแล้วเปิดประตูออกไปยืนนอกรถด้วยท่าทางกระดี๊กระด๊า จนคนแถวๆ นั้นหันมามองด้วยความเอ็นดู

ผมคงยังไม่ได้บอกว่าเด็กนี่หน้าตาน่ารักมาก... เหมือนพี่สาวเธอ แต่สิ่งที่ต่างกันคงเป็นความอ่อนเยาว์และสีผม เด็กนี่ผมสีทอง... ผมไม่รู้ว่าทำไมโรงเรียนเธอถึงอนุญาตให้ย้อมด้วยทั้งๆ ที่ดูแล้วก็น่าจะเข้มงวดกับเรื่องพวกนี้ แต่ช่างมันเหอะ เพราะนั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร

ตอนนี้โนราห์อยู่ในชุดยูนิฟอร์มของโรงเรียนที่ค่าเทอมแพงหูฉี่ ทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้ทำให้ผมเข้าใจว่าทำไมวันฬาถึงได้ร้อนเงินนัก... เธอคงรักน้องสาวตัวเองมากถึงได้เลี้ยงดูโนราห์มาอย่างดีที่สุด

“หนูอยากคุยกับพี่วันฬา หนูโทรหาเขาไม่ติด” โนราห์เอ่ยขึ้นหลังจากที่เราเข้ามานั่งในร้านอาหารร้านหนึ่ง และคำพูดของเธอมันก็ทำให้ผมไม่รู้จะตอบกลับไปยังไง... สุดท้ายถึงได้บ่ายเบี่ยงเธอไป

“เดี๋ยวก็ถึงแล้ว”

“กว่าจะถึงก็เกือบเช้า” คนตัวเล็กเอ่ยอย่างกระเหง้ากระหงอดแต่เธอก็ไม่ได้ติดใจอะไรนัก ประจวบเหมาะกับที่พนักงานนำอาหารมาเสิร์ฟให้พอดี นั่นเลยทำให้โนราห์ลืมประเด็นนี้ไปเพราะมัวแต่สนใจอาหารน่าตาน่ากินตรงหน้า


แสดงความคิดเห็น

emotion